การพูดบนเวทีเป็นทักษะ และทักษะแปลว่าฝึกได้

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

การพูดบนเวทีเป็นทักษะ และทักษะแปลว่าฝึกได้

โพสต์ โดย siri » พฤหัสฯ. ก.ย. 17, 2020 9:03 am

Cr.คุณ boywisoot อ่านตัวจริงที่นี่ https://www.boywisoot.com/post/public-s ... 8IGal4eR04

การพูดบนเวทีเป็นทักษะ และทักษะแปลว่าฝึกได้

1.
ผู้คนต้องชื่นชอบเราก่อน เขาจึงจะฟังเราพูด ถ้าผู้คนชื่นชอบเราแล้ว ต่อให้ยังไม่ได้พูดอะไรมาก เขาก็พร้อมที่จะเชื่อเราทุกอย่าง การฝึกทำให้คนชื่นชอบ จึงเป็นทักษะที่สำคัญ



จริงใจ อ่อนน้อม เป็นมิตรกับผู้ฟัง ไม่กระโชกโฮกฮาก พูดเรื่องที่ควรพูด ไม่พูดเรื่องที่ไม่ควรพูด เป็นผู้ให้ มีสิ่งดี ๆ มามอบให้เสมอ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่โอ้อวดตัวเอง ไม่พูดถึงคนอื่นในแง่ร้าย อารมณ์ดี ...เหล่านี้คือสิ่งเบื้องต้นที่จะทำให้ผู้คน "ชื่นชอบ" เรา


เรื่องที่พูดนั้นสำคัญ แต่วิธีพูดนั้นสำคัญกว่า วิธีพูดนั้นสำคัญ แต่คนที่เป็นคนพูดนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน


2.
โลกนี้คนส่วนใหญ่ พยายามทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก และน่าเบื่อ ดังนั้นสำหรับใครที่อยากเป็นคนส่วนน้อย หน้าที่ของเราจึงคือ "ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย" เขียนเรื่องน่าเบื่อ ให้เป็นเรื่องน่าอ่าน พูดเรื่องเข้าใจยาก ให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย ทำเรื่องซับซ้อน ให้เรียบง่าย จับต้องได้


ลองมองหาสิครับ อะไรในโลกนี้บ้างที่คนชอบทำให้มันยาก ยุ่ง ซับซ้อน จากนั้นหาทางทำให้มันง่ายขึ้น เล่าออกมาให้เรียบง่าย ท่าไม่ต้องยาก ...ใครทำได้ จะมีแต่คนชื่นชม แถมรายได้ยังจะตามมาอย่างไม่ทันตั้งตัว


แน่นอนว่าการทำให้ง่าย มันไม่ง่ายหรอก ...ถ้ามันง่าย เขาก็รวยกันทั้งโลกแล้ว


3.
นานมาแล้ว ผมไปเป็นวิทยากรให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง หลังจากบรรยายเสร็จ ก็เป็นช่วง coffee break มีผู้ฟังท่านหนึ่งเดินเข้ามาคุยกับผม เขาบอกในสิ่งที่ผมประทับใจมาจนถึงวันนี้


ผู้ฟังท่านนั้นบอกกับผมว่า "ผมรู้เลยว่าคุณต้องเตรียมตัวมาอย่างหนัก ถึงจะพูดแล้วฟังเข้าใจง่าย เป็นระบบระเบียบแบบนี้"


ที่ผมประทับใจ ไม่ใช่เพราะพี่ผู้ฟังคนนี้มาชื่นชมผม แต่ประทับใจตรงที่มีคนเห็นคุณค่าของบางสิ่ง ...บางสิ่งที่เบื้องหน้าดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยความพยายามและการทำงานหนัก


ถ้าใครมาเห็นเฉพาะตอนวันสอน ก็คงคิดว่า ง่ายดีจัง พูดไปพูดมา แล้วก็รับตังค์


...แต่เรื่องจริงก็คือ ไม่ง่าย พูดเลยว่าเตรียมตัวหนักมาก


4.
รู้จักอาชีพนักพูดมั้ยครับ? จับไมค์ขึ้นพูดบนเวที มีคนจ้างไปบรรยาย ฟังดูเหมือนง่าย พูดปั๊บรับเงิน เดินออกงาน กลับบ้านโลด อาชีพอะไรว้าาา ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย น่าอิจฉาชะมัด


แต่ก่อนผมก็นึกแบบนั้น โคตรสบายเลยอาชีพนี้ พอวันนี้มาเป็นนักพูดเอง จึงรู้ว่าไม่หมู


หลังจากที่ผมบรรยายมาไม่รู้กี่เวที เริ่มจากคนฟังหลักสิบ จนไปถึงหลักหลายพัน วันนี้จึงได้รู้แล้วว่า "ที่ดูง่ายเพราะทำเรื่องยากไว้หมดแล้ว"


ทุกวันนี้สิ่งที่สนุกอย่างหนึ่งในการทำงานของผมก็คือ "การเตรียมสคริปต์ที่ใช้พูดบนเวที" เรียกว่าสนุกตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวที ใช่ครับ นักพูดที่ดีเตรียมทุกอย่างมาจากบ้านแล้ว ไม่ใช่ด้นสดบนเวที ที่เห็นเหมือนพูดเป็นธรรมชาติ แต่มันคือการเตรียมตัวไว้หมดแล้ว


และการจะมีสคริปต์ที่ดีได้นั้น แปลว่านักพูดคนนั้นต้องอ่านเยอะ เห็นเยอะ เจอมาเยอะ มีทั้งประสบการณ์ตรง ประสบการณ์ทางอ้อมจากการฟังหรืออ่านมา ที่สำคัญยังต้องเรียบเรียงความคิดให้เป็นอีกด้วย เพื่อที่จะออกมาเป็นสคริปต์ที่ดึงดูดความสนใจ ได้ประโยชน์ และก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับผู้ฟัง


ยังไม่นับทักษะบนเวทีที่ต้องเอาคนดูให้อยู่หมัด จะใช้ไม้ไหนมาสู้กับสมาธิที่แสนสั้นของคนฟัง เรื่องเหล่านี้ต้องฝึกซ้อมมาอย่างดี


...ที่สำคัญ ต้องเคยเจ็บปวดมาหลายเวที กว่าจะหาวิธีเจอ


5.
ทักษะในการพูดนั้นสำคัญมาก แม้แต่คนพูดน้อยอย่างผม ยังต้องยอมฝึก เพราะรู้ว่ามีประโยชน์กับชีวิต ไม่ใช่เพราะเป็นอีกอาชีพ เพียงแต่ผมรู้ว่า "พูดดีมีโอกาส" นั่นคือเรื่องจริง


ใครอยากพูดเก่ง ๆ (คนละเรื่องกับพูดมาก) ผมอยากเป็นกำลังใจว่า การพูดบนเวทีเป็นทักษะ และทักษะแปลว่าฝึกได้ ขนาดคนที่วัน ๆ ไม่พูดไม่จาอย่างผม ยังกลายเป็นนักพูดได้เลย


ใครอยากฝึก อาจเริ่มจากลองเขียนบทที่อยากพูด เอาให้อ่านแล้วรู้เรื่องก่อน ยังไม่ต้องดีมาก เอาแค่รู้เรื่อง (ใครที่เขียนหนังสือได้ดี ถ้าเขาฝึกพูดด้วย มีแนวโน้มสูงว่าเขาจะพูดได้ดี เพราะเรียบเรียงความคิดได้ดี) จากนั้นอาจจะลองฝึกพูดหน้ากล้องมือถือไปก่อน ค่อย ๆ ปรับแก้ไป


จากนั้นหาเวทีลองพูดหน้าชั้น หน้าห้อง ในที่ประชุม อะไรก็ว่าไป ตอนแรกใจจะเต้นรัว พูดมั่วโคตร นั่นเป็นเรื่องธรรมชาติครับ ผมเองก็เคยเป็น อย่าได้แคร์ จำไว้ว่า "กรรมเป็นของคนฟัง ไม่ใช่ของเรา" (ฮา)


หลังจากที่ฝึกบ่อย ๆ ก็ให้กลับมาประเมินตัวเอง แล้วจะพบว่าเราค่อย ๆ เก่งขึ้นเอง เพราะทักษะนั้นยิ่งฝึก ยิ่งเก่ง ไม่มีวันที่ยิ่งฝึก จะยิ่งแย่


คอร์สออนไลน์จาก บอย วิสูตร เกือบ 1,000 วิดีโอ (ราคาพิเศษ)

พอเริ่มพูดได้ดีขึ้น เราจะติดใจ สนุกกับการที่คนฟังอินไปกับเรา หัวเราะในสิ่งที่เราเล่า คนฟังได้ประโยชน์จนต้องเดินมาจับมือตอนเราพูดจบ เมื่อนั้นล่ะ เราจะรู้สึกว่าการพูดบนเวทีมันสนุกมาก และเราจะอยากฝึกให้เก่งขึ้นเรื่อย ๆ


เราจะเริ่มอ่านเยอะขึ้น ฟังเยอะขึ้น ออกเดินทางเยอะขึ้น เพราะการพูดจะบังคับให้ต้องมีเรื่องมาเล่า ...เราจะเก่งขึ้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย


เราจะเขียนบทพูดจนเนี้ยบ ซ้อมจนคล่อง แล้วขึ้นไปพูดบนเวทีได้อย่างเป็นธรรมชาติ ...เป็นธรรมชาติจนคนอื่นรู้สึกว่าการเป็นนักพูดนั้นทำไมง่ายจัง


ทีนี้ล่ะ เราก็จะเข้าใจแล้วว่า "อ๋อ...ที่มันดูง่าย เพราะทำเรื่องยากไว้หมดแล้วนี่เอง"


ขอให้โชคดีครับ แล้วผมจะรอฟังคุณพูดบนเวที.


Contact
wisootboy@gmail.com



©2020 by boywisoot

siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: การพูดบนเวทีเป็นทักษะ และทักษะแปลว่าฝึกได้

โพสต์ โดย siri » พฤหัสฯ. ธ.ค. 17, 2020 1:24 am

“การพูดเพียงไม่กี่นาทีสามารถเปลี่ยนใจคนได้”

ถ้าคุณถูกกำหนดให้พูดโน้มน้าวใจคนให้สามารถซื้อของ ภายในระยะเวลาที่ลิฟต์กำลังขึ้นคุณคิดว่าจะทำได้ไหม?

อาจจะดูเป็นเรื่องที่ยากสำหรับใครบางคนเพราะการพูดหรือนำเสนอให้คนสนใจเป็นสิ่งเราคิดกันเสมอว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเพื่อที่จะอธิบายรายละเอียดและคุณสมบัติให้ครบถ้วน

แต่ในโลกของธุรกิจกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผู้บริหารระดับสูงหรือนักลงทุน คงไม่มีเวลามากพอที่จะฟังเราอธิบายแบบยืดเยื้อ ดังนั้น การพูดเพื่อเปลี่ยนใจคนภายในระยะไม่กี่นาทีจึงจำเป็นต้องมีเทคนิคเพื่อเอาไว้ใช้สำหรับการนำเสนอและเจรจาต่อรองทางธุรกิจ

Elevator Speech เป็นเทคนิคการพูด ภายในระยะเวลาสั้นๆ หรือเรียกอีกชื่อว่า Elevator Pitch หลายคนอาจจะสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับลิฟต์ได้อย่างไร ซึ่งคำนี้เป็นการเปรียบเหมือนสถานการณ์ที่คนใช้เวลาในลิฟต์ เพื่อชักชวน พูดคุย หรือนำเสนอไอเดียให้คนอื่นสนใจภายในระยะเวลา 30 วินาที หรือไม่เกิน 5 นาที ระหว่างที่ลิฟต์กำลังขึ้นลง

การจะพูดเพื่อเปลี่ยนใจคนแบบเทคนิค Elevator Speech สามารถทำได้ดังนี้

คุณเป็นใครและจะทำอะไร : การแนะนำตัวไม่จำเป็นต้องพูดถึงประวัติการทำงานหรืออาชีพเราทั้งหมด ควรแนะนำตัวแบบสั้นๆ ว่าคุณคือใครและต้องการจะทำอะไร

โน้มน้าวใจให้ตรงจุด : การพูดควรดึงดูดและจุดประกายความสนใจของผู้ฟัง จากประสบการณ์ที่ผ่านมา

แชร์ทักษะของคุณ : อาจมีพื้นที่เล็กน้อยเพื่อบอกว่าคุณเป็นใคร? มีคุณสมบัติและทักษะอะไรบ้าง? แต่ควรหลีกเหลี่ยงการโอ้อวดที่มากเกินไป

จะดีได้ต้องฝึกฝน : การฝึกพูดบ่อยๆ จะทำให้เราคุ้นเคยและช่วยให้เราพูดได้แบบธรรมชาติมากขึ้น

คิดบวกและยืดหยุ่น : ระหว่างการนำเสนอเป็นโอกาสที่คุณสามารถสร้างความประทับใจด้วยมุมมองความคิดที่ดีและมีความยืดหยุ่น

พูดถึงเป้าหมาย : ไม่ควรเตรียมคำพูดที่เจาะจงเป้าหมายมากเกินไป เนื่องจากการนำเสนออาจจะถูกนำไปใช้ในสถานการณ์และกลุ่มบุคคลที่แตกต่างกัน

รู้ประวัติของคนที่จะเข้าไปคุย : เตรียมความพร้อมโดยการศึกษาประวัติข้อมูลของคนที่ต้องการจะคุยไปเล็กน้อย รวมไปถึงคำศัพท์เกี่ยวกับสายอาชีพนั้นเพื่อใช้ในการสื่อสารที่ราบรื่นมากขึ้น

เตรียมนามบัตรให้พร้อม : การให้นามบัตรหรือข้อมูลติดต่อในช่วงท้ายการสนทนา แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นและความพร้อมของผู้นำเสนอ

ตัวอย่างการพูดแบบ Elevator Pitch ของ Chellie Campbell ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินในลอสแองเจลิส โดยมีจุดประสงค์เพื่อขายคอร์สเรียนของเธอ

“ฉันชื่อ Chellie Campbell เป็นผู้ตรวจสอบและดูแลด้านการเงิน งานสัมนาเพื่อช่วยให้ผู้คนเรียนรู้ถึงวิธีการจัดการด้านการเงินในระยะเวลา 8 สัปดาห์ของฉัน มีเป้าหมายว่าจะช่วยให้คุณรู้ถึงวิธีการหาเงินและการบริการเวลามากขึ้น และฉันยังเป็นผู้เขียนหนังสือ The Wealthy Spirit, Zero to Zillionaire และ From Worry to Wealthy ถ้าคุณสนใจสามารถโทรหาฉันได้”

Elevator Pitch ถือว่าเป็นเทคนิคที่ทรงพลังมาก นอกจากจะใช้เพื่อนำเสนองานแล้ว ยังสามารถนำไปใช้กับการสมัครงานหรือสร้างคอนเนกชันเพื่อต่อยอดธุรกิจให้เติบโตขึ้นได้ในอนาตคต
.
.
The purpose of an elevator pitch is to describe a situation or solution so compelling that the person you're with wants to hear more even after the elevator ride is over. - Seth Godin

“จุดประสงค์ของ Elevator pitch คือ การอธิบายเงื่อนไขหรือวิธีการแก้ปัญหา เพื่อให้คนที่อยู่ในลิฟต์ด้วยกัน ต้องการได้ยินมากขึ้น ถึงแม้ว่าลิฟต์จะสิ้นสุดแล้วก็ตาม”

อ้างอิง : http://bit.ly/2K0n4jn
: http://bit.ly/2LGKTNA

siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: การพูดบนเวทีเป็นทักษะ และทักษะแปลว่าฝึกได้

โพสต์ โดย siri » อังคาร มี.ค. 16, 2021 11:52 pm

เทคนิคการพูดในที่สาธารณะ (ภาคขยาย)

by. เพจ เขียนไว้ให้เธอ

ผมเคยเขียนเรื่องเทคนิคการพูดในที่สาธารณะไว้จากประสบการณ์ส่วนตัว เป็นบทความที่ยาวมากๆอยู่ แต่พอได้ฟังไซมอน ซิเนคพูดถึงเรื่องหัวใจสำคัญอีกเรื่องของ public speaking ซึ่งผมคิดว่ามันใช่เลย ก็เลยอยากจะบันทึกไว้ให้ยาวขึ้นไปอีก
ไซมอน ซิเนค นักเขียนและนักพูดสร้างแรงบันดาลใจที่ผมชอบมากๆคนนี้ เล่าถึงประสบการณ์ในอาชีพของเขาว่าคนที่พูดในที่สาธารณะ หรือบรรยายอะไรได้ดีและมีคนชื่นชมมากๆนั้น ไซม่อนสังเกตว่าสิ่งที่สำคัญมากก็คือการเปลี่ยนมุมมองตัวเองก่อนการไปพูด ก็คือการขึ้นพูดด้วยทัศนคติที่ต้องการมา “ให้” (giving attitude) เพราะสิ่งที่เขาเชิญเราไปพูดนั้นเพราะเรารู้อะไรบางอย่าง ทำอะไรมาบางอย่างหรือมีประสบการณ์อะไรบางอย่างที่เขาอยากเรียนรู้จากเรา ไม่ใช่ต้องการฟังเราโอ้อวดความเก่งของเราเอง
แต่มีผู้บรรยายจำนวนไม่น้อยที่พูดเพื่อที่จะเอาดีเข้าตัว เอาประโยชน์เข้าตัว ไซมอนบอกว่าให้สังเกตจาก บางคนตอบกั๊กๆเพื่อให้ไปซื้อหนังสือที่ตัวเองเขียน แทบทุกหน้ารวมถึงหน้าจบของ powerpoint ก็มี IG หรือ website เพื่อต้องการ follower เปิดหัวมาก็โม้ก่อนเลยว่าสำเร็จอะไรมาบ้าง ผมเป็นคนคิดอันโน้น เป็นที่ปรึกษาอันนี้ ผมหรือดิฉันนี่เก่งที่สุดแล้ว ไซม่อนบอกว่าสังเกตไม่ยากเลยว่าใครมาให้หรือใครมาเอา
ไซม่อนฟันธงเลยว่า 100% ของผู้พูดที่ดี ไม่ว่าจะใน ted talk หรือที่ไหนคือคนที่มาพูดเพื่อให้ทั้งนั้น ไม่ได้ต้องการอะไรกลับ ไม่ได้ต้องการสร้างตัวเองให้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้ต้องการพิสูจน์ตัวเองหรือต้องการเสียงปรบมือดังๆ เสียงปรบมือนั้นเป็นผลพลอยได้ แต่เหตุผลที่ไปพูดนั้นก็เพื่อที่จะให้ และก็เป็นหัวใจหลักของการเป็นนักพูดที่ดีในมุมของไซม่อน ซิเนค ซึ่งผมคิดว่าทัศนคตินี้ใช้ได้ตั้งแต่การพูด จนถึงการเขียนเลยด้วยซ้ำ ซึ่งทำได้ไม่ง่ายในการเอาชนะอีโก้ตัวเอง แต่ถ้าทำได้แล้วการพูดหรือการเขียนของเราจะน่าฟังน่าอ่านขึ้นมาก ซึ่งลองสังเกตเวลาเราเห็นคนโม้ๆถึงตัวเองเยอะๆทั้งงานพูดงานเขียนก็ได้นะครับว่าเราเองก็ยังฟังแล้วลมขึ้นเบาๆ มีอาการท้องอืดท้องเฟ้อเลย ในทางกลับกันเราก็จะได้รู้ว่าไม่ควรเอาอีโก้นำเวลาบรรยายหรือแม้กระทั่งพูดอะไรใน clubhouse แต่เอาทัศนคติการ “ให้” เป็นตัวตั้ง ก็น่าจะเป็นการเริ่มต้นการพูดในที่สาธารณะที่ดีเลยนะครับ
ก็เลยขอเอาที่เคยเขียนเรื่อง public speaking ไว้มาลงเพื่อให้ครบถ้วนอีกรอบครับ
………
เทคนิคการพูดในที่สาธารณะ (ของผม)
(คำเตือน : เป็นบทความที่ยาวมาก)
มีคนเขียนมาถามผมอยู่หลายคนถึงเทคนิคหรือวิธีการต่างๆในการบรรยายหน้าคนเยอะๆหลังจากบทความที่ผมเขียนเรื่องการพูดในที่สาธารณะแพร่หลายออกไป ผมก็เลยคิดว่าเทคนิคหลายๆอย่างที่ผมใช้ บางข้ออาจจะมีประโยชน์กับผู้ที่กำลังพยายามฝึกพูดหรือมีความจำเป็นต้องพูดกับคนหมู่มาก เลยลองรวบรวมเทคนิคที่ผมใช้แล้วได้ผลไว้หลายข้อจากการลองผิดลองถูก ครูพักลักจำ และการขึ้นเวทีมาน่าจะหลายร้อยครั้งในช่วงสิบปีที่ผ่านมาไว้
ต้องเกริ่นก่อนว่า ผมเริ่มจากคนที่พูดไม่ได้เลยเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน มีปัญหากับการออกไปพูดหน้าชั้น หน้าคนเยอะๆอยู่มาก ตั้งแต่ตื่นเต้นใจสั่น ปวดท้อง พูดไม่รู้เรื่อง พูดแล้วน่าเบื่อ ฯลฯ ผมไม่เคยเรียนฝึกพูดที่ไหนแต่จำเป็นต้องพูดเพราะหน้าที่การงานบังคับ ลองหลายๆวิธีไปเรื่อยๆจนเริ่มมีคนเชิญไปบรรยายอย่างต่อเนื่อง ต้องลองบรรยายในหลายรูปแบบ หลากผู้ฟัง ทั้งแป้ก บ้างดีบ้าง จนตอนนี้ก็พอรับบรรยายได้ในหัวข้อที่ตัวเองถนัด แต่ก็ยังไม่เก่งพอที่จะพูดอะไรก็ได้หรือเป็นสุดยอดนักบรรยาย แค่พอไปวัดไปวาได้ บ่อยครั้งก่อนขึ้นเวทีก็ยังตื่นเต้นมากๆอยู่
ประสบการณ์หลายอย่างจึงเป็นเรื่องที่เจอส่วนตัว อาจจะตรงกับบางท่านไม่ตรงกับบางท่าน แต่จากแผลเป็นหลายแผลที่เรียนรู้มา ก็หวังว่าจะมีซักข้อสองข้อที่พอมีประโยชน์สำหรับนัก (อยาก) พูดบ้างนะครับ
ผมลองย่อยจากประสบการณ์ที่เล่นจริงเจ็บจริงมาเป็นข้อๆไว้ดังนี้
—กินผักและวิ่งบ่อยๆ
สมัยก่อนผมจะตื่นเต้นและกลัวไปล่วงหน้าก่อนพูดหลายวัน เป็นคนที่ขวัญกำลังใจต่ำมาก พอใกล้เวลาพูดจะชอบจินตนาการว่าถ้าเราพูดไปแล้วปวดท้องบนเวทีจะทำยังไง ถ้าท้องเสียจะทำยังไง แล้วก็จะกังวลตั้งแต่ก่อนพูดจนจบ รวมถึงหลายครั้งก็รู้สึกใจสั่น ยิ่งใกล้พูดทั้งใจทั้งมือยิ่งสั่นเหมือนจะเป็นลม หัวใจเต้นเร็วมาก คิดอะไรเลวร้ายไปต่างๆนานา
ผมลองมาหลายวิธี แต่ที่ช่วยมากๆสำหรับเรื่องปวดท้องก็คือการกินผักเยอะๆก่อนพูดซักสองมื้อ ทำให้ท้องไส้ปกติ พอเริ่มคิดแล้วหัวเช็คกับท้องก็ไม่มีอาการอะไร ความกังวลก็หายไป อีกวิธีที่ช่วยเรื่องใจสั่น ตื่นเต้นเยอะ คือการวิ่ง พอวิ่งบ่อยๆเข้าหัวใจแข็งแรงขึ้น เต้นช้าลง พอจะขึ้นเวทีมันเหมือนมี buffer ที่กว่าจะถึงระดับใจสั่นจะใช้เวลานานขึ้น ไม่ได้ยินเสียงหัวใจให้กังวลอีก ความมั่นใจทางด้านร่างกายก็จะเริ่มมา ก็ทำให้คลายใจก่อนขึ้นเวทีไปเปราะหนึ่ง
—วิธีลดความตื่นเต้นก่อนขึ้นเวที
ผมเป็นคนที่พานิคง่ายเพราะเคยเป็น panic disorder มาก่อน ต่อให้เหมือนหายไปแล้วแต่ความรู้สึกนานๆก็ยังมาอยู่ โดยเฉพาะก่อนขึ้นเวทีในบางครั้งเวลาที่ไม่ค่อยสบาย หรือเหนื่อยๆก็จะมีอาการหายใจไม่ทั่วท้อง กังวล ใจเต้น ผมได้เทคนิคง่ายๆจากการหัดนั่งสมาธิใน application หนึ่ง พอตื่นเต้นมากๆ เขาให้หายใจเข้าลึกๆนับ 1 2 3 ช้าๆ แล้วกลั้นหายใจ นับ 1 2 3 ช้าๆ แล้วหายใจออกนับ 1 2 3 ช้าๆ กลั้นหายใจนับ 1 2 3 ช้าๆ ทำซักสิบรอบก่อนขึ้นเวที จะช่วยบรรเทาความตื่นเต้นได้พอสมควร
—ไม่มั่นใจ ประหม่า ไม่ต้องออกตัว
บ่อยครั้งที่เราคิดว่าการออกตัวว่าพูดไม่เก่ง วันนี้ไม่ค่อยพร้อม หรือตื่นเต้นมากๆ จะเป็นการปรับความคาดหวังของผู้ฟังที่ดีทำให้คนสงสารเราเวลาพูดไม่ดี แต่จริงๆแล้วการออกตัวแบบนั้นทำให้ผู้ฟังเริ่มจากติดลบ และอาจจะค่อนข้างไปในทางจับผิดเรามากขึ้น นอกจากนั้น ผู้ฟังเขามาฟังเพื่อได้ประโยชน์ ได้เนื้อหาสาระไปปรับใช้ ความตื่นเต้น ไม่เก่ง ไม่พร้อม นั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลย ต่อให้เราตื่นเต้นอย่างไร การออกตัวก่อนก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรนัก
—ใช้สไลด์รูปใหญ่ๆ มีตัวอักษรน้อยๆ ไว้เกาะ
มีสไลด์ไว้เกาะ เป็นภาษาของอาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ที่เล่าเรื่องในที่สาธารณะได้ดีมากๆ อาจารย์มาบรรยายในคลาสที่ผมนั่งฟังอยู่ยังออกตัวเลยว่าต้องขอใช้สไลด์ไว้เกาะเพราะพูดไม่เก่ง แต่จริงๆแล้วผมว่านอกจากไว้เกาะแล้ว ยังทำให้เราไม่ต้องเครียดต้องจำเรื่องในหัวในรายละเอียด สามารถเห็นรูปแล้วเล่าไปตามสไลด์ได้เลย
ผมเองก่อนหน้านี้ใช้สไลด์เพื่อใส่ข้อมูลเนื้อหาเยอะๆเพื่อให้ผู้ฟังได้อ่านครบ กลัวตกหล่น ซึ่งผิดทางเป็นอย่างมาก เพราะยิ่งทำให้การบรรยายน่าเบื่อเพราะผมพยายามอ่านสไลด์และพูดตามสไลด์ให้ครบ ในขณะที่คนฟังเขาก็ไม่ได้อยากอ่าน บางทีทนอ่านจบไปก่อนผมพูดสไลด์นั้นเสร็จอีก ยิ่งทำให้น่าเบื่อไปใหญ่
ผมมาสังเกตคนที่เล่าเรื่องเก่งๆ ตั้งแต่ Steve jobs ตอนเปิดตัวสินค้า เจ้านายเก่าผมคุณ sigve brekke และอีกหลายคน เริ่มเห็นว่าเขาใช้สไลด์ที่มีรูปสวยๆหรือตัวอักษรใหญ่ๆเป็นคำๆ หรือประโยคเดียวเท่านั้น พอผมลองใช้วิธีนี้ดูถึงรู้ว่าการมีสไลด์สำหรับคนที่ไม่มีพรสวรรค์ด้านการพูดนั้นเอาไว้ “พิง” หรือ “เกาะ” เป็นจุดประสงค์หลัก ทำให้เรารู้คร่าวๆว่าถึงเวลาต้องเล่าเรื่องอะไรเมื่อสไลด์นั้นโผล่ขึ้นมา ทำให้เราไม่ต้องท่องจำแต่เล่าได้อย่างเป็นธรรมชาติ คนฟังก็ไม่ต้องอ่านแบบเบื่อๆแถมปวดตาอีก
นอกจากนั้น การเรียงสไลด์ต่อเนื่องกันแล้วทบทวนดูก็ทำให้เรื่องราวนั้นลื่นไหลเวลาเล่าต่อๆกัน เราสามารถผูกเรื่องเชื่อมโยงกันได้ง่ายขึ้น แถมรูปภาพสวยๆก็ยังทำให้คนไปมีโฟกัสที่รูปทำให้เราไม่ตื่นเต้นมากนักด้วย และหลายๆรูปก็สื่อความหมายได้ดีกว่าการพูดด้วยซ้ำ เป็นมุกให้ขำก็ได้ ให้ซึ้งก็ได้ quote ดีๆก็ช่วยถ้าอยู่ในจังหวะหน้าสไลด์ที่เหมาะสมเช่นกัน
—หาเรื่องเปิดที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกัน
เป็นเทคนิคเปิดการบรรยายที่ผมพยายามใช้เสมอ ผมพยายามหาทางเชื่อมโยงในทางใดทางหนึ่งเพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเราเป็นญาติห่างๆ เช่นผมไปพูดที่ ปตทสผ ก่อนเข้าเรื่องหลักที่จะบรรยาย ผมก็จะเล่าถึงตอนที่ผมเริ่มทำงานใหม่ๆ เคสแรกๆที่ผมได้ทำคือ ปตทสผ ผมมาเป็นที่ปรึกษาการเงินตัวเล็กๆต้องเข้าๆออกๆที่ ปตทสผ หลายเดือน พร้อมเอ่ยชื่อพี่ๆบางคนที่ผมจำได้ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเชื่อมโยงได้ว่าเราไม่ใช่คนอื่นไกลและจะเปิดรับเรามากกว่าเดิม
ผมไปพูดที่ TOA ก็จะบอกว่าผมเป็นเพื่อนกับคุณจตุภัทร์ที่เป็นผู้บริหารระดับสูงมาหลายปี เผาคุณจตุภัทรนิดหน่อย ไปพูดที่มติชนก็จะบอกว่าผมเป็นผู้อ่านมานานมากพร้อมเอ่ยชื่อคอลัมน์ที่อ่านประจำ แม้แต่ที่ที่เชื่อมโยงได้ยากก็ยังต้องหาเรื่องเชื่อม เช่นไปพูดที่ขอนแก่นก็จะเริ่มว่าผมเป็นคนโคราช เป็นเด็กต่างจังหวัด เป็นลูกอีสานเหมือนกัน การเปิดแบบนี้ช่วยสร้างความมั่นใจเล็กๆตอนเริ่มพูดพอเห็นผู้ฟังที่เริ่มสนใจจากความเชื่อมโยง เป็นการเปิดบทสนทนาที่ดีที่สุดสำหรับผม
—พูดสั้น พูดกลาง พูดยาว มีเทคนิคต่างกัน
ปกติผมชอบบรรยายยาวๆประมาณชั่วโมงนึงเป็นอย่างน้อยเพราะผมรู้สึกถนัดและเล่าง่ายกว่า มีเวลาเล่ารายละเอียดเล็กๆน้อยๆ มีเวลาเปิดวีดีโอ มีเวลากล่อมให้คนเชื่อตามประเด็นที่เราคิดไว้ แต่หลายครั้งเราก็ต้องพูดในข้อจำกัดที่ต่างกันออกไป เช่นมีเวลาแค่ 3 นาทีในการเปิดงาน หรือมีเวลา 15 นาทีเวลาต้องขึ้นไปเล่าแบบ ted talk แชร์ประสบการณ์สั้นๆ เคยมีผู้ที่เก่งในด้านการพูดหลายคนสอนผมไว้และผมจำมาประยุกต์และก็ใช้ได้ผลดี
คุณซิกเว่ เบรกเก้ อดีตซีอีโอดีแทค ปัจจุบันเป็นซีอีโอบริษัทโทรคมนาคมระดับโลก เลยสอนผมว่าเวลาต้องขึ้นพูดสั้นๆ ให้นึกถึงอะไรก็ได้สามหัวข้อพอ แล้วก็พูด หนึ่ง สอง และสาม เราก็จะจำง่าย และคนก็จะจำที่เราพูดได้ด้วย เช่นขึ้นกล่าวโอวาทงานแต่งงานก็มีคำสอนสามข้อ พูดในงานปีใหม่ให้ทิศทางพนักงานก็พูดเป้าหมายสามข้อ เป็นต้น
ส่วนสูตรพูดระยะกลางประมาณ 15 นาที ที่เป็นเรื่องเล่าที่ดีที่ผู้ฟังจะฟังตั้งแต่ต้นจนจบ เข้าใจ และประทับใจนั้น พี่ป๊อบ อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา ซึ่งเป็นอาจารย์สอนด้านผู้นำและการพูดเคยแนะนำผมไว้ และพอผมเอามาใช้พูดเอง รวมถึงโค้ชน้องๆที่ต้องพูดในเวลาจำกัดแล้วรู้สึกได้ผลดีอีกด้วย พี่ป๊อบได้ไอเดียมาจากอริสโตเติลถึงการเล่าเรื่องที่ทรงประสิทธิภาพว่าเรื่องไม่ว่าจะเล็กใหญ่แค่ไหนต้องมีสี่อย่าง ก็คือ ระทม (suffering) รันทด (struggling) ระทึก (turning) รอดจากทุกข์ (overcoming) ซึ่งผมมักจะเติมตอนจบไปอีกหน่อยว่า เรียนรู้ (learning) ว่าเราเรียนรู้อะไรจากประสบการณ์นั้นด้วย
เรื่องที่มีสี่หรือห้าอย่างนี้ มักจะเป็นเรื่องเล่าที่ดี คนชอบฟังและประทับใจ ยิ่งเรื่องเป็นเรื่องส่วนตัวยิ่งดี ผมเคยเล่าเรื่องตอนที่ผมอ้วนมากๆ ต้องเข้าโรงพยาบาลเข้าห้อง CCU แล้วต้องรันทดต่อด้วยการเป็น panic disorder หาทางออกไม่ได้ จนต้องพยายามลดน้ำหนักและออกวิ่ง ระทึกมากว่าจะช่วยหรือไม่ จะรอดจากทุกข์นั้นหรือไม่ และในที่สุดร่างกายก็แข็งแรง แล้วเราก็เรียนรู้ว่าร่างกายที่ดีนั้นสำคัญแค่ไหนรวมถึงรู้ว่าในวิกฤตินั้นมีโอกาส เป็นต้น
ส่วนในการพูดยาวๆ เทคนิคของผมคือการใช้สไลด์แล้วร้อยเรียงเป็นเรื่องเหมือนเขียนบทความหรือบทหนัง แล้วอ่านจากสไลด์ไปหลายสิบแผ่นดูว่าเรื่องราวตรงไหนเชื่อมโยงยังไง ตรงไหนน่าเบื่อ สไลด์นี้จะเล่าเรื่องอะไรเพื่อโน้มน้าวแล้วต่อด้วยตัวอย่างอะไรก่อน หลังจากนั้นก็ลองเล่าในใจดู แต่ในการหาเรื่องราวที่ดีนั้นเป็นอย่างไรก็มีอีกหลายวิธีที่จะเล่ากันต่อไป
—หน้าตาประชาชื่นเล่าเรื่องประชาชื่น รู้เรื่องประชาชื่นอย่าไปเล่าเรื่องยุโรปเยอะ
พอดีผมเป็นคนที่อยู่อาศัยแถวประชาชื่น เลยยกตัวอย่างเป็นประชาชื่นนะครับ
ผู้ฟังก่อนเข้ามาฟัง เขาจะมีภาพอะไรบางอย่างในหัวอยู่ อาจจะรู้จักเรามาก่อนหรืออ่านจากตำแหน่งหน้าที่การงานของเรา บริษัทที่เราทำงาน อายุ รูปร่าง ฯลฯ ในการที่เราพูดในเรื่องที่ขัดกับภาพที่เรามีหรือเป็นจะทำให้งานเรายากขึ้นหลายเท่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมดูโทรม ไม่แข็งแรง แต่มาพูดเรื่องการเปลี่ยนแปลง เรื่องสุขภาพ เรื่องการออกกำลัง คนก็จะไม่เชื่อ หรือหน้าที่การงานทำงานบริษัทมาตลอดแต่มาพูดเรื่องวิธีทำ startup หรืออายุมากแล้วแต่พูดเรื่อง tech สมัยใหม่ หรือพูดเรื่อง disruption แต่ยังไม่เคยอยู่ในแวดวงนั้นมาก่อนเลยเป็นต้น เราสามารถเล่าได้ แต่มันจะยากกว่าเล่าเรื่องที่แบรนด์เราเป็นอย่างนั้นที่คนพร้อมจะเปิดใจตั้งแต่แรกอยู่มาก
ส่วนการรู้เรื่องประชาชื่นอย่าไปเล่าเรื่องยุโรป นั้นผมแปลงมาจากคำสัมภาษณ์ของคุณอุดม แต้พานิชเมื่อนานมาแล้ว คุณอุดมซึ่งเป็นคนบางกะปิบอกเทคนิคการพูดง่ายๆว่า ถ้ารู้ดีเรื่องบางกะปิ อย่าไปเล่าเรื่องยุโรป ความหมายก็คือว่าเราเล่าเรื่องที่เรารู้จริง คลุกคลีอยู่กับมันจริงๆจะดีและทรงพลังกว่ามาก มากกว่าไปพยายามหาเคสฝรั่ง ซิลิคอนวัลเล่ย์ แอปเปิ้ล อเมซอน กูเกิ้ล มาพูดซึ่งมีคนเล่าอยู่บ่อยแล้วและเราเองก็อาจจะไม่ได้รู้ลึกซึ้งกว่าการหาอ่านตามเว็บต่างๆด้วยซ้ำ เราเองก็จะมั่นใจด้วยเวลาเล่าเรื่องที่ตัวเองชอบ ถนัดและรู้จริง ผู้ฟังก็จะชอบฟังมากกว่า เรื่องยุโรปก็มีประโยชน์ในการเอามาประกอบเป็นน้ำจิ้มได้
—begin with end in mind
การเล่าเรื่องขนาดยาวทุกครั้งต้องนึกถึงตอนจบให้ได้ก่อนว่า เราเล่าเรื่องนี้แล้ว อยากให้ผู้ฟังพอฟังจบแล้วได้อะไร แล้วพรุ่งนี้ตื่นมาอยากให้ผู้ฟังทำอะไร ซึ่งถ้าเราหาตอนจบที่เป็นเป้าหมายและทรงพลังพอที่จะทำให้ผู้ฟังฟังแล้วคิดตามและถึงกับอยากทำอะไรใหม่ๆได้ เรื่องเล่านั้นจะเป็นเรื่องที่ดีมาก พอได้ไอเดียอยากให้จบยังไงแล้วถึงเริ่มมาลองร่างสไลด์ที่จะนำไปสู่ตอนจบนั้นๆ ว่าจะเกริ่นด้วยเรื่องอะไร โน้มน้าวอย่างไร ใช้ fact ใช้เรื่องไหนในการเดินเรื่องจนไปจบอย่างที่เราคิดได้ พอเราขึ้นโครงได้ พอเราได้ไปฟังบรรยายดีๆ อ่านหนังสือบางเล่ม ก็จะรู้ว่าเรื่องนี้เอามาเสริมการบรรยายของเราได้ เป็นแกนให้เราเกาะในการพัฒนาเรื่องเล่าที่ดีมากๆ
—เดินหน้าหาวัตถุดิบ
วัตถุดิบที่ดีที่สุดคือประสบการณ์หรือความรู้ของเราเอง แต่วัตถุดิบที่มีประโยชน์ยังมีอีกหลายที่ เช่นการอ่านหนังสือ อ่านเรื่องราว ดูคลิปต่างๆ ไปฟังบรรยายบ่อยๆ หรือแม้กระทั่งเดินทางเพื่อเพิ่มประสบการณ์ส่วนตัว การออกจาก comfort zone ของตัวเองในหลายๆเรื่องก็เป็นวัตถุดิบที่ดี ไปหัดขี่จักรยาน แต่งงาน มีลูก ทำร้านอาหารแล้วเจ๊ง ไปเที่ยวขับรถเล่นต่างประเทศ ฯลฯ เหล่านี้มีเรื่องราวที่มาเชื่อมโยงเวลาเล่าได้ทั้งสิ้น สมุดจดเล็กๆ หรือ note application ในมือถือก็ช่วยเยอะเวลาเห็น หรือได้ยินเรื่องราวดีๆ รูปที่โดนใจก็จดไว้ ถ่ายไว้ เก็บไว้
แต่ที่ช่วยมากๆทำให้รู้ว่าอันไหนน่าเก็บ น่าจดจำ ก็คือการมีโครงเรื่องที่อยากเล่าเตรียมไว้ในหัวซักสองสามเรื่อง พอได้เห็นได้ฟังได้อ่านเรื่องหรือ รูปหรือ quote ดีๆก็จะรู้ทันทีเลยว่าตรงนี้ต้องเก็บใส่เป้ไว้ เพราะมันเข้ากับเรื่องที่เราอยากเล่าพอดี
—เรื่องเล่าที่ดี
ผมสังเกตผู้ที่บรรยายดีๆ เล่าเรื่องเก่งๆมักจะใช้เรื่องราวสามเรื่องประกอบกันในหนึ่งประเด็น ก็คือเรื่องราวที่เป็นเรื่องสากล ต่อด้วยเคสที่ใกล้ตัวแบบไทยๆ แล้วเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง สามเรื่องนี้ทำให้ประเด็นทั้งชัด ดูยิ่งใหญ่จากเรื่องระดับโลก แล้วสัมผัสได้จากความใกล้ตัวและโดนใจพร้อมที่จะเชื่อเพราะเป็นเรื่องของผู้พูดเอง
ล่าสุดผมฟังอาจารย์ชัชชาติบรรยายเรื่อง innovative leadership อาจารย์ใช้ทั้งสามมุมตั้งแต่พูดถึง เนลสัน แมนเดลา เล่าถึงเคสการเปลี่ยนแปลงของร้านอาหารในเมืองไทย และทุกครั้งก็จะเชื่อมโยงกับเรื่องของตัวเองโดยเฉพาะบทเรียนที่ได้จากลูกชายคนเดียว ทั้งสามมุมแต่ประเด็นเดียว เป็นการบรรยายที่ฟังแล้วเพลิดเพลิน น่าเชื่อถือและในขณะเดียวกันก็ real มาก
ผมเองก็ใช้เทคนิคนี้อยู่ทุกครั้ง ยกตัวอย่างเช่นผมอยากเล่าเรื่องยิ่งมีวินัยยิ่งเป็นอิสระ เป็นวินัยของการออกกำลังกาย การเริ่มเปลี่ยนแปลง ก็จะเริ่มจากคิปโซเก้ ต่อด้วยตูน ก้อย และเล่าเรื่องตัวเองที่เข้าโรงพยาบาลแล้วต้องบังคับตัวเองให้มีวินัยด้านการออกกำลังเป็นต้น มีทั้งเทศ ไทย และตัวเอง อยู่ในประเด็นเดียว
—ผู้ฟังคือใคร
นอกจากประเด็นหลักที่เราต้องการสื่อสารแล้ว การทำความเข้าใจผู้ฟังว่าคือใครมีประสบการณ์อะไรนั้นสำคัญมาก ตัวอย่างในการยกก็ควรจะตามวัยที่เหมาะสม และในจังหวะที่เหมาะสมจะช่วยเสริมความสนุกในการบรรยาย แต่ถ้าผิดวัย ผิดจังหวะแล้วอาจจะทำให้เสียเครดิตในการพูดได้ เช่นพูดกับน้องๆนักศึกษา ในการยกตัวอย่าง อาโนล์ด ชวาชเน็กเกอร์หรือนูโวก็จะผิดฝาผิดตัวมาก น้องๆจะงงจนนึกไม่ออก หรือการพูดกับรุ่นใหญ่วัยใกล้เคียงกับเรา คุยเรื่องเทปคาสเซ็ทมีสองหน้า พอยืดต้องเอาเข้าตู้เย็น ก็เป็นประสบการณ์ร่วมที่เรียกรอยยิ้มได้
ในเวลาที่เขียนบทความนี้ ถ้าเจอผู้ฟังสาวๆเยอะๆก็ต้องพูดถึงสหายผู้กอง ในการเปรียบเทียบก็จะเรียกเสียงกรี๊ดได้ แต่ถ้ายังพูดถึงบุพเพสันนิวาสอยู่ก็จะดูเชยเป็นอย่างยิ่ง การตามเทรนด์ว่าอะไรฮิต การเข้าใจกลุ่มผู้ฟังนั้นมีส่วนช่วยเติมรสชาติให้กับเรื่องราวของเราได้เป็นผงชูรสที่ทำให้เรื่องที่เราเล่าน่าฟังขึ้น
—เป็นไปได้พยายามเห็นสไลด์ถัดไป
ถ้าเราบรรยายแล้วสามารถเห็นจอได้ ไม่ว่าจะเป็นจอจากคอมพ์ของตัวเอง หรือเป็นจอของผู้จัดงาน ถ้าเราสามารถเห็นสไลด์ถัดไปก่อนที่เราจะคลิก จะเป็นประโยชน์มากในการสร้างจังหวะการพูดในบางเรื่อง โดยเฉพาะการตั้งคำถามที่นำไปสู่การเฉลย เมื่อเราตั้งคำถามให้ผู้ฟังคิดตามแล้ว การเปิดสไลด์พร้อมภาพที่ถูกต้องในจังหวะที่เหมาะสมจะโดนใจผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง
ตัวอย่างที่ผมใช้เวลาเล่าเรื่องความคิดสร้างสรรค์จากการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ผมเล่ากรณีศึกษาที่คุณหมอที่กำแพงเพชรมีบริการตรวจมะเร็งปากมดลูกให้ชาวบ้าน เพราะถ้าพบเจอปัญหาแต่เนิ่นๆก็จะลดอัตราความเสี่ยงได้มาก แต่ปรากฏว่าแทบไม่มีชาวบ้านมาตรวจเลย จนคุณหมอกลุ้มใจ และเริ่มหาต้นตอของปัญหา (ภาพสไลด์ตอนนี้คือภาพคลินิกว่างๆ) ว่าชาวบ้านผู้หญิงอายหมอ ไม่รู้จักมักจี่กันต้องมาแหกขาให้หมอดูอวัยวะภายในก็เลยไม่กล้ามา
ผมก็ถามผู้ฟังว่าแล้วเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร แล้วผมก็เฉลยว่าคุณหมอท่านนี้วันหนึ่งคงดูทีวีรายการเดอะมาสค์ซิงเกอร์แล้วนึกขึ้นได้ เอามาผสมกับปัญหาที่อยู่ในหัวเลยคิดไอเดียที่ทำให้คนไข้มาเต็มคลีนิคโดยไม่อายหมอ วันแรกวันเดียวก็มากกว่าที่ผ่านมาทั้งปี ใช่แล้วครับ (แล้วผมก็เปิดสไลด์เป็นรูปคนไข้นั่งเต็มคลีนิค ทุกคนใส่หน้ากากเหมือนกันหมด คุณหมอก็ใส่) พอใส่หน้ากากแล้ว เราก็ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ คนไข้ก็ไม่อายหมออีกต่อไป คนฟังที่พยายามคิดตามหาทางออก พอเห็นภาพเต็มๆก็เฮกันขำกันใหญ่
จังหวะที่เปิดสไลด์ที่สองถ้าเรารู้ว่าหน้าต่อไปเป็นอะไรในใจก่อน เราจะกะจังหวะที่มีพลังสูงสุดได้ง่ายขึ้น ดังนั้นถ้ามีโอกาส พยายามรู้ล่วงหน้าโดยไม่ต้องท่องจำ แต่ใช้การดูจากจอ จะช่วยให้เรื่องไหลลื่นและมีจังหวะตึ่งโป๊ะที่โดนมากๆเลยครับ
—ใช้วีดีโอคลิปช่วย
ในบางเรื่องราวให้วีดีโอเล่าเรื่องก็เป็นเทคนิคที่ดีอย่างหนึ่ง ข้อดีของการใช้วีดีโอก็คือเราได้พักหายใจ ได้มีโอกาสทบทวนตอนต่อไปอีกด้วย วีดีโอดีๆก็ทำหน้าที่ได้ลึกซึ้งอยู่เช่นกัน แต่ต้องระวังในการเปิดวีดีโอเยอะๆเพราะการดูคลิปของคนฟังนั้นใช้พลังในการตั้งต้น มีสมาธิและใช้พลังคนฟังมากกว่าปกติ เปิดบ่อยๆจะทำให้เฝือและน่าเบื่อได้เหมือนกัน
—อย่าพยายามเทศน์หรือสอนคนฟัง
ผมได้เคล็ดลับนี้จากอาจารย์หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ที่เป็นอัจฉริยะด้านการเล่าเรื่องและการเขียนหนังสือ อาจารย์สอนคุณ รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนระดับปรมาจารย์อีกท่าน ซึ่งคุณรงค์บันทึกไว้ในบทความหนึ่งว่า
ท่านพูดว่า : เอ็งเป็นนักเขียน ไม่ใช่นักเทศน์…
อธิบายต่อมาว่าการไม่อวดรู้หรือการสั่งสอนผู้อ่าน นักเขียนไม่ใช่คนนั่งถือตาลปัตรในลานบนธรรมาสน์ แต่นั่งอยู่บนเก้าอี้ระดับเดียวกัน เดินบนถนนเดียวกัน และเขียนออกมาด้วยความคิดเดียวกันกับผู้อื่น นักเขียนผู้ได้รับความนิยมอย่างสูงคือผู้มีความรู้สึกร่วมกันกับผู้อ่านจำนวนมากมายในประเทศ
เหมือนนั่งอยู่ในหัวใจ
ผมนำวิธีการดังกล่าวมาประยุกต์กับการเล่าเรื่องที่ได้ผลดีมาก ถ้าเราไม่พยายามสอนแต่พยายามเล่าในเรื่องที่เป็นระนาบเดียวกัน มีล้มเหลว ผิดพลาด มีบทเรียน มีภาษาที่ใช้เหมือนกันแล้ว โอกาสที่ผู้ฟังจะเปิดรับมีกว่าใครก็ไม่รู้มาเทศน์สั่งสอนโน่นนี่ให้น่าเกิดความหมั่นไส้กันได้ง่ายๆว่าตัวเองเก่งมาจากไหน
—ความอยากจะเล่า
อุดม แต้พานิช เคยพูดไว้ที่ไหนซักที่หนึ่งจากการตอบคำถามว่าอะไรเป็นเคล็ดลับของการเล่าเรื่องที่จับใจคนฟัง?
“อย่างอื่นไม่มีก็ได้นะ แต่ที่ขาดไม่ได้คือความอยากจะเล่า ถ้าไม่ได้ใส่ความปรารถนาอย่างแรงกล้าเข้าไป มันก็จะเป็นงานธรรมดาที่ไม่จับใจคน”
ความอยากจะเล่าคงมีองค์ประกอบหลายอย่าง เรื่องที่เราตื่นเต้นอยากจะเล่า เล่าแล้วรู้ว่าจะมีประโยชน์กับคนฟัง เล่าไปคนฟังตอบรับไป ฯลฯ แต่ละคน แต่ละบริบท แต่ละกลุ่มคงต่างกันออกไป แต่ควรถามหรือหาตัวเองก่อนเสมอว่า เราจะหามุมที่ทำให้เราเอง “อยากจะเล่า” ได้อย่างไร
—แป้ก แป้ก และ แป้ก
และอุดมคนเดียวกันก็บอกเคล็ดลับการเล่าเรื่องที่ดีไว้อีกข้อว่า
“ทุกๆ คนที่ทำอาชีพนี้จะต้องเรียนรู้
ที่จะเล่าอะไรแล้วแป้กก่อน
เพราะมันจะเป็นวัคซีนคุ้มกัน
ควรจะหาเวลาไปแป้กบ่อยๆ”
ซึ่งข้อนี้จากประสบการณ์ผมผู้ซึ่งมาจากติดลบอย่างมาก รู้ซึ้งถึงประโยชน์ของการแป้ก ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะมันทำให้เราเก่งขึ้นทีละนิด เชื่อมั่นมากขึ้นทีละหน่อยโดยไม่รู้ตัว เหมือนการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กล้ามเนื้อการเล่าเรื่องเราก็จะแข็งแรงขึ้นเราสามารถทดสอบเรื่องเล่าของเรา ผิดมาก็แก้ไข ลองใหม่จนคมขึ้น ได้ฝึกควบคุมการหายใจ ได้ลองแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ครั้งแรกแก้ได้ไม่ดี แต่พอเจอบ่อยๆก็จะเชี่ยวชาญขึ้น ผมขึ้นเวทีหลายร้อยครั้งมากกว่าจะเริ่มมั่นใจจริงๆ
ในหัวข้อทั้งหมดที่เขียนมา ผมคิดว่าข้อนี้สำคัญที่สุดครับ
……
ย้ำอีกครั้งว่า เทคนิคต่างๆเป็นประสบการณ์ที่ลองผิดลองถูกของผม อาจจะมีประโยชน์บ้างในบางข้อและไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จอะไรนอกจากแต่ละคนต้องไปลองประยุกต์ใช้ดู แต่ที่แน่ๆและอาจเป็นกำลังใจให้ทุกคนได้คือ คนที่ห่วยมากๆ ขี้กลัวในการพูดหน้าชั้นตั้งแต่เด็กๆอย่างผม ยังสามารถลองแป้ก ผิดๆถูกๆ จนพอพูดได้ไม่อายคน ผมเชื่อว่าทุกท่านที่เริ่มต้นคงไม่ได้ติดลบหนักๆเหมือนผม ถ้าตั้งใจจริงๆแล้ว ไปลองแป้กดูบ่อยๆ รับรองทำได้อย่างแน่นอนครับ

siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: การพูดบนเวทีเป็นทักษะ และทักษะแปลว่าฝึกได้

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ มี.ค. 21, 2021 8:57 pm

1. Reframe your Story
เรื่องที่เราจะเล่าต้องเป็นเรื่องที่ทำให้คนฟังข้ามจากจุด A ไป B ได้ (เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้ฟัง)
เราต้องมั่นใจที่จะเล่าเรื่องนั้นด้วย เราก็ต้องรู้สึกก่อนว่าเรื่องของเรามันเจ๋งมาก
นำเสนอที่ตรงประเด็น ไม่เน้นข้อมูลเยอะเกิน
- 2. Plan your delivery
รู้ประเด็นที่จะพูด
อาจเขียนเป็น Bullet Point สั้น ๆ จดไว้ในมือ หรือ Notecard / จดจำเอา (ต้องซ้อมเยอะมาก)
แต่กุญแจสำคัญคือ "อย่าอ่าน"
และรู้ว่าเราจะเปลี่ยนจาก Point หนึ่งไปอีก Point ยังไงให้เนียน (การ Transition)
- 3. Develop Stage Present
ฝึกฝนการพูดต่อนหน้าคนเยอะ ๆ ซึ่งก็มาจากการพูดบ่อย ๆ ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่ว่าจะตื่นเต้นแค่ไหน ให้สร้าง Eye Contact ไว้ มองตาเขาเลย อย่ามองเพดาน อย่ามองเท้า
มองตาแล้วจะมีพลังความกล้าขึ้น
สร้างที่มั่นให้แข็งแกร่ง
อย่าเดินไปเดินมาบ่อยมากนัก ต้องมีฐานที่แข็งแกร่ง
ความประหม่าไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่สำคัญว่าคือสร้าง Eye Contact
ก่อนพูด สูดหายใจลึก ๆ
- 4. Plan the multi media
การสร้างสไลด์โชว์ "Keep it simple" อย่าทำให้วุ่ยวาย
ตัวหนังสือ สีสัน อย่าเยอะเกินไป
- 5. Put it all together
ซ้อมให้กับคนที่คิดว่าถูกต้อง เลือก Test audience ที่จะให้ฟีดแบคที่ถูกต้องกับเราได้

siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: การพูดบนเวทีเป็นทักษะ และทักษะแปลว่าฝึกได้

โพสต์ โดย siri » เสาร์ มี.ค. 27, 2021 11:47 am

ศิลปะการขัดจังหวะในที่ประชุม
.
.
หากคุณคิดว่าการประชุมนั้นน่าอึดอัดแล้ว การพูดในที่ประชุมบางครั้งก็เป็นเรื่องที่เครียดยิ่งกว่า จะมีใครฟังหรือเปล่า จะผิดใจกับใครไหม ยิ่งการประชุมผ่านไปนานเท่าไหร่เราก็ยิ่งไม่อยากพูดมากเท่านั้น
.
การที่ไม่สามารถพูดในที่ประชุมได้นั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะบางคนมักมีอาการประหม่าหรือตื่นเต้นเมื่อต้องพูดในที่สาธารณะ หรือกลัวเมื่อต้องพูดกับคนที่ตำแหน่งสูงกว่า แต่ในสถานการณ์ที่เราจำเป็นต้องพูด บางครั้งเราก็ดันพูดขัดใครสักคนขึ้นมา
.
การพูดแทรกระหว่างการนำเสนอหรือการสนทนา แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะยอมรับได้ บางคนมองว่าคนที่แสดงพฤติกรรมนี้ช่างไม่มีมารยาทและไม่เคารพคนอื่น แต่ถ้าหากต้องการที่จะให้องค์กรนั้นพัฒนา การพูดขัดจังหวะควรจะเป็นวัฒนธรรมหนึ่งในองค์กรที่ทุกคนควรนำไปปรับใช้ เพื่อดึงศักยภาพของบุคลากรให้ได้มากที่สุด ซึ่งสามารถทำได้ผ่าน 5 วิธีนี้
.
1. สังเกตสถานการณ์รอบตัว
.
ทักษะที่คุณต้องมีอย่างแรกคือ เป็นคนช่างสังเกต รู้ว่าบรรยากาศในห้องเป็นอย่างไร ใครกำลังพูด คนอื่นทำอะไรบ้าง นอกจากนี้แล้ว คุณยังต้องมี Self-Awareness ด้วย การสังเกตสิ่งต่างๆ ช่วยให้คุณสามารถประเมินสถานการณ์และวิธีที่คุณจะใช้รับมือกับการประชุมได้ดีและมีประสิทธิภาพ
.
2. พูดให้เยอะในช่วงแรกของการประชุม
.
หนึ่งในสาเหตุที่เราไม่พูดหรือโต้ตอบการสนทนาในการประชุมคือ ความกลัวที่เกิดจากสมองของเรา หากไม่พูดอะไรในช่วงแรกเลย บางคนอาจจะรู้สึกอึดอัดและไม่กล้าพูดไปตลอดการประชุม
.
วิธีแก้คือ พยายามพูดในช่วง 10-15 นาทีแรก แค่แนะนำตัวหรือตอบคำถามเล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยขจัดความกลัวบางส่วนได้ แล้วการพูดในช่วงหลังหรือการขัดจังหวะการพูดในการประชุมจะเป็นเรื่องง่ายขึ้น อีกทั้งการพูดบ่อยๆ ในที่ประชุมช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ของตัวคุณกับเพื่อนร่วมงานอีกด้วย
.
3. ขัดจังหวะเพื่อให้ทุกคนได้หยุดคิด
.
ความเครียดคือเพื่อนซี้ของการประชุม แต่ไม่มีใครชอบให้ทั้งสองสนิทกันเกินไป เมื่อใดก็ตามที่การประชุมเริ่มตึงเครียดมากเกินกว่าที่จะรับไหว ลองพยายามขัดจังหวะความตึงเครียดด้วยการเบี่ยงประเด็นบทสนทนา เพื่อให้ทุกคนได้พักและหยุดคิดว่า เนื้อหาการประชุมจะไปต่อในทิศทางไหน เราใช้อารมณ์เกินไปหรือไม่ ขาดตกประเด็นใดอีกบ้าง นอกจากช่วยบรรเทาอารมณ์ร้อนแล้วยังช่วยรักษาความสัมพันธ์อันดีในที่ทำงานด้วยเช่นกัน
.
4. พูดโพล่งขึ้นมาบ้างก็ไม่เสียหาย
.
บางครั้งการพูดโพล่งขึ้นมาในการประชุมก็เป็นเรื่องดี เพราะบางครั้งการรอคอยอาจจะไม่ทันการณ์ และมันแสดงให้เห็นว่าเรากำลังสนใจในประเด็นต่างๆ ของการประชุม ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นแย้งกับประเด็นใดก็ตามแต่
.
ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณต้องยอมรับด้วยว่า สิ่งที่คุณโพล่งขึ้นโดยไม่ทันไตร่ตรองนั้นอาจจะผิดก็ได้ เพราะการพูดโพล่งเป็นการตอบสนองด้วยความคิดที่เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัว แต่การพูดโพล่งนั้นอาจกระตุกความคิดบางอย่างที่คนอื่นไม่เคยคิดมาก่อน ช่วยเพิ่มไอเดียใหม่ๆ ให้กับการประชุม และอาจจะได้ผลลัพธ์ที่คุณไม่คาดคิดได้
.
5. ทำให้เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับทุกคน
.
การขัดจังหวะอาจดูเหมือนพฤติกรรมที่เสียมารยาท แต่ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีสำหรับองค์กรได้เช่นกัน แน่นอนว่าไม่ใช่การเอะอะก็พูดแทรก แต่การทำให้การขัดจังหวะอย่างมีศิลปะเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมขององค์กรจะช่วยให้ทุกคนไม่เคอะเขินที่จะพูดหรือเสนอแนวคิด และช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทีมงานและความผูกพันต่อองค์กรเช่นกัน
.
แม้การพูดขัดจังหวะจะไม่ได้เป็นวิธีที่เหมาะกับทุกสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม หากใช้ให้ถูกต้องจะช่วยสานความสัมพันธ์ของทีมงาน และพัฒนาศักยภาพขององค์กรให้ก้าวกระโดดได้มากเลยทีเดียว
.
.
แปลและเรียบเรียงจาก:
https://bit.ly/3sn1er0
อ่านเพิ่มเติม:
https://bit.ly/2NRoMp9
https://bit.ly/3w6k3kP

siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: การพูดบนเวทีเป็นทักษะ และทักษะแปลว่าฝึกได้

โพสต์ โดย siri » พุธ เม.ย. 07, 2021 10:49 pm

The Money
เมื่อวานนี้ เวลา 13:59 น. ·
ปัญหาที่หลายๆคนคงเป็นเหมือนกัน คือ กลัวพูดนำเสนองาน พูดบนเวที หรือพูดหน้าชั้นเรียน ไม่กล้าพูดเพราะเคยโดนเพื่อนล้อมาแล้ว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจาก “ความกลัว” ที่เราได้สร้างขึ้นมา เช่น พูดผิดกลัวคนจะมองไม่ดี กลัวพูดได้ไม่ดีพอ กลัวจะโดนเพื่อนล้อ เป็นต้น ดังนั้นวันนี้เรามาแกะปมความกลัวกัน
.
หากเปรียบ ความกลัว ก็เหมือนกับ “กล่อง” ที่มีกล่องหลายใบซ่อนไว้อยู่ สาเหตุที่บางคนยังกลัวอยู่ นั้นเป็นเพราะเราหยุดหัวใจไว้ที่กล่องชั้นแรก “เปลือกนอกสุด” โดยไม่ยอมแกะมันเปิดดูชั้นต่อๆไป
.
แต่คนที่สามารถพูดต่อหน้าคนเป็นร้อยๆคน ก็เพราะเขาได้ก้าวข้ามความกลัวไปแล้ว “แกะกล่องชั้นนอกสุด” และแกะชั้นต่อๆไป จนไปถึงชั้นในสุดแล้วพบคำตอบที่แสนจะง่ายดาย
.
แต่สำหรับคนที่ไม่กล้าขึ้นพูดบนเวที กลัวสายตานับร้อยที่จ้องมา กลัวจนตัวสั่น สาเหตุมาจากสมองที่ทำให้เรากลัว มีความกังวล และมักมีเสียงพูดกับตัวเองเสมอว่า “หากพูดไป ต้องตายแน่ๆ หรือพูดผิดคนจะมองไม่ดี” ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องจริงเลย ไม่มีมนุษย์คนไหนที่พูดผิดแล้วถูกประณาม จริงไหม?
.
แท้จริงแล้ว หากคุณพูดผิดหรือลืมบท คนทั้งห้องจะนั้งลุ้น และให้กำลังใจ บางคนตื่นเต้นไปพร้อมกับเรา
.
ความกลัวเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์อย่างยาวนานเพราะใช้ไว้ป้องกันจากภัยอันตราย แต่สำหรับพูดบนเวทีถึงไม่ใช่ภัยอันตรายก็ตาม เพราะสมองของมนุษย์ยัง “ล้าสมัย” ถึงแม้เทคโนโลยีจะ “ล้ำสมัย” เพราะสมองแยกไม่ออกระหว่าง “อันตรายจริง” กับ “อันตรายจินฯ” ก็คือ อันตรายที่สมองจินตนาการขึ้นมาเอง
.
เพราะฉะนั้นลองท้าทายสมอง ด้วยการแกะ “กล่องแห่งความกลัว” ทีละนิด จะพบความจริงว่า พูดผิดบนเวทีไม่ได้น่ากลัว ไม่มีใครประณาม ไม่มีใครตายจากการพูด และตัวคุณก็ไม่ได้สำคัญถึงระดับพระราชา ไม่มีใครมานั้งจดจำ ต่างคนต่างอาศัยในโลกเล็กๆของตัวเอง
.
เมื่อแกะกล่องถึงชั้นในสุดจะพบสัจธรรมที่แท้จริงของชีวิตว่า “กล่องแห่งความกลัว” ไม่เคยบรรจุสิ่งใดไว้เลย ข้างในว่างเปล่าเพราะความกลัวเกิดจากสมองใช้จินตนาการปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆขึ้นมาหลอกทั้งนั้น
.
ดังนั้น ลองฝึกแกะกล่องทุกคนที่สมองเสนอ เพื่อจะได้ไม่ถูกสมองหลอก และจะได้เลือกลงมือทำสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตเจริญก้าวหน้า
.
“กล่องแห่งความกลัว” มักถูกซ่อนไว้หลายชั้น แต่เมื่อแกะออกมา พบว่า… ข้างในคือ ความว่างเปล่า

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “เทคนิคการทำงาน การจัดการ จิตวิทยา และการพัฒนาตนเอง”