รวมลิงค์บทความดีๆ ของคุณบอย วิสูตร เว็บ boywisoot.com

ตอบกลับโพส
admin
Administrator
โพสต์: 669
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

รวมลิงค์บทความดีๆ ของคุณบอย วิสูตร เว็บ boywisoot.com

โพสต์ โดย admin » จันทร์ มิ.ย. 01, 2020 12:54 pm

ทุกอย่าง...จะต่อทางให้เอง

ชีวิตส่วนใหญ่ไม่เคยเดินเป็นเส้นตรงหรอกครับ มันมักพาเราอ้อมไปอ้อมมา แวะนู่นนั่นนี่อยู่เสมอ ลองฟังเรื่องราวของชายหญิงสองคนนี้เป็นตัวอย่าง

ผู้ชายคนหนึ่ง เข้าเรียนโรงเรียนการแพทย์ เพราะฝันอยากเป็นศัลยแพทย์ แต่หลังจากไปเป็นแพทย์สนามในสงคราม เขาพบว่าการเป็นแพทย์ไม่ใช่ตัวเขา เขาน่าจะเป็นช่างภาพมากกว่า ...แต่พอลองเป็นช่างภาพดู เขาก็พบว่าตัวเองเก่งไม่พอที่จะทำให้เป็นอาชีพ

ในเวลาต่อมาผู้ชายคนนี้ก็ไปเป็นพนักงานในห้างสรรพสินค้า มีหน้าที่จัดตู้โชว์หุ่นแสดงเสื้อผ้าผู้ชายให้ออกมาดูดี เขาเริ่มพบว่า "เออ! นี่แหละตัวฉัน"

เขาได้เลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว กลายเป็นฝ่ายจัดซื้อเสื้อผ้าชาย กลายเป็นดีไซเนอร์ในเวลาต่อมา และกลายเป็นเจ้าของธุรกิจเสื้อผ้าในที่สุด

ผู้ชายคนนี้ เขาชื่อ "จิออร์จิโอ อาร์มานี่" รู้จักเขามั้ยครับ?

อ่านต่อที่ https://www.boywisoot.com/post/life-is-a-roller-coaster

admin
Administrator
โพสต์: 669
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

Re: รวมลิงค์บทความดีๆ ของคุณบอย วิสูตร เว็บ boywisoot.com

โพสต์ โดย admin » จันทร์ มิ.ย. 08, 2020 12:26 am

ชีวิตต้องการโค้ช

1 ครั้งหนึ่ง "แมนนี่ ปาเกียว" ยอดนักมวยของโลก ถูกนักข่าวถามว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้? เขาตอบสั้น ๆ ว่า "Life Need Coach" แปลว่า "ชีวิตต้องการโค้ช"

...ช่างเป็นคำตอบที่คม สั้น บาดใจเหลือเกิน

เรื่องนี้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด คิดว่าเรียนจบแล้ว เก่งแล้ว โตแล้ว ฉันทำงานหาเงินได้แล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่เห็นต้องฟังใคร สุดท้ายไปลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ...บางคนก็เลยบาดเจ็บ แต่ไม่กล้าบอกใคร

ทั้งที่จริง มีวิธีง่ายกว่านั้น วิธีที่เราไม่ต้องเจ็บตัว นั่นคือ ถามคนที่เคยผ่านมาแล้วว่าบนถนนที่เราจะไปนั้น มีหลุมบ่ออยู่ตรงไหนบ้าง เราจะได้ไม่ไปตกหลุมซ้ำให้เสียเวลาชีวิตที่แสนสั้น

แต่ก็นั่นแหละ พอเติบโตก็อีโก้เยอะ คิดไปว่าชีวิตคนไม่เหมือนกัน ใครจะโค้ชชีวิตเราได้

...ไอ้คนที่มาโค้ชคนอื่นน่ะ ชีวิตตัวเองเอาให้รอดก่อนเถอะ

น่าเสียดายที่ใครบางคนคิดแบบนั้น เพราะเขาไม่เข้าใจว่า ผู้กำกับไม่จำเป็นต้องแสดงหนังเก่ง ก็กำกับหนังออกมาดีได้ เขาไม่เข้าใจว่า หมอรักษาเราได้ แต่หมอก็ป่วยได้เหมือนกัน

เขาไม่เข้าใจว่า คนเราแก้ปัญหาตัวเองได้ แต่ไม่ดีเท่าการมีคนอื่นซึ่งมีประสบการณ์มาคอยบอกทาง จากนั้นเราก็นำมาปรับให้เหมาะสม...ไม่ใช่ไม่ฟังใครเลย

อ่านต่อที่ https://www.boywisoot.com/post/life-need-coach

admin
Administrator
โพสต์: 669
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

Re: รวมลิงค์บทความดีๆ ของคุณบอย วิสูตร เว็บ boywisoot.com

โพสต์ โดย admin » จันทร์ ส.ค. 03, 2020 12:10 am

ทุกอย่าง...จะต่อทางให้เอง

จาก https://www.boywisoot.com/post/life-is-a-roller-coaster

ทุกอย่าง...จะต่อทางให้เอง

1.
ชีวิตส่วนใหญ่ไม่เคยเดินเป็นเส้นตรงหรอกครับ มันมักพาเราอ้อมไปอ้อมมา แวะนู่นนั่นนี่อยู่เสมอ ลองฟังเรื่องราวของชายหญิงสองคนนี้เป็นตัวอย่าง

ผู้ชายคนหนึ่ง เข้าเรียนโรงเรียนการแพทย์ เพราะฝันอยากเป็นศัลยแพทย์ แต่หลังจากไปเป็นแพทย์สนามในสงคราม เขาพบว่าการเป็นแพทย์ไม่ใช่ตัวเขา เขาน่าจะเป็นช่างภาพมากกว่า ...แต่พอลองเป็นช่างภาพดู เขาก็พบว่าตัวเองเก่งไม่พอที่จะทำให้เป็นอาชีพ

ในเวลาต่อมาผู้ชายคนนี้ก็ไปเป็นพนักงานในห้างสรรพสินค้า มีหน้าที่จัดตู้โชว์หุ่นแสดงเสื้อผ้าผู้ชายให้ออกมาดูดี เขาเริ่มพบว่า "เออ! นี่แหละตัวฉัน"

เขาได้เลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว กลายเป็นฝ่ายจัดซื้อเสื้อผ้าชาย กลายเป็นดีไซเนอร์ในเวลาต่อมา และกลายเป็นเจ้าของธุรกิจเสื้อผ้าในที่สุด

ผู้ชายคนนี้ เขาชื่อ "จิออร์จิโอ อาร์มานี่" รู้จักเขามั้ยครับ?

2.
ผู้หญิงอีกคน เธอหัวดี เรียนเก่ง ไอคิวสูง จบศิลปะ แต่เพราะเธอหน้าตาดี ทางบ้านก็เลยบอกให้ลองประกวดนางงามดูสิ ผลก็คือ "ตกรอบประจำ"

เธอเกือบหมดความมั่นใจ แต่การประกวดก็ทำให้แมวมอง มองเห็นเธอ และชวนเธอไปเป็นนางแบบ เธอกลายเป็นนางแบบดังระดับประเทศ ถ่ายโฆษณาตั้งมากมาย

แต่ในคืนหนึ่งที่เงียบสงัด เธอคุยกับตัวเองแล้วพบว่า เธออยากเป็นมากกว่าไม้แขวนเสื้อเดินได้บนแคทวอล์ค เธออยากสร้างสรรค์อะไรมากกว่านี้ ...เธออยากเป็นนักแสดง

ในเวลาต่อมา เธอพาตัวเองเข้าสู่วงการบันเทิงได้สำเร็จ แต่ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เธอได้เล่น ไม่มีบทพูดให้เธอด้วยซ้ำ

ถึงอย่างนั้นมันก็ตอบเสียงเรียกร้องในหัวใจ เธอเริ่มมีบทพูดในละครทีวีหลาย ๆ เรื่อง แต่ก็ไม่มีเรื่องไหนที่โด่งดังสักที ถ้าเธอจะท้อแท้บ้าง มันก็สมควรอยู่ใช่มั้ยครับ?

10 กว่าปีเป็นเวลาที่นานไม่น้อย กว่าโลกจะรู้จักเธอเล็ก ๆ ในบทที่เธอเล่นคู่กับ อาร์โนล ชวาซเนกเกอร์ จนกระทั่งในหนังเรื่องถัดมา เธอจึงเป็นที่รู้จักของคนทั้งโลก (เสียที) หนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า "Basic Instinct"

ผู้หญิงคนนี้ เธอชื่อ "ชารอน สโตน" รู้จักเธอมั้ยครับ?

3.
ครับ! ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละ มันชอบพาเราไปในที่ที่เหมือนจะไม่เกี่ยว พาฉันมาที่นี่ทำไม? ชีวิตชอบพาเราไปหกล้ม เหมือนจะแกล้งให้เรายอมแพ้ เพื่อจะได้หัวเราะเยาะว่าเราช่างอ่อนแอเหลือเกิน

ชีวิตผมเองก็เคยเป็นแบบนี้ ชีวิตใครหลายคนก็อาจกำลังเป็นแบบนี้อยู่ ...สับสน ว้าวุ่น นี่ฉันมาถูกทางหรือเปล่า? ท้อแท้ สิ้นหวัง ทำไมชีวิตต้องทดสอบกันขนาดนี้?

แต่ในที่สุด ถ้าอดทนมากพอและไม่หยุดค้นหา เราจะเจอกับสิ่งที่ฝัน และฝันนั้นจะกลายเป็นความจริง

มันไม่ใช่คำปลอบประโลมโลกสวย เพราะคนที่เชื่อ ก็จะพบว่าประโยคข้างบนคือ "เรื่องจริง" ส่วนคนที่ไม่เชื่อ

ก็จะพบว่าประโยคข้างบน เป็นเรื่อง "ไม่จริง"

ทุกคนมีความจริงในเวอร์ชั่นของตัวเอง เอาเป็นว่าเลือกความเชื่อในแบบที่ทำให้ชีวิตเราดีก็แล้วกัน

4.
ชีวิตส่วนใหญ่ไม่เคยเดินเป็นเส้นตรงหรอกครับ แต่ขอแค่โดยรวม มันพาเราไปข้างหน้าก็พอแล้ว ล้มบ้างอะไรบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา สับสนบ้างวุ่นวายบ้าง ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ

เล่าเรื่อง "จิออร์จิโอ อาร์มานี่" กับ "ชารอน สโตน" ไปแล้ว ผมขอเล่าเรื่องตัวเองบ้างก็แล้วกัน แม้จะไม่ยิ่งใหญ่เท่าสองคนนี้ แต่ก็พอมีจุดร่วมกันในบางอย่างของชีวิต

ยาวหน่อยนะครับ... เริ่มได้...

เครื่องดนตรีชิ้นแรกของผมคือ เมโลเดี้ยน "ง่อย ๆ" ที่พ่อผมเก็บมาจากไหนก็ไม่รู้ ท่อเป่าก็ไม่มี พ่อผมเลยไปซื้อสายยางรดน้ำมาให้ ผมเอาสายยางเสียบ แล้วเป่าได้ทั้งวัน ...ตอนนั้นผมอยู่ ป.4

พอมา ม.2 แม่ไม่อยากให้ผมอ่านการ์ตูน เพราะกลัวจะไม่อ่านหนังสือเรียน ก็เลยซื้อคีย์บอร์ดคาสิโอให้ แต่แม่ไม่ได้ส่งผมไปเรียนดนตรี ผมเลยหัดเล่นมั่ว ๆ ได้ทั้งวัน ไม่รู้จักโดเรมีฟาซอล ได้แต่เอากระดาษกาวแปะตัวเลข 1,2,3,4,5 ไว้

พอ ม.3 ผมยืมกีตาร์ราคา 500 บาทของคนงานที่บ้านมาเล่น ตั้งสายก็ไม่เป็น สายเพี้ยนทีนึง ก็ต้องวิ่งไปให้พี่ข้างบ้านตั้งสายให้

พอ ม.4 ผมต่อรองกับแม่ ว่าถ้าสอบได้เกรด 3.9 ขึ้นไป แม่ต้องซื้อกีตาร์โปร่งให้ผม ปรากฏว่าเทอมนั้นผมได้เกรด 3.94 กีตาร์ยามาฮ่าราคา 1,500 บาท จึงเป็นของผม

เหมือนเดิมครับ ผมไม่เคยเรียนดนตรี หัดเอง คอร์ด F จับยากมาก ปลายนิ้วพองแล้วพองอีก เจ็บมาก ๆ แต่ผมก็เล่นกีตาร์ทุกวัน เรียกว่ากลับถึงบ้านปุ๊บ คว้ากีตาร์เล่นปั๊บ

พอเข้ามหาวิทยาลัย เด็กต่างจังหวัดอย่างผมเพิ่งเคยเข้ากรุงเทพครั้งแรก ตกใจที่เจอคนเล่นกีตาร์เก่ง ๆ และสารภาพว่าผมเพิ่งเคยได้ยินเสียงกีตาร์ไฟฟ้าก็ตอนนั้น

5.
ผมหน้าด้านไปเข้าชมรมดนตรีของหอพักนิสิตจุฬาฯ ทั้งที่เล่นดนตรีงู ๆ ปลา ๆ อ่านโน้ตก็ไม่เป็น กีตาร์ไฟฟ้าก็ไม่มี

อาศัยครูพักลักจำและกีตาร์เก่า ๆ ของชมรมเล่นไปเรื่อยเปื่อย

หัวเด็ดตีนขาด แม่ผมก็ไม่ยอมซื้อกีตาร์ไฟฟ้าให้ เพราะกลัวผมเลิกเรียน แล้วไปเป็นนักดนตรี ต้องอยู่ปี 2 นั่นแหละผมถึงจะเก็บเงินพอซื้อกีตาร์ไฟฟ้ากับตู้แอมป์เองได้ ...ส่วนเอฟเฟ็คกีตาร์น่ะเหรอ รอไปก่อน ไม่มีตังค์

ปี 3 ผมได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตของชมรมดนตรีเพื่อการกุศล ตอนนั้นผมคิดว่าผมหลงรักดนตรีเข้าแล้วล่ะ นิตยสารดนตรีวางเต็มห้อง เทปกองสูงท่วมหัว

ตอนนั้นผมเกือบจะเลิกเรียน เพราะใจมันไม่เอาแล้ว เดือดร้อนพ่อต้องนั่งรถไฟมาหาถึงกรุงเทพ ขอร้องให้เรียนต่อ

ปี 4 ผมเรียนจบวิศวะ จุฬาฯ แต่ไม่อยากทำงานวิศวะ จึงตัดสินใจเรียนต่อโทวิศวะ เพื่อซื้อเวลา ด้วยหวังว่าโชคชะตาจะพาให้ผมได้ทำงานที่รัก

ป.โท ปี 1 ผมรวมตัวกับรุ่นน้อง ประกวดวงดนตรี ผลคือตกรอบแรก เพราะวงเราเล่นได้ห่วยมาก แต่ผมกลับพบว่า "ผมแต่งเพลงได้" (เรียกว่าพอได้ดีกว่า)

ยิ่งตอนนั้นอกหักพอดี ฟีลลิ่งเลยยิ่งได้ ผมใช้ห้องน้ำเป็นห้องบันทึกเสียง อัดเพลงที่แต่งไว้ด้วยซาวเบ้าท์ ส่งเทปไปแกรมมี่ ทั้งที่ไม่รู้จักใครเลย

...และหลังจากนั้นอีกหนึ่งปี ผมก็ได้ทำงานที่แกรมมี่ ในฐานะนักแต่งเพลง

6.
ผมเล่าเรื่องนี้เพื่อจะบอกว่า ไอ้เด็กคนนั้นที่เป่าเมโลเดี้ยนง่อย ๆ ด้วยสายยางรดน้ำ มันคงไม่นึกหรอกว่า วันหนึ่งมันจะได้เป็นนักแต่งเพลงแกรมมี่

...แต่ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่มีอะไรคาดเดาได้

แม้ที่สุด ทุกวันนี้ผมจะไม่ได้แต่งเพลงแล้ว แต่งานเพลงก็นำไปสู่อีกสายงานที่ผมรักอีกงาน นั่นคือ "งานเขียน" เช่นกัน ไอ้เด็กคนนั้นที่โตมากับการอ่านนิทานในนิตยสารสตรีสาร ขวัญเรือน มันคงไม่นึกหรอกว่า วันหนึ่งมันจะได้เขียนหนังสือ แล้วขายดีพอใช้ได้

...แต่ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่มีอะไรคาดเดาได้

ชีวิตคือการเคลื่อนจากจุด A ไป B ใครที่ยังไม่ถึงจุด B ก็ขอให้รู้ไว้ว่า คุณแค่กำลังอยู่ "ระหว่างทาง" เท่านั้นเอง

ใครที่รู้สึกว่าจุด A ช่างอยู่ห่างจากจุด B เหลือเกิน ห่างจนแทบเป็นไปไม่ได้ ก็ขอให้รู้ไว้ว่า อะไรก็เป็นไปได้สำหรับชีวิตของเรา

ใครที่กำลังรู้สึกว่ามองไปข้างหน้า เหมือนไม่เห็นทาง ดูเลือนลางไปหมด อะไรคืออนาคต มองแล้วมืดมน

ผมอยากให้ระลึกไว้เสมอว่า ถ้าเรารักและเชื่อในสิ่งที่ทำจริง ๆ ลงมือ เรียนรู้ แก้ไข ปรับปรุง ไม่นานทุกอย่างจะเปิดทางให้ และทุกย่างก้าวที่เราเดินไป ทางจะค่อย ๆ งอกออกมารองรับเท้า ต่อเป็นถนนสู่ฝัน ให้เราเดินไปข้างหน้า

เพียงแต่ชีวิตส่วนใหญ่ไม่เคยเดินเป็นเส้นตรงหรอกครับ ...ขอแค่อย่าหยุดเดินก็แล้วกัน

admin
Administrator
โพสต์: 669
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

Re: รวมลิงค์บทความดีๆ ของคุณบอย วิสูตร เว็บ boywisoot.com

โพสต์ โดย admin » อาทิตย์ ส.ค. 16, 2020 12:52 pm

ความจนคือประสบการณ์ที่มีค่า...แต่เราควรออกจากประสบการณ์นี้ให้เร็วที่สุด

Cr. คุณบอย วิสูตร https://www.boywisoot.com/post/lesson-f ... xj1-EpXYgQ

ครั้งหนึ่ง Edward Bok

นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์ เคยกล่าวไว้ว่า

"ความจนคือประสบการณ์ที่มีค่าที่สุด

อย่างไรก็ตาม...

เราควรออกจากประสบการณ์นี้ให้เร็วที่สุด"


อ่านแล้วต้องบอกว่า "จริงมาก" มันใช่เลย

ความจนสอนเราได้ดีมากจนต้องขอบคุณ

ความจนผลักดันให้คนไม่ยอมแพ้

ต้องก้าวไปข้างหน้า...ออกจากความจน



ภาพโดย Khusen Rustamov จาก Pixabay

แค่ไหนรวย?

เรื่องนี้นิยามกันลำบาก นานาจิตตัง

แต่แค่ไหนจน?

อันนี้เจ้าของความจนสัมผัสได้เอง


มันขมที่คอ รอคอยอย่างหมดหวัง

ไม่อยากสบตาใคร


หลายปีก่อน

ผมเคยอยู่กับมัน สนิทกันดี

อาจไม่ได้ยากจนถึงขนาดไม่มีข้าวกิน

แต่ก็อยู่ในช่วงวิกฤตท้อแท้ชีวิตไม่น้อย


ทำงานหนัก รับจ้างหลายอย่าง

ทั้งหมดนี้เพื่อแข่งกับรายจ่าย

รันทดตัวเองที่เห็นเพื่อน ๆ ไปได้สวย

ในขณะที่ก้มมองดูตัวเอง

...ทำไมชีวิตเรามันเฮงซวย?


จน...แต่บอกใครไม่ได้

หน้าที่การงานดี แต่ไม่มีตังค์

จ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ

เอาของในบ้านมาขายแลกเงิน


ทำงานมาหลายปี

เงินเก็บสักแสนนึงก็ไม่เคยเห็น

ช่วงนั้นดวงตาเหม่อลอย

...จะไปทางไหนดี?


บ่นระบายกับคนที่รู้จักกัน

ก็มีแต่คนบอกว่าชีวิตก็แบบนี้

รับสภาพไปเถอะ...เรามันก็เท่านี้

...ฟังดูคล้าย ๆ ให้ยอมแพ้


แต่เมื่อถอยจนหลังชนฝา

ผมก็เหลือทางแค่ต้องเดินหน้าต่อไป


ไม่ใช่ว่าเก่ง
...แต่แพ้ไม่ได้เท่านั้นเอง

เมื่อแพ้ไม่ได้ ก็เลยไม่แพ้

ลุยมาเรื่อย ๆ หลายปี

จนมาถึงวันนี้ได้แบบงง ๆ

ซึ่งไม่ได้รวยอะไรนะครับ

...แต่คิดว่าไม่จนแน่นอน


เพราะฉะนั้นเมื่อมาถึงวันนี้

ผมจึงขอยืนยันด้วยเกียรติลูกเสือว่า

ความจนคือประสบการณ์ที่มีคุณค่า


คำถามก็คือ

แล้วความจนสอนอะไรผม?


ตอบว่าเยอะมาก

...เอาสัก 2 ข้อก็แล้วกัน

เดี๋ยวจะยาว


ข้อแรก
กำลังใจนั้นสำคัญมาก


เพราะหากท้อแท้

ก็จะไม่คิดหาทาง จนดักดานต่อไป

แต่หากมีกำลังใจลุกขึ้นสู้ ต้องหาทางให้ได้

ไม่ได้ทางนี้ ก็โผล่ทางนั้น เดี๋ยวก็ต้องเจอ


พี่โป่ง หินเหล็กไฟ

เขาจึงร้องเป็นเพลงว่า

"หากจะต้องสูญเสีย

ความหวัง...ขอให้เป็นสิ่งสุดท้าย"


ดูสร้างแรงบันดาลใจไปหน่อยมั้ยครับ?

แต่นี่คือเรื่องจริง กำลังใจเป็นเรื่องสำคัญมาก


คำถามแบบท้อแท้ก็คือ...

ในสภาพแบบนั้น กำลังใจจะมาจากไหน?


คำตอบก็คือ...

ก็ถ้าเอาแต่คิดแบบนั้น คงยิ่งดิ่งลงเรื่อย ๆ

เราต้องดึงตัวเองขึ้นมา จะหวังให้ใครช่วยล่ะ?


วันนั้น ในวันที่ลำบาก

ผมจ้องตัวเองในกระจก พูดออกมาว่า

"นี่มันไม่ใช่หน้าตาไอ้ขี้แพ้ หน้าตาคนรวยชัด ๆ"

หลอกตัวเองหรือเปล่าไม่รู้

แต่อย่างน้อยก็รู้สึกดี (ฮา)
...กำลังใจเริ่มมา หาหนทางไปต่อ


สำหรับคนที่ต้องการกำลังใจลุกขึ้นสู้

ลองอ่านหนังสือดี ๆ ที่ไม่เคยอ่านสิครับ

ลองคบคนในสังคมใหม่ ๆ ที่ไม่เคยคบ

ลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ ลองไปที่ที่ไม่เคยไป


สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนคลื่นความถี่อารมณ์

เปิดให้เรามองเห็นโอกาสใหม่ ๆ

สำคัญก็คืออย่าจมอยู่กับความคิดตัวเอง

เพราะมันมีแต่จะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่


เหมือนที่เขาบอกกันว่า
"อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด"

อย่ารอให้กำลังใจมาก่อน

แล้วค่อยลงมือทำบางอย่างครับ

แต่เราต้องลงมือทำบางอย่าง

แล้วกำลังใจจะเริ่มเกิดขึ้นเอง


ข้อสอง
ให้แปลงความสามารถเป็นทุน


คนไม่มีเงินจะไปเอาทุนจากไหนล่ะ?

เพราะฉะนั้นก็ต้องขายแรง

ขายความสามารถไปก่อน


ซึ่งตรงนี้อยู่ที่บุญเก่าของแต่ละคน

ว่าในอดีตเคยสั่งสมความรู้อะไรมาบ้าง?

เคยฝึกทักษะอะไรมาบ้าง?

มีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง?

เคยทำงานแล้วทำให้ใครประทับใจบ้าง?



คอร์สออนไลน์จาก บอย วิสูตร เกือบ 1,000 วิดีโอ (ราคาพิเศษ)


ของพวกนี้ถ้าในอดีตไม่เคยตั้งใจทำเก็บไว้

เช้าชามเย็นชาม ทำเท่าที่สั่ง ไม่สั่งก็ไม่ทำ

ถ้าเป็นแบบนี้ ก็อาจต้องใช้กรรมเก่านานหน่อย

ต้องเสียเวลามานั่งฝึกฝน...ซึ่งอาจไม่ทัน


ผมพูดเรื่องนี้อยู่เป็นประจำ

ว่าความรู้และความตั้งใจน่ะ ทำเก็บไว้เถอะ

วันนึงได้ใช้งานแน่ ๆ ไม่มีสูญเปล่า

มันจะตอบแทนกลับมาอย่างสาสม


แต่ถ้าคนไหนพอมีความสามารถอยู่

ก็ต้องรู้จักแปลงความสามารถให้เป็นทุน

ต้องฉลาดในการสร้างมูลค่าเพิ่ม

ต้องรู้จักเจรจาต่อรอง โน้มน้าวใจ

ต้องรู้จักมองหาโอกาสให้ตัวเอง

ต้องรู้จักสร้างโอกาสใหม่ให้ตนเอง


ที่สำคัญคือต้องคอยมองหาช่องทาง

ที่จะส่งผลกระทบกับผู้คนจำนวนมาก


เพราะรายได้ของเรานั้น
จะเป็นสัดส่วนกับจำนวน
ผู้คนที่เราส่งผลกระทบ

ผมเองก็เริ่มเปลี่ยนชีวิตด้วยแนวทางนี้

...แปลงความสามารถเป็นทุน


ใครอ่านมาถึงตรงนี้

แม้วันนี้ไม่ได้ยากจน ถือว่าคุณโชคดีมาก

ขอให้สั่งสมความรู้ ทักษะ ความคิด

และความตั้งใจไว้ใช้ในวันหน้า

...ไม่มีใครรู้ว่าฟ้าฝนจะไม่เป็นใจวันไหน


ใครอ่านมาถึงตรงนี้

วันนี้อยากพาตัวเองออกจากความจน

ลองมองหาความสามารถว่ามีมั้ย?


ถ้าไม่มี หรือมี แต่ธรรมดามาก

ก็ต้องยอมรับ เข้าใจ แต่อย่าท้อ

ขยันหาความรู้ใหม่ ของฟรีมีในออนไลน์เยอะ

ไปอบรมฟรี เรียนรู้อาชีพฟรีก็มี

ทำเท่าที่ทำได้ไปก่อน...อย่ารอให้พร้อม


วันนี้ยากจน ไม่ใช่เรื่องผิด

แต่ถ้าอีกห้าปีข้างหน้า ยังยากจนอยู่

...ต้องมีบางอย่างไม่ถูกต้องแล้วล่ะ

ซึ่งไม่ต้องไปโทษใคร ตัวเราเองล้วน ๆ


ความจนจึงเป็นครูสอนผมในสองเรื่องนี้

กอบกู้กำลังใจกลับมาด้วยตัวเอง

เปลี่ยนความสามารถให้เป็นทุน


ถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่า

...ที่ผมจะไม่กลับไปซ้ำชั้นอีกแล้ว


ก็อย่างที่ Edward Bok

นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์ กล่าวไว้นั่นแหละครับ

"ความจนคือประสบการณ์ที่มีค่าที่สุด

อย่างไรก็ตาม...

เราควรออกจากประสบการณ์นี้ให้เร็วที่สุด"

siri
โพสต์: 158
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมลิงค์บทความดีๆ ของคุณบอย วิสูตร เว็บ boywisoot.com

โพสต์ โดย siri » ศุกร์ ก.ย. 18, 2020 11:08 pm

ชีวิตคือการเคลื่อนจากจุด A ไปจุด B


สิ่งที่คุณกำลังจะอ่านต่อไปนี้ มีประโยชน์มาก และมันจะเปลี่ยนชีวิตคุณ เหมือนที่เปลี่ยนชีวิตผมมาแล้ว ...เริ่มได้!



ชีวิตทุกคนกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้า (มีบ้างที่ถอยหลัง แต่ลึกๆ ก็คงอยากก้าวหน้าอยู่ดี) ไม่ใช่เฉพาะแค่ตอนสอบเลื่อนชั้น หรือตอนกำลังจะเลื่อนตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่เราทุกคนล้วนกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรในชีวิตก็ตาม มนุษย์ทุกคนกำลังต้องการก้าวจากจุด A ไปจุด B เสมอ เช่น ถ้าอ้วนอยู่ ก็อยากจะผอม ถ้าจนอยู่ ก็อยากจะร่ำรวย


ภาพถ่ายโดย Madison Inouye จาก Pexels



และมีสิ่งที่เราต้องรู้อยู่แค่ 3 ข้อ เพื่อที่จะทำให้เราก้าวจากจุด A ไปจุด B ได้สำเร็จ ไม่ว่า A กับ B ของคุณคือเรื่องอะไรก็ตาม



ข้อแรก
การเคลื่อนไปข้างหน้านั้น ต้องใช้ "คุณสมบัติ" อะไรบางอย่างเสมอ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากก้าวไปจุด B เราก็แค่ไปดูว่า คนที่อยู่จุด B นั้นเขาคิดอย่างไร? เขาทำอย่างไร? เขาจึงมาอยู่ที่จุดนี้ได้ จากนั้นก็ทำตาม (ดัดแปลงให้เหมาะสมในแบบของเรา) แล้วเราก็จะสำเร็จได้ดังใจหมายเหมือนกับเขา ไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น



อยากผอม ไปดูว่าคนผอมเขาคิดอย่างไร? ทำอย่างไร? อยากรวย ไปดูคนรวยว่าเขาคิดอย่างไร? ทำอย่างไร? ...เรื่องมันง่ายแค่นี้เอง ขอแค่คุณสมบัติครบถ้วน ทุกคนก็ล้วนได้สิทธิ์นั้น



ฟังดูเหมือนง่ายใช่ไหมครับ แล้วมันยากตรงไหน?


คำตอบก็คือ คนส่วนใหญ่อยากไปถึงจุด B แต่ไม่ยอมสร้างคุณสมบัตินั้นก่อน พวกเขายืนอยู่ตรงจุด A แล้วเฝ้าบอกว่า


"พาฉันไปที่จุด B ก่อนสิ แล้วฉันจะมีคุณสมบัตินั้น"

ยกตัวอย่าง ...ขึ้นเงินเดือนให้ฉันก่อนสิ แล้วฉันจะทำงานให้เต็มที่เลย ...รักฉันก่อนสิ แล้วฉันจะทำตัวให้น่ารัก คุณว่ามันสมเหตุสมผลมั้ยล่ะ? ไม่สมเหตุสมผลแน่นอน


ที่ถูกนั้น เราจะต้องสร้างคุณสมบัติเพื่อจะเป็นคน ๆ นั้นให้ได้ก่อน แล้วไม่นาน เราจึงได้เป็นคนคนนั้นจริง ๆ เช่น ตั้งใจทำงานก่อน แล้วเงินเดือนจะปรับตาม ทำตัวให้น่ารักก่อน แล้วอีกฝ่ายจึงรักตอบ


จำไว้สั้น ๆ ครับว่า "ทำเหตุให้คู่ควร แล้วผลจะตามมาเอง"



ข้อสอง
ต่อให้เรารู้แล้วว่าต้องคุณสมบัติอะไรบ้าง ก็ใช่ว่าหนทางจะราบเรียบง่ายดาย เราจึงพึงต้องรู้ว่า อุปสรรคนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจอ ความล้มเหลวเป็นแค่เรื่องชั่วคราว ความผิดหวังเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าระหว่างทางที่เดินมา เราไม่เคยเจออุปสรรคเลย นั่นอาจแปลว่า เป้าหมายเราเล็กมาก อุปสรรคก็เลยเล็กมากตามไปด้วย ...เล็กจนมองไม่เห็น จนเราไม่รู้สึกว่ามีอุปสรรคเลย



ฟังดูเหมือนง่ายใช่ไหมครับ แล้วมันยากตรงไหน?



คอร์สออนไลน์จาก บอย วิสูตร เกือบ 1,000 วิดีโอ (ราคาพิเศษ)

คำตอบก็คือ คนส่วนใหญ่พอเจออุปสรรคแล้วยอมแพ้ง่าย แกล้งตายเหมือนเจอหมี เขาคิดว่าคนที่ไปถึงจุด B ได้นั้น คงจะตรงดิ่งไปที่นั่น แบบไม่ต้องเจออุปสรรคเลยสักนิด แต่มันไม่ใช่เลย


ถ้าเปิดผ้าคลุมซูเปอร์แมนดู เราคงจะพบรอยแผลเต็มหลังไปหมด

เพราะฉะนั้นล้มเหลวไปเถอะครับ ถ้ายังไม่ถอดใจ ยังไปต่อ อย่างไรก็ถึงจุด B แน่นอน



ข้อสาม
ต่อให้รู้ว่าต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ต่อให้รู้ว่าต้องเจออุปสรรค แต่ทั้งหมดจะไม่มีประโยชน์เลยครับ ถ้าเราไม่ก้าวขาออกจากจุด A ...แต่คนส่วนใหญ่นั้นไม่ก้าวออกไปก็เพราะ "กลัว" พวกเขาหารู้ไม่ว่าคนที่ไปถึงจุด B อันเป็นเป้าหมายปลายได้นั้น ทุกคนล้วน "เดินไปทั้ง ๆ ที่กลัว" นั่นแหละ



ฟังดูเหมือนง่ายใช่ไหมครับ แล้วมันยากตรงไหน?


คำตอบก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้เลยว่า "ความกลัวมันตัวใหญ่ เมื่อยู่ในใจความคิด ความกลัวมันตัวนิด เมื่อหยุดคิดแล้วลงมือทำ" เมื่อไม่รู้เช่นนี้ เขาจึงไม่กล้าก้าวออกไป เพราะทางข้างหน้าช่างน่ากลัว มืดมนเหลือเกิน



แต่ความจริงก็คือ ความกลัวจะค่อย ๆ หายไป เมื่อเราลงมือทำ และในหลาย ๆ ครั้ง ผมบอกได้เลยว่า เรา "กลัวไปเอง" เราคือนักสร้างหนังสยองขวัญในจินตนาการที่เก่งมาก ...ทั้งที่เอาเข้าจริง ไม่ได้มีอะไรเลยสักนิด



ความกลัวมันเหมือนเงาบนผนัง ต้นกำเนิดเงานั้นเล็กนิดเดียว แต่เงาบนผนังใหญ่โตเกินตัวไปเยอะ

...



ใครก็ตามที่เข้าใจ 3 ข้อนี้ ผมมั่นใจว่าไม่มีจุดไหนที่เขาจะไปไม่ถึง ขอเพียงแน่ใจว่าจุด B ของเขานั้นคืออะไร? ต้องใช้คุณสมบัติอะไรบ้าง? เมื่อเจออุปสรรคก็ไม่ย่อท้อ เพราะเข้าใจว่าความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ และที่สำคัญที่สุด ...กล้าก้าวแรก ก้าวทั้ง ๆ ที่กลัว คนแบบนี้แหละครับ ที่จะบรรลุเป้าหมายปลายได้


มาออกเดินจากจุด A ไปด้วยกัน ...แล้วพบกันที่จุด B นะครับ


หมายเหตุ : เรียบเรียงจากบางส่วนของหนังสือ "ฉันเปลี่ยนเพราะเขียนเป้า" สั่งซื้อได้ที่ https://www.stock2morrow.com/publishing ... .php?id=83

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “เทคนิคการทำงาน การจัดการ จิตวิทยา และการพัฒนาตนเอง”