[สรุปหนังสือ] Quiet - Part one : ทำไมโลกนี้ถึงเอียงไปทาง Extrovert

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

[สรุปหนังสือ] Quiet - Part one : ทำไมโลกนี้ถึงเอียงไปทาง Extrovert

โพสต์ โดย siri » อังคาร เม.ย. 06, 2021 3:23 pm

เล่า

[สรุปหนังสือ] Quiet - Part one : ทำไมโลกนี้ถึงเอียงไปทาง Extrovert
เคยสงสัยกันมั้ยว่าทำไมสังคมต่างๆในชีวิตเรา ถึงดูเหมือนออกแบบมาให้กับ Extroverts ไปซะหมด ทั้งห้องเรียนที่เน้นให้ยกมือตอบคำถามหรือในที่ทำงาน/พ่อแม่ที่บอกให้เรากล้าแสดงออก รวมไปถึง ใครที่พรีเซนต์ตัวเองเก่งก็มักจะมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมากกว่าคนปกติ
นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า Extrovert Ideal - เมื่อโลกนี้ให้ความสำคัญกับความเป็น Extrovert มากกว่า Introvert ส่งผลให้ Introvert หลายๆคนจะรู้สึกไม่ Fit-in กับสังคมและขาดความมั่นใจในตัวเอง
ดังนั้น Susan Cain ผู้เขียนจึงเริ่มต้นหนังสือด้วยการพูดถึงเรื่องนี้ก่อน เน้นให้เราเข้าใจถึงธรรมชาติของสังคม และที่มาของมัน เพื่อที่จะได้ปรับตัวให้เข้ากับสังคมแบบนี้ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ธรรมชาติของ Introvert ซักเท่าไหร่นัก
และนี่คือ Part One ของหนังสือ Quiet : The Power of Introverts in a World That Can’t Stop Talking เนื้อหาจะเป็นอย่างไร เดี๋ยวผม”เล่า”ให้ฟังครับ
====================
🕺🏻 Mighty Likable Fellow - ทำไมคนถึงให้คุณค่ากับความกล้าแสดงออก
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในปี 1902 เลยครับ จะมี Dale เด็กน้อยในครอบครัวชาวนาคนนึงจาก Missourri ที่ได้ไปฟังกลุ่ม Chautauqua กลุ่มเคลื่อนไหวในอเมริกาที่เน้นเผยแพร่การพูดต่อหน้าสาธารณชน (Public Speaking) และเกิดความหลงไหลในศาสตร์นี้เป็นอย่างสูง
ถัดมาเค้าได้ฝึกฝนจนมีความสามารถในด้านนี้สูง เป็นคนที่คอยสอนเพื่อนในเรื่องนี้ พอจบออกมาทำงานก็อยู่ในช่วงที่ตลาดอเมริกากำลังเติบโตและต้องการอาชีพพนักงานขาย (Saleman) เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ความสามารถในการพูดของเค้าเหมาะสมกับงานนี้ และทำอาชีพได้ในระดับท็อป
ถัดมาเค้าเริ่มเปิด Workshop เพื่อสอนเกี่ยวกับทักษะด้านนี้ เมื่อได้รับความนิยมมากๆขึ้นก็เริ่มเปิดสถาบันเป็นของตัวเองที่ชื่อว่า Dale Carnegie Institute สถาบันที่สอนเกี่ยวกับทักษะการพูดที่ดังที่สุดในโลกแห่งนึง
ใช่ครับเด็กน้อยชาวนาคนนี้คือ Dale Carnegie ตำนานเจ้าของหนังสือชื่อดังอย่าง How to Win Friends and Influence People และหนังสือ Self-Development ชื่อดังอีกหลายเล่ม
การเกิดขึ้นของ Trend การขาย การพูดนี้ ทำให้ช่วงปี 1920-1930 เป็นยุคทองที่สปอตไลท์สาดส่องไปทางเหล่า Extroverts ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งในทางธุรกิจและทางการค้า และส่งผลให้ Introverts กลายเป็นคนที่ดูไม่มีความสามารถในสายตาคนอื่น ดูเป็นคนเงียบๆที่ไม่กล้าแสดงออก
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า Introverts จะไม่มีที่ยืนในสังคม หรือถูกจัดเป็นพลเมืองชั้นสองนะครับ เพราะก็ยังมีสายงานอื่นๆที่ไม่ต้องใช้ Social Skill มากนัก แต่กลับต้องใช้ความเงียบ, สมาธิ, การคิดก่อนพูด, การวางแผนอย่างรอบคอบ อยู่อีกมากมาย ซึ่งจุดนี้ Introverts ทำได้ดีกว่า
เพียงแต่งานเหล่านี้มักจะเป็นงานเบื้องหลัง (Back Office) มากกว่าจึงทำให้ไม่ได้เป็นที่จดจำ หรือมีชื่อเสียงมากเท่างานของ Front Office
*** เหมือนกรณีของ Steve Jobs ที่มักจะถูกจดจำมากกว่าในฐานะ CEO ของ Apple ในขณะที่ Stephen Wozniak ผู้เป็นเบื้องหลังความสำเร็จด้านด้านเทคโนโลยีและเป็นผู้สร้างคอมพิวเตอร์ Apple เครื่องแรกขึ้นมากลับถูกพูดถึงในปริมาณที่น้อยกว่ามากๆๆๆ
⭐️ Case Study ที่น่าสนใจจากในหนังสือ
การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯในปี 1828 ระหว่าง John Quincy, Professor จาก Harvard และ Andrew Jackson, ฮีโร่จากสงคราม
ด้วยความแตกต่างกันสุดขั้วของทั้งสองคนทำให้มีคำพูดติดปากของคนในยุคนั้นว่า “John Quincy Adam who can write, Andrew Jackson who can fight.” ซึ่งเป็นลักษณะของ Introvert และ Extrovert ตามลำดับ
ผลการเลือกตั้งก็ออกมาว่าทางฝ่ายของ Andrew Jackson นั้นชนะไปขาดลอยถึง 178 ต่อ 83 เสียง เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความนิยมใน Extroversion ที่ดีอย่างนึงเช่นกัน
— — — — — — — — — — —
👸🏻 Charismatic Leadership - ภาวะผู้นำแบบที่มีลักษณะเฉพาะตัว
ความเชื่อของภาวะผู้นำที่มีลักษณะเฉพาะตัวนั้นเป็นหนึ่งในความเชื่อ และธรรมเนียมปฏิบัติของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่าง Harvard Business School (HBS) ที่จะสนับสนุนและส่งเสริมให้นักศึกษากล้าแสดงออกและมีส่วนร่วม (Participation) ในห้องเรียน
โดยความเชื่อดังกล่าวจะให้ความสำคัญและคะแนนความน่าเชื่อถือของแต่ละคนขึ้นอยู่กับความกล้าอสดงออกของแต่ละคน ส่งผลให้ Extroverts ถูกมอบความน่าเชื่อถือในการเป็นผู้นำมากกว่า Introverts และยังทำให้เกิดความเชื่อที่ว่าคนที่เงียบและมีการตัดสินใจที่ช้านั้นไม่เหมาะจะเป็นผู้นำ
แต่ !! นั่นคือความเชื่อที่ผิด สอดคล้องกับเหตุผลของด้านบนเลยครับที่งานบางส่วนนั้นยังจำเป็นที่จะต้องใช้การตัดสินใจอย่างรอบคอบ คำนึงถึงผลกระทบในหลายๆด้าน ซึ่งนั่นเป็นลักษณะของ Introvert มากกว่าเสียอีก
ลองคิดดูง่ายๆ ในยุคปัจจุบันที่ข่าวสารเดินทางได้ไวมากๆ ถ้ามี CEO คนไหนที่พูดจาแบบขวานผ่าซากหุนหันผลันแล่น โดยไม่กรองคำพูดดีๆ ก็มีโอกาสที่จะถูกดราม่าหรือการล่าแม่มดเกินขึ้นได้สูงมาก
นั่นหมายความว่า ความเป็น Extrovert ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักของการเป็นผู้นำเสมอไป Introvert ก็เช่นกัน
คนที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้นจำเป็นที่จะต้องมีลักษณะนิสัยทั้งสองอย่างผสมกันอยู่ หรือไม่ก็ต้องรู้ว่าสถานการณ์แบบไหนควรจะใช้บุคลิกภาพแบบใดในการตอบสนองเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุดนั่นเอง
ดังนั้นเราจะเห็นว่า CEO ของบริษัทชั้นนำนั้นไม่ได้มีแต่ Extrovert เพียงอย่างเดียว เราจะเห็น Introvert หลายคนที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำองค์กรที่ดีได้ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น Bill Gates (Microsoft), Charles Schwab (CEO ของ Charles Schwab Corp. บริษัทด้านการเงิน), Brenda Barnes (Sara Lee และ Pepsi Co) และ James Copeland (Deloitte)
— — — — — — — — — — —
👨🏼🤝👨🏻 New Groupthink VS 🧑🏻💻 Working Alone
ลักษณะในการทำงานโดยทั่วไปของ Introvert และ Extrovert มักจะแตกต่างกัน ฝ่ายแรกมักชอบที่จะทำงานเงียบๆมีสมาธิคนเดียว และฝ่ายหลังมีกจะชอบการทำงานเป็นทีมเพื่อที่จะ Brainstorm ความคิดดีๆออกมาให้ได้มากที่สุด
แต่เมื่อกระแสของ Extrovert นั้นบูมมากตั้งแต่ยุคของ Dale Carnegie ลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน ประกอบกับเหตุผลทางด้านต้นทุนและปริมาณพนักงานที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความเชื่อที่เรียกว่า New Groupthink ซึ่งเน้นไปที่การทำงานเป็นทีม
ทำให้การทำงานในองค์กรต่างๆมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเป็น Open-Floor Plan ที่พนักงานส่วนใหญ่จะไม่มีห้องส่วนตัวเป็นของตัวเอง แต่จะเป็นโต๊ะทำงานหลายๆโต๊ะรวมกันอยู่ในห้องโถงใหญ่
ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัดพื้นที่ส่วนตัว และเพิ่มพื้นที่ใช้สอยส่วนรวมแล้วยังทำให้เหมาะกับการสื่อสารและทำงานเป็นทีมที่มากขึ้น เพราะพนักงานทุกคนสามารถเข้าหากันได้โดยไม่มีกำแพงห้องมากั้นเหมือนในอดีต โดยเชื่อว่าการทำแบบนี้จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของพนักงานได้มากขึ้น
แต่นั่นกลับเป็นการพัฒนาในทางที่ผิด *อย่างน้อยก็ในทางทฤษฎี* เพราะมีงานวิจัยเด่นๆ 2 ชิ้นที่พบว่าการทำงานแบบ Working Alone / Working in Solitude นั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำงานเป็นทีม
⭐️ งานวิจัยแรกมาจาก Anders Ericsson ที่วิจัยเกี่ยวกับนักไวโอลิน โดยศึกษาเกี่ยวกับผลงานและระยะเวลาของการฝึกซ้อม โดยแต่ละคนมีชั่วโมงการฝึกซ้อมที่เท่ากันแต่แตกต่างกันที่วิธีการฝึก
ผลการเก็บข้อมูลพบว่ากลุ่มของนักไวโอลินที่มีผลงานดีที่สุดนั้นมีจำนวนชั่วโมงในการฝึกซ้อมเดี่ยว (Practice in Solitude) สูงถึงสัปดาห์ละ 24.3 ชั่วโมง ส่วนกลุ่มที่ผลงานแย่มีการฝึกซ้อมเดี่ยวเพียงสัปดาห์ละ 9.3 ชม. เท่านั้น
แสดงให้เห็นว่าการทำงานคนเดียวมีประสิทธิภาพที่สูงกว่า
แต่หลายคนก็คงมองว่ามันคือการฝึกซ้อมดนตรีนะ ไม่ใช่การทำงานบริษัทแบบทั่วไป
⭐️ งานวิจัยต่อมาเป็น Coding War Game ของ Tom DeMarco และ Timothy Lister เป็นการนำเหล่าโปรแกรมเมอร์มาแข่งกันเขียนโค้ด และพบว่ากลุ่มคนที่เขียนดีที่สุดนั้นมี Performance สูงกว่ากลุ่มที่แย่ที่สุดถึง 1000% หรือเขียนได้เร็วกว่า 10 เท่า !!
เมื่อเข้าไปดูในรายละเอียดการทำงานจะพบว่ากลุ่มที่เก่งที่สุดนั้น 62% ทำงานในพื้นที่ส่วนตัว (Private Workspace) ในขณะที่กลุ่มที่แย่ที่สุดนั้นทำงานในพื้นที่ส่วนตัวเพียง 19% เท่านั้น
อีกปัจจัยที่ส่งผลต่อความเร็วของการทำงานคือการถูกรบกวนโดยคนหรือปัจจัยรอบข้าง กลุ่มที่ทำงานช้าที่สุดนั้นถูกรบกวนถึง 76% ในขณะที่กลุ่มที่เร็วที่สุดถูกรบกวนเพียง 38%
นั่นยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าการทำงานบางอย่างนั้นควรที่จะทำในพื้นที่ส่วนตัวมากกว่าจะเป็น Open-Floor Plan ที่นอกจากจะไม่เป็นส่วนตัวแล้วยังถูกรบกวนจากปัจจัยภายนอกได้ง่ายอีกด้วยนั่นเอง
‼️ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการทำงานคนเดียวจะดีเสมอไปเช่นกัน อาจจะเหมาะสมกับงานบางประเภท เช่น การเขียนโค้ด, การสร้างโมเดล หรือการออกแบบ ส่วนงานบางประเภทก็จะเหมาะกับการทำงานเป็นทีมมากว่า เช่น การจัดแคมเปญการตลาด หรือ Event ส่งเสริมการขาย
ดังนั้นการใช้ Open Floor Plan อาจจะไม่ได้ดีที่สุดเสมอไป บางสายงานอาจจะต้องปรับเป็น Private Space ให้มากขึ้น หรือถ้ายังยืนยันจะใช้ Open-Floor เหมือนเดิมก็ควรจะทำให้เฟอร์นิเจอร์ต่างๆนั้นยืดหยุ่นแบะสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย เพื่อให้เหมาะกับการปรับเปลี่ยนแผนผังให้เหมาะกับงานแต่ละงานนั่นเอง
และนั่นก็รวมไปถึงการทำงานเป็นทีม และการทำงานแบบฉายเดี่ยวด้วยเช่นกัน
— — — — — — — — — — —
[แถม] 3️⃣ ปัจจัยหลักที่ทำให้การทำงานเป็นทีมนั้นมีประสิทธิภาพที่แย่ลง ได้แก่
1. Social Loafing - การที่คนบางกลุ่มนั่งเฉยๆและปล่อยให้คนอื่นเสนอความคิดแทน
2. Production Blocking - เวลาคุยงาน จะได้พูดกันแค่ทีละคน ทำให้คนอื่นได้แต่นั่งเฉยๆ
3. Evaluation Apprehension - ความกลัวที่จะถูกตัดสินเมื่อเสนอความคิดออกไป
ทั้งสามอย่างนี้คือปัจจัยที่มักจะส่งผลให้การประชุม หรือการทำงานเป็นทีมไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าไหร่นัก
ทางผู้เขียนจึงแนะนำให้มีการ Brainstorm แบบออนไลน์โดยที่ไอเดียของทุกคนจะถูกนำเสนอในรูปแบบของ Anonymous หรือไม่เปิดเผยชื่อ เพื่อให้ทุกคนสามารถเสนอไอเดียได้พร้อมๆกันและไม่ต้องกลัวที่จะถูกตัดสิน
และเมื่อไอเดียที่ดีที่สุดถูกเลือกมาก็จะทำให้งานมีประสิทธิภาพที่มากขึ้นนั่นเอง
====================
และทั้งหมดนี้ คือที่มาของสังคมปัจจุบันที่เอนเอียงไปทางของ Extrovert ซะมาก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า Introvert จะเป็นพลเมืองชั้นสองและถูกมองเป็นเพียงคนที่ไม่มีความสามารถ
แต่จริงๆแล้วต่างคนต่างมี Roles เป็นของตัวเอง เหมือนคำเปรียบเทียบที่ว่า
“ต่อให้ Bill Gates จะฝึก Social Skills มากขนาดไหน เค้าก็ไม่มีทางเป็นนักการเมืองที่เก่งแบบ Bill Clinton, และต่อให้ Bill Clinton นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ไปทุกวันเค้าก็ไม่มีทางเป็น Bill Gates ได้เช่นกัน”
คุณเพียงแค่หาจุดที่อยู่แล้วจะดึงความสามารถของตัวเองออกมาได้มากที่สุด โดยไม่ต้องฝืนจะเป็นอย่างอื่นที่ไม่เหมาะ แค่นั้นก็พอแล้วครับ
Part ต่อไปจะเป็นเรื่องของ ความเป็น Introvert ที่อยู่ในตัวคนเรานั้น เป็น DNA หรือมันสามารถเปลี่ยนได้ ?? มารอหาคำตอบไปพร้อมกันนะครับ ขอเวลาไปปั่นต่อซักครู่ 🤣🤣
*** จะพยายามมาลงทุกวันจันทร์นะครับ ใครชอบก็ติดดาวไว้เล้ยยยยย
แล้วก็แว่วๆมาว่าจะมีแปลไทยใหม่อีกรอบเร็วๆนี้นะครับ แต่ถามไปทางสำนักพิมพ์ OMG แล้วไม่เคยได้คำตอบเลย 🥲🥲
ใครสนใจแบบเต็มๆตอนนี้สามารถหาอ่านแบบภาษาอังกฤษได้นะครับ สรุปผมแค่ 10% ที่ชอบเท่านั้น ส่วนแปลไทยฉบับเก่าคงต้องหามือสองกันไปก่อนครับผม

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “หนังสือ เรื่องแต่ง วรรณคดี นิยาย วรรณกรรม การ์ตูน”