รวมบทความของหมอเสาวภา เลี้ยงลูกเชิงบวก

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 293
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

รวมบทความของหมอเสาวภา เลี้ยงลูกเชิงบวก

โพสต์ โดย siri » เสาร์ พ.ย. 14, 2020 1:51 am

แหล่งบทความของคุณหมอ เว็บไซต์ ThaiPBSKids https://www.thaipbskids.com/contents
เฟสเพจของคุณหมอ https://www.facebook.com/ThaiPBSKids/



*****************************************************************

“ทำไมต้องเลี้ยงลูกแนวเดียวกัน!”

พ่อตามใจลูก แต่แม่ดุและจัดการลูกอยู่คนเดียว แม้พ่อจะไม่เห็นด้วยกับวิธีของตนเองแต่ก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีของแม่ ก็เลยทำตามแบบเดิมๆที่เป็นอยู่
การเลี้ยงคนละแนวทาง ไม่ใช่เพราะทั้งสองฝ่ายไม่อยากเปลี่ยนแปลง แต่ทั้งคู่ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนไปทางไหน!
………………..
การตามใจลูกเพื่อบรรเทาความตึงเครียดของลูกเพราะอีกฝ่ายใช้อารมณ์กับเด็ก มองดูเผินๆก็เหมือนช่วยลูกได้ แต่ถ้ามองลงลึก เราอาจเห็นความไม่มั่นคงในจิตใจของเด็ก!
.
เมื่อไรก็ตามที่ลูกมองเห็นพ่อ-แม่ไปคนละทาง เช่น คนหนึ่งสั่งให้หยุด แต่อีกคนปล่อยให้ทำ คนหนึ่งบอกให้ปิดทีวี แต่อีกคนบอกให้ดูต่อได้ฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากที่พ่อแม่ทะเลาะกันเพราะเรื่องของเขา ลูกจะรู้สึกอึดอัดใจและสับสนมาก
.
แม้ลูกจะรู้สึกดีที่พ่อเข้าปกป้อง แต่ความต้องการลึกๆก็ไม่อยากเป็นต้นเหตุให้พ่อแม่ทะเลาะกัน และความรักที่เขามีต่อแม่ จะยังคงเหมือนเดิมหรือจะลดน้อยลงดี?
.
สถานการณ์แบบนี้ (แม่โกรธแต่พ่อเข้าปกป้อง) ลูกอาจรู้สึกรักแม่ลดลง และเมื่อลูกรู้สึกแบบนี้โดยไม่ตั้งใจ เขาก็คงรู้สึกแย่ต่อตนเอง
.
เพราะลูกทุกคนปรารถนาที่จะ “รัก” และจงรักภักดีกับพ่อแม่เท่าๆกัน
สภาวะที่ดูเหมือนลูกต้อง “เลือก” ทำให้เด็กสับสน และเด็กก็ต้องตัดสินใจเลือกด้วย ลูกจะเลือกเข้าหาคนที่ตามใจ....
.
เมื่อลูกเลือกเข้าหาพ่อมากกว่าแม่ พวกเราคิดว่า ลึกๆในใจของลูกกำลังรู้สึกหรือคิดอะไรกับแม่บ้าง??.....
.
ยังรักแม่อยู่??
หรือ รักแต่ก็กลัวแม่ จึงทำให้ชีวิตประจำวันลูกต้องแอบทำ และมีเรื่องปกปิดแม่
หรือ รักแต่ก็โกรธแม่ จึงทำให้ลูกต่อต้าน เถียง และต้องการเอาชนะเมื่อแม่สั่งสอน
หรือ รักแต่ไม่ไว้ใจแม่ จึงทำให้ลูกเล่าแต่เรื่องทั่วไป ส่วนเรื่องที่ทำผิดหรือไม่สบายใจอาจไม่กล้าเล่า เพราะไม่คิดว่า คนขี้โมโหแบบแม่จะช่วยอะไรได้😫
.
.
แล้วคนเป็นแม่ล่ะ...แม่ที่ต้องเป็นยักษ์ตลอดเวลา ลึกๆในใจกำลังรู้สึกหรือคิดอะไรกับตนเองบ้าง??...
.
แม่คงรู้สึกแย่, เศร้าและรู้สึกผิด จึงทำให้ไม่ค่อยยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีพลังบวกสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับลูก ซึ่งสำคัญมาก เพราะหากแม่ไม่มีช่วงเวลาบวกกับลูก เราจะฝึกวินัยลูกยากมาก☹️
.
แม่บางคนรู้สึกแย่และโทษตัวเองว่าเป็นแม่ไม่ดี และหากมีคนตำหนิว่าเป็นแม่ใจร้าย ก็จะยิ่งแย่ ท้อแท้เบื่อหน่าย จนอาจเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า
.
.
การเลี้ยงลูกคนละแนวทาง จึงอาจไม่ใช่แค่เลี้ยงลูกยากมากขึ้น หรือลูกเลือกเข้าหาใคร ไม่เอาใครแบบผิวเผิน แต่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกลึกๆในใจของเด็ก รวมทั้งคนเป็นแม่ด้วย ซึ่งอาจมีปัญหาด้านจิตใจตามมา
และหากแม่มีจิตใจที่ไม่ปกติสุข คนที่ได้ผลกระทบเต็มๆก็คงหนีไม่พ้น “ลูก” เหมือนเดิม😫
.
ดังนั้น หากพ่อปรารถนาให้ลูกมีสุขภาพจิตที่ดี พ่อกับแม่จะต้องคุยกัน
คุยเพื่อ “แก้ปัญหา” ไม่ใช่คุยเพื่อตำหนิกันและกัน ที่สำคัญจะต้องชื่นชมกันและให้กำลังใจกันและกันให้ได้ 😊
.
.
#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก
แก้ไขล่าสุดโดย siri เมื่อ พฤหัสฯ. พ.ย. 19, 2020 1:04 pm, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

siri
โพสต์: 293
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความของหมอเสาวภา เลี้ยงลูกเชิงบวก

โพสต์ โดย siri » พฤหัสฯ. พ.ย. 19, 2020 12:06 pm

ตอนที่ 1 สั่งสอนลูกโดยไม่เสียสัมพันธภาพ

โพสต์เมื่อวันที่ : 16 สิงหาคม 2563 https://www.thaipbskids.com/contents/5f ... 84aa1ec87f

สัมพันธภาพที่แน่นเหนียวเริ่มต้นมาตั้งแต่ลูกแบเบาะ พ่อแม่โอบกอดและถนุถนอมลูกอย่างใส่ใจ ลูกรู้สึกเป็นที่รัก แต่เมื่อลูกเติบโตขึ้น พ่อแม่ต้องมีระยะห่าง เพื่อให้ลูกพัฒนาเป็นตัวของตัวเอง ดังนั้น สัมพันธภาพที่ดีและแน่นเหนียวจะออกมาในรูปแบบของการสื่อสาร การใช้เวลาร่วมกัน การชื่นชม การแสดงความรัก ความเข้าใจ และให้กำลังใจ

ส่วนการกอดและบอกรักก็ยังมีคุณค่าอยู่ เพียงแต่ไม่พอเมื่อลูกเป็นวัยรุ่น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เมื่อใดที่สั่งสอนลูก ต้องไม่ใช้อารมณ์เด็ดขาด พ่อแม่ต้องไม่ตำหนิไปที่ตัวตนของลูก ไม่ด่าลูกให้รู้สึกเจ็บปวด เพราะลูกจะสูญเสียความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและโกรธเกลียดพ่อแม่ได้ สัมพันธภาพที่อุตส่าห์ดีมาตลอดวัยเด็กก็จะเสียหายลง

บ่อยครั้งที่หมอพบว่าผู้ปกครองสอนลูกให้เป็นเด็กเชื่อฟังได้ต่อหน้า แต่ลับหลังลูกแอบทำ กว่าพ่อแม่จะรู้เรื่องก็แก้ปัญหาไม่ได้แล้ว ทั้งนี้ก็เพราะพ่อแม่ไม่ได้ใส่ใจความสัมพันธ์ระหว่างกัน การสั่งสอนจึงเต็มไปด้วยอารมณ์ สอนไปด่าไป ตีไป เพราะหวังเพียงให้ลูกได้ดี อันที่จริงแล้ว พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องแลกเลย เราสามารถสั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี และไม่เสียสัมพันธภาพระหว่างกันด้วย ขอเพียงให้ฝึกทักษะการสื่อสาร หากเราสื่อสารกับลูกเป็น รู้จักฟัง รู้จักตั้งคำถาม รู้จักชม ลูกจะรับฟังคำสั่งสอน รู้จักคิด รู้จักตัดสินใจ ที่สำคัญสัมพันธภาพระหว่างกันก็จะดี พ่อแม่ไม่ต้องห่วงว่าต่อหน้าและลับหลังลูกจะมีนิสัยแตกต่างกัน และความสัมพันธ์ที่ดีตรงนี้ จะทำให้ลูกคิดถึงคำสอนของพ่อแม่ ไม่ถูกชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ก็ตาม

ทักษะการสื่อสาร พ่อแม่ต้องฝึกฝน 7 ข้อดังนี้

1. ฝึกฝนตนเองให้เป็นคนมีสติ คิดให้รอบคอบก่อนพูด
เพราะลูกต้องการทั้งคำสั่งสอนและตัวอย่างของคนที่ควบคุมอารมณ์ได้ หากพ่อแม่สั่งสอนลูกอย่างมีเหตุผล ลูกก็จะเปิดใจรับฟัง พ่อแม่ควรระลึกไว้ว่า ภาษากายนั้นสำคัญมากกว่าภาษาพูด ถ้าพ่อแม่ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ ภาษากายจะแสดงออกมาให้ลูกเห็น ลูกอาจต่อต้านไม่รับฟังคำสั่งสอน แม้ว่าคำสอนนั้นจะดีเลิศแค่ไหนก็ตาม

ดังนั้น คำสั่งสอนที่ดีมีเหตุผลควรมาพร้อมอารมณ์ที่สงบนิ่งของพ่อแม่ และเมื่อพ่อแม่ควบคุมตนเองได้ดี ลูกก็จะรู้ว่า คำพูดเหล่านั้นผ่านการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนมาแล้ว ยิ่งพ่อแม่พูดคุยกับลูก ก็ยิ่งสร้างความมั่นใจที่มีต่อพ่อแม่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สายสัมพันธ์ที่มีต่อกันนั้นแน่นเหนียวมากขึ้นไปอีก

“คำสั่งสอนที่มาพร้อมสติ
ทำให้ลูกเคารพในตัวพ่อแม่”

*****************************************************

ตอนที่2 สั่งสอนลูกโดยไม่เสียสัมพันธภาพ

โพสต์เมื่อวันที่ : 30 สิงหาคม 2563 https://www.thaipbskids.com/contents/5f ... 6a4809175f

2. สลับเป็นผู้ฟัง หลังจากพูดเสร็จ

เมื่อพ่อแม่สอนลูก อธิบายเหตุผลในมุมมองของตนเองแล้ว ถึงตอนนี้ก็ต้องสลับมาเป็นผู้ฟังบ้าง พ่อแม่ต้องรู้จักหยุดความคิดตัวเอง ฝึกทักษะการฟัง เด็ก ๆ ต้องการเวลาในการย่อยข้อมูลของพ่อแม่ อีกทั้งยังต้องการเวลาเพื่อสำรวจความต้องการของตนเองด้วย ในช่วงเวลานี้ เด็กอาจแสดงท่าทีนิ่งเงียบหรืออาจเถียงก็ได้ ขึ้นอยู่กับทักษะการจัดการอารมณ์ แต่พ่อแม่ไม่มีหน้าที่เถียงกับลูกนะคะ หากลูกเงียบก็ให้เวลาเขา หากลูกเถียงก็ต้องพยายาม “ฟังดี ๆ” ฟังว่า ลูกกำลังต้องการอะไรและรู้สึกอะไร อย่าเถียงกลับเด็ดขาด ผู้ฟังที่ดีจะใช้เวลานี้อ่านใจลูกและประมวลเข้ากับคำพูดของลูก เพื่อทำความเข้าใจลูกจริง ๆ

หากอ่านได้ว่าลูกหงุดหงิดในสิ่งที่พ่อแม่สอน เพราะขัดแย้งกับความต้องการของเขา เช่น ลูกอยากเป็นนักกีฬามาก แต่เมื่อพ่อแม่เรียกให้ฝึกซ้อม ลูกกลับโกรธบอกว่า “อยากพัก” ทำยังไม่ก็ไม่ไป.. พ่อแม่ต้องไม่โกรธกลับ แต่ควรพยายามอ่านความรู้สึกนึกคิดของลูก ควรถามว่า “ลูกรู้สึกเหนื่อยจากการฝึกซ้อม เพราะซ้อมมากไปหรือเปล่า หรือเหนื่อยจากเรื่องอะไร?” เมื่อไรก็ตามที่พ่อแม่อยากเข้าใจลูก เราจะมีคำถามที่ใส่ใจลูกทันที แต่หากพ่อแม่อยู่กับความคิดตนเอง อยากให้ลูกซ้อมเยอะๆ ไม่อยากรู้สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ความหงุดหงิดของลูก พ่อแม่จะโกรธกลับ เพราะคิดว่าลูกขี้เกียจ

พ่อแม่ที่อยากรู้ว่าลึกๆลูกเป็นอะไร ท่าทางจะไม่โกรธ ลูกก็จะผ่อนคลาย,ไม่รู้สึกกดดันค่ะ ทำให้มีสมาธิในการคิดทบทวนว่า อะไรทำให้เหนื่อยจนไม่อยากซ้อม ถ้าลูกตั้งสติคิดวิเคราะห์จริง ๆ ลูกจะได้คำตอบ เช่น เขารู้สึกเหนื่อยและท้อ เพราะไม่เห็นว่าการซ้อมมาก ๆ จะช่วยพัฒนาอะไร เขารู้สึกไม่เก่งสักที

(พ่อแม่ควรรับรู้ไว้ว่า เด็กหลายคนไม่สามารถคิดหาสาเหตุได้เอง จนกว่าจะมีคนถามให้คิด และเด็กหลายๆคน การพูดระบาย โดยมีคนรับฟังอย่างไม่ตัดสิน จะทำให้เขาเห็นตนเองมากขึ้น ก็ช่วยให้เข้าใจตนเองมากขึ้นด้วย)

หมอขอสรุปประโยชน์ที่ได้ หากพ่อแม่ฝึกทักษะการฟัง

พ่อแม่จะตั้งคำถามที่เป็นประโยชน์ต่อลูก
ลูกได้รับโอกาสในการคิดทบทวน จึงเข้าใจสาเหตุที่แท้จริง
ลูกรู้สึกปลอดภัยในการสื่อสาร ทำให้กล้าระบายความในใจ
เด็กที่ไม่ค่อยคิดทบทวน จะได้คิดและการพูดต่อเนื่อง จะช่วยให้เข้าใจตนเองมากขึ้น
สัมพันธภาพระหว่างกันเหนียวแน่นขึ้น

ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้ลูกอยากแก้ไขปัญหาจริง ๆ และสามารถแก้ไขได้ตรงจุดเพราะวิเคราะห์อย่างมีสติมาแล้ว สัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่ลูกแน่นแฟ้นขึ้น เพราะเราเข้าใจในยามที่ลูกกำลังทุกข์จริง ๆ การโกรธและบังคับก็จะไม่เกิดขึ้น หมอเชื่อว่า เมื่อทราบว่าลูกไม่ไปซ้อมเพราะท้อใจ พ่อแม่คงไม่โกรธ แต่จะเปลี่ยนเป็น ให้กำลังใจลูกแทน และหาทางออกที่เหมาะสมสำหรับการซ้อมในวันนี้ได้ ...

“สอนลูกแล้ว ต้องสลับมาเป็นผู้ฟังที่ดีด้วยนะคะ”

*******************************************************

ตอนที่ 3 สั่งสอนลูกโดยไม่เสียสัมพันธภาพ

โพสต์เมื่อวันที่ : 20 กันยายน 2563 https://www.thaipbskids.com/contents/5f ... c5264d3a0c

“พูดสะท้อนความรู้สึก แสดงออกว่าพ่อแม่เข้าใจ”

พ่อแม่ควรรู้ว่าการโต้เถียงนั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังทำให้สายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นบางลงเรื่อย ๆ ในทางตรงกันข้าม ควรคิดว่า นี่คือสถานการณ์ที่ดีที่สุดในการเชื่อมโยงกับลูกต่างหาก เพราะลูกกำลังโกรธ น้อยใจ เสียใจ ต้องการใครสักคนเข้าใจ และคนๆนั้นควรเป็นพ่อแม่!

พ่อแม่จะอยู่ตรงนี้ (be here for you) เพื่อช่วยเหลือ แม้ว่าเรากำลังมีปัญหากันอยู่ก็ตาม

เราต้องรู้ว่า การเข้าใจลูกไม่ใช่การตามใจ พ่อแม่อย่าเชื่อผิด ๆ ว่า หากใจเย็นและเข้าใจลูก จะทำให้ลูกได้ใจ ความจริงแล้ว ความเข้าใจจะนำไปสู่การเปิดใจต่างหาก เป็นเสมือนกุญแจไขประตู ช่วยให้ลูกไม่ต้านทานในสิ่งที่พ่อแม่พูด และการเปิดใจคุยกันอย่างไม่มีอารมณ์โกรธ จะนำไปสู่ข้อตกลงร่วมง่ายขึ้น

ดังนั้น ฝึกเปิดใจลูกด้วยการฟังนะคะ ฟังเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่ลูกคิดและรู้สึก และพูดออกมาว่าเราเข้าใจอย่างไร (ไม่ใช่ฟังเพื่อโต้กลับหรือตามใจ) จนกว่าลูกจะเปิดใจ ไม่ต่อต้าน เราถึงจะอธิบายและสั่งสอนได้

การพูดสะท้อนความรู้สึก คืออะไรและทำอย่างไร?

การพูดสะท้อนความรู้สึก คือ ประโยคหรือคำพูดที่พ่อแม่พูดออกมาเพื่อให้ลูกรับรู้ว่า เราอ่านความรู้สึกนึกคิดของลูกในระหว่างที่กำลังถกเถียงกันได้ พ่อแม่พยายามเข้าใจ ทำให้ลูกไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ช่วยบรรเทาความอึดอัดของเขา และยังบ่งชี้ว่าความรู้สึกของลูกนั้นสำคัญ

การพูดสะท้อนความรู้สึกไม่ได้มีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของลูก หรือต้องการให้ลูกรับฟังพ่อแม่ทันที (แต่จะเกิดขึ้นในภายหลัง) ดังนั้น พ่อแม่จะต้องวางความคิดตนเองลงก่อน (อ่านตอนที่2 สลับเป็นผู้ฟัง หลังจากพูดเสร็จ) เปิดใจตัวเอง รับฟังลูกอย่างจริงใจ จนสามารถเชื่อมโยงกับโลกภายในใจของลูกได้จริง ๆ

เทคนิคการพูดสะท้อนความรู้สึก
1. วางความรู้สึกของตนเองไว้ และเข้าไปนั่งอยู่ในความรู้สึกของลูก

2. รับรู้อารมณ์ลูก และพยายามทำความเข้าใจด้วยการหาเหตุผลของความรู้สึกนั้น

3. พูดออกมาให้ชัดเจนว่า ลูกกำลังรู้สึกอะไร เพราะเหตุผลอะไร ในประโยคนี้ จะมี “คำศัพท์ความรู้สึก” และ “เหตุผลของความรู้สึก” ประกอบอยู่ เช่น ...“ลูกรู้สึกท้อใจ เพราะฝึกซ้อมมามาก แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นอย่างที่คิด ใช่มั้ยคะ”... ภาษากายของพ่อแม่ก็ต้องสื่อให้ตรงกับคำพูดด้วย เพราะลูกอ่านจากสีหน้าและท่าทางพ่อแม่ได้

4. สงบนิ่งเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกได้สำรวจความรู้สึกของตนเอง

5. ในขณะที่ลูกกำลังสำรวจความรู้สึกตนเอง พ่อแม่ควรอ่านสีหน้าและท่าทางลูกตลอดเวลา เพราะบ่อยครั้งที่ลูกจะมีความรู้สึกอื่น ๆ ผลุดขึ้นมาด้วย เช่น นอกจากท้อใจแล้วลูกก็อาจรู้สึกผิดที่ไม่ทำตามพ่อแม่เตือน

6. พ่อแม่จับความรู้สึกที่เกิดขึ้นใหม่ของลูก และพูดสะท้อนออกมาอีก เช่น ...“แม่เห็นลูกมีน้ำตา...แม่เข้าใจว่าลูกคงรู้สึกสับสน ลูกรู้สึกผิดด้วยใช่มั้ย?”...

การรับฟังอย่างไม่ตัดสิน และให้เวลาลูกอยู่กับโลกภายในของตนเอง จะช่วยให้ลูกเรียบเรียงเรื่องราวในสมองได้ดี หากว่า บางครั้ง พ่อแม่อ่านความรู้สึกของลูกผิด..ก็ไม่เป็นไร ลูกจะบอกเราเองว่า ไม่ใช่.. ความปรารถนาที่จะเข้าใจลูก จะไม่ทำให้ลูกหงุดหงิดหรือโกรธพ่อแม่ที่ไม่เข้าใจเขา

หากพ่อแม่อ่านความรู้สึกลูกไม่เก่ง ให้ตั้งคำถามแทน เช่น แม่เห็นลูกมีน้ำตา แม่อยากรู้ว่าลูกกำลังรู้สึกอะไร ? ไม่ว่าจะพยายามอ่านเองหรือตั้งคำถาม ขอให้ภาษากายของพ่อแม่ตรงกับความอยากเข้าใจลูกจริง ๆ ลูกจะเปิดใจให้ อย่ากังวลว่าจะพูดผิด

อย่างไรก็ตาม เด็กหลายคนเบื่อหน่ายกับการตอบตลอดเวลา หากพ่อแม่ไม่เคยอ่านลูกเลย เด็กจะรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจ ถึงได้เอาแต่ถาม หากเข้าใจจริงก็น่าจะรู้เองบ้างว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร ดังนั้น อย่าเอาแต่ถามนะคะ พ่อแม่ต้องฝึกฝนตนเองให้รู้จักมองมุมลูก และรู้สึกจากมุมของเขาด้วย

7. พ่อแม่รับฟังและสะท้อนความรู้สึกลูกไปเรื่อย ๆ จนความรู้สึกที่อัดกันอยู่ภายใน ถูกระบายออกมาหมด ลูกถึงพร้อมรับฟังสิ่งที่พ่อแม่พูดค่ะ

การพูดสะท้อนความรู้สึกของพ่อแม่ ทำให้ลูกรู้สึกไม่โดดเดี่ยวและมั่นคงในจิตใจ ความผูกพันทางอารมณ์จะแน่นแฟ้นขึ้น สายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นนี้ จะเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจทางจิตใจของลูก ไม่ว่าลูกอยู่ที่ไหน และไม่ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ลูกจะรับรู้ว่าพ่อแม่อยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลา...

*******************************************************

(ตอนที่4) สั่งสอนลูกโดยไม่เสียสัมพันธภาพ

โพสต์เมื่อวันที่ : 8 พฤศจิกายน 2563 https://www.thaipbskids.com/contents/5f ... c5264d3c18
#พ่อแม่ต้องฝึกเปิดใจให้กว้าง

เนื่องจากพ่อแม่มีประสบการณ์ชีวิตมากกว่า บ่อยครั้งจึงนำชุดข้อมูลเหล่านั้นมาใส่ให้ลูก โดยไม่ทันคิดว่าลูกควรฝึกคิดเอง และตัดสินใจเอง

จริงๆแล้ว ถ้าย้อนดูประวัติคนที่ประสบความสำเร็จ จะพบว่าเขาเหล่านั้นผ่านประสบการณ์มามากมาย ทั้งที่ดีที่สร้างความสุข, ความภาคภูมิใจ และที่เจ็บปวดที่สร้างความทุกข์, ความโกรธ ความเศร้า แต่เพราะรู้จักจัดการอารมณ์ตัวเอง คิดยืดหยุ่น จึงทำให้ตั้งสติได้ใหม่ นำบทเรียนที่ได้มาพัฒนาตนเองให้เก่งและแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

พ่อแม่จึงไม่ควรนำชุดความรู้หรือประสบการณ์ของเราไปใส่ให้ลูก ด้วยเพราะไม่อยากให้ลูกเจ็บปวดโดยตรง หรือไม่อยากให้ลูกรู้สึกล้มเหลว เรากำลังปกป้องลูกมากเกินไป ลูกจะขาดภูมิคุ้มกันเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ทำให้เวลาล้มแล้วเจ็บปวดมาก และอาจเปราะบางจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อได้

หากต้องการลูกแข็งแกร่ง พ่อแม่ต้องเปิดใจ ยอมเห็นลูกทำผิดตั้งแต่เขาเล็กๆ โดยเฉพาะถ้าลูกมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับพ่อแม่ พ่อแม่ก็ต้องยับยั้งตนเองไว้ ยอมให้ลูกตัดสินใจและรับผลลัพธ์ที่ผิดพลาดเอง เปิดโอกาสให้ลูกได้ประสบการณ์ที่เจ็บปวด.. ค่อยๆพัฒนาความแข็งแกร่งในช่วงที่เขายังอยู่กับเรา

ขอให้พ่อแม่สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ปลอดภัย ไม่ซ้ำเติมลูก ไม่ทอดทิ้งเขา อยู่ใกล้ๆพร้อมเข้าใจและช่วยเหลือ ความผิดหวัง ความเสียใจ ความโกรธที่ลูกทำผิดเอง ก็จะถูกจัดการอย่างราบลื่น ไม่เก็บกด ไม่โดดเดี่ยว เมื่อสติกลับมาแล้วก็นำบทเรียนมาฝึกคิดต่อ ให้สมองรู้จักการคิดยืดหยุ่นและตัดสินใจแบบใหม่ๆเป็น

อันที่จริงแล้ว หลายๆเคสที่หมอพบ ในช่วงที่พ่อแม่เปิดใจรับฟังความคิดเห็นลูก คือเปิดใจจริงๆ ไม่ตัดสินลูกและเคารพความคิดลูก บ่อยครั้งที่กลับลงเอยว่า ลูกก็เปิดใจรับฟังพ่อแม่มากขึ้น ๆ ๆ จนทำให้ลูกมีการตัดสินใจใหม่ที่ดีกว่าเดิม ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า เมื่อลูกได้เป็นตัวของตัวเองตอนอยู่กับพ่อแม่ ไม่ถูกกดดัน.. เด็กจะมีสมาธิในการเรียบเรียงความคิด เกิดความชัดเจนว่าที่ตนเองเถียงเพราะอยากเอาชนะหรือเปล่า?

เมื่อพ่อแม่ไม่มีอารมณ์โกรธ รับฟังลูกเป็น ลูกก็จะไม่เกิดอารมณ์ต่อต้าน จะไม่เถียงพ่อแม่ ลูกจะรับฟังเหตุผลพ่อแม่ได้ และระบบการคิดที่เป็นอิสระจากอารมณ์ก็จะทำงานได้ดี สามารถนำข้อมูลของพ่อแม่และของตนเองมาประมวลผล ทำให้เกิดการตัดสินใจใหม่ที่ดีขึ้นได้

ดังนั้น
การเปิดใจกว้างของพ่อแม่ นอกจากลูกมีโอกาสผิดพลาดและเรียนรู้แล้ว หลายครั้งยังกลายเป็นเวทีของการสนทนาที่ช่วยให้ลูกได้เรียบเรียงความคิด ตรวจสอบตนเอง และนำไปสู่การตัดสินใจใหม่ โดยพ่อแม่ทำหน้าที่ #รับฟังชี้แนะและตั้งคำถามให้ลูกคิดต่อ

หมอเชื่อว่า ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากเลี้ยงลูกให้เก่งเท่าตัวเอง ทุกๆคนอยากให้ลูกพัฒนาได้ไกลกว่า ดังนั้น อย่านำชุดข้อมูลในสมองของเรา มาบังคับให้เขาเชื่อเลย พ่อแม่ควรเปิดใจกว้าง ชี้แนะแล้วก็ให้ลูกนำไปใช้เป็นตัวช่วยเพื่อพัฒนาตัวเขาเอง ยอมรับการตัดสินใจลูก หากดูแล้วไม่อันตรายถึงชีวิตก็ปล่อยให้ลูกมีประสบการณ์ที่เจ็บปวดเอง ซึ่งจริงๆแล้ว มันก็แค่บทเรียนที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก ยามที่เขาอยู่กับเรา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย

“ถ้าพ่อแม่ไม่เปิดใจกว้าง ลูกจะขาดประสบการณ์เจ็บปวดตอนที่เราอยู่ช่วยได้ และลูกจะไม่มีทางรู้จักศักยภาพของตนเองเลย”


******************************************************

(ตอนที่5) สั่งสอนลูกโดยไม่เสียสัมพันธภาพ

โพสต์เมื่อวันที่ : 15 พฤศจิกายน 2563 https://www.thaipbskids.com/contents/5f ... j_CvIfoLcY
#พ่อแม่ต้องไม่พูดซ้ำเติมลูก

หลังจากที่ลูกได้ลงมือทำสิ่งที่ตนเองตัดสินใจไปแล้ว หากผลลัพธ์ออกมาดี เราก็มีความสุขด้วย ลูกก็ภาคภูมิใจและมั่นใจในตนเองมากขึ้น เป็นแรงผลักดันให้กล้าคิด กล้าฝันและกล้าทำต่อๆไป

อย่างไรก็ตาม ไม่มีมนุษย์คนใดไม่เคยผิดพลาด ลูกก็เช่นกัน เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่หวัง ลูกก็ต้องผิดหวัง เสียใจ ความยากลำบากในช่วงเวลานี้ ส่วนใหญ่ไม่ใช่ลูกคิดไม่ได้ แต่เกิดจากรับอารมณ์ตนเองไม่ไหวต่างหาก นอกจากผิดหวัง เสียใจแล้ว หลายคนก็โกรธตัวเองที่ผิดพลาด ยิ่งถ้าเรื่องไหนตัดสินใจโดยฝืนคำเตือนของพ่อแม่ ก็ยิ่งโกรธตัวเองมากขึ้น หลายคนเจ็บใจที่ไม่ฟังพ่อแม่ และอาจรู้สึกผิดร่วมด้วย

หากความผิดพลาดทำให้ลูกมีความรู้สึกเชิงลบต่อตนเองบ่อยๆ แทนที่ลูกจะแข็งแกร่งขึ้น อาจกลายเป็นอ่อนแอลงก็ได้ เด็กจะสงสัยในความสามารถของตนเอง กังวลที่จะล้มเหลว และไม่อยากรับรู้ว่าตนไม่เก่ง บางคนกลัวมากจนไม่กล้าคิด ไม่กล้าตัดสินใจ กลายเป็นเด็กไม่มั่นใจไปเลย

ดังนั้น
พ่อแม่ควรมองมุมเด็ก แสดงความเข้าใจและให้กำลังใจลูก อย่าพูดซ้ำเติม ตำหนิหรือประชดประชันให้ดำดิ่งลงอีก เช่น “เห็นมั๊ย ถ้าเชื่อพ่อแม่ก็คงไม่ลงเอยแบบนี้” หรือ “ทำไมไม่คิดดีๆแต่แรก” หรือ “บอกแล้ว ก็ไม่เคยฟังเลย” หรือ เป็นไงล่ะ "อวดดีนัก” การพูดเช่นนี้ จะไปสนับสนุนความคิดที่ว่าลูกไม่เก่ง คิดไม่เป็น ไม่ฉลาด ตอกย้ำว่าลูกไม่มีความสามารถจริงๆ ทำให้กลายเป็นเด็กไม่มั่นใจ

อันที่จริงแล้ว คำพูดลักษณะนี้ก็มาจากความเจ็บปวดในใจพ่อแม่ที่เห็นลูกพลาด เราอยากให้ลูกพบแต่สิ่งดีๆ จนไม่ทันคิดว่าพูดแบบนี้จะตอกย้ำลูก เอาล่ะ ตอนนี้รู้แล้ว ก็ขอให้เริ่มที่จัดการความรู้สึกเจ็บปวดของตนเองให้เรียบร้อยเสียก่อน อย่าผลีผลามปล่อยออกมาเป็นคำพูดเชิงลบ ไม่ว่าลูกจะมองตนเองลบแค่ไหน พ่อแม่ก็ไม่ควรเป็นคนหนึ่งที่บั่นทอนคุณค่าในตัวลูก

สิ่งที่ลูกต้องการมากที่สุด ณ ตอนนี้คือ พ่อแม่ที่ใจสงบ ไม่สร้างบรรยากาศตึงเครียด ไม่บ่น ไม่หงุดหงิด หรือพยายามสอน ลูกต้องการจัดการความรู้สึกตนเองก่อน อยากให้พ่อแม่รับฟังก่อน ขอบรรยากาศที่สงบและเวลาที่มากพอด้วย พ่อแม่ควรนั่งอยู่ใกล้ด้วยใจเมตตา อย่าหนีหายไปไหน สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางความรู้สึก รับฟังลูกและแสดงความเข้าใจผ่านสีหน้า แววตา ท่าที และน้ำเสียง ควรใช้เทคนิคสะท้อนความรู้สึกร่วมด้วย (อยู่ในบทความ “สั่งสอนลูกโดยไม่เสียสัมพันธภาพ (ตอนที่3)”)

เมื่อไรก็ตามที่ลูกรู้สึกถูกเชื่อมโยง ไม่โดดเดี่ยว พ่อแม่เข้าใจและไม่ทอดทิ้ง ลูกจะไม่จมอยู่ที่ความรู้สึกว่า ฉันแย่ ฉันไม่เก่งนาน, ความกังวล ความโกรธ ความกลัวจะเริ่มเบาลง ลูกก็จะมีสติมากพอที่จะฟังพ่อแม่สอน นำข้อผิดพลาดมาคิดทบทวนได้

ข้อพึงระวังในช่วงสั่งสอนและชี้แนะลูก เราอย่าทำให้เรื่องของลูกดูเล็กลง เช่นกรณี ลูกโกรธเพราะครูให้ทำงานเพิ่ม ( สืบเนื่องจากตนเองบอกว่าจะจัดการเอง แล้วทำไม่ได้ ครูลงโทษด้วยการเพิ่มงานให้) พ่อแม่อาจปลอบด้วยคำว่า “ไม่เป็นไร ไม่เห็นต้องโกรธเลย เรื่องนิดเดียว แค่งานเพิ่ม” ถึงแม้จะไม่มีการตำหนิ แต่ลูกก็รู้สึกว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจ, เพราะพ่อแม่มองว่าเรื่องเล็ก แต่สำหรับเขาคือเรื่องใหญ่ เมื่อพ่อแม่บอกว่าไม่เห็นต้องโกรธเลย ลูกรับรู้ว่าความรู้สึกของเขาไม่สำคัญ ก็จะโกรธมากขึ้น อาจเถียงกลับ พาลมาโกรธพ่อแม่แทน

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว
จะเห็นว่าการจัดการความรู้สึกของลูก เป็นประตูด่านแรกที่ลูกจะต้องก้าวผ่านไปให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย โดยพ่อแม่ทำหน้าที่รับฟังอย่างไม่ตัดสิน สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยต่อการระบายความรู้สึก อย่าเพิ่งรีบสอน อย่าตอบสนองเหมือนไม่มีอะไร ซึงเป็นงานที่ยากเช่นกัน... จนเมื่อลูกผ่านประตูด่านแรกแล้ว ประตูด่านที่สองก็จะตามมา นั่นคือ นำข้อผิดพลาดมาขบคิด โดยมีพ่อแม่สั่งสอนหรือชี้แนะได้

ดังนั้น
หากลูกไม่ฟังตอนเราสั่งสอน อย่าเพิ่งสรุปไปว่าลูกดื้อ หรือเราสอนไม่ดี ลองวิเคราะห์ดูก่อนว่า เราผ่านประตูด่านแรกหรือยัง... การชี้แนะในช่วงเวลาที่ลูกยังจัดการกับความรู้สึกตนเองไม่ได้ ต่อให้คำสอนนั้นมีประโยชน์แค่ไหน ลูกก็ไม่สามารถรับเอาไว้

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “ครอบครัว ความสัมพันธ์ สามีภรรยา พ่อแม่ลูก การเลี้ยงดูเด็ก”