รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 679
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ ก.ย. 27, 2020 12:31 am

สร้างการมองเห็นคุณค่าในตัวเองให้กับลูกปฐมวัย

https://www.facebook.com/followpsycholo ... 3960421027
.
“การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง (Self-value)” หมายถึง บุคคลรับรู้ถึงการมีคุณค่าในตัวเอง ทำให้ตัวเองเชื่อว่า “ตนนั้นมีคุณค่า”
.
"ความสำคัญของการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง" มีดังนี้...
.
(1) เมื่อเรารับรู้ว่า “ตัวเรานั้นมีคุณค่า” เราจะยอมรับในตัวเอง ซึ่งนำไปสู่ความพึงพอใจในชีวิต
.
(2) เมื่อเรารับรู้ว่า “ตัวเรานั้นมีคุณค่า” เราจะสามารถยืนหยัดเพื่อตัวเองได้ เช่น ยืนหยัดเพื่อสิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เราทำ และสิ่งที่เรารัก
.
(3) เมื่อเรารับรู้ว่า “ตัวเรานั้นมีคุณค่า” เราจะไตร่ตรองก่อนที่จะทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น ยิ่งสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี เราจะไม่อยากทำมัน เพราะเรารู้ว่า ตัวเรานั้นมีค่ามากพอที่จะไม่ไปทำสิ่งที่ไม่ดี
.
(4) คุณค่าที่เรารับรู้เกิดจากภายใน ทำให้เมื่อภายนอกมากระทบเรา เราจะไม่หวั่นไหวต่อการกระทบนั้น เช่น ถ้าเรารับรู้ว่า เรามีความสามารถ และเราสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เมื่อคนมาบอกเราว่า “ไอ้ขี้แพ้” “ไอ้คนไม่เอาไหน” เราจะรู้สึกว่า คำพูดนั้นไม่เป็นความจริง และไม่ควรค่าพอจะเอาเก็บมาคิดหรือใส่ใจ
.
(5) ไม่เพียงแค่ตัวเราที่รับคุณค่าในตัวเอง แต่เรารับรู้ว่า ผู้อื่นสามารถมองเห็นคุณค่าในตัวเราเช่นกัน ทำให้เราอยากทำสิ่งดี ๆ เพื่อส่วนรวมอีกด้วย
.
การมองเห็นคุณค่าในตัวเองไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง หากแต่ก็ต้องได้รับการสร้างและพัฒนา โดยต้องได้รับความรัก การช่วยเหลือ การสอน และการมีแบบอย่างที่ดีจากผู้เลี้ยงดูหลัก ในที่นี้ คือ “พ่อแม่” หรือ ในบางครอบครัวอาจจะเป็น "ปู่ย่าตายาย"
.
***************
.
การสร้างการมองเห็นคุณค่าในตัวเองเริ่มต้นจาก...
.
ขั้นที่ 0 ให้ความรัก ให้เวลาคุณภาพ ให้การตอบสนอง ในเด็กแรกเกิด
"การมองเห็นในคุณค่าในตัวเองต้องเริ่มจาก ผู้อื่นให้ความสำคัญและตอบสนองต่อความต้องการของเขา”
พ่อแม่เป็นบุคคลแรกในชีวิตของลูกที่จะช่วยเติมเต็มในขั้นแรกสุด โดยการรักลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข ยอมรับเขาในแบบที่เขาเป็น ตอบสนองต่อความต้องการพื้นฐานทางกาย ในวันที่ลูกยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
ลูกหิว แม่ให้นม สร้างสายใย
ลูกฉี่ ลูกอึ เราเช็ด เราล้าง เราเปลี่ยนผ้าอ้อมให้
ลูกร้องไห้ เราปลอบประโลม อุ้ม กอด หอม สัมผัส
ลูกไม่สบาย เราเช็ดตัว ปลอบประโลม เฝ้ายาม และพาไปหาหมอ
.
สำคัญไม่แพ้การตอบสนองทางกาย คือ การตอบสนองทางใจ...
ได้แก่ "การบอกรักลูก” ซึ่งสำหรับการบอกรักที่จะทำให้ลูกเล็กเข้าใจความหมายที่สุด คือ “การมีเวลาคุณภาพ” ให้ลูก
กอด หอม อุ้ม สัมผัสลูก
อ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง
ร้องเพลงกล่อมนอน ตบก้นลูกเบา ๆ
เล่นกับลูก เล่นน้ำ เล่นทราย เล่นด้วยการสัมผัส จ๊ะเอ๋
.
เมื่อพ่อแม่ทำเช่นนี้ เด็กจะรับรู้ได้ว่า “ตัวเขาสำคัญ เขาเป็นที่ต้องการและเป็นที่รักของพ่อแม่” เขาสามารถเชื่อใจพ่อแม่ได้ ความเชื่อใจจะพัฒนาไปสู่การวางใจต่อโลกใบนี้ เขาจะกล้าออกไปเผชิญในสิ่งที่เขาไม่รู้จัก ซึ่งนำไปสู่ขั้นต่อมา คือ การใช้ร่างกายในการสำรวจโลก
.
***************
.
ขั้นที่ 1 สอนเด็กช่วยเหลือตัวเอง
“การมองเห็นคุณค่าในตัวเองพัฒนาได้จาก ผู้อื่นยอมรับในสิ่งที่เขาทำ”
พ่อแม่ที่มีลูกวัย 1-2 ปี จะเข้าใจดีว่า เด็กวัยนี้จะไม่อยู่นิ่งเลย ถ้าวิ่งจะวิ่งเร็วปรู๊ด พลังงานล้นเหลือ นั่นเป็นเพราะเขาเพิ่งเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายได้ จากที่ต้องรอคนอื่นอุ้มเขาไปโน่นไปนี่ แต่เมื่อเคลื่อนไหวได้ ไม่ได้แปลว่าควบคุมได้ดี เขายังกะแรงกะระยะไม่ได้ จากแค่อยากจะวาง อาจจะกลายเป็นขว้างไป จากแค่อยากจะจับ กลายเป็นบีบหรือจิกเสียอย่างนั้น
.
เมื่อเป็นเช่นนี้ เด็กจำเป็นต้องฝึกฝนร่างกายของเขา ด้วยการลงมือทำหลาย ๆ อย่างที่เขาสงสัยว่า ตัวเองทำมันได้หรือเปล่า ทำมันได้แค่ไหน ซึ่งนำไปสู่การทดลอง และผลลัพธ์ของการทดลองนั้น บางครั้งอาจจะนำไปสู่ “บ้านเละ” ได้
.
ถ้าอยากให้ลูกได้พัฒนาการมองเห็นคุณค่าในตัวเองให้วัยนี้ พ่อแม่ไม่ควรใช้คำ “ห้าม หยุด ไม่” บ่อย ๆ เพราะจะนำไปสู่ความรู้สึกไม่ได้รับการยอมรับ และไม่ดีพอในลูก สิ่งที่เราทำได้ คือ ถ้าอยากให้เด็กทำสิ่งใด เราควรบอกเขาไปเลย เช่น
ถ้าไม่อยากให้ลูกโยก เราบอกเขาว่า “วางเบา ๆ” พร้อมกับเข้าไปสอนเขาวางเบา ๆ ด้วยการจับมือเขาวางของ
ถ้าไม่อยากให้ลูกเททรายออกนอกบ่อทราย เราบอกเขาว่า “ทรายอยู่ในบ่อ” หรือ “เทในบ่อได้”
.
ในกรณีที่เขาไม่ทำ เราแค่เข้าไปถึงตัว แล้วจับมือเขาสอน ถ้าลูกอาละวาด เราพาเขาไปสงบ นั่งข้าง ๆ ดูแลความปลอดดภัย สาเหตุที่เราไม่ทิ้งเขาไว้ลำพัง และนั่งลงข้าง ๆ เขา เพราะเราเชื่อว่า ไม่ว่าลูกจะทำตัวน่ารักหรือไม่น่ารัก เราจะเคียงข้างเขาเสมอ และเราจะไม่สอนในเมื่อเขายังอาละวาด เพราะสมองเขายังไม่เปิดรับเหตุผล ไม่มีประโยชน์ที่จะใส่ไฟให้กับอารมณ์ของเด็ก ณ เวลานั้น
.
สงบแล้วจึงสอนเขาว่า “เราควรทำอะไร” และเราควรมีทางออกให้กับสิ่งที่เราไม่อยากให้ลูกทำด้วย เช่น
ถ้าไม่อยากให้ลูกเตะของเล่น เราพาเขาไปเตะบอลซึ่งเหมาะสมแทนได้
ถ้าไม่อยากให้ลูกโยนของ เราให้เขาโยนผ้าใส่ตระกร้า โยนบอลแทนได้
ถ้าไม่อยากให้ลูกวิ่งในบ้าน เราพาเขาไปวิ่งนอกบ้านแทนได้
ถ้าเราไม่อยากให้ลูกทำบ้านเลอะ เราพาเขาไปเล่นน้ำ เล่นทราย เล่นสี นอกบ้านแทนได้
.
ที่สำคัญสำหรับวัยนี้ คือ “การสอนการช่วยเหลือตัวเอง (Self-care)” ได้แก่ กินเอง อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว ใส่รองเท้า เข้าห้องน้ำ ควบคู่กันไปด้วย แม้ว่าเขาจะทำมันได้ไม่ดี หรือ ไม่ได้สะอาด แต่พ่อแม่สามารถทำย้ำให้เขารอบที่สองได้เสมอ เพราะการที่เขาสามารช่วยเหลือตัวเองได้ เขาจะรับรู้ว่า “ตนเองมีความสามารถ” ซึ่งนำไปสู่ “ความภาคภูมิใจในตัวเอง”
.
เมื่อพ่อแม่ทำเช่นนี้ เด็กจะรับรู้ได้ว่า “สิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่เขาทำ พ่อแม่ยอมรับในสิ่งเหล่านั้น เพราะพ่อแม่ยอมรับในตัวเขา” เด็กจะอยากพัฒนาตนเองไปสู่การทำสิ่งอื่น ๆ ที่ท้าทายเขายิ่ง ๆ ขึ้นไป
.
***************
.
ขั้นที่ 2 สอนเด็กดูแลข้าวของเครื่องใช้ของตนเองและพื้นที่ที่ตนใช้
เด็ก ๆ ที่ดูร่างกายของตัวเองพอสมควร เราจะมอบหมายให้เขาดูแลข้าวของเครื่องใช้ (Belongings) และพื้นที่ ๆ ตนเข้าไปใช้งานได้ เช่น
เมื่อเล่นของเล่นเสร็จ ให้เขาเก็บของเล่นด้วยตนเอง
เมื่อกินข้าวเสร็จ นำจานไปวางในอ่าง แล้วกลับมาเช็ดโต๊ะบริเวณที่เขากิน
เมื่อกลับมาจากโรงเรียน นำของใช้ในกระเป๋าออกมาดูแล จะซัก จะทิ้ง จะจัด เพื่อเตรียมสำหรับวันถัดไป
เมื่อรองเท้า-ถุงเท้าสกปรก เราสอนเขาซักได้
เป็นต้น
.
เพราะเมื่อเด็กเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบของ ๆ ตนเอง และพื้นที่ ๆ เขาใช้ เด็กจะเรียนรู้ว่า “ตนเองสามารถรับผิดชอบตัวเองได้ และไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร” ซึ่งถือเป็นหน้าที่ที่สำคัญของทุก ๆ คนในสังคมก็ว่าได้

หน้าที่ของพ่อแม่ในขั้นนี้ คือ การมอบหมายงานให้ลูกทำ สอนเขาจนเขาทำได้ สอนโดยการทำให้ดู และจับมือเขาทำจนเขาทำได้ แล้วจึงให้เขาทำเองและเราเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ เมื่อทำเสร็จให้ชื่นชมในสิ่งที่เด็กทำ ก็พุ่งเป้าไปที่ผลลัพธ์ เช่น
“วันนี้ลูกเช็ดโต๊ะด้วยตนเอง เยี่ยมมากเลย” แล้วถ้ายังไม่สะอาดเราพูดเสริมได้ว่า “ถ้าเอาผ้ามาเช็ดตรงนี้อีกนิดนี่จะสะอาดสุด ๆ เลยลูก” เพราะการตำหนิก่อน เด็กจะรู้สึกท้อ และไม่อยากทำแล้ว แต่ถ้าเราชื่นชม และสอนเขาว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการพัฒนา เด็กจะมีกำลังใจในการทำต่อ
.
***************
.
ขั้นที่ 3 สอนการดูแลส่วนรวม โดยเริ่มจากงานบ้าน
“งานบ้าน” ถือเป็นงานส่วนรวมงานแรกในชีวิตของเด็กเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อเด็กทำงานบ้าน เขาได้ทำประโยชน์ให้กับคนที่มาใช้งานพื้นที่นั้น หรือ ของตรงนั้น เด็กจะรับรู้ถึงคุณค่าภายในตัวเองว่า “เขาสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้”
.
การมอบหมายงานบ้านให้เด็ก ๆ ทำ ไม่ได้มีเป้าหมายไปที่ “บ้านสะอาด” แต่เพื่อ
“ให้เด็กฝึกความอดทนอดกลั้น ทำงานบ้านให้เสร็จก่อนไปเล่น” เพื่อสอนเขาเรื่องหน้าที่และลำดับความสำคัญ
“ให้เด็กได้ใช้ความพยายามทำสิ่งที่มีคุณค่า” เพื่อสอนเขาเรื่องการทำให้ตนเองมีคุณค่า ต้องอาศัยความพยายามและและความอดทน
“ให้เด็กทำในสิ่งที่เขาทำได้ เพื่อผู้อื่นบ้าง” เพื่อดึงเขาออกจากศูนย์กลางทำให้เขามองเห็นและเข้าอกเข้าใจผู้อื่นบ้าง
.
เด็ก ๆ หลาย ๆ คน เกิดมาเพื่อเป็นผู้ช่วยเหลือ แต่ความอยากช่วยค่อย ๆ เลือนหายไป เนื่องด้วย...
“การถูกตำหนิที่ผลลัพธ์ก่อนได้รับการชื่นชมในความตั้งใจทำ” เพราะพ่อแม่อาจจะลืมไปว่า ผลลัพธ์สำคัญน้อยกว่าความพยายาม เด็ก ๆ ทำไม่ได้ดี เขาพัฒนาได้ แต่ถ้าเราห้ามเขาทำ บ่นที่เขาทำไม่ได้ดังความคาดหวังของเรา เด็กจะไม่อยากทำมันอีก นานวันไป ก็กลายเป็น “เขาไม่ทำมันดี น่าจะดีที่สุด” เพราะเขาไม่อยากถูกบ่นหรือตำหนิ
.
ดังนั้น คุณค่าในตนเองเริ่มจาก “การทำให้ตนเองมีคุณค่า” ผ่านการลงมือทำ ช่วยเหลือตัวเองไม่ให้เป็นภาระของใคร ดูแลของใช้และพื้นที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น และเมื่อดูแลตัวเองและของ ๆ ตัวเองได้ ก็ช่วยเหลือส่วนรวม โดยเริ่มจากงานบ้านเพื่อคนที่บ้าน ซึ่งเป็นบุคคลที่เขารัก และสุดท้าย แม้จะไม่ได้เกิดกับทุก ๆ คน คือ การช่วยเหลือส่วนรวม ซึ่งเป็นบุคคลอื่น ๆ ที่เด็ก อาจจะไม่เคยรู้จักมาก่อน
.
“สิ่งที่เด็กลงมือทำคือสิ่งที่มีคุณค่า เมื่อคุณค่าถูกส่งออกไปจากตัวเขาไปสู่ผู้อื่น สิ่งที่ได้รับกลับมา คือ การที่ผู้อื่นรับรู้ถึงคุณค่าในตัวเขา เป็นการยืนยันว่าเขามีคุณค่าในขั้นแรก นานวันเขาไม่จำเป็นต้องรอผู้อื่นมายืนยันคุณค่านั้นอีก เพราะเขาเรียนรู้แล้วว่า ภายในเขามีคุณค่า"
.
การรับรู้ถึงความรักที่พ่อแม่มอบให้เขาอย่างไม่มีเงื่อนไข และการรับรู้ความสามารถในตนเอง และการรับรู้ว่าตนเองทำอะไรได้บ้างเพื่อผู้อื่น ทำให้การมองเห็นคุณค่าในเด็กจะชัดเจนขึ้น และระยะยาวจะส่งผลดีต่อตัวเขา ในวันที่เขาต้องเจอกับปัญหา เขาจะฝ่าฟันมันไปได้ โดยไม่ยอมแพ้เสียก่อน
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 679
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » จันทร์ ต.ค. 05, 2020 11:48 am

ตามใจนักจิตวิทยา
https://www.facebook.com/followpsycholo ... 7843613973

26 เมษายน ·
การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย
ในมุมมองของนักจิตวิทยา(คนนี้)
.
ในมุมมองของตนเองมีความเชื่อว่า “ร่างกายที่พร้อม เท่ากับฐานที่มั่นคง เมื่อมีฐานที่มั่นคง เด็กจะเรียนรู้ได้อย่างยั่งยืน”
ไม่มีคำว่าช้าเกินไปสำหรับการเรียนรู้ เพราะเราเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต
เราต้องเชื่อว่า “เด็กทุกคนเรียนรู้ได้ แต่จะช้าเร็ว หรือ ด้วยวิธีใด อาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง"
.
ดังนั้น ก่อนจะเริ่มใส่เนื้อหาให้กับเด็ก ๆ เราควรควรเริ่มจาการปูพื้นฐานในช่วงปฐมวัยก่อน (0-6 ปี)
.
************************************************************
.
ข้อที่ 1 "เด็กคนหนึ่งจะเรียนรู้ได้ดี ต้องมีร่างกายที่พร้อมก่อนเสมอ”
ผู้ใหญ่จึงควรส่งเสริมเรื่อง ร่างกายและการช่วยเหลือตัวเองเป็นสำคัญ ก่อนจะกังวลเรื่องของการเขียนการอ่าน
.
กล้ามเนื้อมัดใหญ่-มัดใหญ่แข็งแรงและเคลื่อนไหวได้ตามวัย ซึ่งเกิดจากการเล่นอย่างเต็มที่
ขา-เท้า เดิน วิ่ง กระโดดขาคู่ ขาเดียว ไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
แขนแกว่งไกว ปีนป่ายอย่างคล่องแคล่ว
มือกำ หยิบ จับ โยน ขว้าง อย่างแม่นยำ
นิ้วมือทั้งสิบ หยิบ หนีบ กด ฉีก ตัด อย่างแข็งแรง
.
***เด็กปฐมวัยควรเล่นอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อวัน
.
เมื่อร่างกายพร้อม เขาจะสามารถเขียนได้อย่างทนทาน
มีสมาธิจดจ่อฟังในสิ่งที่เราสอน
จดจำตัวอักษรซึ่งนำไปสู่การอ่านได้อย่างดี
แม้จะเริ่มอ่านเขียนช้ากว่าเด็กที่เร่งเรียน แต่เด็กที่ฐานแน่นจะมั่นคงและเรียนรู้ได้อย่างยั่งยืน
.
************************************************************
.
ข้อที่ 2 การช่วยเหลือตัวเองตามวัย (Self-care)
.
ไม่มีประโยชน์อันใด หากเด็กท่อง ก-ฮ ได้ แต่เขากินข้าวเองไม่เป็น เพราะความมั่นใจในตนเองมีรากมาจาก การรับรู้ความสามารถในร่างกายของตัวเอง “ฉันสามารถทำสิ่งนี้ด้วยตัวเองได้ ฉันสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องรอให้ผู้อื่นมาทำให้ฉัน” ดังนั้นเมื่อฉันอยู่ที่ไหน ฉันก็สามารถทำได้
ทักษะการช่วยเหลือตัวเองขั้นพื้นฐานที่เด็กทุกคนควรทำได้ก่อนพ้นวัย 6 ปีไป ได้แก่...
หยิบจับอาหารเข้าปาก และใช้ช้อน-ส้อมได้ตามวัย
ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว ติดกระดุม รูดซิป ตามวัย
และการควบคุมการขับถ่ายเมื่อพร้อม
.
************************************************************
.
ข้อที่ 3 การควบคุมตนเอง (Self-regulation)
.
เมื่อร่างกายแข็งแรง และควบคุมร่างกายได้สมวัย เขาจะมีความมั่นใจที่จะเรียนรู้หรือลองทำสิ่งใหม่ ๆ ที่สำคัญเมื่อควบคุมร่างกายได้ เขาจะเริ่มควบคุมการกระทำของตนเอง ซึ่งนำไปสู่การมีสมาธิจดจ่อตามวัยได้ในที่สุด
.
เมื่อร่างกายพร้อมจึงจะสอนสิ่งอื่น ๆ
ดังนั้นในเด็กปฐมวัย ควรได้เน้นเรื่อง “การเตรียมพร้อมร่างกาย (กล้ามเนื้อมัดเล็กเล็ก-ใหญ่)” ผ่านการเล่นให้เพียงพอ และเน้นเรื่อง “การช่วยเหลือตัวเองตามวัย” ผ่านการให้เด็กลงมือทำให้มากที่สุด ชะลอการช่วยเหลือ และส่งเสริมให้เด็กได้ทดลองทำสิ่งต่าง ๆ ใหม่ ๆ เสมอ อย่ากลัวเลอะ หรือ เร่งให้เขาทำให้เสร็จทันใจเรา
.
************************************************************
.
ข้อที่ 4 เรียนรู้ผ่านการเลียนแบบและลงมือทำ
.
เด็กเล็กเรียนรู้ผ่านการได้ดีที่สุดจากการได้ดูตัวแบบในชีวิตจริงและการสอนผ่านการลงมือปฏิบัติไปพร้อมกับเขา ไม่ใช่ผ่านการฟัง หรือ จากการดูในสื่อหน้าจอต่าง ๆ
.
ดังนั้น แม้หน้าจอจะมีเนื้อหามากมาย แต่ความสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่เนื้อหาในหน้าจอ แต่เป็นการลงมือทำในชีวิตจริง เด็กจะมีสมาธิ และจดจ่อได้ดีกว่า เมื่อเขาได้ลงมือทำกับผู้ใหญ่
.
ที่สำคัญ การดูหน้าจอในเด็กวัยต่ำกว่า 6 ปี มักจะมีข้อเสียมากกว่าข้อดีที่ได้รับมา เช่น พฤติกรรมการติดหน้าจอ สมาธิที่ลดน้อยลง และอารมณ์ที่ไม่มั่นคง สาเหตุมาจาก “สมองส่วนหน้า (Pre-frontal cortex)” ของเด็กวัยนี้ยังเติบโตไม่เต็มที่ สมองส่วนนี้ควบคุมเรื่องของการควบคุมตัวเอง (Self-regulation) ซึ่งส่งผลโดยตรงกับการควบคุมตัวเองในเด็กเล็กที่ยังไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เด็กมีแนวโน้มจะติดหน้าจอได้มากกว่าผู้ใหญ่ เขาห้ามตัวเองได้ยากกว่าเรา
.
************************************************************
.
ข้อที่ 5 ทักษะการเล่นด้วยตัวเอง
.
เด็ก ๆ ควรเล่นหรือ entertain ตัวเองเป็น และใช้เวลาอยู่กับตัวเองได้บ้าง
การเล่นด้วยตัวเอง คือ การเล่นที่มีผู้ใหญ่คอยสอดส่อง แต่ไม่มีความจำเป็นต้องลงไปเล่นกับเขา
เด็กที่สามารถเล่นกับตัวเองได้ เริ่มที่วัย 2 ปีขึ้นไป
2 ปีจะเล่นกับตัวเองได้ที่ขั้นต่ำ 4 นาที มากที่สุดคือ 8-10 นาที หรือมากกว่านั้น
3 ปีจะเล่นกับตัวเองได้ที่ขั้นต่ำ 6 นาที มากที่สุดคือ 15 นาที หรือมากกว่านั้น
4 ปีจะเล่นกับตัวเองได้ที่ขั้นต่ำ 8 นาที มากที่สุดคือ 20 นาที หรือมากกว่านั้น
5 ปีจะเล่นกับตัวเองได้ที่ขั้นต่ำ 10 นาที มากที่สุดคือ 25 นาที หรือมากกว่านั้น
6 ปีจะเล่นกับตัวเองได้ที่ขั้นต่ำ 12 นาที มากที่สุดคือ 30 นาที หรือมากกว่านั้น
ในเด็กเล็ก เราควรเล่นกับลูกให้มากที่สุด เพื่อให้เขาเก็บเกี่ยวทักษะการเล่นต่าง ๆ ยิ่งเล่นเยอะ ลูกยิ่งมีทักษะการเล่นที่หลากหลาย
.
การเล่นที่เด็กสามารถเล่นได้นาน ได้แก่ การเล่นน้ำ เล่นทราย เล่นสี เล่นเลอะเทอะ ผสมของ เล่นทำกับข้าว และอื่น ๆ ซึ่งในที่นี้ต้องไม่ใช่การเล่นกับหน้าจอ เพราะการเล่นกับหน้าจอเด็กไม่ต้องใช้ความพยายามในการคิดสร้างสรรค์การเล่นใด ๆ หน้าจอเป็นผู้คิดให้หมด เขาเป็นฝ่ายรับอยู่อย่างเดียว
.
ทักษะการเล่นกับตัวเอง มีประโยชน์อย่างมากในการสร้างเด็กให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีทักษะการแก้ปัญหาอย่างดีเยี่ยม ถ้าเป็นไปได้
.
นอกจากเล่นกับลูกแล้ว พ่อแม่ควรเริ่มจากให้เด็กเล่นด้วยตัวเอง โดยมีเราอยู่ในสายตาห่าง ๆ และงดพูดห้าม หรือ แทรกแซงการเล่นของเด็ก เราควรตั้งกติกาให้ชัดเจนเพื่อกำหนดขอบเขตการเล่นไว้เบื้องต้น กติกาที่แนะนำ คือ กฏ 3 ข้อ ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ทำร้ายตัวเอง ไม่ทำลายข้าวของ และเราสามารถกำหนดได้ว่า การเล่นนี้จะเกิดขึ้นที่ไหน ให้ใช้ของอะไรได้บ้าง ที่สำคัญควรกำหนดเวลาไว้ว่า ลูกจะเล่นตรงนี้นานเท่าไหร่ เราสามารถคาดคะเนจากความสามารถของลูกเราได้ตามอายุ และความสามารถจากที่ผ่านมา
.
***สมาธิและความสามารถในการอดทนรอคอยของเด็กจะเพิ่มขึ้นตามอายุ
ระยะเวลาขั้นต่ำ = อายุ x 2 (อายุเด็ก คูณ 2)
ระยะวเลาสูงสุด = อายุ x 5 (อายุเด็ก คูณ 5)
จึงไม่น่าเเปลกใจที่การนั่งเรียนในห้องเรียน โดยให้อยู่กับที่เป็นเวลานาน ทำให้เด็กเล็กอึดอัดและคับข้องใจเป็นที่สุด เพราะเรากำลังคาดหวังเขาเกินวัย ในเด็กโตขึ้นมาหน่อย ที่อยู่ได้นานถึง 20 นาที เราสามารถทำกิจกรรมเวียนฐาน ให้เด็ก ๆ ไปทำกิจกรรมในแต่ละโต๊ะแล้วเวียนฐานไปเรื่อย ๆจะทำให้เด็กไม่เบื่อ และสามารถทำได้จนครบทุกกิจกรรม
.
************************************************************
.
ข้อที่ 6 ทักษะการสื่อสาร การพูดและการฟัง
.
"การพูดสื่อสาร"
เด็กเล็ก ควรเรียนรู้การสื่อสารอย่างเหมาะสม...
“บอกความต้องการ”
“บอกปฏิเสธ”
และ “ขอความช่วยเหลือ” เมื่อทำไม่ได้ด้วยตนเอง
ถ้าเด็กยังไม่พูด เราสามารถให้เขาพาเราไปดู ชี้บอก หรือ ใช้ภาษากายช่วยสื่อสารได้ เพื่อลดความคับข้องใจ
.
ในเด็กที่สื่อสารไม่ได้ จะนำไปสู่การแสดงออกทางพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ทำร้ายร่างกายตนเองหรือผู้อื่น ร้องไห้ กรีดร้อง และอื่น ดังนั้นยิ่งเราสอนเขาให้สื่อสารอย่างเหมาะสมเท่าไหร่ เด็กจะลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมลงไปเท่านั้น
.
“การฟัง”
ฟังแล้วตอบสนองต่อคำสั่ง หรือ สื่อสารกลับมา
เด็กวัย 1-2 ปีขึ้นไปควรเข้าใจคำสั่งอย่างง่าย 1 คำสั่งง่าย ๆ เช่น กิน หม่ำ ๆ ยิ้ม มา ๆ เป็นต้น
เด็กวัย 2-2.6 ปีขึ้นไปควรเข้าใจคำสั่งอย่างง่าย 2 ขั้นตอน เช่น แม่อยู่ไหน (ให้เขาชี้บุคคล) นกอยู่ไหน (ชี้ในหนังสือ) มาหาแม่ เป็นต้น
เด็กวัย 2.6-3 ปีขึ้นไปควรเข้าใจคำสั่งอย่างง่าย 2 ขั้นตอนที่ไม่เกี่ยวกัน เช่น เอาบอลมาให้แม่ ป้อนข้าวน้องตุ๊กตา อันไหนใหญ่ ใครอยู่ที่ไหน เป็นต้น
เด็กวัย 3 ปีขึ้นไป เข้าใจคำสั่งที่ซับซ้อนขึ้น การให้เด็กทำกิจกรรมต่อเนื่อง 2-3 ขั้นตอน เช่น เดินไปหยิบบอลกลับมาใส่ตระกร้า เอาผ้าไปหนีบบนราวตากผ้า เป็นต้น เริ่มมีการต่อรอง แต่ยังยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง
เด็กวัย 4-5 เด็กเริ่มเข้าใจเหตุผล เริ่มประนีประนอมกับเพื่อน เพราะเขาอยากเล่นกับคนอื่น ต่อรองเก่งขึ้น เขาจะเริ่มนับเลขและเข้าใจจำนวนในช่วงวัยนี้
เด็กที่ทราบจำนวน จึงจะเข้าใจว่า เลข 1 ต่างกับ เลข 2 เพราะ 1 มีจำนวนแต่ 1 อัน ส่วน 2 มีจำนวนมากกว่าจึงมาทีหลัง ไม่ใช่การนับเลขแบบท่องจำเหมือนช่วงวัยที่ผ่านมาอีกต่อไป
เด็กวัย 6 ปี เด็กเริ่มใช้เหตุผลกับผู้อื่น เริ่มเข้าใจลำดับ อะไรเกิดก่อนหลัง รู้จักและจำพยัญชนะได้ เข้าใจสัญลักษณ์ว่าเป็นตัวแทนของอะไร
.
ดังนั้น การให้เด็กเร่งท่องตัวอักษร หรือ เร่งให้เขียน ก่อนวัย เราจะพลาดโอกาสในการเติมฐานในเรื่งอของการเข้าใจและการสื่อสารของเด็กไป เพราะเด็กจะรับสารทางเดียว และพัฒนาเพียงการท่องจำ แต่เขาไม่เข้าใจอย่างแท้จริง
.
***การอ่านหนังสือนิทานให้เด็กฟัง คือ การส่งเสริมทักษะการฟังและเพิ่มคลังคำศัพท์ให้เด็ก ๆ อย่างมากมาย
.
************************************************************
.
ข้อที่ 7 เรียนรู้เรื่องอารมณ์
.
เด็กปฐมวัย สามารถเริ่มเรียนรู้อารมณ์ขั้นพื้นฐาน ได้แก่ เศร้า มีความสุข ได้ตั้งแต่เขาเริ่มสื่อสาร
และจะเรียนรู้อารมณ์ต่าง ๆ ที่ละเอียดขึ้นในวัยต่อ ๆ มา
ยิ่งเด็กได้เรียนรู้ว่า “ตนเองนั้นรู้สึกอย่างไรอยู่” จะนำไปสู่การเข้าใจตนเอง และการแสดงออกที่เหมาะสมมากขึ้น
เราสามารถสอนเรื่องอารมณ์ในเด็กผ่านการแสดงสีหน้า หรือ เล่นบทบาทสมมติกับเขา
.
************************************************************
.
ข้อที่ 8 การทำงานบ้าน
.
ไม่มีงานใด สอนเด็กได้ดีกว่า “งานบ้าน” เพราะงานบ้านได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่ และการรับผิดชอบต่อหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม
.
ก่อนเด็กจะได้การบ้าน เด็ก ๆ ควรได้รับงานบ้านก่อน
เด็กที่รับผิดชอบต่องานบ้านได้ เขาจะสามารถรับผิดชอบต่องานอื่น ๆ ได้อย่างสบาย ๆ
.
************************************************************
.
ข้อที่ 9 ความพยายามและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค
.
สุดท้าย แม้เด็กจะเรียนรู้ได้เร็ว แต่ถ้าเจออุปสรรค แล้วไม่สามารถข้ามผ่านไปได้ เด็กบางคนเลือกที่จะยอมแพ้ทันที
ดังนั้นการสอนเด็กให้พยายามและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค จึงเป็นสิ่งที่จะทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ตลอดไป
.
เราสามารถสร้างทัศนคตินี้ได้ โดยการที่...
(1) ชื่นชมที่ความตั้งใจของเด็กมากกว่าผลลัพธ์ที่ออกมา
(2) แพ้ชนะไม่สำคัญเท่ากับว่าเขาได้เรียนรู้อะไรในตอนท้าย หรือ เขาทำอะไรได้มากขึ้น
(3) อย่าประเมินเด็กเพื่อวัดลำดับที่ แต่ให้ประเมินเพื่อจะเติมเต็มเขา ผลแคะแนนและเกรดไม่ควรสำคัญเท่ากับว่า เด็กคนนี้ทำอะไรได้ และมีอะไรที่เราสามารถเติมเต็มให้เขาได้
(4) ไม่เปรียบเทียบเด็กกับใคร เพราะเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทุกคนมีข้อดีของตัวเอง
(5) การสอบหรือการแข่งขัน ควรทำเมื่อเด็กพร้อม หรือ เขาเป็นคนขอให้เราพาเขาไป ไม่ใช่เราพาเขาไปเอง เพื่อตอบสนองความต้องการของเรา เด็กไม่ใช่ผลผลิตของผู้ใหญ่ เราไม่ใช่เจ้าของเขา และเราไม่ควรคาดหวังให้เขาเป็นตัวแทนของเราด้วย
.
อย่าสร้างทัศคติทางลบ โดยให้เด็กรับรู้ความล้มเหลวในช่วงปฐมวัย ไม่มีเด็กคนใดที่ควรโดนตัดสินว่า เขาดีหรือไม่ดีพอ ผ่านความคาดหวังของผู้ใหญ่เพียงกลุ่มเดียว
.
************************************************************
.
สุดท้าย เด็กปฐมวัยทุกคน ควรได้รับความรักจากผู้เลี้ยงดูที่รักเขาอย่างปราศจากเงื่อนไข รักเขาในแบบที่เขาเป็น และเตรียมความพร้อมให้เขาสำหรับการเรียนรู้ในขั้นที่สูงขึ้นไป ไม่ใช่เร่งเขาให้เรียนรู้ก่อนวัย และกลัวหรือไม่อยากเรียนรู้ในอนาคต
.
มาช่วยกันสร้างเด็ก ๆ ที่รักการเรียนรู้กันนะคะ
หวังว่า บทความนี้จะส่งเสียงไปถึงผู้ใหญ่ทุกคน
"ขอให้เด็กทุกคนได้เป็นเด็ก"
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
.
ป.ล. ถ้าคุณพ่อคุณแม่ท่านใดเป็นกังวลว่า ลูกเราอาจจะต้องเรียนรู้ในแบบเฉพาะของเขา เราสามารถปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อช่วยแนะแนวทางในการเรียนรู้ให้กับลูกได้ เด็กทุกคนเรียนรู้ได้ แต่วิธีการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน

siri
โพสต์: 679
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » พฤหัสฯ. ต.ค. 22, 2020 10:35 pm

บทความที่ 1 “พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน เพราะความรักเป็นเรื่องไม่อาจฝืน”
(สามารถอ่านรายละเอียดได้จากบทความในลิงค์)
.
“พ่อแม่ทุกคนรักลูก” และ “พ่อแม่รักลูกทุกคนเท่ากัน” สองประโยคทองที่พ่อแม่มักบอกกับลูก และผู้ใหญ่ส่วนใหญ่มักบอกกับเด็กทุกคน แต่ในความเป็นจริงนั้นเป็นเช่นไร มีเพียงเจ้าตัวซึ่งเป็นพ่อแม่เท่านั้นที่จะตอบได้ว่า “ตนเองรักลูกจริงๆ” หรือ “รักลูกทุกคนเท่ากัน”
.
ในกรณีแรก คือ พ่อแม่ที่รักลูกของตนไม่เท่ากัน มักจะเกิดในครอบครัวที่มีลูกมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป...
.
ปมในใจของพี่คนโตที่รับรู้ว่าพ่อแม่รักน้องคนเล็กมากกว่าตน
ปมในใจของการเกิดเป็นลูกคนกลาง (Wednesday’s child) ที่มักจะถูกพ่อแม่มองข้ามอยู่เสมอ
ปมในใจของน้องคนสุดท้อง ที่รับรู้ว่าตนเองอาจจะไม่ดีเท่าพี่ๆ
ปมในใจของลูกนอกคอก ที่รับรู้ว่าพ่อแม่รักเขาน้อยกว่าพี่น้องทุกคน
.
ในกรณีที่สอง คือ เด็กที่ไม่ได้รับความรักจากพ่อแม่เลย มักจะเกิดขึ้นในครอบครัวที่ไม่ได้ตั้งใจจะมีลูก พ่อแม่อาจจะรู้สึกว่า ตนเองไม่สามารถรักลูกคนนี้ได้เลย ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ตาม อาจจะเป็นเพราะอคติบางอย่างที่เรามีต่อเด็ก และตัวเราเองอาจจะไม่พร้อมทำให้ความรักที่ควรมีให้เขา กลับไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้
.
**************************************
.
ซึ่งผลจากการที่รักลูกไม่เท่ากันหรือไม่รักลูก เมื่อลูกรับรู้ถึงความรู้สึกเหล่านี้ได้ ผลกระทบที่ส่งผลต่อเขาโดยตรง ได้แก่...
.
(1) เขาอาจจะสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไป เพราะขนาดพ่อแม่ของตัวเองยังไม่รักเขาเลย
(2) การรับรู้ในคุณค่าของตัวเองติดลบ ซึ่งจะทำให้เด็กไม่สามารถยอมรับตัวเอง และพัฒนาตัวตนที่ส่งผลต่อบุคลิกภาพของเขาในอนาคตได้
(3) ในเด็กบางคนเลือกที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้พ่อแม่หันกลับมามองและสนใจเขา ถึงแม้สิ่งที่เขาทำจะเป็นที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมก็ตาม
ความพยายามที่ไม่เป็นผล นานวันเข้าความรู้สึกที่เกิดขึ้นจะค่อยๆ กัดกินหัวใจเกิดเป็นบาดแผลทางใจ และรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างตนกับพ่อแม่และพี่น้อง
(4) ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง เด็กอาจจะทำตัวห่างเหิน และไม่อยากใกล้ชิดกับพี่น้องตนเอง เพราะรู้สึกเจ็บปวดที่เห็นน้องหรือพี่ได้รับความรักในขณะที่ตัวเองไม่เคยได้รับเช่นนั้น อยากเกลียดพี่น้องตนเอง แต่ก็รู้ในใจลึกๆ ว่าไม่ใช่ความผิดของพี่น้องที่พ่อแม่ไม่รักเขาเท่ากับคนอื่น
.
(5) เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า เพราะความเครียด ความเกลียดตัวเองจากการไม่ได้รับความรักส่งผลต่อการไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ยิ่งทำให้ไม่รู้ว่าตนเองจะอยู่ไปเพื่อใคร หรือ สิ่งใด?
.
ดังนั้นในลูกที่เติบโตมาพร้อมกับความรู้สึกว่า “พ่อแม่ไม่รักตัวเอง” หรือ “พ่อแม่รักพี่น้องมากกว่าตนเอง” อาจจะต้องกลับมาทำความเข้าใจตัวเราเอง เพราะเราไม่สามารถแก้ไขพ่อแม่ของเราได้
.
*******************************
.
“เรา” ในฐานะลูกที่พ่อแม่ไม่สามารถรักเราได้เท่ากับพี่น้องคนอื่น หรือ ไม่สามารถรักเราได้อย่างเต็มที่
.
วิธีการทำความเข้าใจ ยอมรับ และก้าวต่อไป
.
ขั้นที่ 1 ยอมรับ และอนุญาตให้ตนเองรู้สึกโกรธ
ขั้นที่ 2 หาที่พึ่งพิงทางใจ หรือ พื้นที่ปลอดภัย
ขั้นที่ 3 บอกความรู้สึกของเราออกไปให้พ่อแม่ได้รับรู้
ขั้นที่ 4 เรียนรู้ที่จะรักตัวเองก่อน
ขั้นสุดท้าย หากวันใดที่เรากลายเป็นพ่อแม่ อย่าทำผิดซ้ำเดิมกับลูกของเรา
อนาคตเมื่อเรามีลูก เราสามารถรักลูกของเราได้อย่างเต็มที่ ไม่ทำให้เขาเจ็บปวดเหมือนที่เราเคยเป็นมา
.
*******************************
.
“เรา” ในฐานะพ่อแม่ที่ไม่สามารถรักลูกได้เท่ากัน หรือ ไม่สามารถรักลูกได้
.
"ความรัก" เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ดังนั้นมันอยู่เหนือการควบคุมบงการของมนุษย์เรา
แต่ "ความรู้สึก" ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ข้ออ้างของการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของ "พ่อแม่" ที่พึงมีต่อ "ลูกทุกคน" อย่างเท่าเทียม
.
เมื่อเราทราบเช่นนี้แล้ว ในฐานะพ่อแม่ เราทำอย่างไรได้บ้าง?
.
ขั้นที่ 1 เราต้องตระหนักรู้ก่อนว่า “ตัวเรารักลูกไม่เท่ากัน” หรือ ที่แย่ไปกว่านั้น คือ “เราไม่ได้รู้สึกรักลูกคนนี้เลย”
ขั้นที่ 2 เมื่อเราตระหนักรู้ แล้วเราควรยอมรับตัวเราเอง
ขั้นที่ 3 แยกความรู้สึกออกจากหน้าที่ (พ่อแม่)
ขั้นที่ 4 หาตัวช่วยในวันที่เหนื่อยล้า หาเวลาพักให้กายใจบ้าง
ขั้นที่ 5 ความรักที่เรามีไม่มาก แต่เพิ่มขึ้นได้
ขั้นที่ 6 ไม่พร้อมรัก อย่าฝืนรัก
อย่าฝืนรักในวันที่ไม่พร้อม เพราะในเมื่อเด็กรับรู้ได้ถึงความจริงใจจากเรา เขาย่อมรับรู้ได้ถึงความฝืนใจ และแสร้งทำของเราเช่นกัน ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป
ขั้นที่ 7 สำคัญมาก ถ้าสุดๆ จากใจแล้ว รักไม่ได้ไม่เป็นไร ขออย่าทำร้ายกันก็พอ
สำหรับลูก “แค่ไม่รักเขา” มันก็เจ็บมากพอแล้ว อย่าทำร้ายเขาเพิ่มเลย
.
*******************************
.
สุดท้าย เราเองต้องกลับมาทบทวนเยอะๆ ว่า “ความรักที่เรามีให้ลูกไม่เท่ากัน หรือ มีให้ลูกไม่ได้” เป็นเพราะตัวเราเองมีปมค้างคาในอดีตที่เราไม่เคยแก้มันหรือเปล่า บางครั้งเราแก้มันด้วยตัวเองไม่ได้ การไปพบจิตแพทย์อาจจะช่วยเราได้
.
ลูกเราไม่ดีพอ หรือ ตัวเราเองต่างหากที่ไม่พอ
.
ขอเป็นกำลังใจให้กับพ่อแม่ และลูกๆ ที่กำลังหาคำตอบให้กับตัวเอง
ขอให้ทุกท่านมีความเข้มแข็ง และก้าวข้ามผ่านความรู้สึกนี้ไปได้
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 679
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » พุธ พ.ย. 11, 2020 10:09 pm

ตามใจนักจิตวิทยา
30 กันยายน 2019 ·
12 ข้อคิดในการเลี้ยงลูกสำหรับพ่อแม่
.
(1) “There is no such thing as a perfect parent. So just be a real one.” - Sue Atkins
“ไม่มีหรอกพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ มีก็เพียงแต่พ่อแม่ที่มีอยู่จริง” - Sue Atkins
เราไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ แต่เราควรเป็นพ่อแม่ที่มีเวลาคุณภาพ เป็นพ่อแม่ที่มีความสุข และเป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริงสำหรับลูกดีกว่า
.
(2) “Child spell love 'T-I-M-E’.” - Dr. A. Witham
“วิธีที่เด็กสะกดคำว่า ‘รัก’ คือ ‘เวลา’” - Dr. A. Witham
เด็กรับรู้ว่าพ่อแม่รักตัวเองมาก จากการที่พ่อแม่มีเวลาคุณภาพให้กับเขานั่นเอง
.
(3) “Children are educated by what the grown-up is and not by his talk.” - Carl Jung
“เด็กๆ เรียนรู้จากสิ่งที่ผู้ใหญ่เป็น ไม่ใช่จากสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด” - Carl Jung
เด็กทำตามสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่สอน
.
(4) “Praise your children openly, reprehend them secretly” - W. Cecil
“พ่อแม่ควรชื่นชมลูกอย่างเปิดเผย แต่สอนสั่งในสิ่งที่ลูกทำผิดในที่ๆ ไม่มีคนอื่นอยู่” - W. Cecil
เพราะการชื่นชมในสิ่งที่ลูกทำดีเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่เมื่อลูกทำไม่เหมาะสม เราควรพาไปสอนกันสองต่อสอง เพื่อไม่ทำให้ลูกอับอายต่อหน้าคนอื่น
.
(5) “It is easier to build strong children than to repair broken men.” - Frederick Douglass
“การสร้างเด็กที่แข็งแรงง่ายกว่าการซ่อมผู้ใหญ่ที่พังไปแล้ว” - Frederick Douglass
ดอกเบี้ยของการซ่อมแซมนั้นแพงมหาศาล หากเทียบกับการลงทุนลงแรงสร้างเพียง 6 ปีเเรกในชีวิตของเด็กคนหนึ่ง เพราะการซ่อมผู้ใหญ่นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ หรือ อาจจะต้องซ่อมกันไปท้ังชีวิต
.
(6) “The best way to make children good is to make them happy.” - Oscar Wilde
“หนทางที่จะทำให้เด็กเติบโตเป็นคนที่ดี เริ่มต้นด้วยการทำให้พวกเขามีความสุขก่อน” - Oscar Wilde
ผู้ใหญ่ที่ดี และประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ได้วัดกันที่ปริมาณข้าวของเงินทองที่มีอยู่ในครอบครอง แต่วัดกันที่คุณภาพชีวิต นั่นคือ เขาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขแล้วหรือยัง?
ถ้าวันนี้ลูกยังไม่มีความสุขในชีวิต คงเป็นเรื่องยากที่เขาจะอยากใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในอนาคต เพราะเขาคงไม่เข้าใจว่า ความสุข คือ อะไร และต้องทำอย่างไรจึงจะมีความสุขได้
.
(7) “Most things are good, and they are the strongest things; but there are evil things too, and you are not doing a child a favor by trying to shield him from reality. The important thing is to teach a child that good can always triumph over evil.” - Walt Disney
“ในโลกใบนี้มีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี หน้าที่ของพ่อแม่จึงไม่ใช่การปกป้องลูกจากความเป็นจริง แต่หน้าที่ของเรา คือ การสอนว่าสิ่งใดดี หรือ ไม่ดี และสิ่งที่ดีนั้นแข็งแกร่งกว่าสิ่งที่ไม่ดีเสมอ” - Walt Disney
พ่อแม่ไม่มีทางปกป้องลูกไปได้ตลอดชีวิต เราไม่สามารถเก็บลูกไว้แต่ในบ้านที่ปลอดภัย เพราะลูกต้องเติบโตและเรียนรู้ที่อยู่ในโลกภายนอกต่อไป
.
(8) “There is no job more important than parenting. This I believe.” - Ben Carson
“ไม่มีงานใดสำคัญไปกว่าการเป็นพ่อแม่ ฉันเชื่อเช่นนั้น” - Ben Carson
เบื้องหลังความสำเร็จของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ อาจจะมีเพียงพ่อแม่ซึ่งเป็นปุถุชนธรรมดาที่เลี้ยงดูเขามา
.
(9) “You can learn many things from children. How much patience you have, for instance.” - Franklin P. Jones
“เราสามารถเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากเด็กๆ เช่นว่า เรามีความอดทนมาเพียงใด เป็นต้น” - Franklin P. Jones
เมื่อมีลูก ทำให้พ่อแม่ได้ทบทวนตัวเองว่า เราเป็นคนแบบไหน และเพราะมีลูก ทำให้เราอยากเป็นคนที่ดีขึ้น
.
(10) “Your children will become what you are; so be what you want them to be” - David Bly
“ลูกๆ จะเป็นในสิ่งที่เราเป็น ดังนั้นพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างในสิ่งที่เราอยากให้ลูกเป็น” - David Bly
เราอยากให้ลูกเราเป็นคนอย่างไร พ่อแม่ต้องเป็นคนแบบนั้นก่อน
.
(11) “It is better to bind your children to you by a feeling of respect and by gentleness than by fear” -Terence
“เป็นการดีกว่าที่จะสร้างสายใยผูกพันกับลูกๆ ไว้กับเราด้วยความรู้สึกเคารพและอ่อนโยนมากกว่าความกลัว” -Terence
เพราะการสอนลูกด้วยความรักสามารถนำไปสู่ความเคารพ ซึ่งความเคารพนำไปสู่ความเกรงใจ ลูกจะทำสิ่งที่เหมาะสมกับเรา เพราะเขารักเรา ไม่ใช่เพราะเขากลัวเรา
.
(12) “Parents can only give good advice or put them on the right paths, but the final forming of a person's character lies in their own hands.” - Anne Frank
“พ่อแม่สามารถให้คำแนะนำดีๆ และชี้นำให้ลูกเดินไปในทางที่ถูก แต่สุดท้ายลูกคือผู้เลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง” - Anne Frank
เด็กทุกคนเกิดมาเพื่อเป็นตัวเขาเอง ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการให้เขาเป็น สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือการให้ความรักผ่านเวลาคุณภาพ และการสอนสั่งในสิ่งที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและการอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์อย่างมีความสุข ที่เหลือคือหน้าที่ของลูกที่เขาจะค้นหาทางเดินชีวิตของเขาเอง
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 679
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » เสาร์ พ.ย. 14, 2020 1:27 am

แก้ปัญหา “วัยรุ่นติดเกม" พ่อแม่อย่าผลักไสเขาออกไป
.
สำหรับแนวทางรับมือกับวัยรุ่น มีดังนี้
.
ขั้นที่ 1
ทำความเข้าใจก่อนว่า "ลูกเป็นวัยรุ่นแล้ว วัยนี้เป็นวัยที่พ่อแม่สอนอะไรจะเริ่มไม่ฟัง เขาฟังเพื่อนมากกว่าพ่อแม่เสียอีก ที่สำคัญเขาไม่กลัวไม้เรียวหรือการลงโทษที่เขาเคยโดนมาสมัยเด็ก ยิ่งไปกว่านั้นยิ่งพ่อแม่ต่อต้านสิ่งที่เขาชอบ เช่น เกมที่เขาเล่น เพื่อนของเขา เด็กจะตั้งกำแพงสูงกับเราทันที”
.
ขั้นที่ 2
พ่อแม่ไม่ควรเป็นศัตรูกับสิ่งที่เขารัก เขาชอบ เช่น “เกม” หรือ “เพื่อน” เพราะ ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากสิ่งเหล่านั้น แต่เกิดจากการ “เรียงลำดับความสำคัญก่อนหลังไม่ได้” และ “ควบคุมตนเองไม่ได้” เพราะ ต่อให้เขาเล่นเกม และไปเล่นกับเพื่อน ถ้าหากเขาเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลังได้ เขาจะเลือกรับผิดชอบงานที่สำคัญก่อน (การบ้าน งานบ้าน) แล้วจึงไปเล่น หรือ ถ้าเล่นจนติดลม เขาจะควมคุมตนเองให้หยุดเล่น แล้วไปทำอย่างอื่นต่อได้ ดังนั้น การไปเป็นศัตรูและต่อต้านสิ่งที่เขาชอบ นอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหา ซ้ำร้ายยิ่งเป็นการผลักไสเขาให้ยิ่งไกลออกไปจากเรา
.
ขั้นที่ 3
สร้างสายสัมพันธ์กับลูกใหม่ เพราะถ้าหากสายสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกไม่ดี อย่าได้คาดหวังการยินยอมรับฟังคำขอ หรือ คำสั่งจากเรา เราอาจจะบังคับเขาได้บางครั้ง แต่เราบังคับเขาไม่ได้ทุกครั้งหรอก จริงไหม? ในทางกลับกัน ถ้าเรากับลูกรักกันสายสัมพันธ์เหนียวแน่น "เราขอ เขาจะรับฟัง เราสอน เขาจะพิจารณา และอาจจะทำตาม" ซึ่งสายสัมพันธ์ สามารถสร้างได้จากหลักการพื้นฐาน คือ เคารพกันและกัน รับฟัง พูดคุย ใช้เวลากับลูก และเป็นเพื่อนเขา
.
“สายสัมพันธ์เป็นดั่งเชือกที่ฉุดรั้งเขาไว้ แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่กับเขาตรงนั้น ลูกจะตระหนักถึงสายสัมพันธ์ที่ดีที่มีกับพ่อแม่ของเขา และอยากทำสิ่งที่ควรทำ ไม่ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะเขารักเรา ไม่ใช่เพราะเขากลัวเรา”
.
ขั้นที่ 4
ตั้งกติการ่วมกัน เราไม่ควรห้ามเขาเล่นเกม แต่เรากับลูกสามารถกำหนดเวลาที่ชัดเจนร่วมกันได้ และถ้าเขาไม่ทำตาม หน้าที่พ่อแม่คือ การช่วยควบคุมกติกา เราจะไม่ปล่อยลูกทิ้งไว้กับเกมเพียงลำพัง ในวันที่เขายังควบคุมตนเองให้ทำตามกติกา แนะนำให้จัดบริเวณเกมของลูกให้อยู่ในส่วนกลางของบ้านเพื่อให้เขาได้เล่นเกมนั้นกับเราได้ดัวย
.
ขั้นที่ 5
หากิจกรรมทดแทน การเล่นเกมทำให้เด็กตื่นเต้นเร้าใจ อะดรีนาลีน (Adrenaline) หลั่ง ดังนั้นเราลองหากิจกรรมที่กระตุ้นฮอร์โมนตัวเดียวกันมาทำดู เช่น การเล่นกีฬา การเล่นบอร์ดเกม การไปเที่ยวธรรมชาติ และอื่นๆ
.
ขั้นที่ 6
นอกจากการแก้ที่ปลายเหตุแล้ว เราต้องกลับมาดูที่ต้นเหตุด้วยว่า “การติดเกม” ของลูก ไม่ได้เกิดจากความอยากเพียงอย่างเดียว เขากำลังหนีปัญหาอะไรสักอย่างอยู่หรือเปล่า? (เรียนไม่เข้าใจ เพื่อนไม่ยอมรับ โดนกลั่นแกล้ง และอื่นๆ) เพราะขนาดผู้ใหญ่อย่างเรา เวลาเจอปัญหาที่หนักหนาหรือปัญหาที่แก้ไม่ตก ยังไปพึ่งแอลกอฮอลล์บ้าง ไปเที่ยวหนีความจริงบ้าง กลับมาที่วัยรุ่น เขายังไม่มีกำลังทรัพย์จะไปที่ไหน ทำอะไรที่ผู้ใหญ่ทำได้ “เกม” จึงเป็นวิธีการหนีโลกที่เขาไม่อยากเผชิญ ซึ่งปัญหาที่วัยรุ่นมักแก้ไม่ตก ได้แก่ การเรียนเนื้อหาที่ยากขึ้น เขาไม่เข้าใจ แล้วยังต้องทำการบ้านเอง ทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าใจสิ่งที่เรียนด้วยซ้ำ นานวันก็กลายเป็นงานกอง ติด ร. และสอบตก เมื่อเรียนไม่ดี ก็พยายามเป็นที่ยอมรับจากเพื่อน อาจจะเล่นเกมเพื่อหาเพื่อน หรือ ทำอะไรที่ดูเท่ห์ในสายตาเพื่อนวัยเดียวกัน
.
**********
.
มาถึงตรงนี้อยากอธิบายพ่อแม่ผู้ปกครองว่า บางอย่างเด็กไม่สามารถทำด้วยตัวเขาเองได้ แต่เขาไม่กล้านำมาปรึกษาเรา ดังนั้น ถ้าเราสนิทกับลูก พูดคุยกับเขา ทำให้เขารู้ว่า เรายินดีรับฟังเขาเสมอ เด็กจะกล้าเข้ามาคุยกับเราถึงปัญหาที่เขาเจอ อย่าบอกลูกว่า “โตป่านนี้ยังต้องให้มานั่งจ้ำจี้จ้ำไชอีกเหรอ” หรือ “ทำไมทำไม่ได้" ไม่มีวัยรุ่นคนใดอยากเป็นภาระในสายตาพ่อแม่ ตรงกันข้าม เขาอยากเป็นที่ยอมรับทั้งจากเพื่อน และพ่อแม่ของเขา อย่าผลักไสลูก ให้เขาไปแก้ปัญหาที่ตัวเขาเองแก้ไม่ได้ เพราะ ถ้าหนักเข้า เด็กอาจจะแก้ปัญหาแบบผิดๆ ด้วยการหนีปัญหา ไปอยู่กับเพื่อนที่เป็นแบบเดียวกับเขา ไปเล่นเกม และที่ร้ายแรงที่สุดที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น คือ “การทำร้ายตัวเอง”
.
ดังนั้น
สิ่งสำคัญของการแก้ปัญหาวัยรุ่นติดเกม คือ พ่อแม่ ผู้ใหญ่รอบข้าง อย่าต่อต้านสิ่งที่เขาทำ แต่ให้เข้าไปอยู่เคียงข้าง เขา ทำความเข้าใจโลกที่เขาอยู่ ทำความรู้จักกับเขา แล้วใช้สายสัมพันธ์ดึงเขาออกมา อย่าห้ามเขาเล่นเกม แต่ให้ใช้วิธีการชักชวนเขาไปทำกิจกรรมกับเรา จนกิจกรรมเหล่านั้นไปเบียดเวลาเล่นเกมของเขาให้น้อยลงๆ แต่อย่าลืมว่า ต้องทำให้เขารู้ว่า เราเป็นเพื่อนเขา ไม่ใช่ศัตรูของเขา
.
สุดท้าย
ถ้าหากปัญหาลูกติดเกมร้ายแรงเกินกว่าที่เราจะรับมือไหว ลูกมีแนวโน้มทำร้ายตัวเองและผู้อื่น มีการทำลายข้าวของเวลาแพ้เกม พ่อแม่ควรพาลูกไปพบจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับการช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไป เพราะปัญหาการติดเกมถือเป็นอาจจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป องค์การอนามัยโลกได้จัดให้การติดเกมเป็นโรคชนิดหนึ่ง (Gaming disorder) เป็นอาการทางจิตที่รุนแรงและต้องได้รับการบำบัดรักษาเช่นเดียวกับโรคอื่นๆ การเล่นจนติดเกมแตกต่างจากการเล่นเพื่อความสนุกสนาน เมื่อผู้เล่นไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ต้องเล่นอย่างต่อเนื่องและะยะเวลาการเล่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่สนใจการทำกิจกรรมอื่น จนคุณภาพชีวิตเสียไป จุดนั้นเด็กควรได้รับการบำบัดรักษา ก่อนที่จะสายเกินไป
.
https://www.thaipbskids.com/cont.../5fa ... c5264d3c46
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 679
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » จันทร์ ก.พ. 08, 2021 11:49 pm

ตามใจนักจิตวิทยา
28 กันยายน 2019 ·
อยากให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเอง...
.
กรณีที่ 1
“ลูกอยู่ประถมแล้วค่ะ มีวิธีทำให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเองไหมคะ ตอนนี้แค่ออกไปแสดงหน้าชั้นเรียนก็ไม่กล้า”
.
กรณีที่ 2
“ลูกอายุ 6 ขวบแล้วค่ะ ไม่มั่นใจในตัวเองค่ะ เกาะแม่ตลอด เวลาอยู่ข้างนอกบ้าน ไม่ยอมทำอะไรเอง จะต้องถามให้เราบอกตลอดเลยค่ะ”
.
ทั้งกรณีที่ 1 และ 2 คุณแม่ต้องการให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเองทั้งคู่ แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ
กรณีท่ี 1 เกิดจากความคาดหวังของคุณแม่ที่อยากให้ลูกกล้าแสดงออก ลูกอาจจะมั่นใจหรือไม่มั่นใจในตนเองก็ได้ แต่ในกรณีนี้อาจจะต้องปรับที่ความคาดหวังของเราก่อน
แต่กรณีที่ 2 เกิดจากการที่ลูกไม่มั่นใจในตนเอง จนทำให้กลายเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวัน กรณีนี้ ลูกควรได้รับการช่วยเหลือ
.
**********
.
ขั้นตอนในการสร้างลูกให้มีความมั่นใจในตนเอง (เพื่อตัวเขาเอง ไม่ใช่เพื่อใคร)
.
เริ่มต้น....
'พ่อแม่หรือผู้ใหญ่รอบตัวเด็กทบทวนตัวเองก่อนว่า เราเป็นผู้ใหญ่ที่มีลักษณะแบบนี้หรือไม่?'
.
(1) วิตกกังวลจนเกินเหตุ
พ่อแม่ที่กลัวไปหมด กังวลทุกอย่าง ลูกได้รับการปกป้องราวกับไข่ในหิน เมื่อถึงวันที่เข้าต้องก้าวออกจากบ้านไปโรงเรียน หรือ ไปสู่สังคมภายนอก คงเป็นไปได้ยากที่เขาจะยืนหยัดเพื่อตัวเขาเอง
.
(2) บ่นและสั่งเยอะทุกขั้นทุกตอนทุกกระเบียดนิ้ว
พ่อแม่บางคนกลัวลูกทำไม่ได้ดั่งใจตัวเอง จึงใช้การสั่งและจี้ให้ลูกทำทุกขั้นตอนตามที่ตัวเองบอก ทีนี้พอลูกไม่มีเราคอยสั่ง เขาจะไม่มีความมั่นใจใดๆ ที่จะริเริ่มทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง
.
(3) ให้ความช่วยเหลือลูกเร็วเกินไป หรือ ช่วยลูกทุกอย่าง ไม่ให้ลูกทำอะไรเอง
พ่อแม่ที่รู้ใจลูก ลูกไม่ทันเอ่ยปากขอความช่วยเหลือก็ตรงปรี่เข้าไปช่วย เข้าไปทำให้ทั้งหมด เมื่อลูกต้องทำเอง ก็ไม่มั่นใจว่าจะทำได้ เพราะไม่เคยทำมาก่อน
.
(4) ตำหนิทุกข้อผิดพลาด เน้นผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการและความตั้งใจของลูก
พ่อแม่ที่จ้องแต่มองหาจุดผิดพลาดในตัวลูก และตำหนิลูกทุกครั้งที่ลูกทำอะไร บางครั้งลูกแค่ยืนหลังงอ พ่อแม่ลักษณะนี้ก็สามารถตำหนิลูกได้ทันที ที่สำคัญเมื่อลูกทำไม่ได้ตามความคาดหวังที่เรามีอยู่ในใจ เราจะไม่มีวันพึงพอใจเด็ดขาด ลูกมักไม่ได้รับคำชม และเคยชินกับคำตำหนิ จนเขารู้สึกว่า ตัวเองเป็นข้อผิดพลาดบนโลกใบนี้ไปแล้ว
.
(5) ทำให้ลูกอับอายต่อหน้าผู้อื่น
พ่อแม่ที่ว่าลูกต่อหน้าผู้อื่น หรือ พูดถึงลูกในทางที่ไม่ดีให้ผู้อื่นฟัง โดยลูกยังอยู่ในบริเวณดังกล่าว
เด็กเมื่อถูกทำให้อับอาย ยิ่งจากผู้ใหญ่ที่เขารักและไว้ใจที่สุดในโลก ความมั่นใจที่มีน้อย อาจจะติดลบไปเลยก็ว่าได้
.
(6) คาดหวังสูง ใช้ความต้องการ และความฝันของพ่อแม่เป็นตัวตั้ง
พ่อแม่ที่คาดหวังในตัวลูกสูง โดยไม่ได้คำนึงถึงความต้องการของลูก ย่อมนำไปสู่การกดดันให้ลูกทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเขา ลูกอาจจะไม่จำเป็นต้องทำมันก็ได้ แต่เขาต้องทำเพื่อพ่อแม่ เช่น ให้ลูกไปประกวดในที่ต่างๆ ตั้งแต่ปฐมวัย ให้ลูกไปแข่งขัน ไปแสดงบนเวที ต่อหน้าคนมากมาย โดยที่เขาไม่ได้มีโอกาสเลือกด้วยตัวเอง
.
แม้ว่า พ่อแม่จะบอกว่า “ลูกอยากทำ เขาบอกเอง” แต่อยากให้พ่อแม่ระลึกไว้เสมอ ในเด็กปฐมวัย ความต้องการของพ่อแม่ คือ ความต้องการของเขา
เสียงภายในใจของเขายังไม่เข้มแข็งพอ เพราะขนาดร่างกายเขายังไม่เติบโตเต็มที่เลย นับประสาอะไรกับการยืนหยัดเพื่อตัวเขาเอง พ่อแม่มีหน้าที่ปกป้องเขา ไม่ใช่ทำร้ายเขา
.
***
.
เมื่อเราได้ทบทวนตัวเองดูแล้วว่า “เราเป็นพ่อแม่ในลักษณะดังกล่าวหรือเปล่า?” หากใช่ เราควรเริ่มปรับเปลี่ยนที่ตัวเราก่อน
.
พ่อแม่ที่จะทำให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเองได้ คือ พ่อแม่ที่...
(1) เข้าใจพัฒนาการของลูก คาดหวังลูกตามวัยของเขา และตามความเป็นจริงที่ลูกเป็น
(2) ช่วยเหลือด้วยการสอน ทำไปด้วยกัน แต่ไม่ทำให้
(3) ให้ลูกได้เป็นเด็ก ไม่ใช่เป็นอย่างอื่น
(4) เรียนรู้ ลงมือทำจริงเสมอ ผิดพลาด แล้วแก้ไขทันที
(5) ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ มีความสุขตามอัตภาพ
……………..
.
‘สร้างลูกที่มีความมั่นใจในตนเอง'
.
นิยามของคำว่า ‘มั่นใจในตนเอง’ ควรเป็นไปเพื่อให้เด็กสามารถยืนหยัดเพื่อตัวเอง รักษาสิทธิประโยชน์ และมองเห็นคุณค่าในตัวเอง ช่วยเหลือตัวเองได้ และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยไม่ทำให้ใครหรือตัวเองเดือดร้อน
.
ดังนั้นการสร้างลูกให้มีความมั่นใจในตนเอง ไม่ใช่การสร้างให้ลูกกล้าแสดงออก ออกไปแสดง หรือ ต้องเป็นผู้นำแต่ประการใด แต่คือ การมีความสุขในการเป็นตัวเอง และช่วยเหลือตัวเองเพื่อดำรงชีพได้ต่างหาก
.
**********
.
‘ความมั่นใจในตนเอง’ เริ่มจาก การรับรู้ความสามารถของตนเองว่า ตนเองสามารถทำอะไรได้บ้างนั่นเอง
.
ซึ่งต้องสร้างตั้งแต่วัยเยาว์เลย คือ วัย 0-6 ปี
.
บันไดขั้นแรกสุดที่จะนำไปสู่ความมั่นใจในตนเอง คือ 'พ่อแม่มีอยู่จริง' เพราะพ่อแม่ที่มีอยู่จริง มีเวลาคุณภาพให้กับลูกจะรับรู้ได้ถึงความรัก เมื่อรับรู้ว่าตนเองเป็นที่รัก ลูกจึงจะสามารถรับรู้ได้ว่า ‘ตนเองก็มีอยู่จริงสำหรับพ่อแม่นะ’ และ ‘ตนเองมีคุณค่าและเป็นที่รัก’
.
***
.
บันไดขั้นที่สอง คือ ‘การให้ลูกช่วยเหลือตัวเองตามวัย (Self-help)’
เมื่อเด็กเริ่มเดิน เริ่มสื่อสาร เริ่มเอาของกินเข้าปากได้ ความมั่นใจในตนเองเริ่ม ณ ตอนนั้น
พ่อแม่ที่ให้ลูกได้ทำอะไรตามวัยของเขา เช่น กินข้าวเอง อาบนำ้เอง แต่งตัวเอง ใส่รองเท้าเอง เก็บของเอง และอื่นๆ
เด็กจะรับรู้ได้ถึงความสามารถในการพึ่งพาตัวเองได้
.
ในทางกลับกัน ถ้าพ่อแม่ช่วยเหลือเขาทุกอย่าง ไม่ให้เด็กทำอะไรเองเลย เด็กจะรับรู้ว่า “ฉันต้องพึ่งพาพ่อแม่ และเมื่อฉันไม่มีพ่อแม่ ฉันอยู่ด้วยตัวเองไม่ได้เด็ดขาด”
.
ลองจินตนาการถึงเด็กอนุบาลคนหนึ่ง เขามีคนป้อนข้าวให้ที่บ้าน เเต่งตัวให้ พอไปที่โรงเรียนหยิบจับช้อนส้อมไม่เป็น เขาเลยใช้มือจับอาหารเข้าปากไป เพื่อนก็เริ่มมองแล้วว่า ทำไมใช้มือ พอต้องไปวิ่งเล่น ใส่รองเท้าไม่เป็นอีก ต้องรอให้ครูมาใส่ให้....สำหรับเด็กคนนี้ พ่อแม่รังเเกฉันโดยแท้จริง ความหวังดีที่อาบยาพิษนี้ ทำให้เขาแตกต่างจากเพื่อน และไม่เป็นที่ยอมรับ ความมั่นใจนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน
.
หากลูกยังช่วยเหลือตัวเองตามวัยไม่ได้ พูดสื่อสารบอกความต้องการหรือปฏิเสธไม่ได้ เราควรสอนเขาก่อนจะข้ามไปเรื่องอื่นๆ ในชีวิต
.
***
.
บันไดขั้นที่ 3 คือ ‘การสอนให้ลูกเคารพกติกาส่วนรวม’
ก่อนเด็กจะเข้าสู่รั้วโรงเรียนหรือสังคมภายนอก ที่บ้านควรมีกติกาภายในบ้าน เพื่อสอนให้ลูกเรียนรู้ที่จะเคารพกติกาดังกล่าว กติกาจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กควบคุมตัวเองด้วยตัวเขาเอง ไม่ใช่ใครมาควบคุมเขา เมื่อเข้าสู่สังคมไป เขาจะไม่รู้สึกอึดอัด หรือ เก้ๆ กังๆ กับการต้องทำตามกติกาของสถานที่นั้นๆ
.
ตารางเวลาก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เด็กปรับตัวกับสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามั่นใจเวลาทำอะไร
เปรียบเทียบง่ายๆ ระหว่างเด็กที่รู้ตารางเวลา เขาจะบริหารจัดการชีวิตได้ดีกว่า เด็กที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร เวลาไหน ที่ไหน
.
บันไดขั้นที่ 4 คือ ‘การสอนให้ลูกลงมือทำ โดยไม่ต้องกลัวความผิดพลาด’
พ่อแม่ต้องบอกลูกเสมอว่า “แค่ลูกลงมือทำ ลูกก็พัฒนาไปหนึ่งก้าวแล้ว แม้ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร ไม่สำคัญเท่ากับวันนี้ลูกได้ลงมือทำหรือยัง”
เด็กที่รับรู้ว่า พ่อแม่ให้ความสำคัญกับความตั้งใจมากกว่าผลลัพธ์ จะทำสิ่งต่างๆ อย่างเต็มที่ และไม่กลัวผิดพลาด
แม้แรกๆ อาจจะมีกลัวบ้าง แต่เมื่อลงมือทำบ่อยๆ เขาจะเเข็งแกร่งขึ้น
“ผู้ที่ไม่เคยผิดพลาด คือ ผู้ที่ไม่เคยลงมือทำอะไรเลยต่างหาก”
.
***
.
บันไดขั้นที่ 5 ‘ทำงานบ้าน หรือ ทำงานส่วนกลาง’
เมื่อลูกดูแลตัวเองได้ดีแล้ว เขาควรเรียนรู้ที่จะดูแลส่วนกลางผ่านการทำงานบ้านตามวัยหรือช่วยเหลือผู้อื่นตามพละกำลังที่เขามี เพราะการทำเช่นนี้นอกจากเป็นการทำให้ตัวเขาเองได้รับผิดชอบต่อส่วนรวมแล้ว ข้อสำคัญอีกประการ คือ เขาได้มองเห็นคุณค่าในตัวเอง และผู้อื่นมองเห็นคุณค่าในตัวเขานั่นเอง
การได้รับคำชื่นชมอาจจะเป็นผลพลอยได้ แต่เด็กได้เรียนรู้ว่า เขาได้ลงมือทำเพื่อสร้างการยอมรับให้กับตนเองอย่างแท้จริง ลองสังเกตเด็กเล็กๆ เวลาเขาได้มาช่วยเราทำงานบ้าน งานครัว งานของที่บ้าน เขาจะเกิดความภาคภูมิใจ และพูดถึงสิ่งที่เขาได้ทำให้คนอื่นฟัง
.
“อย่าเรียกร้องให้คนอื่นมายอมรับเรา เราควรสร้างคุณค่าในตัวเราเองจนเป็นที่ยอมรับต่างหาก และแม้นว่า สิ่งที่เราทำจะไม่มีใครเห็น ขอเราจงภาคภูมิใจในสิ่งที่เราทำ ความสุขใจนั้นจะเกิดกับตัวเราเอง ไม่ใช่ผู้ใด"
.
***
.
บันไดขั้นที่ 6 ‘การสอนให้ลูกชื่นชมผู้อื่น’
เป็นขั้นที่พ่อแม่อาจจะคาดไม่ถึงว่า ‘การให้ลูกชื่นชมผู้อื่น’ มันจะช่วยให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเองได้อย่างไร การสอนให้ลูกมองออกไป และเห็นคุณค่าของผู้อื่น ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะมองย้อนกลับมาที่ตนเองเช่นกันว่า “ตัวเขามีสิ่งนั้นหรือไม่ ถ้าเขามีเช่นเดียวกับคนที่เขาชื่นชม เขาก็จะมองเห็นคุณค่าในตัวเองเช่นกัน” ในขณะเดียวกัน ผู้ที่มองเห็นคนอื่นนอกจากตัวเอง เป็นพัฒนาการอีกขั้นของชีวิตมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพราะในเด็กเล็กที่มีการมองเห็นตัวเองเป็นศูนย์กลางนั้นมีสูงมาก (Ego centrism) การที่เขามองเห็นผู้อื่น เขาจะมองเห็นตัวเองชัดขึ้นด้วยเช่นกัน
.
***
.
บันไดขั้นที่ 7 ‘อย่าเป็นน้ำเต็มแก้ว’
แม้ในวันนี้ ลูกจะเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม แต่เขาควรตระหนักอยู่เสมอว่า “ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ เราควรเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองทุกวัน ที่สำคัญคนทุกคนมีคุณค่า อย่าดูถูกใคร และลูกควรอ่อนน้อมอยู่เสมอ”
.
***
จากบันไดทั้ง 7 ขั้นที่ได้สรุปทางเดินไปสู่การมีความมั่นใจในตัวเองของมนุษย์คนหนึ่ง ต้องเรียนคุณพ่อคุณแม่ที่อ่านมาถึงตรงนี้ตามตรงว่า “ไม่มีทางลัดสำหรับการสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับลูกเรา แต่พ่อแม่ทุกคนสร้างได้ ถ้ามีความรัก ความตั้งใจแน่วแน่ ความอดทน และความเข้าใจ (ในพัฒนาการเด็ก) เพียงพอ”
.
จะเห็นได้ว่า บันไดขั้นที่ 1 เริ่มด้วยความรักและเวลาคุณภาพ หากเลือกที่จะลงทุนกับลูกแล้ว ไม่ใช่แค่ความมั่นใจในตัวเองที่ลูกจะได้มา แต่อีกหลายๆ สิ่งที่ทำให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข ก็เริ่มจากการลงทุนครั้งนี้เช่นกัน
.
**********
.
สุดท้าย ในวันนี้ที่ลูกเราอาจจะยังไม่มีความมั่นใจในตัวเอง สิ่งที่พ่อแม่อย่างเราสามารถทำได้ คือ ‘เชื่อมั่นในตัวเขาอย่างสุดหัวใจ’ เพราะสำหรับลูกแล้ว ความเชื่อมั่นที่เขาได้รับจากพ่อแม่ คือ พรที่วิเศษที่สุดในชีวิตเขาแล้ว
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 679
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ ก.พ. 28, 2021 9:23 pm

"ในวันที่ลูกดื้อ ไม่น่ารัก ไม่ดีพอ
อย่าผลักไสเขาออกไปด้วยคำพูดทำร้ายจิตใจ"
.
คำพูดที่พ่อแม่ และผู้ใหญ่มักพูดเวลาที่เด็กดื้อ ไม่น่ารัก ไม่ดีพอ “เดี๋ยวเอาไปทิ้ง” “เก็บมาเลี้ยง” “ไม่รักแล้ว”...
.
ผู้ใหญ่มักจะคิดว่า “ไม่เป็นไรหรอก เด็กยังเล็ก จะไปเข้าอะไร แค่ล้อเล่นเดี๋ยวก็ลืม” ความคิดนี้ผิดมหันต์ เพราะแม้ว่า เด็กๆ จะไม่เข้าใจ แต่ใช่ว่า เขาไม่รับรู้และไม่รู้สึก
.
เด็กๆ สามารถจดจำได้อย่างแม่นยำทั้งการกระทำ และคำพูด ที่สำคัญในเด็กเล็กเขาแยกแยะไม่ได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือล้อเล่น สำหรับเขาถ้าพ่อแม่ และผู้ใหญ่ที่ดูแลเขาพูดออกมา นั่นย่อมเป็นเรื่องจริง
.
**********
.
(1) คำพูดที่ว่า “ไม่อยากเลี้ยงลูกคนนี้อีกแล้ว"
“เบื่อลูกคนนี้ อยากยกให้คนอื่นไปเลี้ยง"
.
เด็กชายวัย 3 ปี มักจะบอกคุณครูของเขาเสมอว่า “แม่ไม่รักผมหรอก เพราะแม่ชอบบอกคนอื่นว่า เบื่อผมมากเลยเวลาผมดื้อ แม่อยากยกผมให้คนอื่น”
แม้ว่าคุณครูจะย้ำกับเขาว่า “แม่ไม่ได้ตั้งใจ” แต่เด็กชายย้ำกลับมาว่า “แม่พูดบ่อยมาก แม่พูดกับทุกคนว่า เอาไปไหม เดี๋ยวเอาใส่ถุงกลับบ้านให้เลย”
.
สำหรับเด็กชายวัย 3 ปี เขาไม่เข้าใจหรอกว่า “แม่ทำเช่นนั้นไม่ได้” เขายังอยู่ในวัยที่ “ความจริง” กับ “แฟนตาซี”​ ไม่ได้แยกออกจากกัน หากผู้ใหญ่พูดอะไรออกไป ถึงแม้ว่าเราจะต้องการล้อเขาเล่น สำหรับเด็กน้อย เขาไม่เข้าใจ และยึดคำเหล่านั้นเป็นจริงเป็นจังเสมอ คำพูดของแม่มีผลต่อใจดวงเล็กๆ อย่างเขามหาศาล...
.
“ในวันที่ฉันดื้อ ฉันไม่น่ารัก ฉันไม่ดี พ่อแม่ไม่รักฉัน...พ่อแม่จะทิ้งฉันให้คนอื่น ฉันจะเชื่อใจพ่อแม่ฉันได้ไหม”
"ฉันต้องระวังตัวเองให้ดีพออยู่เสมอ หรือ ฉันไม่ควรสนใจอะไรอีกเลย เพราะสุดท้าย พวกเขาก็จะทั้งฉันอยู่ดี เมื่อหมดความอดทน”
“ขนาดพ่อแม่ที่ฉันรัก ตัวฉันยังไม่เป็นที่ต้องการเลย...แล้วโลกใบนี้จะต้องการฉันไหม”
.
***
.
(2) คำพูดว่า “ลูกไม่ใช่ลูกของเรา"
“เก็บลูกมาจากขยะ ลูกไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อแม่"
.
เด็กหญิง แม้อยู่ในวัย 7 ปีแล้ว เธอยังจำได้แม่นยำ ถึงคำพูดจากปากพ่อแม่ของเธอ “วันนั้นหนูไม่ให้น้องเล่นด้วย หนูไม่ได้ตั้งใจจำทำให้น้องร้องไห้ แต่น้องร้องดัง พ่อแม่เลยโกรธหนูมาก หนูก็โกรธพ่อแม่น้องมาก เลยตีน้องกับพ่อแม่ด้วย...”
เธอหยุด และพูดต่อในสิ่งที่เธอกลัวเสมอ...
“แม่เลยพูดว่า ดื้อแบบนี้ไง คนเลยทิ้งไว้ที่ขยะ พ่อแม่ไม่น่าเก็บลูกมาจากขยะเลย หนูไม่รู้ว่า หนูโดนเก็บมาเลี้ยง พ่อแม่เลยรักน้องมากกว่า”
.
สำหรับเด็กหญิงคนนี้ นอกจากพ่อแม่จะไม่พอใจ แล้วด่วนตัดสินเธอ จากการที่ไม่ฟังเธอเลย เธอยังถูกพ่อแม่บอกว่า “เธอถูกเก็บมาเลี้ยง” แม้ว่า วันหนึ่งเด็กหญิงจะมั่นใจได้เต็มร้อยเปอร์เซนต์แล้วว่า เธอเป็นลูกแท้ๆ ของพ่อแม่ แต่สิ่งหนึ่งในความคิดของเด็กหญิงที่เปลี่ยนไปตลอดกาล คือ...
“ถ้าเธอเป็นเด็กดี พ่อแม่ถึงจะรักเธอ และยอมรับเธอเป็นลูก แต่ถ้าวันใด เธอไม่ดีพอ พ่อแม่จะไม่รักเธอ และไม่ยอมรับเธอเป็นลูกของพวกเขา”
ดังนั้น ฉันจะปิดบังในวันที่ฉันทำอะไรที่ไม่ดี ฉันจะทำให้พ่อแม่ผิดหวังในตัวฉันไม่ได้เด็ดขาด...
.
***
.
(3) คำพูดที่ว่า “ไม่รักแล้ว”
“ถ้าทำแบบนี้ พ่อแม่จะไม่รักนะ"
คำพูดแสนอมตะของผู้ใหญ่หลายๆ บ้าน แต่เป็นคำพูดที่เด็กส่วนใหญ่ทั้งเกลียด และกลัวมากที่สุด เพราะผู้ใหญ่มักนำมาพูดกับเขา เวลาเขาดื้อ เขาไม่ดี เขาไม่น่ารัก ทั้งๆ ที่เวลานั้นเขาต้องการความช่วยเหลือ และการสอนสั่งจากเรา แต่เราเลือกที่จะพูดเช่นนั้นกับเขา เพื่อให้เขากลัวและหยุดทำพฤติกรรมที่ไม่ดี
.
แม้คำพูดจะเกิดขึ้นเพราะอารมณ์เพียงชั่ววูบของเราพ่อแม่ แต่คำพูดเหล่านี้อาจจะบาดลึกเข้าไปในใจของลูกๆ เราไปอีกนานแสนนาน
.
**********
.
ในวันที่ลูกดื้อ เขาทำให้เราผิดหวัง แทนที่เราจะใช้คำพูดเหล่านั้นทำร้ายลูกๆ พ่อแม่ควรจะ...
.
(1) เคียงข้างเขา รอเขาสงบ และพร้อม
ถ้าลูกอาละวาด พากันไปมุมสงบและปลอดภัย ปล่อยเขาส่งเสียงร้องไห้เท่าที่อยากจะร้อง แต่ต้องไม่ทำร้ายตัวเขาเอง ผู้อื่น และข้าวของ (ถ้าทำ จับเขาไว้ กอดเขาแน่นๆ รอเขาหยุด จึงคลายออกช้าๆ) พอเขาสงบและพร้อมฟัง จึงสอนเขาถึงสิ่งที่เขาควรทำและไม่ควรทำ (ในเด็กเล็กเช็คได้จากการให้เขามองหน้าเรา หรือ นับ 1-10 ไปพร้อมกันช้าๆ)
.
(2) ไม่ผลักไสเขาออกไป
ยิ่งลูกเผชิญปัญหา อย่ามองเขาเป็นปัญหา และผลักไสเขาออกไป ในวันที่เขาไม่น่ารักที่สุด เขาต้องการพ่อแม่มากที่สุด เพราะ ณ เวลานั้น คนอื่นๆ อาจจะไม่ยอมรับเขา เขาต้องการความรัก และการยืนยันคุณค่าในตัวเองว่า “แม้ว่าฉันจะไม่ดีพอสำหรับผู้อื่น พ่อแม่ยังรักเขา และจะสู้ไปกับเขา” ถ้าเราไม่ทำเช่นนั้น “ลูกจะเหลือใคร?”
.
(3) ไม่ทำร้ายลูกด้วยการพูดล้อเล่น
แม้จะเป็นเรื่องล้อเล่น แต่ก็ไม่ควรพูดกับลูกเช่นนั้น เพราะเรื่องล้อเล่นดังกล่าว เราพูดแล้วรู้สึกสนุก หรือ สะใจอยู่ฝ่ายเดียวหรือเปล่า? ลูกเราไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นด้วย
.
​(4) ยอมรับลูกในทุกๆ ด้าน
อย่ารักลูกเพียงเพราะด้านดีๆ ของเขาเพียงอย่างเดียว ด้านไม่ดีของลูก พ่อแม่ก็ควรจะยอมรับและช่วยกันแก้ไข ส่งเสริม พัฒนาเขา ไม่ใช่ปล่อยเขาไว้ตามลำพังกับด้านที่เขาต้องการความช่วยเหลือ
.
เพราะ ทั้งด้านดี และด้านไม่ดี ทั้งหมดทั้งมวลถ้าประกอบรวมกัน นั่นคือ “ลูกของเรา”
.
(5) ไม่เปรียบเทียบลูกกับใครๆ
สั้นๆ ชัดๆ หยุดเปรียบเทียบลูกกับลูกใครๆ และหยุดเปรียบเทียบตัวเองกับพ่อแม่คนอื่น ลูกเกิดมาเพื่อเป็นตัวเขาเอง เราเองก็เกิดมาเพื่อเป็นพ่อแม่ตามแบบฉบับของเรา (เราคงไม่อยากให้ลูกเปรียบเทียบเรากับพ่อแม่คนอื่นเช่นกัน)
.
(6) ปกป้องลูก ถ้ามีคนอื่นมาพูดเช่นนั้นกับลูก
ญาติพี่น้องปู่ย่าตายาย ถ้าใครมาพูดกับลูก เช่น “พ่อแม่เขาเก็บเรามาเลี้ยง” ให้พ่อแม่ออกโรงทันทีว่า “ขอโทษนะคะ ไม่พูดแบบนั้นกับลูกได้ไหม เพราะไม่เป็นความจริง” และพูดกับลูกเสมอว่า “ลูกเป็นลูกของพ่อแม่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น” เพื่อที่ลูกจะได้รับรู้ว่า “ไม่ว่าฉันจะเป็นอย่างไร พ่อแม่จะรักฉัน ไม่ทอดทิ้งฉัน แม้ในวันที่ฉันมีปัญหา ฉันจะไม่โดนพ่อแม่เกลียดแน่นอน”
.
***********
.
ความวางใจนี้จะส่งต่อไปสู่ตัวเขาเองเมื่อเป็นวัยรุ่น และผู้ใหญ่ ลูกจะกลับมาหาเราเสมอ ไม่ว่าจะเจอเรื่องร้ายหรือดี
.
สุดท้าย ถ้าพลาดไปแล้ว ให้เริ่มใหม่วันนี้
.
ในวันที่ลูกไม่เป็นดังหวัง เขาดื้อแสนดื้อ และไม่ดีเหมือนอย่างใครๆ วันนั้นเขาต้องการเราที่สุด เขาต้องการความรักโดยปราศจากเงื่อนไข และต้องการการสอนจากเราพ่อแม่และผู้ใหญ่ที่เขารัก ไม่ใช่การผลักไสเขาออกไป
.
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “ครอบครัว ความสัมพันธ์ สามีภรรยา พ่อแม่ลูก การเลี้ยงดูเด็ก”