รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 875
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » พุธ เม.ย. 07, 2021 10:21 pm

ตามใจนักจิตวิทยา
19 มกราคม ·
ทำไมเราและลูกไม่ควรดูหน้าจอระหว่างมื้ออาหาร
.
“ลูกไม่ยอมกินข้าวเอง”
“ลูกไม่กินข้าว ถ้าไม่เปิดการ์ตูนให้ดู"
“ลูกอมข้าว”
“ลูกกินข้าวช้า”
“เราไม่มีปฏิสัมพันธ์กันในครอบครัว”
ฯลฯ
ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ไม่น่าเชื่อว่าเป็น “ผลลัพธ์ปลายเหตุ” ของ “การดูหน้าจอระหว่างมื้ออาหาร”
.
"หน้าจอ” ในที่นี้หมายรวมตั้งแต่ “โทรศัพท์มือถือ” “โทรทัศน์” “แท็บเล็ต” “ไอแพด” ต่างๆ
.
**********
.
“ทำไมพ่อแม่และผู้ใหญ่จึงไม่ควรดูหน้าจอระหว่างมื้ออาหาร”
.
(1) เราจะพลาดโอกาสสำคัญในการปฏิสัมพันธ์กับคนในโต๊ะอาหารของเรา
.
“การใช้เวลาร่วมกันบนโต๊ะอาหาร” ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะใช้ “เวลาคุณภาพ” กับลูกและคนในครอบครัว โอกาสที่เราจะได้พูดคุย แลกเปลี่ยนเรื่องราวในแต่ละวันที่เกิดขึ้น
หากเรามัวแต่ก้มหน้าดูหน้าจอ เราคงไม่มีโอกาสได้สบตาอีกฝ่าย ได้มองเห็นการเติบโต และเรื่องราว ความรู้สึกที่อีกฝ่ายอยากจะเล่าให้เราฟัง อีกทั้งเราไม่มีโอกาสจะได้เล่าเรื่องราวของเราเองให้อีกฝ่ายฟังด้วย
นานวัน...กำแพงที่มองไม่เห็นด้วยตาจะค่อยก่อตัวขึ้นช้าๆ เมื่อรู้ตัวอีกที แม้จะนั่งใกล้กัน แต่เหมือนกลับห่างไกลกันเหลือเกิน
.
ดังนั้น หากเรารู้ตัวแล้ว ลองเป็นคนแรกที่เริ่มวางหน้าจอลง และหันกลับมามองคนในครอบครัวของเรา
.
***
.
(2) เราจะกลายเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้กับลูก
.
หากเราอยากสอนให้ลูก “ทำทีละอย่าง” “กินข้าวด้วยตัวเอง” และ “ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น” พ่อแม่ก็ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก
ถ้าพ่อแม่ยังดูหน้าจอระหว่างมื้ออาหาร คงเป็นเรื่องยากที่จะบอกให้ลูกไม่ดูหน้าจอ และกินข้าวดีๆ
.
ดังนั้น เราควรเก็บหน้าจอไปก่อน และกินข้าวกับลูกด้วยรอยยิ้มดีกว่า
.
***
.
(3) เราจะพลาดโอกาสที่ได้ "เติมเต็ม” และ “มองเห็น” การเติบโตของลูก
.
ไม่ใช่แค่เพียงการใช้หน้าจอระหว่างมื้ออาหาร แต่การใช้หน้าจอระหว่างที่ใช้เวลาอยู่กับลูกของเรา
.
เด็กๆ โตเร็วกว่าที่เราคิดนัก แค่ผ่านไปจากวันนี้ เป็นพรุ่งนี้ พวกเขาก็มีอะไรให้เราประหลาดใจเสมอ หากเราใช้สายตาของเรากับหน้าจอ มากกว่าลูกของเรา เราอาจจะพลาดโอกาสที่จะได้เห็นพวกเขาเติบโต
.
เด็กๆ ต้องการความสนใจจากพ่อแม่มาก พวกเขาต้องการสายของเราที่มองดูเขาอยู่ไม่ห่าง ต้องการการตอบสนองของเรา หากพวกเขาได้รับอย่างเหมาะสม พื้นฐานทางจิตใจของพวกเขาจะได้รับการเติมเต็ม ทำให้มีความมั่นคง และพร้อมที่จะเติบโตไปขั้นต่อไป
.
**********
.
“ทำไมเราไม่ควรให้เด็กๆ ดูหน้าจอระหว่างมืออาหาร”
.
(1) เด็กๆ จะพลาดโอกาสที่ได้ฝึกฝนทักษะการช่วยเหลือตัวเอง (Self help)
.
ทักษะการช่วยเหลือตัวเองแรกในชีวิตของเด็กๆ คือ “การกินข้าว” ด้วยตัวเอง
แม้จะยังใช้อุปกรณ์ไม่เป็น แต่เด็กๆ สามารถใช้สายตามองอาหาร และใช้มือของเขาจับอาหาร ป้อนเข้าปากตัวเองได้ตั้งแต่วัยประมาณ 9 เดือน และเมื่อพวกเขาเคยชินกับการหยิบ จับอาหาร และมือของเขาทำงานประสานกับตาแล้ว (Eye-hand coordination) เด็กๆ จะสามารถมองอาหารที่ต้องการ แล้วใช้ช้อน-ส้อม ตัก-จิ้มอาหารเข้าปากตัวเองได้
.
แต่ถ้าเด็กๆ ใช้ “สายตา” ของพวกเขาไปกับการดูหน้าจอ สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ พวกเขาไม่สามารถใช้สายตาประสานกับมือของเขาเพื่อตักอาหารเข้าปากได้
.
สิ่งที่ตามมา คือ เด็กๆ จะรอให้ผู้อื่น “ป้อน” พวกเขา เพราะถ้าให้เด็กเล็กๆ เลือกว่า ระหว่าง “กินข้าว” กับ “ดูหน้าจอ” พวกเขาส่วนใหญ่ย่อมเลือก “ดูหน้าจอ” มากกว่า
.
เมื่อเด็กๆ เข้าโรงเรียน หรือ ไปกินข้าวในที่สาธารณะ ปัญหาที่จะเกิดขึ้น คือ ถ้าหากไม่มีคนป้อนเขา เขาจะช่วยเหลือตัวเองได้ยากลำบากกว่าเด็กวัยเดียวกับเขา หรือ เมื่อทำได้ไม่ดี ความมั่นใจในตัวเองอาจจะถูกบั่นทอนโดยที่ไม่รู้ตัว เมื่อกลับมาบ้าน ความรู้สึกที่เกิดขึ้น อาจจะทำให้เขากลายเป็นที่เอาแต่ในที่บ้านมากขึ้น เพราะเมื่ออยู่นอกบ้าน เขาทำอะไรไม่ได้ดั่งใจเขานั่นเอง
.
ดังนั้น เราไม่ควรให้หน้าจอ (และของเล่นอื่น) อยู่บนโต๊ะอาหาร เพื่อให้เด็กๆ ได้กินข้าวของพวกเขาด้วยตัวเอง
.
สำหรับเด็กที่มีร่างกายปกติ ไม่มีโรคประจำตัวหรือโรคแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับการกิน
ผู้ใหญ่สามารถกำหนดไดว่า...
เวลาอาหารแต่ละมื้อควรกำหนดไว้ที่ 30 นาที
ทุกคนนั่งที่เก้าอี้ของตัวเอง และกินข้าวร่วมกัน
ที่สำคัญผู้ใหญ่ไม่ควรพูดบ่น หรือ ตำหนิ หากเด็กกินได้น้อย หรือ ไม่ยอมกินบางสิ่ง เรามีหน้าที่เชิญชวน พูดคุย และจัดเตรียมอาหารให้ครบห้าหมู่ ถ้าพวกเขาไม่ยอมกิน หรือ กินไม่หมด ไม่เป็นไร หมดเวลาก็เก็บอาหาร ไม่มีของว่าง และนมระหว่างมื้อถัดไป
เพื่อให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะกินอาหารหลักเป็นสำคัญ
.
“โต๊ะอาหาร ไม่ควรเป็นสมรภูมิรบ ระหว่างเรากับลูก”
เพราะ ช่วงเวลากินข้าวร่วมกันควรเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่มีความหมาย
และ "การดูหน้าจอ ไม่ควรเป็นเงื่อนไขหรือข้อต่อรองให้ลูกต้องกินข้าว" เพราะ การกินข้าวเป็นสิ่งจำเป็น เป็นหน้าที่ที่เด็กๆ ต้องทำอยู่แล้ว
.
***
.
(2) เด็กๆ ควรเรียนรู้ที่จะทำทีละอย่างอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาหนึ่ง
.
การให้เด็กๆ ดูหน้าจอไปด้วย กินข้าวไปด้วย จะเป็นการทำให้สมองของพวกเขาต้องทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (Multi-Tasking) ซึ่งสำหรับเด็กๆ แล้ว พวกเขาเพิ่งจะเริ่มต้นฝึกใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก-ใหญ่ และทักษะการช่วยเหลือตัวเอง และระยะเวลาในการจดจ่อของพวกเขายังไม่ได้มีมากเท่ากับผู้ใหญ่ การที่เขาต้องทำหลายสิ่งพร้อมกัน ย่อมไม่ส่งผลดีต่อการพัฒนาด้านร่างกาย และความคิดของเขา
.
เมื่อทำหลายอย่างพร้อมกันสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองของเด็กๆ คือ สมองจะสับสนว่า “สิ่งใดสำคัญกว่ากัน” ส่งผลให้เด็กๆ อาจจะเรียงลำดับความสำคัญก่อน-หลังไม่ได้ในเวลาต่อมา นอกจากนี้ เมื่อทำหลายอย่างพร้อมกัน ย่อมไม่สามารถให้การจดจ่ออย่างเต็มที่กับงานแต่ละงานได้ ส่งผลให้เด็กๆ อาจจะทำแต่ละอย่างได้ไม่ดีสักอย่าง
.
ที่สำคัญทำงานแต่ละอย่างให้เสร็จภายในเวลา ก่อนจะไปทำอย่างอื่นที่อยากทำ เป็นหนึ่งในฝึกฝนที่จะทำให้เด็กๆ เกิดทักษะการยับยั้งชั่งใจ เรียงลำดับความสำคัญก่อน-หลัง พวกเขาจะเรียนรู้ว่า “สิ่งจำเป็น (Need)” ต้องมาก่อน “สิ่งที่ต้องการ (Want)” เสมอ
.
หากเป็นกังวลว่า ในอนาคต เด็กๆ ต้องรับมือกับงานหลายๆ งานพร้อมกันได้ไหม
คำตอบ คือ เมื่อร่างกายและจิตใจของเขาได้รับการพัฒนาตามวัย ความคิดของพวกเขาจะเติบโตได้อย่างเหมาะสม เด็กๆ จะคิดวางแผน และจัดการเวลาได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
.
***
.
(3) เวลาอาหาร ควรเป็นอีกหนึ่งเวลาคุณภาพที่พ่อแม่และผู้ใหญ่มีให้กับเด็กๆ
.
โอกาสทองที่เด็กๆ จะได้ปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ และคนในครอบครัว
ได้มองหน้าสบตา พูดคุย แลกเปลี่ยน เรียนรู้ที่จะรับฟังซึ่งกันและกัน
.
ในวัยรุ่น เวลากินข้าว อาจจะเป็นเวลาเดียวที่ลูกนั่งลง พ่อแม่นั่งลง และได้มองเห็นซึ่งกันและกัน
.
**********
.
สุดท้าย แม้เวลาอาหารจะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่หากพ่อแม่และผู้ใหญ่ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นและมีความหมาย เมื่อเด็กๆ เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาจะจดจำช่วงเวลาดีๆ เหล่านี้ติดตัวเขา และส่งต่อไปให้กับเด็กๆ หรือลูกๆ ของพวกเขาในอนาคต
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “ครอบครัว ความสัมพันธ์ สามีภรรยา พ่อแม่ลูก การเลี้ยงดูเด็ก”