รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 158
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ ก.ย. 27, 2020 12:31 am

สร้างการมองเห็นคุณค่าในตัวเองให้กับลูกปฐมวัย

https://www.facebook.com/followpsycholo ... 3960421027
.
“การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง (Self-value)” หมายถึง บุคคลรับรู้ถึงการมีคุณค่าในตัวเอง ทำให้ตัวเองเชื่อว่า “ตนนั้นมีคุณค่า”
.
"ความสำคัญของการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง" มีดังนี้...
.
(1) เมื่อเรารับรู้ว่า “ตัวเรานั้นมีคุณค่า” เราจะยอมรับในตัวเอง ซึ่งนำไปสู่ความพึงพอใจในชีวิต
.
(2) เมื่อเรารับรู้ว่า “ตัวเรานั้นมีคุณค่า” เราจะสามารถยืนหยัดเพื่อตัวเองได้ เช่น ยืนหยัดเพื่อสิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เราทำ และสิ่งที่เรารัก
.
(3) เมื่อเรารับรู้ว่า “ตัวเรานั้นมีคุณค่า” เราจะไตร่ตรองก่อนที่จะทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น ยิ่งสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี เราจะไม่อยากทำมัน เพราะเรารู้ว่า ตัวเรานั้นมีค่ามากพอที่จะไม่ไปทำสิ่งที่ไม่ดี
.
(4) คุณค่าที่เรารับรู้เกิดจากภายใน ทำให้เมื่อภายนอกมากระทบเรา เราจะไม่หวั่นไหวต่อการกระทบนั้น เช่น ถ้าเรารับรู้ว่า เรามีความสามารถ และเราสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เมื่อคนมาบอกเราว่า “ไอ้ขี้แพ้” “ไอ้คนไม่เอาไหน” เราจะรู้สึกว่า คำพูดนั้นไม่เป็นความจริง และไม่ควรค่าพอจะเอาเก็บมาคิดหรือใส่ใจ
.
(5) ไม่เพียงแค่ตัวเราที่รับคุณค่าในตัวเอง แต่เรารับรู้ว่า ผู้อื่นสามารถมองเห็นคุณค่าในตัวเราเช่นกัน ทำให้เราอยากทำสิ่งดี ๆ เพื่อส่วนรวมอีกด้วย
.
การมองเห็นคุณค่าในตัวเองไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง หากแต่ก็ต้องได้รับการสร้างและพัฒนา โดยต้องได้รับความรัก การช่วยเหลือ การสอน และการมีแบบอย่างที่ดีจากผู้เลี้ยงดูหลัก ในที่นี้ คือ “พ่อแม่” หรือ ในบางครอบครัวอาจจะเป็น "ปู่ย่าตายาย"
.
***************
.
การสร้างการมองเห็นคุณค่าในตัวเองเริ่มต้นจาก...
.
ขั้นที่ 0 ให้ความรัก ให้เวลาคุณภาพ ให้การตอบสนอง ในเด็กแรกเกิด
"การมองเห็นในคุณค่าในตัวเองต้องเริ่มจาก ผู้อื่นให้ความสำคัญและตอบสนองต่อความต้องการของเขา”
พ่อแม่เป็นบุคคลแรกในชีวิตของลูกที่จะช่วยเติมเต็มในขั้นแรกสุด โดยการรักลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข ยอมรับเขาในแบบที่เขาเป็น ตอบสนองต่อความต้องการพื้นฐานทางกาย ในวันที่ลูกยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
ลูกหิว แม่ให้นม สร้างสายใย
ลูกฉี่ ลูกอึ เราเช็ด เราล้าง เราเปลี่ยนผ้าอ้อมให้
ลูกร้องไห้ เราปลอบประโลม อุ้ม กอด หอม สัมผัส
ลูกไม่สบาย เราเช็ดตัว ปลอบประโลม เฝ้ายาม และพาไปหาหมอ
.
สำคัญไม่แพ้การตอบสนองทางกาย คือ การตอบสนองทางใจ...
ได้แก่ "การบอกรักลูก” ซึ่งสำหรับการบอกรักที่จะทำให้ลูกเล็กเข้าใจความหมายที่สุด คือ “การมีเวลาคุณภาพ” ให้ลูก
กอด หอม อุ้ม สัมผัสลูก
อ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง
ร้องเพลงกล่อมนอน ตบก้นลูกเบา ๆ
เล่นกับลูก เล่นน้ำ เล่นทราย เล่นด้วยการสัมผัส จ๊ะเอ๋
.
เมื่อพ่อแม่ทำเช่นนี้ เด็กจะรับรู้ได้ว่า “ตัวเขาสำคัญ เขาเป็นที่ต้องการและเป็นที่รักของพ่อแม่” เขาสามารถเชื่อใจพ่อแม่ได้ ความเชื่อใจจะพัฒนาไปสู่การวางใจต่อโลกใบนี้ เขาจะกล้าออกไปเผชิญในสิ่งที่เขาไม่รู้จัก ซึ่งนำไปสู่ขั้นต่อมา คือ การใช้ร่างกายในการสำรวจโลก
.
***************
.
ขั้นที่ 1 สอนเด็กช่วยเหลือตัวเอง
“การมองเห็นคุณค่าในตัวเองพัฒนาได้จาก ผู้อื่นยอมรับในสิ่งที่เขาทำ”
พ่อแม่ที่มีลูกวัย 1-2 ปี จะเข้าใจดีว่า เด็กวัยนี้จะไม่อยู่นิ่งเลย ถ้าวิ่งจะวิ่งเร็วปรู๊ด พลังงานล้นเหลือ นั่นเป็นเพราะเขาเพิ่งเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายได้ จากที่ต้องรอคนอื่นอุ้มเขาไปโน่นไปนี่ แต่เมื่อเคลื่อนไหวได้ ไม่ได้แปลว่าควบคุมได้ดี เขายังกะแรงกะระยะไม่ได้ จากแค่อยากจะวาง อาจจะกลายเป็นขว้างไป จากแค่อยากจะจับ กลายเป็นบีบหรือจิกเสียอย่างนั้น
.
เมื่อเป็นเช่นนี้ เด็กจำเป็นต้องฝึกฝนร่างกายของเขา ด้วยการลงมือทำหลาย ๆ อย่างที่เขาสงสัยว่า ตัวเองทำมันได้หรือเปล่า ทำมันได้แค่ไหน ซึ่งนำไปสู่การทดลอง และผลลัพธ์ของการทดลองนั้น บางครั้งอาจจะนำไปสู่ “บ้านเละ” ได้
.
ถ้าอยากให้ลูกได้พัฒนาการมองเห็นคุณค่าในตัวเองให้วัยนี้ พ่อแม่ไม่ควรใช้คำ “ห้าม หยุด ไม่” บ่อย ๆ เพราะจะนำไปสู่ความรู้สึกไม่ได้รับการยอมรับ และไม่ดีพอในลูก สิ่งที่เราทำได้ คือ ถ้าอยากให้เด็กทำสิ่งใด เราควรบอกเขาไปเลย เช่น
ถ้าไม่อยากให้ลูกโยก เราบอกเขาว่า “วางเบา ๆ” พร้อมกับเข้าไปสอนเขาวางเบา ๆ ด้วยการจับมือเขาวางของ
ถ้าไม่อยากให้ลูกเททรายออกนอกบ่อทราย เราบอกเขาว่า “ทรายอยู่ในบ่อ” หรือ “เทในบ่อได้”
.
ในกรณีที่เขาไม่ทำ เราแค่เข้าไปถึงตัว แล้วจับมือเขาสอน ถ้าลูกอาละวาด เราพาเขาไปสงบ นั่งข้าง ๆ ดูแลความปลอดดภัย สาเหตุที่เราไม่ทิ้งเขาไว้ลำพัง และนั่งลงข้าง ๆ เขา เพราะเราเชื่อว่า ไม่ว่าลูกจะทำตัวน่ารักหรือไม่น่ารัก เราจะเคียงข้างเขาเสมอ และเราจะไม่สอนในเมื่อเขายังอาละวาด เพราะสมองเขายังไม่เปิดรับเหตุผล ไม่มีประโยชน์ที่จะใส่ไฟให้กับอารมณ์ของเด็ก ณ เวลานั้น
.
สงบแล้วจึงสอนเขาว่า “เราควรทำอะไร” และเราควรมีทางออกให้กับสิ่งที่เราไม่อยากให้ลูกทำด้วย เช่น
ถ้าไม่อยากให้ลูกเตะของเล่น เราพาเขาไปเตะบอลซึ่งเหมาะสมแทนได้
ถ้าไม่อยากให้ลูกโยนของ เราให้เขาโยนผ้าใส่ตระกร้า โยนบอลแทนได้
ถ้าไม่อยากให้ลูกวิ่งในบ้าน เราพาเขาไปวิ่งนอกบ้านแทนได้
ถ้าเราไม่อยากให้ลูกทำบ้านเลอะ เราพาเขาไปเล่นน้ำ เล่นทราย เล่นสี นอกบ้านแทนได้
.
ที่สำคัญสำหรับวัยนี้ คือ “การสอนการช่วยเหลือตัวเอง (Self-care)” ได้แก่ กินเอง อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว ใส่รองเท้า เข้าห้องน้ำ ควบคู่กันไปด้วย แม้ว่าเขาจะทำมันได้ไม่ดี หรือ ไม่ได้สะอาด แต่พ่อแม่สามารถทำย้ำให้เขารอบที่สองได้เสมอ เพราะการที่เขาสามารช่วยเหลือตัวเองได้ เขาจะรับรู้ว่า “ตนเองมีความสามารถ” ซึ่งนำไปสู่ “ความภาคภูมิใจในตัวเอง”
.
เมื่อพ่อแม่ทำเช่นนี้ เด็กจะรับรู้ได้ว่า “สิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่เขาทำ พ่อแม่ยอมรับในสิ่งเหล่านั้น เพราะพ่อแม่ยอมรับในตัวเขา” เด็กจะอยากพัฒนาตนเองไปสู่การทำสิ่งอื่น ๆ ที่ท้าทายเขายิ่ง ๆ ขึ้นไป
.
***************
.
ขั้นที่ 2 สอนเด็กดูแลข้าวของเครื่องใช้ของตนเองและพื้นที่ที่ตนใช้
เด็ก ๆ ที่ดูร่างกายของตัวเองพอสมควร เราจะมอบหมายให้เขาดูแลข้าวของเครื่องใช้ (Belongings) และพื้นที่ ๆ ตนเข้าไปใช้งานได้ เช่น
เมื่อเล่นของเล่นเสร็จ ให้เขาเก็บของเล่นด้วยตนเอง
เมื่อกินข้าวเสร็จ นำจานไปวางในอ่าง แล้วกลับมาเช็ดโต๊ะบริเวณที่เขากิน
เมื่อกลับมาจากโรงเรียน นำของใช้ในกระเป๋าออกมาดูแล จะซัก จะทิ้ง จะจัด เพื่อเตรียมสำหรับวันถัดไป
เมื่อรองเท้า-ถุงเท้าสกปรก เราสอนเขาซักได้
เป็นต้น
.
เพราะเมื่อเด็กเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบของ ๆ ตนเอง และพื้นที่ ๆ เขาใช้ เด็กจะเรียนรู้ว่า “ตนเองสามารถรับผิดชอบตัวเองได้ และไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร” ซึ่งถือเป็นหน้าที่ที่สำคัญของทุก ๆ คนในสังคมก็ว่าได้

หน้าที่ของพ่อแม่ในขั้นนี้ คือ การมอบหมายงานให้ลูกทำ สอนเขาจนเขาทำได้ สอนโดยการทำให้ดู และจับมือเขาทำจนเขาทำได้ แล้วจึงให้เขาทำเองและเราเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ เมื่อทำเสร็จให้ชื่นชมในสิ่งที่เด็กทำ ก็พุ่งเป้าไปที่ผลลัพธ์ เช่น
“วันนี้ลูกเช็ดโต๊ะด้วยตนเอง เยี่ยมมากเลย” แล้วถ้ายังไม่สะอาดเราพูดเสริมได้ว่า “ถ้าเอาผ้ามาเช็ดตรงนี้อีกนิดนี่จะสะอาดสุด ๆ เลยลูก” เพราะการตำหนิก่อน เด็กจะรู้สึกท้อ และไม่อยากทำแล้ว แต่ถ้าเราชื่นชม และสอนเขาว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการพัฒนา เด็กจะมีกำลังใจในการทำต่อ
.
***************
.
ขั้นที่ 3 สอนการดูแลส่วนรวม โดยเริ่มจากงานบ้าน
“งานบ้าน” ถือเป็นงานส่วนรวมงานแรกในชีวิตของเด็กเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อเด็กทำงานบ้าน เขาได้ทำประโยชน์ให้กับคนที่มาใช้งานพื้นที่นั้น หรือ ของตรงนั้น เด็กจะรับรู้ถึงคุณค่าภายในตัวเองว่า “เขาสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้”
.
การมอบหมายงานบ้านให้เด็ก ๆ ทำ ไม่ได้มีเป้าหมายไปที่ “บ้านสะอาด” แต่เพื่อ
“ให้เด็กฝึกความอดทนอดกลั้น ทำงานบ้านให้เสร็จก่อนไปเล่น” เพื่อสอนเขาเรื่องหน้าที่และลำดับความสำคัญ
“ให้เด็กได้ใช้ความพยายามทำสิ่งที่มีคุณค่า” เพื่อสอนเขาเรื่องการทำให้ตนเองมีคุณค่า ต้องอาศัยความพยายามและและความอดทน
“ให้เด็กทำในสิ่งที่เขาทำได้ เพื่อผู้อื่นบ้าง” เพื่อดึงเขาออกจากศูนย์กลางทำให้เขามองเห็นและเข้าอกเข้าใจผู้อื่นบ้าง
.
เด็ก ๆ หลาย ๆ คน เกิดมาเพื่อเป็นผู้ช่วยเหลือ แต่ความอยากช่วยค่อย ๆ เลือนหายไป เนื่องด้วย...
“การถูกตำหนิที่ผลลัพธ์ก่อนได้รับการชื่นชมในความตั้งใจทำ” เพราะพ่อแม่อาจจะลืมไปว่า ผลลัพธ์สำคัญน้อยกว่าความพยายาม เด็ก ๆ ทำไม่ได้ดี เขาพัฒนาได้ แต่ถ้าเราห้ามเขาทำ บ่นที่เขาทำไม่ได้ดังความคาดหวังของเรา เด็กจะไม่อยากทำมันอีก นานวันไป ก็กลายเป็น “เขาไม่ทำมันดี น่าจะดีที่สุด” เพราะเขาไม่อยากถูกบ่นหรือตำหนิ
.
ดังนั้น คุณค่าในตนเองเริ่มจาก “การทำให้ตนเองมีคุณค่า” ผ่านการลงมือทำ ช่วยเหลือตัวเองไม่ให้เป็นภาระของใคร ดูแลของใช้และพื้นที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น และเมื่อดูแลตัวเองและของ ๆ ตัวเองได้ ก็ช่วยเหลือส่วนรวม โดยเริ่มจากงานบ้านเพื่อคนที่บ้าน ซึ่งเป็นบุคคลที่เขารัก และสุดท้าย แม้จะไม่ได้เกิดกับทุก ๆ คน คือ การช่วยเหลือส่วนรวม ซึ่งเป็นบุคคลอื่น ๆ ที่เด็ก อาจจะไม่เคยรู้จักมาก่อน
.
“สิ่งที่เด็กลงมือทำคือสิ่งที่มีคุณค่า เมื่อคุณค่าถูกส่งออกไปจากตัวเขาไปสู่ผู้อื่น สิ่งที่ได้รับกลับมา คือ การที่ผู้อื่นรับรู้ถึงคุณค่าในตัวเขา เป็นการยืนยันว่าเขามีคุณค่าในขั้นแรก นานวันเขาไม่จำเป็นต้องรอผู้อื่นมายืนยันคุณค่านั้นอีก เพราะเขาเรียนรู้แล้วว่า ภายในเขามีคุณค่า"
.
การรับรู้ถึงความรักที่พ่อแม่มอบให้เขาอย่างไม่มีเงื่อนไข และการรับรู้ความสามารถในตนเอง และการรับรู้ว่าตนเองทำอะไรได้บ้างเพื่อผู้อื่น ทำให้การมองเห็นคุณค่าในเด็กจะชัดเจนขึ้น และระยะยาวจะส่งผลดีต่อตัวเขา ในวันที่เขาต้องเจอกับปัญหา เขาจะฝ่าฟันมันไปได้ โดยไม่ยอมแพ้เสียก่อน
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 158
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » จันทร์ ต.ค. 05, 2020 11:48 am

ตามใจนักจิตวิทยา
https://www.facebook.com/followpsycholo ... 7843613973

26 เมษายน ·
การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย
ในมุมมองของนักจิตวิทยา(คนนี้)
.
ในมุมมองของตนเองมีความเชื่อว่า “ร่างกายที่พร้อม เท่ากับฐานที่มั่นคง เมื่อมีฐานที่มั่นคง เด็กจะเรียนรู้ได้อย่างยั่งยืน”
ไม่มีคำว่าช้าเกินไปสำหรับการเรียนรู้ เพราะเราเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต
เราต้องเชื่อว่า “เด็กทุกคนเรียนรู้ได้ แต่จะช้าเร็ว หรือ ด้วยวิธีใด อาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง"
.
ดังนั้น ก่อนจะเริ่มใส่เนื้อหาให้กับเด็ก ๆ เราควรควรเริ่มจาการปูพื้นฐานในช่วงปฐมวัยก่อน (0-6 ปี)
.
************************************************************
.
ข้อที่ 1 "เด็กคนหนึ่งจะเรียนรู้ได้ดี ต้องมีร่างกายที่พร้อมก่อนเสมอ”
ผู้ใหญ่จึงควรส่งเสริมเรื่อง ร่างกายและการช่วยเหลือตัวเองเป็นสำคัญ ก่อนจะกังวลเรื่องของการเขียนการอ่าน
.
กล้ามเนื้อมัดใหญ่-มัดใหญ่แข็งแรงและเคลื่อนไหวได้ตามวัย ซึ่งเกิดจากการเล่นอย่างเต็มที่
ขา-เท้า เดิน วิ่ง กระโดดขาคู่ ขาเดียว ไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
แขนแกว่งไกว ปีนป่ายอย่างคล่องแคล่ว
มือกำ หยิบ จับ โยน ขว้าง อย่างแม่นยำ
นิ้วมือทั้งสิบ หยิบ หนีบ กด ฉีก ตัด อย่างแข็งแรง
.
***เด็กปฐมวัยควรเล่นอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อวัน
.
เมื่อร่างกายพร้อม เขาจะสามารถเขียนได้อย่างทนทาน
มีสมาธิจดจ่อฟังในสิ่งที่เราสอน
จดจำตัวอักษรซึ่งนำไปสู่การอ่านได้อย่างดี
แม้จะเริ่มอ่านเขียนช้ากว่าเด็กที่เร่งเรียน แต่เด็กที่ฐานแน่นจะมั่นคงและเรียนรู้ได้อย่างยั่งยืน
.
************************************************************
.
ข้อที่ 2 การช่วยเหลือตัวเองตามวัย (Self-care)
.
ไม่มีประโยชน์อันใด หากเด็กท่อง ก-ฮ ได้ แต่เขากินข้าวเองไม่เป็น เพราะความมั่นใจในตนเองมีรากมาจาก การรับรู้ความสามารถในร่างกายของตัวเอง “ฉันสามารถทำสิ่งนี้ด้วยตัวเองได้ ฉันสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องรอให้ผู้อื่นมาทำให้ฉัน” ดังนั้นเมื่อฉันอยู่ที่ไหน ฉันก็สามารถทำได้
ทักษะการช่วยเหลือตัวเองขั้นพื้นฐานที่เด็กทุกคนควรทำได้ก่อนพ้นวัย 6 ปีไป ได้แก่...
หยิบจับอาหารเข้าปาก และใช้ช้อน-ส้อมได้ตามวัย
ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว ติดกระดุม รูดซิป ตามวัย
และการควบคุมการขับถ่ายเมื่อพร้อม
.
************************************************************
.
ข้อที่ 3 การควบคุมตนเอง (Self-regulation)
.
เมื่อร่างกายแข็งแรง และควบคุมร่างกายได้สมวัย เขาจะมีความมั่นใจที่จะเรียนรู้หรือลองทำสิ่งใหม่ ๆ ที่สำคัญเมื่อควบคุมร่างกายได้ เขาจะเริ่มควบคุมการกระทำของตนเอง ซึ่งนำไปสู่การมีสมาธิจดจ่อตามวัยได้ในที่สุด
.
เมื่อร่างกายพร้อมจึงจะสอนสิ่งอื่น ๆ
ดังนั้นในเด็กปฐมวัย ควรได้เน้นเรื่อง “การเตรียมพร้อมร่างกาย (กล้ามเนื้อมัดเล็กเล็ก-ใหญ่)” ผ่านการเล่นให้เพียงพอ และเน้นเรื่อง “การช่วยเหลือตัวเองตามวัย” ผ่านการให้เด็กลงมือทำให้มากที่สุด ชะลอการช่วยเหลือ และส่งเสริมให้เด็กได้ทดลองทำสิ่งต่าง ๆ ใหม่ ๆ เสมอ อย่ากลัวเลอะ หรือ เร่งให้เขาทำให้เสร็จทันใจเรา
.
************************************************************
.
ข้อที่ 4 เรียนรู้ผ่านการเลียนแบบและลงมือทำ
.
เด็กเล็กเรียนรู้ผ่านการได้ดีที่สุดจากการได้ดูตัวแบบในชีวิตจริงและการสอนผ่านการลงมือปฏิบัติไปพร้อมกับเขา ไม่ใช่ผ่านการฟัง หรือ จากการดูในสื่อหน้าจอต่าง ๆ
.
ดังนั้น แม้หน้าจอจะมีเนื้อหามากมาย แต่ความสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่เนื้อหาในหน้าจอ แต่เป็นการลงมือทำในชีวิตจริง เด็กจะมีสมาธิ และจดจ่อได้ดีกว่า เมื่อเขาได้ลงมือทำกับผู้ใหญ่
.
ที่สำคัญ การดูหน้าจอในเด็กวัยต่ำกว่า 6 ปี มักจะมีข้อเสียมากกว่าข้อดีที่ได้รับมา เช่น พฤติกรรมการติดหน้าจอ สมาธิที่ลดน้อยลง และอารมณ์ที่ไม่มั่นคง สาเหตุมาจาก “สมองส่วนหน้า (Pre-frontal cortex)” ของเด็กวัยนี้ยังเติบโตไม่เต็มที่ สมองส่วนนี้ควบคุมเรื่องของการควบคุมตัวเอง (Self-regulation) ซึ่งส่งผลโดยตรงกับการควบคุมตัวเองในเด็กเล็กที่ยังไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เด็กมีแนวโน้มจะติดหน้าจอได้มากกว่าผู้ใหญ่ เขาห้ามตัวเองได้ยากกว่าเรา
.
************************************************************
.
ข้อที่ 5 ทักษะการเล่นด้วยตัวเอง
.
เด็ก ๆ ควรเล่นหรือ entertain ตัวเองเป็น และใช้เวลาอยู่กับตัวเองได้บ้าง
การเล่นด้วยตัวเอง คือ การเล่นที่มีผู้ใหญ่คอยสอดส่อง แต่ไม่มีความจำเป็นต้องลงไปเล่นกับเขา
เด็กที่สามารถเล่นกับตัวเองได้ เริ่มที่วัย 2 ปีขึ้นไป
2 ปีจะเล่นกับตัวเองได้ที่ขั้นต่ำ 4 นาที มากที่สุดคือ 8-10 นาที หรือมากกว่านั้น
3 ปีจะเล่นกับตัวเองได้ที่ขั้นต่ำ 6 นาที มากที่สุดคือ 15 นาที หรือมากกว่านั้น
4 ปีจะเล่นกับตัวเองได้ที่ขั้นต่ำ 8 นาที มากที่สุดคือ 20 นาที หรือมากกว่านั้น
5 ปีจะเล่นกับตัวเองได้ที่ขั้นต่ำ 10 นาที มากที่สุดคือ 25 นาที หรือมากกว่านั้น
6 ปีจะเล่นกับตัวเองได้ที่ขั้นต่ำ 12 นาที มากที่สุดคือ 30 นาที หรือมากกว่านั้น
ในเด็กเล็ก เราควรเล่นกับลูกให้มากที่สุด เพื่อให้เขาเก็บเกี่ยวทักษะการเล่นต่าง ๆ ยิ่งเล่นเยอะ ลูกยิ่งมีทักษะการเล่นที่หลากหลาย
.
การเล่นที่เด็กสามารถเล่นได้นาน ได้แก่ การเล่นน้ำ เล่นทราย เล่นสี เล่นเลอะเทอะ ผสมของ เล่นทำกับข้าว และอื่น ๆ ซึ่งในที่นี้ต้องไม่ใช่การเล่นกับหน้าจอ เพราะการเล่นกับหน้าจอเด็กไม่ต้องใช้ความพยายามในการคิดสร้างสรรค์การเล่นใด ๆ หน้าจอเป็นผู้คิดให้หมด เขาเป็นฝ่ายรับอยู่อย่างเดียว
.
ทักษะการเล่นกับตัวเอง มีประโยชน์อย่างมากในการสร้างเด็กให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีทักษะการแก้ปัญหาอย่างดีเยี่ยม ถ้าเป็นไปได้
.
นอกจากเล่นกับลูกแล้ว พ่อแม่ควรเริ่มจากให้เด็กเล่นด้วยตัวเอง โดยมีเราอยู่ในสายตาห่าง ๆ และงดพูดห้าม หรือ แทรกแซงการเล่นของเด็ก เราควรตั้งกติกาให้ชัดเจนเพื่อกำหนดขอบเขตการเล่นไว้เบื้องต้น กติกาที่แนะนำ คือ กฏ 3 ข้อ ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ทำร้ายตัวเอง ไม่ทำลายข้าวของ และเราสามารถกำหนดได้ว่า การเล่นนี้จะเกิดขึ้นที่ไหน ให้ใช้ของอะไรได้บ้าง ที่สำคัญควรกำหนดเวลาไว้ว่า ลูกจะเล่นตรงนี้นานเท่าไหร่ เราสามารถคาดคะเนจากความสามารถของลูกเราได้ตามอายุ และความสามารถจากที่ผ่านมา
.
***สมาธิและความสามารถในการอดทนรอคอยของเด็กจะเพิ่มขึ้นตามอายุ
ระยะเวลาขั้นต่ำ = อายุ x 2 (อายุเด็ก คูณ 2)
ระยะวเลาสูงสุด = อายุ x 5 (อายุเด็ก คูณ 5)
จึงไม่น่าเเปลกใจที่การนั่งเรียนในห้องเรียน โดยให้อยู่กับที่เป็นเวลานาน ทำให้เด็กเล็กอึดอัดและคับข้องใจเป็นที่สุด เพราะเรากำลังคาดหวังเขาเกินวัย ในเด็กโตขึ้นมาหน่อย ที่อยู่ได้นานถึง 20 นาที เราสามารถทำกิจกรรมเวียนฐาน ให้เด็ก ๆ ไปทำกิจกรรมในแต่ละโต๊ะแล้วเวียนฐานไปเรื่อย ๆจะทำให้เด็กไม่เบื่อ และสามารถทำได้จนครบทุกกิจกรรม
.
************************************************************
.
ข้อที่ 6 ทักษะการสื่อสาร การพูดและการฟัง
.
"การพูดสื่อสาร"
เด็กเล็ก ควรเรียนรู้การสื่อสารอย่างเหมาะสม...
“บอกความต้องการ”
“บอกปฏิเสธ”
และ “ขอความช่วยเหลือ” เมื่อทำไม่ได้ด้วยตนเอง
ถ้าเด็กยังไม่พูด เราสามารถให้เขาพาเราไปดู ชี้บอก หรือ ใช้ภาษากายช่วยสื่อสารได้ เพื่อลดความคับข้องใจ
.
ในเด็กที่สื่อสารไม่ได้ จะนำไปสู่การแสดงออกทางพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ทำร้ายร่างกายตนเองหรือผู้อื่น ร้องไห้ กรีดร้อง และอื่น ดังนั้นยิ่งเราสอนเขาให้สื่อสารอย่างเหมาะสมเท่าไหร่ เด็กจะลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมลงไปเท่านั้น
.
“การฟัง”
ฟังแล้วตอบสนองต่อคำสั่ง หรือ สื่อสารกลับมา
เด็กวัย 1-2 ปีขึ้นไปควรเข้าใจคำสั่งอย่างง่าย 1 คำสั่งง่าย ๆ เช่น กิน หม่ำ ๆ ยิ้ม มา ๆ เป็นต้น
เด็กวัย 2-2.6 ปีขึ้นไปควรเข้าใจคำสั่งอย่างง่าย 2 ขั้นตอน เช่น แม่อยู่ไหน (ให้เขาชี้บุคคล) นกอยู่ไหน (ชี้ในหนังสือ) มาหาแม่ เป็นต้น
เด็กวัย 2.6-3 ปีขึ้นไปควรเข้าใจคำสั่งอย่างง่าย 2 ขั้นตอนที่ไม่เกี่ยวกัน เช่น เอาบอลมาให้แม่ ป้อนข้าวน้องตุ๊กตา อันไหนใหญ่ ใครอยู่ที่ไหน เป็นต้น
เด็กวัย 3 ปีขึ้นไป เข้าใจคำสั่งที่ซับซ้อนขึ้น การให้เด็กทำกิจกรรมต่อเนื่อง 2-3 ขั้นตอน เช่น เดินไปหยิบบอลกลับมาใส่ตระกร้า เอาผ้าไปหนีบบนราวตากผ้า เป็นต้น เริ่มมีการต่อรอง แต่ยังยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง
เด็กวัย 4-5 เด็กเริ่มเข้าใจเหตุผล เริ่มประนีประนอมกับเพื่อน เพราะเขาอยากเล่นกับคนอื่น ต่อรองเก่งขึ้น เขาจะเริ่มนับเลขและเข้าใจจำนวนในช่วงวัยนี้
เด็กที่ทราบจำนวน จึงจะเข้าใจว่า เลข 1 ต่างกับ เลข 2 เพราะ 1 มีจำนวนแต่ 1 อัน ส่วน 2 มีจำนวนมากกว่าจึงมาทีหลัง ไม่ใช่การนับเลขแบบท่องจำเหมือนช่วงวัยที่ผ่านมาอีกต่อไป
เด็กวัย 6 ปี เด็กเริ่มใช้เหตุผลกับผู้อื่น เริ่มเข้าใจลำดับ อะไรเกิดก่อนหลัง รู้จักและจำพยัญชนะได้ เข้าใจสัญลักษณ์ว่าเป็นตัวแทนของอะไร
.
ดังนั้น การให้เด็กเร่งท่องตัวอักษร หรือ เร่งให้เขียน ก่อนวัย เราจะพลาดโอกาสในการเติมฐานในเรื่งอของการเข้าใจและการสื่อสารของเด็กไป เพราะเด็กจะรับสารทางเดียว และพัฒนาเพียงการท่องจำ แต่เขาไม่เข้าใจอย่างแท้จริง
.
***การอ่านหนังสือนิทานให้เด็กฟัง คือ การส่งเสริมทักษะการฟังและเพิ่มคลังคำศัพท์ให้เด็ก ๆ อย่างมากมาย
.
************************************************************
.
ข้อที่ 7 เรียนรู้เรื่องอารมณ์
.
เด็กปฐมวัย สามารถเริ่มเรียนรู้อารมณ์ขั้นพื้นฐาน ได้แก่ เศร้า มีความสุข ได้ตั้งแต่เขาเริ่มสื่อสาร
และจะเรียนรู้อารมณ์ต่าง ๆ ที่ละเอียดขึ้นในวัยต่อ ๆ มา
ยิ่งเด็กได้เรียนรู้ว่า “ตนเองนั้นรู้สึกอย่างไรอยู่” จะนำไปสู่การเข้าใจตนเอง และการแสดงออกที่เหมาะสมมากขึ้น
เราสามารถสอนเรื่องอารมณ์ในเด็กผ่านการแสดงสีหน้า หรือ เล่นบทบาทสมมติกับเขา
.
************************************************************
.
ข้อที่ 8 การทำงานบ้าน
.
ไม่มีงานใด สอนเด็กได้ดีกว่า “งานบ้าน” เพราะงานบ้านได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่ และการรับผิดชอบต่อหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม
.
ก่อนเด็กจะได้การบ้าน เด็ก ๆ ควรได้รับงานบ้านก่อน
เด็กที่รับผิดชอบต่องานบ้านได้ เขาจะสามารถรับผิดชอบต่องานอื่น ๆ ได้อย่างสบาย ๆ
.
************************************************************
.
ข้อที่ 9 ความพยายามและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค
.
สุดท้าย แม้เด็กจะเรียนรู้ได้เร็ว แต่ถ้าเจออุปสรรค แล้วไม่สามารถข้ามผ่านไปได้ เด็กบางคนเลือกที่จะยอมแพ้ทันที
ดังนั้นการสอนเด็กให้พยายามและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค จึงเป็นสิ่งที่จะทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ตลอดไป
.
เราสามารถสร้างทัศนคตินี้ได้ โดยการที่...
(1) ชื่นชมที่ความตั้งใจของเด็กมากกว่าผลลัพธ์ที่ออกมา
(2) แพ้ชนะไม่สำคัญเท่ากับว่าเขาได้เรียนรู้อะไรในตอนท้าย หรือ เขาทำอะไรได้มากขึ้น
(3) อย่าประเมินเด็กเพื่อวัดลำดับที่ แต่ให้ประเมินเพื่อจะเติมเต็มเขา ผลแคะแนนและเกรดไม่ควรสำคัญเท่ากับว่า เด็กคนนี้ทำอะไรได้ และมีอะไรที่เราสามารถเติมเต็มให้เขาได้
(4) ไม่เปรียบเทียบเด็กกับใคร เพราะเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทุกคนมีข้อดีของตัวเอง
(5) การสอบหรือการแข่งขัน ควรทำเมื่อเด็กพร้อม หรือ เขาเป็นคนขอให้เราพาเขาไป ไม่ใช่เราพาเขาไปเอง เพื่อตอบสนองความต้องการของเรา เด็กไม่ใช่ผลผลิตของผู้ใหญ่ เราไม่ใช่เจ้าของเขา และเราไม่ควรคาดหวังให้เขาเป็นตัวแทนของเราด้วย
.
อย่าสร้างทัศคติทางลบ โดยให้เด็กรับรู้ความล้มเหลวในช่วงปฐมวัย ไม่มีเด็กคนใดที่ควรโดนตัดสินว่า เขาดีหรือไม่ดีพอ ผ่านความคาดหวังของผู้ใหญ่เพียงกลุ่มเดียว
.
************************************************************
.
สุดท้าย เด็กปฐมวัยทุกคน ควรได้รับความรักจากผู้เลี้ยงดูที่รักเขาอย่างปราศจากเงื่อนไข รักเขาในแบบที่เขาเป็น และเตรียมความพร้อมให้เขาสำหรับการเรียนรู้ในขั้นที่สูงขึ้นไป ไม่ใช่เร่งเขาให้เรียนรู้ก่อนวัย และกลัวหรือไม่อยากเรียนรู้ในอนาคต
.
มาช่วยกันสร้างเด็ก ๆ ที่รักการเรียนรู้กันนะคะ
หวังว่า บทความนี้จะส่งเสียงไปถึงผู้ใหญ่ทุกคน
"ขอให้เด็กทุกคนได้เป็นเด็ก"
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
.
ป.ล. ถ้าคุณพ่อคุณแม่ท่านใดเป็นกังวลว่า ลูกเราอาจจะต้องเรียนรู้ในแบบเฉพาะของเขา เราสามารถปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อช่วยแนะแนวทางในการเรียนรู้ให้กับลูกได้ เด็กทุกคนเรียนรู้ได้ แต่วิธีการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน

siri
โพสต์: 158
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » พฤหัสฯ. ต.ค. 22, 2020 10:35 pm

บทความที่ 1 “พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน เพราะความรักเป็นเรื่องไม่อาจฝืน”
(สามารถอ่านรายละเอียดได้จากบทความในลิงค์)
.
“พ่อแม่ทุกคนรักลูก” และ “พ่อแม่รักลูกทุกคนเท่ากัน” สองประโยคทองที่พ่อแม่มักบอกกับลูก และผู้ใหญ่ส่วนใหญ่มักบอกกับเด็กทุกคน แต่ในความเป็นจริงนั้นเป็นเช่นไร มีเพียงเจ้าตัวซึ่งเป็นพ่อแม่เท่านั้นที่จะตอบได้ว่า “ตนเองรักลูกจริงๆ” หรือ “รักลูกทุกคนเท่ากัน”
.
ในกรณีแรก คือ พ่อแม่ที่รักลูกของตนไม่เท่ากัน มักจะเกิดในครอบครัวที่มีลูกมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป...
.
ปมในใจของพี่คนโตที่รับรู้ว่าพ่อแม่รักน้องคนเล็กมากกว่าตน
ปมในใจของการเกิดเป็นลูกคนกลาง (Wednesday’s child) ที่มักจะถูกพ่อแม่มองข้ามอยู่เสมอ
ปมในใจของน้องคนสุดท้อง ที่รับรู้ว่าตนเองอาจจะไม่ดีเท่าพี่ๆ
ปมในใจของลูกนอกคอก ที่รับรู้ว่าพ่อแม่รักเขาน้อยกว่าพี่น้องทุกคน
.
ในกรณีที่สอง คือ เด็กที่ไม่ได้รับความรักจากพ่อแม่เลย มักจะเกิดขึ้นในครอบครัวที่ไม่ได้ตั้งใจจะมีลูก พ่อแม่อาจจะรู้สึกว่า ตนเองไม่สามารถรักลูกคนนี้ได้เลย ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ตาม อาจจะเป็นเพราะอคติบางอย่างที่เรามีต่อเด็ก และตัวเราเองอาจจะไม่พร้อมทำให้ความรักที่ควรมีให้เขา กลับไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้
.
**************************************
.
ซึ่งผลจากการที่รักลูกไม่เท่ากันหรือไม่รักลูก เมื่อลูกรับรู้ถึงความรู้สึกเหล่านี้ได้ ผลกระทบที่ส่งผลต่อเขาโดยตรง ได้แก่...
.
(1) เขาอาจจะสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไป เพราะขนาดพ่อแม่ของตัวเองยังไม่รักเขาเลย
(2) การรับรู้ในคุณค่าของตัวเองติดลบ ซึ่งจะทำให้เด็กไม่สามารถยอมรับตัวเอง และพัฒนาตัวตนที่ส่งผลต่อบุคลิกภาพของเขาในอนาคตได้
(3) ในเด็กบางคนเลือกที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้พ่อแม่หันกลับมามองและสนใจเขา ถึงแม้สิ่งที่เขาทำจะเป็นที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมก็ตาม
ความพยายามที่ไม่เป็นผล นานวันเข้าความรู้สึกที่เกิดขึ้นจะค่อยๆ กัดกินหัวใจเกิดเป็นบาดแผลทางใจ และรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างตนกับพ่อแม่และพี่น้อง
(4) ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง เด็กอาจจะทำตัวห่างเหิน และไม่อยากใกล้ชิดกับพี่น้องตนเอง เพราะรู้สึกเจ็บปวดที่เห็นน้องหรือพี่ได้รับความรักในขณะที่ตัวเองไม่เคยได้รับเช่นนั้น อยากเกลียดพี่น้องตนเอง แต่ก็รู้ในใจลึกๆ ว่าไม่ใช่ความผิดของพี่น้องที่พ่อแม่ไม่รักเขาเท่ากับคนอื่น
.
(5) เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า เพราะความเครียด ความเกลียดตัวเองจากการไม่ได้รับความรักส่งผลต่อการไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ยิ่งทำให้ไม่รู้ว่าตนเองจะอยู่ไปเพื่อใคร หรือ สิ่งใด?
.
ดังนั้นในลูกที่เติบโตมาพร้อมกับความรู้สึกว่า “พ่อแม่ไม่รักตัวเอง” หรือ “พ่อแม่รักพี่น้องมากกว่าตนเอง” อาจจะต้องกลับมาทำความเข้าใจตัวเราเอง เพราะเราไม่สามารถแก้ไขพ่อแม่ของเราได้
.
*******************************
.
“เรา” ในฐานะลูกที่พ่อแม่ไม่สามารถรักเราได้เท่ากับพี่น้องคนอื่น หรือ ไม่สามารถรักเราได้อย่างเต็มที่
.
วิธีการทำความเข้าใจ ยอมรับ และก้าวต่อไป
.
ขั้นที่ 1 ยอมรับ และอนุญาตให้ตนเองรู้สึกโกรธ
ขั้นที่ 2 หาที่พึ่งพิงทางใจ หรือ พื้นที่ปลอดภัย
ขั้นที่ 3 บอกความรู้สึกของเราออกไปให้พ่อแม่ได้รับรู้
ขั้นที่ 4 เรียนรู้ที่จะรักตัวเองก่อน
ขั้นสุดท้าย หากวันใดที่เรากลายเป็นพ่อแม่ อย่าทำผิดซ้ำเดิมกับลูกของเรา
อนาคตเมื่อเรามีลูก เราสามารถรักลูกของเราได้อย่างเต็มที่ ไม่ทำให้เขาเจ็บปวดเหมือนที่เราเคยเป็นมา
.
*******************************
.
“เรา” ในฐานะพ่อแม่ที่ไม่สามารถรักลูกได้เท่ากัน หรือ ไม่สามารถรักลูกได้
.
"ความรัก" เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ดังนั้นมันอยู่เหนือการควบคุมบงการของมนุษย์เรา
แต่ "ความรู้สึก" ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ข้ออ้างของการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของ "พ่อแม่" ที่พึงมีต่อ "ลูกทุกคน" อย่างเท่าเทียม
.
เมื่อเราทราบเช่นนี้แล้ว ในฐานะพ่อแม่ เราทำอย่างไรได้บ้าง?
.
ขั้นที่ 1 เราต้องตระหนักรู้ก่อนว่า “ตัวเรารักลูกไม่เท่ากัน” หรือ ที่แย่ไปกว่านั้น คือ “เราไม่ได้รู้สึกรักลูกคนนี้เลย”
ขั้นที่ 2 เมื่อเราตระหนักรู้ แล้วเราควรยอมรับตัวเราเอง
ขั้นที่ 3 แยกความรู้สึกออกจากหน้าที่ (พ่อแม่)
ขั้นที่ 4 หาตัวช่วยในวันที่เหนื่อยล้า หาเวลาพักให้กายใจบ้าง
ขั้นที่ 5 ความรักที่เรามีไม่มาก แต่เพิ่มขึ้นได้
ขั้นที่ 6 ไม่พร้อมรัก อย่าฝืนรัก
อย่าฝืนรักในวันที่ไม่พร้อม เพราะในเมื่อเด็กรับรู้ได้ถึงความจริงใจจากเรา เขาย่อมรับรู้ได้ถึงความฝืนใจ และแสร้งทำของเราเช่นกัน ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป
ขั้นที่ 7 สำคัญมาก ถ้าสุดๆ จากใจแล้ว รักไม่ได้ไม่เป็นไร ขออย่าทำร้ายกันก็พอ
สำหรับลูก “แค่ไม่รักเขา” มันก็เจ็บมากพอแล้ว อย่าทำร้ายเขาเพิ่มเลย
.
*******************************
.
สุดท้าย เราเองต้องกลับมาทบทวนเยอะๆ ว่า “ความรักที่เรามีให้ลูกไม่เท่ากัน หรือ มีให้ลูกไม่ได้” เป็นเพราะตัวเราเองมีปมค้างคาในอดีตที่เราไม่เคยแก้มันหรือเปล่า บางครั้งเราแก้มันด้วยตัวเองไม่ได้ การไปพบจิตแพทย์อาจจะช่วยเราได้
.
ลูกเราไม่ดีพอ หรือ ตัวเราเองต่างหากที่ไม่พอ
.
ขอเป็นกำลังใจให้กับพ่อแม่ และลูกๆ ที่กำลังหาคำตอบให้กับตัวเอง
ขอให้ทุกท่านมีความเข้มแข็ง และก้าวข้ามผ่านความรู้สึกนี้ไปได้
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “ครอบครัว ความสัมพันธ์ สามีภรรยา พ่อแม่ลูก การเลี้ยงดูเด็ก”