เผ่าไทย

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 679
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

เผ่าไทย

โพสต์ โดย siri » ศุกร์ ก.พ. 05, 2021 1:28 pm

"เผ่าไทย" เผ่าที่มีอำนาจเหนือเผ่าอื่นๆ
ในดินแดนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

"เผ่า" คือ กลุ่มสังคมที่รวมตัวกัน โดยทั่วไปแล้วชนเผ่าประกอบด้วยกลุ่มคนที่อาศัยที่ดินเพื่อทำกิน มีขนบประเพณีที่คล้ายคลึงกัน อาทิ แต่งกายแบบเดียวกัน กินอาหารแบบเดียวกัน มีพิธีกรรมเหมือนกัน มีระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเอง กล่าวคือ เป็นเศรษฐกิจที่ทุกครอบครัวหรือทุกชุมชนต้องผลิตปัจจัยสี่เอาเอง ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ส่วนการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันก็ยังไม่ใช้เงินเป็นสื่อกลาง หากแต่ใช้วิธีแลกเปลี่ยนสิ่งของ เช่น แลกไก่กับผ้าที่ทอขึ้นเอง เป็นต้น

ไท มอญ มรัมมา กูย ฯลฯ คำเรียกพวกนี้ไม่ใช่เผ่า แต่เป็นระบบภาษาที่ใช้เรียกแทนตนเองว่าเป็น "คน"

อย่างตำนานน้ำเต้าปุงของคนแถบลุ่มแม่น้ำโขง คนที่ออกมาจากน้ำเต้าทางรูสิ่ว เรียกว่า “ไท” (คน) มีสามเผ่า คือ ไทลอ (ชาวลอ) ไทเลิง (ชาวเลิง) ไทควาง (ชาวควาง) ส่วนผู้คนที่ออกจากน้ำเต้าทางรูชี (เจาะด้วยเหล็กเผาไฟ) เป็นพวก "ข่า" (ข้ารับใช้)

"ไท" คำนี้แปลว่า คน, ชาว เป็นคำร่วมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่คำเรียกเผ่า ส่วน "ข่า" แปลว่า คนใช้, คนรับใช้ คล้ายกับคำในภาษาไทยปัจจุบันว่า ข้า, ขี้ข้า

ชื่อเมือง "สุกโขไท" (สุโขทัย) ตามศิลาจารึกก็แปลว่า "คนเป็นสุข" และคนเมืองสุกโขไทส่วนมากเป็น "ไทเลือง" หรือ "ชาวเลือง" (เผ่าเลือง) ใช้คำไท (ภาษาคน) พูดคุยสื่อสารกัน ดังนั้น พ่อขุนรามคำแหงท่านจึงเป็นคนเลือง เป็นราชาแห่งชาวเลือง มีเมืองหลวง คือ สุกโขไท (เมืองคนเป็นสุข)

หรืออย่างคนโคราชที่เป็น "ไทเบิ้ง" (ชาวเบิ้ง) ก็ใช้คำไท (ภาษาคน) พูดคุยสื่อสารเช่นเดียวกัน แต่คำพูดอาจแตกต่างกันไปจากคำไทของเผ่าอื่น เช่น ชาวเบิ้งพูดคำไทที่ไม่เหมือนกับคำไทของชาวเลือง เป็นต้น ถ้าสมัยปัจจุบันก็เรียกว่า "ภาษาถิ่น" แยกเป็น ภาษาถิ่นสุโขทัย, ภาษาถิ่นโคราช ซึ่งถ้าจะเรียกให้ถูกควรเรียกว่า ภาษาเลือง, ภาษาเบิ้ง

ส่วนคนที่อยู่เมืองทางใต้ของสุโขทัยอย่าง "สุพรรณภูมิ" ยังไม่ทราบว่าเป็นเผ่าอะไร แต่คงไม่ใช่เผ่าเลือง เพราะเผ่าทางใต้เมืองนี้มักขึ้นไปกำราบชาวเลืองที่เมืองสุโขทัยอยู่เสมอ จึงมั่นใจว่าเป็นคนละเผ่ากัน

กลุ่มคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พูดคำไท (ภาษาคน) มีอยู่หลายเผ่า เช่น ไทลื้อ (ชาวลื้อ, พูดภาษาลื้อ) ไทเขิน (ชาวเขิน, พูดภาษาเขิน) ไทพวน (ชาวพวน, พูดภาษาพวน) ไทคำตี่ (ชาวคำตี่, พูดภาษาคำตี่) ไทฮ่างตง (ชาวฮ่างตง, พูดภาษาฮ่างตง) ฯลฯ

คำว่า "ภาษาไท-กะได" เป็นคำที่ถูกกำหนดขึ้นมาในยุคปัจจุบัน ชนเผ่าในสมัยโบราณต่างๆ จะเรียกภาษาตามชื่อเผ่าของตนเป็นส่วนใหญ่ จัดเป็นคำถิ่น (ภาษาถิ่น) ที่แยกย่อยออกมาจากคำไท (ภาษาคน)

ในสมัยอยุธยาจดหมายเหตุต่างชาติบอกไว้ว่า คนอยุธยาเรียกตนเองว่า "ไทน้อย" และเรียกคนทางเหนือซึ่งยังป่าเถื่อนว่า "ไทใหญ่"

ซึ่งคำว่า "ไทน้อย" นี้ ก็หมายถึง "คนน้อย" นั่นเอง ซึ่งเทียบไม่ได้กับพวกป่าเถื่อนทางเหนือที่มี "คนมาก" (ไทใหญ่)

(ไทน้อย หมายถึง คนน้อย, ไทใหญ่ หมายถึง คนมาก)

หรือแม้แต่คำว่า "กูย" เอง คำนี้ก็ไม่ใช่หมายถึงเผ่า แต่เป็นการเรียกแทนตนเองว่าเป็น "คน" เหมือนกับคำว่า "ไท" เช่น กูยเญอ (ชาวเญอ) กูยไม (ชาวไม) กูยมะไฮ (ชาวมะไฮ) กูยปรือใหญ่ (ชาวปรือใหญ่) เป็นต้น

หรือคำว่า "มอญ" คำนี้ก็ไม่ใช่หมายถึงเผ่า แต่เป็นการเรียกแทนตนเองว่าเป็น "คน" เหมือนกับคำว่า "ไท" กับ "กูย" เช่น มอญเตียะ (ชาวเตียะ) มอญตาง (ชาวตาง) มอญญะ (ชาวญะ) มอญญัฮกุร (ชาวญัฮกุร) เป็นต้น

กล่าวได้ว่า โดยปกติแล้วชื่อที่กลุ่มภาษาใดก็ตามใช้เรียกตัวเองมักจะมีความหมายแปลว่า “คน” เหมือนกันทั้งนั้น

ตลกร้ายที่อาจจะขำกันไม่ออกสำหรับพม่าและมอญที่ประวัติศาสตร์บอกกับเราว่าไม่ค่อยจะกินเส้นกันนัก คือ ในจารึกสมัยพระเจ้าจานซิต้า หลักเดียวกับที่พบคำว่า “รมึง” (Rmen) ก็ปรากฏคำเรียกพม่าว่า “มรัมมา” (Maramma) ซึ่งทั้งสองคำนี้ (มอญ-มรัมมา) มีรากศัพท์เดียวกัน แปลความว่า “คน” เหมือนกับ "ไท" (Tai) และ "กูย" (Kuy)

ส่วนคำว่า "ไทย" ของวัฒนธรรมสยามนั้นหมายถึง "อิสระ" เป็นคนละความหมายกับคำว่า "ไท" ที่หมายถึง "คน" ดังนั้น กลุ่มวัฒนธรรมสยามจึงจัดเป็น "เผ่าไทย" ที่พูดภาษาไทยอย่างแท้จริง ต่างจากเผ่าเลืองที่พูดภาษาเลือง เผ่าเบิ้งที่พูดภาษาเบิ้ง เผ่ายวนที่พูดภาษายวน เผ่าลาวที่พูดภาษาลาว เผ่าลื้อที่พูดภาษาลื้อ เผ่าเขินที่พูดภาษาเขิน ฯลฯ

ถึงตรงนี้ หากเราเข้าใจบริบทของคำเหล่านี้ เราจะเข้าใจเลยว่าทำไมคนโบราณถึงได้ยกพวกยกทัพไปรบราฆ่าฟันกัน ทั้งๆ ที่คนในยุคปัจจุบันได้จัดให้พวกเขาอยู่ในตระกูลภาษาเดียวกันแท้ๆ คำตอบสำหรับคำถามนี้สรุปง่ายๆ ได้ว่า เพราะคนโบราณเขาไม่ได้มองว่าเป็นพวกพ้องเผ่าเดียวกัน การเอาบริบทของภาษาพูดแบบคนปัจจุบันไปกำหนดให้พวกเขาเป็นพวกเดียวกันหรือเผ่าเดียวกันนั้นจึงไม่ถูกต้องนั่นเอง

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ อย่างพวกนอร์สในยุโรปเหนือ พวกนี้ก็พูดภาษาตระกูลเดียวกัน แต่ว่าก็มีแบ่งเป็นหลายเผ่า ซึ่งก็มียกพวกทำสงครามระหว่างเผ่าหนึ่งกับอีกเผ่าหนึ่งเพื่อให้เผ่าของตนขึ้นมามีอำนาจเป็นใหญ่ โดยเผ่าในดินแดนยุโรปเหนือที่พอคุ้นๆ ก็มี Wægmunding, Skjöldung, Völsung เป็นต้น หรือไปดูในเกม AC : Valhalla ที่ Raven Clan สู้รบกับเผ่า Kjotve Clan ซึ่งทั้งสองเผ่านี้ก็เป็นนอร์สเหมือนกัน หน้าตาทรงเดียวกัน พูดคุยกันรู้เรื่อง แต่ไม่ใช่พวกเดียวกัน เพราะอยู่คนละเผ่า

(พวกนอร์สยุโรปเหนือบางเผ่าที่ข้ามทะเลไปเกาะอังกฤษ ส่วนมากจะสร้างอำนาจและความมั่งคั่งให้เผ่าตัวเองด้วยการเป็นโจรออกปล้นสะดม)

หรือเหมือนอย่างเกมภาพยนตร์ Warcraft ที่เป็นออร์คเหมือนกัน แต่แบ่งพรรคแบ่งพวกแบ่งเผ่ากัน เช่น Frostwolf Clan, Horde Clan เป็นต้น

หรือในภาพยนตร์ Avatar ที่เป็นนาวีเหมือนกัน แต่แบ่งออกเป็นหลายเผ่า เช่น Omaticaya Clan, Anurai Clan, Tipani Clan, Tawkami Clan เป็นต้น

ระบบเผ่านี้จะสร้างความผูกพันประดุจเป็นญาติ เวลาไปทำสงครามกับเผ่าอื่น เหล่านักรบในเผ่าจึงเต็มใจสู้ตายถวายชีวิตเพื่อเผ่าของตนเอง กล่าวง่ายๆ ก็คือ เพื่อเพื่อนพ้องน้องญาติของตน กำลังใจในการรบมันจึงมีมากเพราะเต็มใจไปรบเองไม่ใช่ถูกเกณฑ์ไปรบเหมือนเชลยดั่งในยุคหลังๆ

คำว่า "เผ่า" นี้ ภาษาบาลีเรียกว่า "วงศ์" "สกุล" หรือ "โคตร" ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Clan กับ Tribe

ยกตัวอย่าง "ศากยวงศ์" ก็หมายถึง "เผ่าศากยะ" (Shakya Clan) มีประชากรตั้งแต่ระดับประชาชนไปจนถึงราชนิกุล ไม่ใช่เหมาเอาแต่ตระกูลเจ้าอย่างเดียว โดยพระเจ้าวิฑูฑภะได้ฆ่าล้างบางพวกชาวศากยะล้มตายจำนวนมาก คือ ไล่ฆ่าหมดทั้งไพร่ทั้งเจ้า เรียกได้ว่า ใครสังกัดอยู่เผ่าศากยะต้องตายสถานเดียว สาเหตุโศกนาฏกรรมนี้ก็มาจากเผ่าศากยะไม่ยอมแต่งงานกับเผ่าอื่น เนื่องจากต้องการรักษาสายเลือดและวัฒนธรรมประเพณีของประชากรเผ่าศากยะตนเอาไว้ให้คงเดิม (คือไม่ยอมให้เป็นพหุวัฒนธรรม) ถ้าจะแต่งก็จะแต่งกับญาติใกล้ชิดทางวัฒนธรรมอย่างเผ่าโกลิยะเท่านั้น พระเจ้าวิฑูฑภะเลยไล่ฆ่าเผ่าศากยะอย่างโหดเหี้ยมในข้อหาไม่ยอมรับตนที่มีประเพณีและวัฒนธรรมที่แตกต่างเป็นญาติ

พวกเผ่าศากยะ (ทั้งไพร่ทั้งเจ้า) ที่หนีรอดก็หลบหนีไปแอบซ่อนตามสถานที่ต่างๆ บางพวกก็ตั้งเผ่าใหม่ขึ้นมา เช่น เผ่าเมารยะ และเริ่มสร้างความเป็นใหญ่ให้เผ่าด้วยการเป็นโจร โดยผู้นำเผ่าคือหนุ่มที่มีชื่อว่า "จันทระ"

เผ่าศากยะเดิมเป็นเผ่าเล็กๆ อยู่เชิงเขาหิมาลัย ทิศอีสานของดินแดนภารตะสมัยนั้น มีลัทธิความเชื่อประเพณีเป็นของตนไม่เหมือนพวกแขก คือ มีความผูกพันทางสายเลือดสูง เช่น เวลาจะคลอดลูกจะต้องไปคลอดที่ตระกูลบรรพบุรุษ แต่งงานกันเองในเผ่า เพราะไม่ต้องการให้สายเลือดและประเพณีวัฒนธรรมของเผ่าอื่นมาปะปนกับเผ่าตน

เผ่าศากยะบูชากระดูกบรรพบุรุษ เช่น เมื่อเผาศพแล้วจะเอากระดูกบรรจุเจดีย์บูชา ไม่เอาลอยน้ำดังพวกแขกทั่วไป

เผ่าศากยะปกครองผ่านรัฐสภา (สามัคคีธรรม) เป็นเผ่านักรบ ชอบมวยปล้ำ ขี่ม้ายิงธนู ต่อสู้ตัวต่อตัว ดังปรากฏในพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะได้ฝึกปรือศิลปวิทยาการครบทั้ง 18 แขนง ตามแบบอย่างของเผ่าตน มิได้ไปศึกษายังตักศิลาอย่างที่นิยมกันสมัยนั้น

เผ่าศากยะมีผิวเหลืองแบบมองโกลอยด์ มิใช่ผิวขาวอย่างฝรั่งหรือแขกขาว ดังปรากฏพระสูตรหลายแห่งพรรณนาพระลักษณะของพระพุทธเจ้าว่า “สุวณฺณวณฺโณ" (มีผิวดังทอง)

คนตะวันตกและคนอินเดียที่มองว่าพระสิทธัตถะเป็นมองโกลอยด์ เช่น

เบนจามิน วอลก์เกอร์ “ในอินเดีย อารยันเข้ามาสลับกับพวกกิราตะหรือมองโกลอยด์ที่มีหลายเผ่า ได้แก่ อาภีระ อัมภัสฐะ คันถาระ อิกษวากุ กัมโพชะ ปิศาจะ ปัณฑระ ศากยะ ศิพี อศีนระ วัชชี และเยวเธระ สุทโธทนะพุทธบิดาเป็นนักรบมองโกลอยด์ มายาเทวีพุทธมารดาเป็นเจ้าหญิงของลิจฉวี"

วินเซน เอ. สมิธ “โคตมพุทธะมีเชื้อชาติมองโกลอยด์”

สุนิติ กุมาร ฉัตเตอร์จี “มองโกลอยด์มีถิ่นฐานในอินเดียเหนือและตะวันออกเมื่อ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล แยกออก 2 สาย คือ (1) จีน-ทิเบต (Sino-Tibetan) และสยาม-จีน (Siamese-Chinese) ยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ อีก มี ดาลัก สิกขิม ภูฏาน อัสสัมเหนือ นาคา พม่า คะฉิ่น ฉาน อาหม เป็นต้น ลิจฉวีเมืองเวสาลี และโกลิยะ (ศากยะ) แยกมาจากพวกจีน-ทิเบต”

สวาบัน เค. บิสวาส “ศากยวงศ์เป็นตระกูลนักรบ เรียกว่ากษัตริย์หรือขัตติยะ เป็นกษัตริย์เหมือนกษัตริย์พราหมณ์ แต่หน้าที่ต่างกัน กษัตริย์ศากยวงศ์เป็นนักรบ ทำนา ไม่บูชายัญ จัดอยู่ในกลุ่มโปรโต-มองโกลอยด์ (Proto-Mongoloid) ศากยะไม่ใช่นักรบเร่ร่อนแต่ว่าเป็นนักรบนักปกครอง มีอยู่แต่เดิม ส่วนกษัตริย์พราหมณ์ บูชายัญ สืบสายจากอารยันเร่ร่อน ตำนานศากยะสืบมาหลายชั่วอายุตั้งแต่ผู้ก่อตั้ง คือโอกกากราชจนถึงสุทโธทนะ”

ตามพุทธประวัติของเนปาล-ทิเบต ระบุว่า พระเจ้าสุทโธทนะสั่งสร้างกำแพงวังให้สูงแล้วให้คนกระโดดข้ามกำแพง แสดงว่าวัง ของเจ้าชายสิทธัตถะเป็นวังที่สร้างจากไม้ ไม่ได้สร้างจากหิน หินอ่อน ศิลา ไม่ได้มีกำแพงใหญ่โต

และจากการที่ให้คนกระโดดข้ามกำแพง แสดงว่าต้องมีการฝึกฝนคนให้เป็นนักรบที่แข็งแกร่งมาก เพราะพื้นที่ของเมืองอยู่ท่ามกลางป่าที่มีสัตว์ร้าย และตามประวัติ นักรบชาวศากยะถือว่ายิงธนูได้แม่นยำเป็นอย่างยิ่ง

สุดท้าย ขอทิ้งคลิปเกม AC : Valhalla ตอนที่เผ่าอีกา (Raven Clan) ได้เริ่มสร้างเผ่าในดินแดนใหม่อย่างอังกฤษ และชวนคนนอกที่มีความสามารถและวิสัยทัศน์มาเข้าร่วมครอบครัวเผ่าอีกาเดียวกันกับตน ดังประโยคพูดในเกมที่ว่า "จากคนแปลกหน้าสู่มิตร จากมิตรสู่ครอบครัว"

(นาทีที่ 29:20 เป็นต้นไป)
https://youtu.be/vIGriaZhhfs

บทสรุปการสร้างอำนาจของคนโบราณ คือ

1.รวบรวมคนที่มีความคิดเหมือนกัน ใช้หลักศาสนาพุทธที่ว่า คนเราคบกันโดยธาตุ ยิ่งคนที่มีธาตุหรือมีความคิดมีวิสัยทัศน์เหมือนๆ กัน มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มได้มากเท่าไร กลุ่มชนนั้นก็ยิ่งพุ่งไปได้ไกล เหมือนกับสี สีแดงก็อยู่รวมกับสีแดง สีน้ำเงินก็ต้องอยู่รวมกับสีน้ำเงิน ยิ่งสีเหมือนกันมาอยู่รวมกันได้มากเท่าไร สีเหล่านั้นก็จะยิ่งเข้มข้นจนสีอื่นปนแทบไม่เข้า เป็นต้น

2.สร้างชนเผ่าสร้างสังคมสร้างหมู่บ้าน

3.สู้รบขยายอำนาจกลืนเผ่าอื่นให้เป็นเผ่าเดียวกับตน

4.เผ่ามีอำนาจมากขึ้นจนเกิดเป็นรัฐใหญ่ แล้วขยายเป็นอาณาจักร จนขึ้นสู่จุดสูงสุดเป็นจักรวรรดิ

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คือ ประเทศมองโกเลีย เดิมเริ่มแรกกระจัดกระจายเป็นหลายเผ่า จนเผ่าเตมูจินลุกขึ้นมาขยายอำนาจฆ่าฟันคนเผ่าอื่นแล้วยึดกลืนเผ่าที่แพ้ให้มาเป็นเผ่าเดียวกับตน จนสร้างจักรวรรดิมองโกลอันยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด

การกลืนเผ่าอื่นให้เป็นเผ่าเดียวกับตนเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรทำ เพราะถ้าหากไม่กลืนหรือกลืนไม่สนิท ก็จะเกิดปัญหาขัดแย้งกันเรื่องชนเผ่า

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “ประวัติศาสตร์ และประวัติบุคคลสำคัญ”