ไม่แนะนำให้เคาะปอดเพื่อระบายเสมหะในผู้ป่วยโควิด-19 ที่ยังรู้ตัว และสามารถฝึกหายใจและทำกิจกรรมได้เอง

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 937
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

ไม่แนะนำให้เคาะปอดเพื่อระบายเสมหะในผู้ป่วยโควิด-19 ที่ยังรู้ตัว และสามารถฝึกหายใจและทำกิจกรรมได้เอง

โพสต์ โดย siri » อังคาร เม.ย. 27, 2021 1:27 pm

เมื่อเช้าอาจารย์ Chatchai Momo Phimphasak มาช่วยไขข้อข้องใจว่าทำไมไม่แนะนำให้เคาะปอดเพื่อระบายเสมหะในผู้ป่วยโควิด-19 ที่ยังรู้ตัว และสามารถฝึกหายใจและทำกิจกรรมได้เอง ฟังผู้รู้นะคะ
.
การเคาะมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้ระบายเสมหะ ผ่านกลไก
1. osilation หากเคาะด้วย frequency มากกว่า 8 Hz ซึ่งเป็นไปได้ยากมาหากเคาะด้วยมือ จะช่วยลดความหนืดเหนียวได้
2. ผ่าน expiratory flow bias ซึ่งขึ้นอยู่กับความแรงของการเคาะ เคาะแรง flow แรง แต่เจ็บ ดังนั้นความแรงจะจำกัดอยู่ที่ discomfort ของคนไข้
3.หากเน้นเคาะบริเวณ กลางหลัง ตำแหน่ง main bronchus จะกระตุ้นให้ไอได้
จะเห็นว่ามันไม่ตรงกับปัญหาคนไข้ เนื่องจาก viral pneumonia ไม่ค่อยทำให้เกิดเสมหะ ปัญหาอยู่ที่ lung parenchima ที่บวม และอาจมี exudate ทะลักเข้ามาอยู่ในถุงลมได้ จึงจำกัดการขยายตัวมากกว่าจะทำให้เกิดเสมหะตามท่อลม
ดังนั้นหากจะแก้ปัญหาหอบเหนื่อยให้ตรงจุด ต้องแก้ที่ lung volume เป็นหลัก
หากวิเคราะห์ตามพยาธิสภาพแล้ว ปัญหา dyspnea น่าจะมาจาก
1. poor oxygenation มาจาก poor ventilation ที่เกิดจากพยาธิสรีรวิทยาที่ผมอธิบายข้างบนครับ
2. ลักษณะของปอด ที่มีแนวโน้มจะเกิด restrict ทำให้ ผู้ป่วยต้องออกแรงพยายามมากกว่าเดิมเพื่อสร้างแรงดันลบให้ชนะ lung compliance ที่เพิ่มขึ้นจากตัวโรค จึงเกิด neuroventiratory dissociation และรู้สึกหอบเหนื่อยตามมา
เราจึงควรแก้ปัญหาเรื่อง volume เพื่อช่วย oxygenation (gas exchange) ครับ
ถึงแม้ว่าตามกลไกของการเคาะปอด อาจส่งเสริม air distribution ในปอดได้ ซึ่งอาจช่วยเรื่อง ventilation ได้บ้างแต่เป็น passive technique ซึ่งเราจะเลือกใช้ก็ต่อเมื่อคนไข้ทำเองไม่ได้
.
ข้อเสนอแนะเทคนิค เพื่อเพิ่มการแลกเปลี่ยนก๊าซคือ
1.จัดท่านอนคว่ำในช่วงที่ตื่น เพื่อเพิ่ม FRC ให้ lower lobe ซึ่งเป็นปอดที่มีปริมาตรมาก และเนื้อปอดส่วนมากอยู่ posteria การเพิ่ม FRC หมายถึงทำให้มีลมค้างอยู่ในถุงลมมากขึ้นนั่นเอง มีลมที่ไหนจะเกิดการแลกเปลี่ยนที่นั่น ข้อนี้เรากำลังช่วยคนไข้ matching V/Q นั่นเองครับ
2. ใช้ deep breathing with SMI ซึ่งเป็น active technique ซึ่งมีผลต่อการเปิดปอดดีที่สุด เพื่อคงปริมาตรปอดไว้และส่งเสริมการระบายอากาศของผู้ป่วย โดยหายใจเข้าช้าๆลึกๆ เน้น กระบังลมและชายโครงล่าง (deep breath) หายใจเข้าต่อไปถึงแม้ว่าลมจะหยุดไหลโดยไม่ปิด gostis ต่ออีก 3-5 วินาที หรือเท่าที่ทำได้ (SMI sustain maximal insporation) เพื่อหวังผล colateral ventilation
3. อาจเพิ่ม Positive expiratory pressure (PEP) breathing ได้ เพื่อช่วย เรื่อง air dritibition อีกทางหนึ่ง ช่วยเพิ่ม oxygenation ได้ แต่ต้องไม่ให้แรงต้านมากเกินจนเพิ่มแรงพยายาม อาจเลือกใช้ PLB pursed lip breathing ครับอาจารย์
เทคนิคทุกอย่างที่ทำให้เกิดฝอยละออง ทั้ง clearance และ O2 device งดหมดนะครับ
ส่วนรายละเอียดการรักษาอื่น จำเป็นต้องตรวจร่างกายประกอบครับ
เช่นบางรายอาจมีเสมหะมากเพราะมีโรคอื่นร่วม ก็อาจจำเป็นต้องใช้เทคนิคระบายเสมหะ เช่น ACBT OPEP หรือ FET ครับ
--
ชัดเจน คลายสงสัยได้มาก ขอบพระคุณอาจารย์มากๆค่ะ
เป็นกำลังใจให้นักกายภาพบำบัดที่ช่วยงานด่านหน้าและปฏิบัติงานอื่นๆอยู่ทุกท่านค่ะ

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “การแพทย์และสุขศึกษา (โรคภัย, การป้องกัน การรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ, เทคโนโลยีทางการแพทย์)”