รวมแนวทางและวีดีโอความรู้หลักการแห่งอายุยืนยาว

siri
โพสต์: 1045
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมแนวทางและวีดีโอความรู้หลักการแห่งอายุยืนยาว

โพสต์ โดย siri » จันทร์ มี.ค. 08, 2021 11:35 pm

“ หยุดอัลไซเมอร์ก่อนสาย ด้วย ‘เมลาโทนิน’ การกิน และเวลานอน “ โดย ศ.ดร.ปิยะรัตน์ โกวิทตรพงศ์
ความทรงจำที่เลือนหายจากโรคอันน่าหวั่นวิตก ‘อัลไซเมอร์’ เป็นโรคที่มีสัญญาณลับสะสมในสมองมานานจนคุณไม่รู้ตัว ซึ่งปัจจัยหนึ่งมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่บั่นทอนพวกเราในโลกที่เร่งด่วนและเรียกร้องอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเซลล์ประสาทถึงคราวสูญสลาย เป็นไปได้ไหมที่จะสามารถฟื้นฟูกลับมาได้อีกครั้ง? ธรรมชาติของร่างกายสิ่งมีชีวิตซุกซ่อนขุมทรัพย์อะไรไว้อยู่?
ความหวังอันน่าตื่นเต้นสว่างวาบ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าของไทย ค้นพบ ‘เมลาโทนิน’ (melatonin) ที่สามารถยับยั้งโปรตีนพิษในสมองผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้ โดยพบว่าสามารถสร้างเซลล์สมองให้ฟื้นคืนได้ พร้อมสรรพคุณรักษาโรคทางระบบประสาท เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน และโรคสมองเสื่อมที่พบในผู้สูงอายุและผู้ติดยาเสพติด นำไปสู่ข้อมูลในการพัฒนายาเพื่อรักษาโรคทางระบบประสาทและสมองในอนาคตอันใกล้
The MATTER ได้รับเกียรติจากนักวิทยาศาสตร์อาวุโสคนสำคัญของไทย ผู้ที่ยังเต็มไปด้วยพลังแห่งการค้นคว้าวิจัย ศ.เกียรติคุณ ดร.ปิยะรัตน์ โกวิทตรพงศ์ สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่นของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) อดีตหัวหน้าศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ จากสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตหัวหน้าหน่วยวิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
อาจารย์ปิยะรัตน์ยังคงสามารถอธิบายข้อค้นพบด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นราวกับได้คำตอบเมื่อวาน ทั้งๆ ที่อาจารย์ศึกษากลไกเมลาโทนินมานานตลอดการเป็นนักวิทยาศาสตร์ โดยผลงานวิจัยโครงการ เมลาโทนินและปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อชราภาพของสมองและโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ เป็นหนึ่งในผลงานวิจัยเด่นของ สกว. ประจำปี 2560 ซึ่งช่วยยืนยันว่างานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของไทยพร้อมตอบสนองวิกฤตโลกด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประสาทวิทยาศาสตร์สู่ระดับสากลอย่างภาคภูมิ
เมื่อสมองไม่ชอบฝืน
ธรรมชาติมักไม่ชอบการฝืนกฎเกณฑ์ โดยเฉพาะ ‘สมอง’ อวัยวะสุดพิเศษของพวกเราที่คอยรับใช้ไม่หยุดหย่อน แต่เมื่อคุณเริ่มไม่ปฏิบัติต่อสมองอย่างที่ควรจะเป็น สมองเองก็พร้อมนำเรื่องหนักใจมาให้ในเวลาต่อมาและไม่ต้องรอนาน ด้วยภาวะสมองเสื่อม ‘อัลไซเมอร์’ (Alzheimer’s disease) โรคความจำบกพร่องที่มนุษย์หวั่นวิตกมากที่สุด ซึ่งเป็นโรคที่ไม่มีใครอยากพบเจอ เพราะไม่มีอะไรเจ็บปวดไปกว่าการที่คุณค่อยๆ หลงลืมคนที่คุณรัก ประสบการณ์หวานขมที่เคยฝ่าฟันมา หรือแม้กระทั่งความทรงจำต่อตนเองที่ค่อยๆ ลบเลือนหายไป โดยที่สมองคุณไม่สามารถรับใช้ความทรงจำเดิมได้อีก
คำถามที่ใครๆอยากได้ยิน “เราสามารถหยุดอัลไซเมอร์ได้ไหม?” นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างพยายามหาทางพิชิตอัลไซเมอร์ด้วยกระบวนการวิจัยต่างๆ จนเป็นวาระสำคัญระดับโลก แต่ส่วนใหญ่ไปมองที่ปลายเหตุ นั่นคือสมองที่เสียหายแล้วจากโรคอัลไซเมอร์ เซลล์ประสาทถูกทำลายไปจำนวนมากโดยเฉพาะบริเวณที่มีอิทธิพลต่อความทรงจำ ทำให้เกิดความเสื่อมถอยทางด้านสติปัญญา ความทรงจำ ความคิด การมีเหตุผล และยังทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้
ทีมวิจัยไทยจึงต้องมองข้ามไปอีกสเต็ป โดยพบพยาธิสภาพของสมองที่มี แอมีลอยด์ พลาก (amyloid plaques) หรือการรวมตัวของโปรตีนที่ผิดปกติในสมอง ประกอบไปด้วย บีตาแอมีลอยด์ (beta amyloid) ซึ่งเป็นโปรตีนที่บ่อนทำลายเซลล์ประสาทที่กินระยะเวลานานเป็น 10 ปี ก่อนที่ภาวะความจำเสื่อมจะมาเยือนคุณด้วยซ้ำ และคนส่วนใหญ่ ‘ไม่เคยรู้ตัว’ ว่ามันเกิดขึ้นในสมองของคุณแล้ว
ความลับของกลไกสมอง ‘เมลาโทนิน’
ย้อนไปสมัยที่ ศ.เกียรติคุณ ดร.ปิยะรัตน์ โกวิทตรพงศ์ เริ่มสนใจเรื่องประสาทวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ในช่วงปริญญาเอก ซึ่งขณะนั้นประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) ยังเป็นของใหม่แกะกล่อง ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยนั้นยังไม่สุกงอมเหมือนในปัจจุบัน การศึกษาส่วนใหญ่จึงเน้นไปที่การศึกษาเส้นประสาทต่างๆ ในสมอง อาจารย์ปิยะรัตน์เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้บุกเบิกคนแรกๆ ในประเทศไทยที่สนใจกลไกของฮอร์โมน ‘เมลาโทนิน’ (melatonin) ฮอร์โมนที่สร้างมาจากต่อมไพเนียลที่อยู่ในบริเวณส่วนกลางของสมอง ซึ่งกลไกของเมลาโทนินยังเป็นพื้นที่เร้นลับรอคอยการศึกษาอีกมาก
ด้วยความทุ่มเท อาจารย์จึงค้นพบว่า ‘เมลาโทนิน’ อาจเป็นหมัดเด็ด ช่วยรักษาโรคสมองเสื่อมแบบอัลไซเมอร์ได้ ซึ่งองค์ความรู้นี้สามารถสร้างคุณภาพชีวิตให้กับผู้คน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่กำลังต่อสู้กับอาการหลงลืมอันน่าเจ็บปวด และช่วยเป็นแนวทางปฏิบัติให้กับคนหนุ่มสาว เพื่อเตรียมตัวสูงอายุแบบห่างไกลภาวะโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ก่อนที่จะสายเกินไป
ดร.ปิยะรัตน์ โกวิทตรพงศ์ : ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์ ‘สังคมผู้สูงอายุ‘ (aging society) เป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อคนสามารถมีอายุมากขึ้น แน่นอนที่โอกาส ‘สมองเสื่อม’ จะตามมา ภาวะสมองเสื่อมสอดคล้องกับปริมาณเมลาโทนินในสมอง ที่ช่วงหนุ่มสาวพวกเรายังมีอยู่เยอะ จากนั้นเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นปริมาณเมลาโทนินจะลดลงเรื่อยๆ ในช่วงอายุ 60-70 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีรายงานอัตราภาวะสมองเสื่อมมากที่สุด
เวลาที่อาจารย์ไปคุยกับผู้สูงอายุท่านอื่นๆ พวกเขาจะพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า “กลัวอัลไซเมอร์มากที่สุด” ไม่อยากเป็นภาระให้กับครอบครัว เนื่องจากเดินทางเองก็ไม่ได้ จำชื่อตัวเองไม่ได้ เรามักจะได้ยินประกาศตามหาผู้สูงอายุหายออกไปจากบ้านทางวิทยุบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นเรื่องสะท้อนใจที่เราต้องทำอะไรสักอย่าง
The MATTER : งานวิจัยของอาจารย์มองข้ามช็อตไปก่อนที่อัลไซเมอร์จะเกิดขึ้นกับเราเป็น 10 ปี เกิดอะไรในสมอง ณ เวลานั้น
ดร.ปิยะรัตน์ โกวิทตรพงศ์ : เราล้วนทราบว่าอัลไซเมอร์มีปัจจัยเกิดขึ้นที่สมอง สมองจะค่อยๆ เสื่อมลงทีละจุดๆ กระบวนการนี้อาจกินเวลาเป็น 10 ปีก่อนแล้วด้วยซ้ำ มีทฤษฎีที่มาอธิบายปรากฏการณ์นี้เยอะแยะไปหมด เช่น อนุมูลอิสระ การเกิดการอักเสบของสมอง แต่ทีมวิจัยของพวกเราจับทฤษฏี เบตาอะมีลอยด์ (β-amyloid) คือ โปรตีนเป็นพิษที่ไปทำลายเซลล์ประสาทเซลล์แล้วเซลล์เล่า ซึ่งโปรตีนนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติในสมอง
โปรตีนเบตาอะมีลอยด์เป็นโปรตีนขนาดเล็กที่เกิดจากการย่อยสลายของโปรตีนขนาดใหญ่ที่เรียกว่า อะไมลอยด์พรีเคอเซอร์โปรตีน (amyloid precursor protein) ซึ่งถูกย่อยโดยเอนไซม์ที่ชื่อ เบต้าซีครีเทส (β secretase) และแกมมาซีครีเทส (γ secretase) ตามลำดับ จนได้เป็นโปรตีนเบตาอะมีลอยด์ซึ่งเป็นพิษต่อเซลล์ประสาท
สารพิษตัวนี้ร้ายมากนะ มันจะมุ่งไปฆ่าเซลล์ประสาทโดยรวมตัวกันเป็นกลุ่มที่เรียกว่า ‘พลาก’ (plaques) มีความเป็นพิษมากทีเดียว เน้นทำลายเซลล์บริเวณที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และการจดจำ
The MATTER : ทำไม ‘เมลาโทนิน’ ถึงมีแนวโน้มเชิงบวกสำหรับรักษาโรคสมองเสื่อม
ดร.ปิยะรัตน์ โกวิทตรพงศ์ : เมลาโทนินเป็นฮอร์โมนของมนุษย์ที่สร้างและหลั่งมาจากต่อมไพเนียล ซึ่งเป็นต่อมไร้ท่อชนิดหนึ่งอยู่บริเวณกึ่งกลางสมอง เมลาโทนินมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สามารถยับยั้ง และป้องกันโรคสมองเสื่อมจากการติดสารเสพติดอย่างแอมเฟตามีนที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางได้ ระดับเมลาโทนินของผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะต่ำกว่าผู้สูงอายุในวัยเดียวกัน และต่ำกว่าผู้สูงอายุที่มีความจำเสื่อมทั่วไป
ปกติระดับเมลาโทนินในน้ำไขสันหลังของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ลดลงก่อนที่จะแสดงอาการ ทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่มรายงานว่า ระดับของเมลาโทนินในน้ำไขสันหลังอาจเป็นตัวบ่งชี้การเกิดโรคอัลไซเมอร์ในช่วงแรกๆ นอกจากจะพบเมลาโทนินระดับต่ำแล้วระดับของเมลาโทนินยังไม่แสดงตามวัฏจักรประจำวัน ทำให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่สามารถนอนหลับเหมือนคนปกติ
เราจึงจับเมลาโทนินขึ้นมาศึกษา จากข้อมูลที่ว่าผู้สูงอายุมีแนวโน้มฮอร์โมนเมลาโทนินน้อยลง คณะวิจัยของพวกเราจึงเป็นกลุ่มแรกๆ ที่พบว่า เมลาโทนินสามารถกระตุ้นการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ได้ ทั้งในเซลล์เพาะเลี้ยงและในสมองสัตว์ทดลอง จึงเป็นที่คาดหวังว่าคนไข้อัลไซเมอร์ที่เซลล์ประสาทถูกทำลายไป ถ้าได้รับเมลาโทนินจะช่วยให้บุคคลนั้นสามารถกระตุ้นให้สร้างเซลล์ประสาทใหม่ขึ้นมาทดแทน ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและปลอดภัยกว่าวิธีอื่นๆ
The MATTER : การทดลองของอาจารย์ที่ศึกษาในระดับสัตว์ทดลองได้ผลน่าตื่นเต้นอย่างไรบ้าง
ดร.ปิยะรัตน์ โกวิทตรพงศ์ : เราทำการทดลองในสัตว์ คือ หนู (rat) เมื่อหนูมีอายุประมาณ 2 ปี เทียบเท่ากับผู้สูงอายุราว 60-70 ปี เราจะเอาหนูมาทดสอบการเรียนรู้และความทรงจำ (cognitive training) ให้หนูว่ายน้ำในอ่างเพื่อให้มันปีนเสาขึ้นมา ที่เรียกว่า Morris water maze หนูแก่จะจำวิธีปีนเสาได้ช้ากว่าหนูรุ่นๆ
คราวนี้เราทดลองเอาเมลาโทนินไปผสมน้ำดื่มให้พวกหนูแก่กิน ปรากฏว่าหนูแก่สามารถพัฒนาความจำได้ใกล้เคียงกับหนูหนุ่มสาวเลย มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดมาก ต่อมาเราตัดชิ้นสมองหนูมาศึกษาดู พบสมองบริเวณ ‘ฮิปโปแคมปัส’ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ การจำ ซึ่งระดับเอนไซม์เบต้าซีครีเทสลดน้อยลง ผลออกมาเป็นแบบนี้ หนูมันโกหกพวกเราไม่ได้
เมลาโทนินเก่งอีกแบบ คือสามารถไปเพิ่ม neural stem cell ซึ่งจริงๆ แล้วสมองมักไม่สร้างเซลล์ประสาทใหม่ขึ้นมาทดแทน ยกเว้นส่วนฮิปโปแคมปัสส่วนเดียว ซึ่งถือเป็นโชคดีที่ส่วนนี้เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และจดจำพอดี หนูที่เราให้กินน้ำที่มีเมลาโทนินจำนวนเซลล์เติบโตขึ้น ช่วยสร้างจำนวนเซลล์ประสาทที่หายไปมาทดแทนได้ดีทีเดียว เราจึงเป็นกลุ่มนักวิทยาศาสตร์แรกของโลกที่ค้นพบข้อเท็จจริงนี้ และได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ระดับ impact factor มากกว่า 10 แห่งจนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
The MATTER : อาจารย์เห็นเทรนด์พฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงของคุณรุ่นใหม่เป็นอย่างไรบ้าง พวกเขากำลังจะเป็น ‘กลุ่มเสี่ยง’ ของโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ในอนาคตหรือไม่
ดร.ปิยะรัตน์ โกวิทตรพงศ์ : เรื่องพฤติกรรมการกินของเราเป็นตัวร้ายทีเดียวที่นำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ คนรุ่นใหม่อยู่กับอาหารแคลอรีสูง แทบยังไม่ต้องไปถึงระดับผู้สูงอายุเลยนะ ภาวะติดน้ำตาล กินอาหารไขมันสูงที่มีอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ นำไปสู่โรคเบาหวาน งานวิจัยของเราพบว่า โรคเบาหวานมีอิทธิพลนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมได้เช่นกัน ซึ่งคนทั่วไปยังไม่ทราบ
เราทดลองเอาหนูไปทำให้มันเป็นเบาหวาน จากนั้นมาทดสอบความจำ ปรากฏว่าพวกมันความจำเสื่อม เรียนรู้ช้า ฟังดูไม่น่าเชื่อเลย แต่ผลวิจัยมันชี้ชัดมาก งานชิ้นนี้เป็นของนักศึกษาปริญญาเอกที่ยังอยู่ในช่วงรอการตีพิมพ์ ซึ่งน่าจะช่วยให้คนรุ่นใหม่หันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น คนอายุน้อยๆ เดี๋ยวนี้เป็นเบาหวานกันเยอะมาก ทำงานหนัก เครียดเรื้อรัง จนพัฒนาไปสู่โรคซึมเศร้าด้วยอีก และจากโรคซึมเศร้ายังพัฒนาต่อเนื่องเป็นโรคอัลไซเมอร์ในท้ายสุด มันเป็นวัฏจักรราวกับวงจรอุบาทว์
The MATTER : ‘เมลาโทนิน’ ดูเป็นกลไกทางธรรมชาติที่ออกแบบมาอย่างยอดเยี่ยม ซึ่งมีอิทธิพลต่อการนอน อาจารย์มีความเห็นว่า คนรุ่นใหม่มีสุขภาวะการนอนที่เพียงพอแล้วหรือยัง
ดร.ปิยะรัตน์ โกวิทตรพงศ์ : ถูกต้อง การนอนจำเป็นมากที่เราควรรีบแก้ไข การนอนที่ดีจะมี cycle ของตัวมันเองอันเป็นธรรมชาติ เราจะผ่อนคลาย หัวใจเต้นช้าลง เราก็จะสงบ อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลง การนอนเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สมองจะเก็บเกี่ยวการเรียนรู้ต่างๆ ให้เป็นระบบระเบียบ เพราะฉะนั้นคนที่นอนเป็นระบบมักมีความทรงจำดี ในช่วงเวลานี้สมองจะทำการเก็บกวาดขยะอย่างเบตาอะมีลอยด์ การนอนหลับหรือให้เมลาโทนินทดแทนมีส่วนช่วยกระตุ้นสร้างเซลล์ประสาทใหม่ และซ่อมแซมเซลล์ประสาทที่ตายไประหว่างเป็นโรค ลดเอ็นไซม์ที่สร้างสารที่เป็นพิษซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคสมองเสื่อมอีกด้วย
เด็กรุ่นใหม่ต้องนอนให้เป็นจังหวะ ไม่ใช่เกิดอยากนอนตอนไหนก็ได้จนผิด cycle ของมัน เพราะ biological clock ในร่างกายของพวกเราถูกควบคุมโดยยีนอีกชุดหนึ่งซึ่งเราเรียกว่าเป็น clock genes หรือว่าเป็นยีนที่ควบคุมเวลา clock genes นี้จะส่งเป็นกระแสประสาทเข้าไปที่ต่อมไพเนียล สั่งให้ต่อมไพเนียลสร้างเมลาโทนินเป็นจังหวะ กลางคืนก็สร้างไป กลางวันหยุด ร่างกายเราอาศัยสมดุลเหล่านี้เป็นสำคัญ
The MATTER : อาจารย์คาดหวังว่างานวิจัยนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีอย่างไรในเชิงปฏิบัติ
ดร.ปิยะรัตน์ โกวิทตรพงศ์ : ถ้าในอนาคตเราสามารถเปิดกว้างให้วงการแพทย์ต่างๆ เปิดรับการบริโภคเมลาโทนินในผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ก็คงสามารถช่วยคนไข้ได้เยอะ เมลาโทนินไม่ได้เป็นพิษอะไรเลย เพราะมันสามารถที่จะกำจัดออกจากร่างกายได้หากมีเยอะเกินสมดุล ดีกว่าการปลูกถ่าย (transplant) ที่ค่อนข้างไม่ปลอดภัย เมลาโทนินซื้อทานได้ เพียงแต่ว่าอยู่เมืองไทยอาจหาไม่ค่อยได้ แต่ในอเมริกาเขามีขายเยอะแยะ หากรัฐบาลมีนโยบายเปิดรับ เราก็ยินดีสังเคราะห์ให้เลย เพราะแถวนี้มีนักเคมีเก่งๆ เยอะ ในกรณีเมืองไทย เราต้องค่อยๆ เริ่มให้สังคมได้รับรู้ รัฐบาลก็ไม่ควรมองทุกอย่างเป็นแง่ลบ เราต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน
The MATTER : แวดวงประสาทวิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้าอยู่เสมอ อาจารย์ยังรู้สึกสนุกกับงานที่ทำอยู่ไหม
ดร.ปิยะรัตน์ โกวิทตรพงศ์ : จริงๆ ตัวอาจารย์เองก็ควรจะหยุดได้แล้วนะ แต่ก็ยังทำอยู่เนี่ย (หัวเราะ) เราได้พบอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา อย่างที่อเมริกามีการประชุม neuroscience คนมาประชุม 30,000–40,000 คน ไม่มีงานประชุมทางวิชาการไหนใหญ่เท่านี้อีกแล้ว
เราได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ ก็หวังว่าตรงนี้จะช่วยในการพัฒนาสุขภาพ เตรียมแผนสุขภาพที่ดีให้แก่คนไทย และให้แก่คนทั่วโลกด้วย เพราะว่าขณะนี้สังคมผู้ชรามีเยอะเหลือเกิน แล้วปัญหาที่จะตามมามากที่สุดคือ สมองเสื่อม เพราะฉะนั้นก็คิดว่า การค้นพบของเราคงจะมีส่วนช่วยที่จะสามารถพัฒนาเพื่อเตรียมแผนพัฒนาสุขภาพ โดยเฉพาะสุขภาพของผู้สูงอายุให้เขามีความสุขกับตัวเองอีกครั้ง
ขอขอบคุณ
ศ.เกียรติคุณ ดร.ปิยะรัตน์ โกวิทตรพงศ์
สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
จากบทความ “หยุดอัลไซเมอร์ก่อนสาย ด้วย ‘เมลาโทนิน’ การกิน และเวลานอน กับ ศ.ดร.ปิยะรัตน์ โกวิทตรพงศ์”
ขอบคุณเวบ The MATTER
https://thematter.co/.../can-we-stop-alzheimer.../53805

siri
โพสต์: 1045
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมแนวทางและวีดีโอความรู้หลักการแห่งอายุยืนยาว

โพสต์ โดย siri » ศุกร์ เม.ย. 09, 2021 11:32 pm

เมื่ออายุขึ้นเลขสี่..
1) ไม่ใช่เด็กแล้วเราไม่สามารถที่จะไม่สนใจเรื่องโภชนาการได้ วัยที่จะกินอะไรที่อยากกิน กินเมื่อไหร่ก็ได้ มันผ่านไปแล้วค่ะ
2) Lifestyle สำคัญกว่าการออกกำลังกายอย่างหนัก เพราะเราหนักได้ไม่เหมือนเดิมแล้ว แถมการฟื้นตัวของเราก็ช้าลง เราต้องเปลี่ยน mode จากออกกำลังกายมาเป็น lifestyle เพื่อสุขภาพเป็นหลัก
.
3) Intensity ไม่สามารถมาทดแทน Training volume ได้ นั่นคือปริมาณ workload ที่กล้ามเนื้อรับได้จากการออกกำลังกาย โดยคนที่อายุเลขสี่ขึ้นไปให้เน้นควบคุมระดับความหนัก แต่เพิ่มจำนวนครั้งหรือจำนวนเซ็ตแทนที่จะเน้นความหนักแบบสมัยเด็กค่ะ
.
4) นอกจากคุมความหนักแล้ว ก็อยากให้คงความบ่อยของการแข่งด้วย นี่ชี้นิ้วไปที่นักวิ่งเลยค่ะ ให้มีเรซสำคัญ ปีละหนสองหนก็พอแล้วค่ะ นอกนั้นถ้าจะลงงานก็เป็นเพียงทางผ่าน
.
5) ใช้เวลาส่วนใหญ่ในหนึ่งปีสำหรับการดูแลโภชนาการและการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพแต่อย่างเคร่งครัดและมีวินัย เปรียบเทียบเหมือนกับการแปรงฟันที่เราต้องแปรงทุกวัน เราไม่ได้แปรงเฉพาะวันที่ออกไปเที่ยว ดังนั้นการออกกำลังกายและการกินดีก็ควรเป็นสิ่งที่ทำอย่างเป็นทางหนึ่งของชีวิต แล้วเราจะเห็นคุณค่าเมื่ออายุมากขึ้นไปอีกค่ะ
.
6) Stretch ให้มากกว่าที่ทำอยู่ แล้วคูณสาม
7) ให้คิดเสมอว่าการออกกำลังกายและโภชนาการเป็นสิ่งที่เรานำมาเพิ่มคุณภาพให้กับชีวิต ไม่ใช่เป็นการบั่นทอนสุขภาพ อะไรที่หนักไปจนฟื้นตัวไม่ทัน กินอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าสุขภาพไม่ดี ลดซะค่ะ โตแล้ว
.
8) การหุ่นดีไม่ใช่การเพิ่ม การออกกำลังกายเข้ามาอีกจากเดิม แต่เป็นการเปลี่ยนวงจรชีวิตทั้งวงจร ตั้งแต่การกิน การนอน การแบ่งเวลา การให้ความสำคัญในสิ่งที่เอื้อต่อสุขภาพ ซึ่งอาจจะหมายถึงเปลี่ยนกีฬาการเล่น เปลี่ยนการออกกำลังกายที่เหมาะกับเรามากขึ้น หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนกลุ่มเพื่อนและสังคม
.
9) ใส่ใจควบคุม Stress หรือความเครียด นี่หมายถึงความเครียดทุกอย่างไม่ใช่เฉพาะความเครียดเรื่องงานอย่างเดียว ไม่อย่างนั้นแล้วจะกลายเป็นการลงโทษร่างกาย ซึ่งเราก็ฟื้นตัวไม่ทัน อันเนื่องมาจากอายุ เมื่อไหร่ที่วันนั้นงานยุ่งเหรองานเครียด อย่าไปแก้ด้วยการโหมออกกำลังกายให้มันเครียดหนักขึ้นไปอีก หากแต่ปรับการออกกำลังกายให้เบาลงและเป็นเพียงเพื่อเครื่องช่วยผ่อนคลาย
.
10) เปลี่ยนโฟกัสการเทรนค่ะ เน้นสุขภาพมากขึ้น อย่างน้อยก็ให้มากขึ้นกว่าเดิม
โค้ชเอิน xx

siri
โพสต์: 1045
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมแนวทางและวีดีโอความรู้หลักการแห่งอายุยืนยาว

โพสต์ โดย siri » เสาร์ เม.ย. 17, 2021 12:56 pm

ใช้วิถีธรรมชาติขจัด 6 โรคร้ายใน 4 เดือน บทความจาก นิตยสารธรรมลีลา ปี 2556
จากหนุ่มใหญ่วัยใกล้เกษียณที่ถูกโรคร้ายรุมเร้าถึง 6 โรค ทั้งโรคอ้วน, เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดผิดปกติ, ตับอักเสบรุนแรง, และปริมาณเม็ดเลือดแดงมากเกินไป ซึ่งจากประสบการณ์ทางแพทย์ที่สั่งสมมา ทำให้เขารู้ว่าโรคร้ายเหล่านี้ไม่มีทางรักษาให้หายขาด ทำได้เพียงกินยาเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น
แต่เมื่อเขานำศาสตร์ในการดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการค้นคว้าและทดลองปฏิบัติด้วยตัวเองมาใช้ ‘นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์’ กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลราชธานี โรงพยาบาลชื่อดังของจังหวัดอยุธยา และประธานกรรมการบริหาร เวลเนสซิตี้กรุ๊ป ก็ต้องพบกับความอัศจรรย์ว่า เขาสามารถขจัดโรคร้ายทั้ง 6 โรคได้ภายในระยะเวลาแค่ 4 เดือน
.
1). 6 โรคร้ายรุมเร้าจนต้องลุกขึ้นมาหาวิธีปฏิวัติตัวเอง
คุณหมอบุญชัยเล่าว่า ด้วยการใช้ชีวิตแบบคนเมืองที่เต็มด้วยความเร่งรีบ ความเครียดที่เกิดจากการทำงาน และการกินอาหารตามความเคยชิน ส่งผลให้สุขภาพของเขาเริ่มมีปัญหา และสั่งสมเรื่อยมาจนกลายเป็นโรคร้ายถึง 6 โรคด้วยกัน
น้ำหนักของเขาขึ้นไปถึง 113 กิโลกรัม ระดับน้ำตาลในเลือดสูงถึง 294 ขณะที่ความดันตัวบนอยู่ที่ 170 ตัวล่าง 110 อีกทั้งไขมันในเลือดยังผิดปกติ
แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ แม้เขาจะเป็นหมอที่ช่วยชีวิตคนไข้มามากมาย แต่เขากลับไม่สามารถรักษาโรคเหล่านี้ของตัวเองให้หายขาดได้ ในทางกลับกันโรคที่เป็นอยู่กำลังเป็นสะพานที่นำไปสู่โรคภัยที่ร้ายแรงขึ้น จุดนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คุณหมอหันมาศึกษาค้นคว้าเพื่อหาทางแก้ไขและลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองอย่างจริงจัง
“ความจริงหลายๆ โรคที่เป็นเนี่ยะ เราก็รู้มาก่อนอยู่แล้ว อย่างโรคอ้วน, โรคเม็ดเลือดแดงมากเกินไป, โรคตับอักเสบเรื้อรัง, ความดันโลหิตสูง, แต่สาเหตุที่ทำให้ผมตัดสินใจลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิตตัวเองก็คือ เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ปี 53 ผมตรวจร่างกายพบว่า เป็นเบาหวานและน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งโรคเบาหวานมันเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาอีกเยอะ เช่น โรคหัวใจ, เส้นเลือดในสมองตีบ, ตาบอดเพราะเบาหวานขึ้นตา
โรคเบาหวานไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงรักษาตามอาการ กินยาเพื่อรักษาระดับน้ำตาล ซึ่งต้องกินยาตลอดชีวิต แต่การกินยามากๆ จะทำให้เกิดผลข้างเคียงคือ ทำให้ตับเสื่อมและไตวาย ซึ่งตรงนี้ทำให้ผมมองหาวิธีการใหม่ที่จะมีโอกาสหายจากโรคเบาหวานหลากหลายวิธีการ
วิธีการที่ผมใช้เริ่มจากพื้นฐานความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ และอาศัยความรู้หลายอย่างประกอบกัน ทั้งความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ โบราณคดี วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ความรู้เรื่องการเจริญของโลก ความรู้เรื่องมานุษยวิทยา ความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ทางจิต ซึ่งเราก็เอาหลายๆ อย่างมาผสมผสานกัน เพื่อหารากเหง้าความเป็นมาว่า มนุษย์เรามีความเป็นมาอย่างไร
คือ คนในปัจจุบันไม่ได้ดำรงอยู่ตามธรรมชาติ เพราะเราสั่งสมวัฒนธรรมความรู้เพื่อจะทำให้เราดำรงชีวิตอย่างสะดวกสบาย ซึ่งการที่เราใช้ชีวิตผิดธรรมชาติ เป็นสาเหตุที่ทำให้เราป่วย ดังนั้น การที่เราจะหายป่วยได้ เราก็ต้องไปหาว่า การใช้ชีวิตตามธรรมชาตินั้นเป็นอย่างไร” นพ.บุญชัย เล่าย้อนให้ฟังถึงสาเหตุที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง
.
2). ค้นพบศาสตร์ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' สลายโรคร้าย
จากการศึกษาวิเคราะห์ศาสตร์ต่างๆ ทำให้คุณหมอบุญชัยได้ข้อสรุปว่า อาหารที่คนเรานิยมบริโภคอยู่ในปัจจุบันนั้น ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติและความต้องการของร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแก้ที่ต้นเหตุคือ ปรับเปลี่ยนวิธีการกิน และการดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ จึงเกิดเป็นศาสตร์ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' ที่คุณหมอค้นพบด้วยตัวเอง
การค้นพบครั้งนี้ได้สร้างความอัศจรรย์ให้แก่วงการแพทย์อย่างยิ่ง เพราะหลังจากที่คุณหมอนำศาสตร์ดังกล่าวมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็ปรากฏว่า โรคร้ายที่คุณหมอบุญชัยเป็นอยู่ถึง 6 โรคนั้น ได้อันตรธานหายไปภายระยะเวลาแค่ 4 เดือนเท่านั้น
“จากการศึกษาทำให้เราพบว่า จริงๆ แล้วมนุษย์เป็นสัตว์กินพืช ซึ่งอยู่ในตระกูลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ตระกูลเดียวกับลิง สมัยดึกดำบรรพ์เรากินผักและผลไม้เป็นหลัก ซึ่งผักผลไม้ที่เรากินจะเป็นพวกใบอ่อน ย่อยง่าย และก็กินพวกเนื้อสัตว์บ้าง กินไข่ กินดินโป่งเป็นอาหารเสริม แต่ปัจจุบันเราไม่ได้กินแบบนี้อีกแล้ว วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมทำให้อาหารการกินของเราเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเราบริโภคสิ่งที่ไม่เหมาะกับร่างกายของมนุษย์ ผมก็มานั่งคิดว่า ถ้าเราจะใช้ชีวิตตามธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ เราจะทำยังไง จะปรับได้ขนาดไหน
ผมจึงออกแบบชีวิตในปัจจุบันให้ปลอดภัย ในระดับที่สามารถรักษาโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตผิดธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถใช้ชีวิตในการทำงานแบบคนเมืองได้ คือต้องสร้างสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตตามกฎธรรมชาติและการใช้ชีวิตแบบคนเมือง เราก็ใช้วิธีการทดลอง ดูจากตำรา ดูจากงานวิจัย และการทดลองปฏิบัติ ทำให้ได้ข้อสรุปของวิธีดำเนินชีวิตตามกฎธรรมชาติ
สรุปออกมาเป็น ข้อควรปฏิบัติ 5 ข้อ และ สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ 5 ข้อ ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า กฎห้าม 5 ต้อง 5” นพ.บุญชัย พูดถึงศาสตร์การคืนสู่วิถีธรรมชาติที่เขาค้นพบ
.
3). มหัศจรรย์แห่งวิถีธรรมชาติ โรคร้ายหายเป็นปลิดทิ้ง
หลังจากที่คุณหมอบุญชัยปฏิบัติตามกฎ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' เขาก็พบกับความมหัศจรรย์แห่งวิถีธรรมชาติ เพราะสุขภาพของเขาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และโรคร้ายที่เป็นอยู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง
“ผมเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตมาตั้งแต่ปี 2553 ถึงตอนนี้ก็ 2 ปีกว่าแล้ว ซึ่งหลังจากเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตแค่เดือนก็เห็นผลแล้ว พอถึงเดือนที่ 4 ปรากฎว่า 6 โรคที่เป็นหายหมดเลย ยกเว้นไขมันในหลอดเลือดยังลดลงไม่ถึงระดับ คือ โรคอ้วนก็หาย จากเดิมน้ำหนัก 114 กก. ลดลงเหลือ 89 กก. น้ำหนักผมลดลงไป 25 กก.
ตอนนี้โรคต่างๆ หายหมดแล้ว เบาหวานก็หาย น้ำตาลในเลือดที่เคยขึ้นไปถึง 294 ปัจจุบันเหลือ 90 มันลดลงเอง ไม่ต้องใช้ยาเลย ความดันผมลดลงจาก ตัวบน 170 เหลือ 105 ตัวล่างจาก 110 เหลือ 70 เส้นเลือดที่เคยแข็ง เส้นเลือดที่อุดตัน ก็เปลี่ยนเป็นเหนียวยืดหยุ่นดี
คือมันเป็นวิธีที่ง่ายมากๆ เหมือนเส้นผมบังภูเขา แต่เรามองไม่ออก คือ การใช้ยานอกจากจะแค่รักษาตามอาการ ไม่หายขาดแล้ว ยังมีผลข้างเคียงด้วย แล้วถ้าใช้ยาเราก็จะไม่เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต เพราะเราคิดว่ายาช่วยเราได้ คือ อวัยวะที่มันเสื่อมไปเนี่ยะมันฟื้นไม่ได้
อย่างเช่น โรคเบาหวาน เกิดขึ้นเพราะตับอ่อนเสื่อมจึงผลิตอินซูลินได้ไม่ดี แต่ร่างกายต้องใช้อินซูลินในการควบคุมน้ำตาล เมื่อผลิตอินซูลินได้น้อยน้ำตาลในเลือดก็ขึ้น พอเราปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ร่างกายดีขึ้น ตับอ่อนฟื้นตัวขึ้นก็ผลิตอินซูลินได้ดี เมื่อมีอินซูลินมาควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด น้ำตาลในเลือดก็ลดลงโดยไม่ต้องใช้ยาเลย” นพ.บุญชัย กล่าวถึงชีวิตใหม่ที่เขาได้รับหลังจากกลับมาสู่วิถีธรรมชาติ
.
4). เดินหน้าเผยแพร่แนวคิดพิชิตโรค
เมื่อค้นพบวิธีที่สามารถทำให้หายจากโรคร้าย ด้วยการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต ซึ่งนอกจากจะเป็นวิธีที่ง่าย และประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเห็นผลอย่างรวดเร็ว
ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นหมอที่อยากเห็นคนไข้หายป่วยและกลับมามีสุขภาพที่ดี คุณหมอบุญชัยจึงตั้งใจที่จะเผยแพร่ความรู้ดังกล่าวให้แก่คนไข้และบุคคลทั่วไป ทั้งโดยการบรรยายให้แก่หน่วยงานและโรงพยาบาลต่างๆ และการเขียนหนังสือเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แบบง่ายให้ผู้ที่สนใจนำไปปฏิบัติ
“ปกติผมจะมีคอร์สบรรยายเรื่องการรักษาโรคโดยไม่ต้องใช้ยา แต่ใช้วิธีปรับการใช้ชีวิต ผมจัดเป็นหลักสูตร แล้วก็เอาหลักสูตรที่ได้มาเขียนลงหนังสือ เอาความรู้ที่ได้มาสอนคนอื่นต่อ ก็มีองค์กรใหญ่ๆ ติดต่อเข้ามาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน การประปานครหลวง บริษัทปูนซิเมนไทย บริษัทการบินไทย ผมอบรมไปเกือบหมื่นคนแล้ว ผมไปบรรยายตามโรงพยาบาลที่ต้องการให้จำนวนคนไข้ลดลง เช่น ที่โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลศูนย์สระบุรี โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี
คนไข้ที่ปฏิบัติตามแนวทางของผมแล้วมีเยอะมาก คือ ถ้าปฏิบัติจริงจังต้องเห็นผลทุกราย จากสถิติคนที่ผ่านการอบรมในคอร์สของผมเนี่ย สามารถปฏิบัติอย่างจริงจังและได้ผลเต็มที่ประมาณ 30 % ปฏิบัติได้พอประมาณและได้ผลดี ประมาณ 40% ส่วนที่เหลืออีก 30% ก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม เลยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร คือหลักสูตรของผมนั้นไม่ใช่ว่าเอายาลูกกลอนไปกิน 10 หม้อแล้วหาย แต่มันคือหลักสูตรการเปลี่ยนชีวิตคน” นพ.บุญชัยกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
.
5). ขอเพียงมีศรัทธาต่อชีวิต โรคร้ายก็หายได้
คุณหมอบุญชัยยังได้กล่าวตบท้ายให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยทุกคนว่า ขอเพียงมีศรัทธาก็สามารถหายจากโรคร้ายและกลับมามีชีวิตใหม่ได้แน่นอน
“ถ้าไม่เป็นโรค เราก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ผมโชคดีที่ผมเป็นโรคที่เราวัดได้ว่าเปลี่ยนแปลงตัวเอง 10 ข้อแล้วเห็นผล มันก็เกิดกำลังใจ เกิดการเรียนรู้ เกิดการค้นคว้าจนได้คำตอบ
ผมจึงอยากให้ผู้ป่วยทุกคนมีศรัทธาต่อชีวิต มีความหวัง โรคทุกโรคเนี่ยะถ้าเรามีความเชื่อว่าเราจะหาย มีพลัง มีความมุ่งมั่น เราก็มีโอกาสหาย และถ้าเราปฏิบัติตามวิธีที่ถูกต้องเราก็สามารถหายได้
เพราะว่าร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งประดิษฐ์ทางธรรมชาติที่วิเศษที่สุด เพราะมันฟื้นฟูตัวเองได้ มันแก้ไขอาการเจ็บป่วยได้ด้วยตัวเอง ขอเพียงแต่อย่าเอาจิตเราไปขวางมัน เราเพียงแต่เติมเต็มสิ่งที่จะเสริมสร้างร่างกายเรา เช่น อาหาร น้ำ อากาศ อย่างถูกต้อง พวกนี้ก็จะเป็นวัตถุดิบที่จะไปสร้างร่างกายเรา ขบวนการซ่อมตัวเองจะเกิดขึ้น”
.
6). ข้อห้ามปฏิบัติ 5 ข้อ
1. ห้ามจินตนาการเชิงลบ เนื่องจากจิตใต้สำนึกเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ดังนั้น ไม่ว่าคิดบวกหรือคิดลบก็ล้วนมีผลต่อร่างกายทั้งสิ้น ดังนั้น หากเราจินตนาการเชิงลบจะก่อให้เกิดความเครียด อารมณ์ร้าย ซึ่งจะเป็นผลลบต่อร่างกาย
2. ห้ามอ้วน เนื่องจากความอ้วนเป็นบ่อเกิดแห่งโรค ซึ่งเราจะพบว่า คนสมัยก่อนนั้นใช้ชีวิตตามป่าเขา หากินตามวิถีธรรมชาติ มีโอกาสได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจึงไม่อ้วนเหมือนผู้คนในปัจจุบัน ทำให้คนสมัยก่อนไม่ค่อยเป็นโรค
3. ห้ามรับประทานน้ำตาล รวมถึงขนมและอาหารที่ใส่น้ำตาล เนื่องจากความจริงแล้วอาหารที่เราได้จากธรรมชาตินั้นมีแป้งและน้ำตาลอยู่แล้ว ซึ่งน้ำตาลตามธรรมชาตินั้นมีสัดส่วนที่พอดีและเหมาะกับร่างกาย แต่ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ติดหวาน เพราะเคยชินกับการเติมน้ำตาลในอาหารมาก จึงทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากกว่าที่ควรจะเป็น และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่างๆตามมา
4. ห้ามรับประทาน Trans Fat หรือไขมันที่ผ่านความร้อน เพราะเมื่อไขมันผ่านความร้อน ไอน้ำในอากาศจะแตกตัว ทำให้ไฮโดรเจนในโมเลกุลของไอน้ำเข้าไปฝังตัวอยู่ในคาร์บอนของไขมันชนิดที่ไม่อิ่มตัวและดึงไขมันอิ่มตัวขึ้นมา ซึ่งไขมันอิ่มตัวนี้เรียกว่า Trans Fat มักอยู่ในของทอด โดยคนที่กินอาหารทอดมากๆ มักเป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
5. ห้ามรับประทานสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หมู วัว แพะ แกะ ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ใหญ่ เนื่องจากหากศึกษาจากโครงสร้างจะพบว่ามนุษย์เป็นสัตว์กินพืช โดยฟันของมนุษย์เป็นฟันแบบตัดซึ่งเหมาะกับการบดเคี้ยวพืช แต่เนื้อสัตว์ใหญ่จะมีลักษณะเหนียวเกินกว่าฟันมนุษย์จะบดเคี้ยวได้
นอกจากนั้น ลำไส้ของมนุษย์ยังมีลักษณะยาวมาก ทำให้เนื้อที่เหนียวและต้องใช้เวลาย่อยหลายวันไปเน่าอยู่ในลำไส้ จึงเกิดเชื้อแบคทีเรียและสารพิษตามมา
.
7). ข้อควรปฏิบัติ 5 ข้อ
1. เน้นการกินพืชผักผลไม้ ซึ่งเป็นอาหารตามวิถีดั่งเดิมของมนุษย์ ในปริมาณครึ่งหนึ่งในแต่ละมื้ออาหาร โดยเน้นผักผลไม้ที่ไม่หวานจัด และไม่ผ่านความร้อนหรือการปรุงสุก เนื่องความร้อนจะไปทำลายวิตามิน เอนไซม์ และสารต่างๆที่มีลักษณะเป็นยา หากทำได้ทุกมื้อก็จะเป็นเหมือนยาอายุวัฒนะ
2. กินข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสีและยังมีจมูกข้าวเหลืออยู่ เพราะจะทำให้ได้สารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรลดปริมาณข้าวและคาร์โบไฮเดตลงตามลำดับ เนื่องจากจริงๆข้าวและคาร์โบไฮเดตไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ แต่วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมทำให้เราหันมาบริโภคข้าวและคาร์โบไฮเดตจนเกิดความเคยชิน และกลายเป็นการบริโภคเกินความจำเป็น
3. ออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมง โดยออกกำลังกายในระดับที่เหงื่อออก หัวใจเต้นแรง ได้หอบหายใจ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายขับพิษออกหลายๆทาง ระบบหมุนเวียนน้ำเหลืองจะทำงาน ซึ่งระบบหมุนเวียนน้ำเหลืองนั้นเป็นระบบป้องกันโรคที่สำคัญของมนุษย์
นอกจากนั้น ขณะที่หอบหายใจนั้น ร่างกายจะเอาอากาศออกจากปอดได้ทั้งหมด ทำให้อากาศที่อยู่ในปอดสะอาดและมีปริมาณออกซิเจนสูง
4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โดยช่วงการนอนหลับที่ดีที่สุดคือช่วง 22.00-02.00 น. เนื่องจากช่วงดังกล่าวร่างกายจะผลิตเมลาโพนินฮอร์โมนออกมา ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้เราง่วง พอหลับสนิทร่างกายก็จะหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมาอีกตัวหนึ่ง ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้เด็กเจริญเติบโต ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะทำให้เกิดการซ่อมสร้างในเวลาที่รวดเร็ว
5. การมีจินตนาการเชิงบวก คือการจะให้ร่างการมีสุขภาพดี เราจะต้องมีจินตนาการเชิงบวกต่อสุขภาพ ทำให้ชีวิตเรามีความสุข สุขภาพดี แข็งแรง ร่างกายจะเป็นไปตามที่เราคิด ถ้าเราเครียดร่างกายเราก็จะอ่อนแอ จิตใต้สำนึกมันส่งผลต่อร่างกาย
.
เรื่อง : บทความจาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 148 เมษายน 2556 โดย กฤตสอร
ภาพ : ขออภัยที่ลบรูปนี้ไปเมื่อสักครู่ เดิมลุงเข้าใจว่าเป็น ภาพถ่ายจำลองของเซลล์มนุษย์ที่ละเอียดที่สุดที่เคยถ่ายได้
ข้อมูลที่ถูกคือ เป็นภาพถ่ายจำลองของ eukaryotic cell (เซลล์ยูคารีโอต เป็นเซลล์ที่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส และมีออร์แกเนลล์ต่างๆ ในไซโทพลาสซึมที่มีเยื่อหุ้ม ได้แก่ เซลล์ของพวกโปรติส (protist) เช่น ยูกลีนา (euglena) พารามีเซียม (paramecium) เซลล์ของพวกเห็ดรา เซลล์ของพืช และเซลล์ของสัตว์ทั่วไป
**ย้ำอีกครั้งว่า ไม่ใช่เฉพาะเซลล์ของมนุษย์**
พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ประเภทสัตว์ แต่ก็สวยเนอะ 🙂

siri
โพสต์: 1045
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมแนวทางและวีดีโอความรู้หลักการแห่งอายุยืนยาว

โพสต์ โดย siri » พุธ เม.ย. 21, 2021 5:05 pm

5 เสาหลักของการ “เดินทางภายใน” โดย วรากรณ์ สามโกเศศ
.
“จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” นั้นใช้ได้เป็นอย่างดีในยามนี้ที่ความเดือดร้อนเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าในโลก ถ้าเรามองว่าอุปสรรคนั้นเป็นเรื่องปกติของชีวิต มัน “มา"แล้วก็ "ไป” เพียงแต่ว่าเรามีปฏิกิริยาอย่างไรกับมันในยามนี้ ซึ่งจะส่งผลหลังจากที่มันได้ "ไป” แล้ว หากเรามีจิตใจที่เหมาะสมต่อการรับมือกับมัน สุขภาพร่างกายของเราก็จะดี ทั้งใจและกายก็จะรวมกันเป็นสุขภาวะที่เข้มแข็งพร้อมรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น
.
หนังสือชื่อ A Toolkit for Modern Life (2020) โดย Dr.Emma Hepburn ให้คำแนะนำในการมีสุขภาพจิตที่ดีผ่าน “5 เสาหลักของสุขภาพจิต” (The 5 Pillars of Mental Health) ดังนี้
1) Connect : เมื่อ “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อมีหลักฐานเพิ่มขึ้นมากทุกทีว่า การโดดเดี่ยวตนเองจากสังคมเป็นผลเสียต่อสุขภาพ การอยู่กับคนที่ทำให้ตนเองรู้สึกปลอดภัย และมั่นคงรู้สึกสนุกสนานจะก่อให้เกิดอารมณ์ที่เป็นบวกอันเป็นผลดีต่อสุขภาพจิต การพบปะทำให้มีโอกาสพูดคุย เกิดความรู้สึกว่าความคิดและอารมณ์ของเรานั้นมีเหตุมีผล ไม่ใช่เรื่องเหลวใหล นอกจากนี้ทำให้ได้เรียนรู้แง่มุมอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ดีต่อความคิดและจิตใจของเราทั้งสิ้น
มีหลักฐานเพิ่มขึ้นทุกขณะว่า การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีความสุขและมีสุขภาพดี การมีความสัมพันธ์เชื่อมต่อกับผู้ที่ทำให้เรารู้สึกดี รู้สึกไว้วางใจ มีความสนใจ และมีความเชื่อในคุณค่าเดียวกันจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ในช่วงโควิดการเชื่อมต่อกับผู้อื่นสามารถทำได้ผ่านหลายช่องทาง เช่น จดหมาย, โซเชียลมีเดีย, โทรศัพท์ ฯลฯ โดยไม่ต้องพบหน้ากัน
.
2) Be Active : เรารู้ว่าการออกกำลังกาย หรือ exercise (สสส.ใช้คำว่า ‘กิจกรรมทางกาย’) เป็นผลดีต่อร่างกาย เมื่อสมองก็เป็นอวัยวะของร่างกายเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงย่อมดีต่อสมองด้วย การออกกำลังกายช่วยสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกาย ทำให้อวัยวะภายใน หลอดเลือด และเส้นเลือดทำงานได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ทำให้เกิดความรู้สึกดีๆ ว่า ได้ทำอะไรซึ่งเป็นผลดีต่อร่างกายอีกด้วย การที่ร่างกายปลดปล่อยสาร endorphins ทำให้เกิดความสุข และลดปฏิกิริยาของร่างกายที่มีต่อความเครียดลง
อย่างไรก็ดี คำว่า “การออกกำลังกาย” ทำให้ผู้คนบางส่วนรู้สึกแหยง เพราะเห็นภาพของการแต่งกายออกกำลังกายอย่างจริงจังเป็นทางการ หากเราใช้คำว่า “คึกคักกระฉับกระเฉง” ของการเคลื่อนไหวร่างกาย (ไม่ว่าจะเป็นการเดิน, วิ่ง, ทำความสะอาด, เล่นโยคะ, ทำสวน, ทำอาหาร หรือแม้แต่ร้องเพลง) ก็จะเข้าใจดีขึ้นว่าเราควรมีชีวิตที่มีชีวิตชีวาไม่เนือยนิ่ง
.
3) Be Aware : ในพื้นที่ความคิดของเรามักเต็มไปด้วยเรื่องประสบการณ์ในอดีต และการฝันถึงอนาคตซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติ สมองของเรามีกลไกทำงานสำคัญในเรื่องความจำ, การแก้ไขปัญหา, การวางแผน, การคาดคะเน ฯลฯ บ่อยครั้งสิ่งเหล่านี้หันเหความสนใจของเราไปจากเรื่องที่สำคัญจนไม่สังเกตว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ใดบ้าง กล่าวคือ เราละเลยความรู้สึกและอารมณ์ของเราในขณะปัจจุบันไป นักจิตวิทยาเตือนว่าเราจำเป็นต้องใส่ใจสภาวะปัจจุบัน เพื่อจะสามารถมองเห็นปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้และลงมือปฏิบัติ
การให้ความสนใจกับปัจจุบันจะช่วยควบคุมปฏิกิริยาที่มีต่อความเครียด ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายผ่อนคลายซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว การนั่งสมาธิก็คือ รูปแบบหนึ่งของการตระหนักรู้ปัจจุบัน ในชีวิตประจำวันของเราการตระหนักรู้ได้แก่ การใส่ใจในทุกก้าวย่าง, การสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว, การสังเกตความคิด, และลมหายใจของตนเอง ฯลฯ
กิจกรรมที่ช่วยให้เกิดสมาธินั้นมีมากมาย เช่น การวาดภาพ, กิจกรรมศิลปะ, กิจกรรมทางกาย กีฬาเบาๆ, การเขียน, การอ่าน ฯลฯ
.
4) Learn : การเรียนรู้ทำให้สมองเราคึกคักมีพลัง มีความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย และเกิดความคิดใหม่ๆ งานวิจัยมากมายยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สมองอย่างต่อเนื่องกับการมีสุขภาพจิตที่ดี อย่างไรก็ดีมนุษย์มักผูกโยงการเรียนรู้กับความเครียด, ความล้มเหลว หรือความสำเร็จ การเรียนรู้โดยแท้จริงแล้วไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับการสอบ, การจดจำ หรือการท่องจำ การเรียนรู้คืออะไรก็ตามที่ใหม่สำหรับสมอง เช่น การอ่านรับรู้ข้อมูลใหม่ๆ, การเรียนรู้คำใหม่, การค้นพบสถานที่ใหม่, การเรียนรู้กิจกรรมใหม่, การชิมอาหารใหม่ๆ ฯลฯ
.
5) Give : สุภาษิตจีนให้คำแนะนำแก่ผู้สูงวัยว่า เขาอยู่ในวัย “แจกของ ส่องตะเกียง” ซึ่งทั้งสองล้วนเป็นการให้ กล่าวคือ ให้เงินทองสิ่งของ\และให้ปัญญาแก่ผู้อ่อนวัยกว่า
มนุษย์โดยพื้นฐานนั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งของสังคม สมองมนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อเป็นกระจกของอารมณ์คนอื่น กล่าวคือ เรารู้สึกเจ็บปวดไปด้วยเมื่อเห็นคนอื่นเจ็บปวด เรารู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรจนทำให้เรามีอารมณ์ร่วมไปด้วย โดยทั่วไปถ้ามนุษย์คนอื่นรู้สึกอย่างไรคนอยู่ใกล้ๆ ก็จะพลอยรู้สึกอย่างเดียวกันไปด้วย (การโต้เถียงกันด้วยอารมณ์เมื่อฝ่ายหนึ่งใช้อารมณ์)
การให้ก่อให้เกิดความสุขแก่ทั้งผู้รับและผู้ให้ สำหรับคนไทยความรู้สึกนี้เกิดเมื่อได้ทำบุญ ให้ทาน งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า การช่วยเหลือคนอื่นอย่างบริสุทธิ์ใจทำให้เกิดผลด้านบวกแก่ผู้ให้ ความอิ่มเอิบที่เกิดขึ้นช่วยจัดการความเครียด ลดความดันโลหิต สร้างความรู้สึกเชื่อมต่อทางสังคมกับคนอื่นมากขึ้น
การให้ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับเงินทอง การให้เวลา, การออกแรงช่วยเหลือ, การให้ความสำคัญ, การให้ความสนใจ, การพูดให้กำลังใจ คำพูดเป็นมิตรที่ทำให้ผู้รับรู้สึกดี, หน้าตาที่เป็นมิตร, การทำงานจิตอาสา ฯลฯ ล้วนเป็นการให้ที่ทำให้เกิดสุขภาพจิตที่ดีทั้งสิ้น
.
เสาหลักทั้ง 5 คือ Connect / Be Active / Be Aware / Learn / และ Give เมื่อพิจารณาอย่างเชื่อมต่อกันก็จะเห็นว่า เป็นสูตรของการมีสุขภาพจิตที่ดี กล่าวคือ ไม่ตัดขาดตนเองจากสังคม, ทำให้ชีวิตคึกคักกระฉับกระเฉง, ตระหนักถึงสิ่งรอบตัว, เรียนรู้อยู่เสมอ, และ รู้จักการให้
ทุกคนทุกวันเดินทางตามเส้นทางชีวิตของตน ส่วนประกอบที่สำคัญยิ่งของการเดินทางอย่างมีความสุขก็คือ การเดินทางภายใน
.
คอลัมน์ “อาหารสมอง” โดย วรากรณ์ สามโกเศศ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ อังคาร 13 เม.ย. 2564

siri
โพสต์: 1045
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมแนวทางและวีดีโอความรู้หลักการแห่งอายุยืนยาว

โพสต์ โดย siri » จันทร์ พ.ค. 31, 2021 10:32 am

Scientific American มีบันทึกสถิติคนที่มีชีวิตอยู่ได้นานที่สุด คือ Jeanne Calment ซึ่งเธอตายในฝรั่งเศสขณะอายุ 122 ปี
.
ทีมนักวิจัย Gero ในสิงคโปร์ ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับอายุขัยของมนุษย์ และมีผลการวิจัยเผยแพร่ใน Nature Communications สัปดาห์นี้ https://www.nature.com/articles/s41467-021-23014-1
.
มีข้อสรุปจากการศึกษาครั้งนี้พบว่า...
.
มนุษย์ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ สามารถมีชีวิตอยู่ได้ระหว่าง 120 ถึง 150 ปี
.
แต่ต้องเป็นคนที่โชคดีไม่เจอปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และไม่ตายก่อนเวลาอันควรจากอุบัติเหตุอย่างโดนรถชนตาย หรือถูกฆ่าตาย
.
กระบวนการชราภาพตามธรรมชาติของมนุษย์ มีรูปลักษณะที่น่าสนใจเกี่ยวกับความยืดหยุ่นของร่างกายมนุษย์
.
การศึกษาครั้งนี้ ใช้กลุ่มตัวอย่างจากประชากรใน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และรัสเซีย
.
จากการดูขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงของจำนวนเม็ดเลือด นักวิจัยพบว่าเมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะลดลงในอัตราที่คาดเดาได้
.
ในช่วงอายุระหว่าง 120 ถึง 150 ปี ความยืดหยุ่นตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์จะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และนำไปสู่ความตายในที่สุด
.
การวิเคราะห์เครื่องหมายเลือดในระยะยาว เผยให้เห็นการสูญเสียความยืดหยุ่นอย่างต่อเนื่อง และทำให้สามารถคาดการณ์ขีดจำกัดอายุขัยของร่างกายมนุษย์
.
ปัจจัยที่เกี่ยวกับคุณสมบัติทางชีวภาพมีผลต่ออายุขัยของมนุษย์ โดยไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านความเครียด
.
การศึกษาครั้งนี้ มีการตรวจวัดและแปลผลความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออายุขัยของมนุษย์
.
อาหารการกิน และวิธีการใช้ชีวิตของแต่ละคน มีผลต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์โดยตรง
.
แต่ความตายอาจไม่ใช้เรื่องที่สำคัญที่สุด คุณภาพชีวิตที่ดี มีความสำคัญมากกว่า!!!

siri
โพสต์: 1045
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมแนวทางและวีดีโอความรู้หลักการแห่งอายุยืนยาว

โพสต์ โดย siri » จันทร์ มิ.ย. 07, 2021 3:36 pm

วิ่งแล้วดียังไงกับสมอง ⁉️🧠🏃‍♀️ (ของฝาก 6.6 😊)

https://www.facebook.com/10004460091017 ... 914753170/

หลายคนต่างทราบเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของการออกกำลังกาย การวิ่ง ที่มีต่อระบบการไหลเวียนโลหิต หัวใจ ปอด และ สภาวะสุขภาพทั่วไป

ในทางการแพทย์ เป็นที่ทราบกันดีว่า การออกกำลังกายที่ดีต่อสุขภาพ คือ

"Moderate intensity 150 minutes per week" ✅

(การออกกำลังกายที่ระดับความเข้มข้นปานกลางเป็นระยะเวลา 150 นาทีต่อสัปดาห์)

ประโยชน์ของการออกกำลังกายในระดับนี้ ที่เด่นชัดและยืนยันผลทางการแพทย์แล้ว คือ การส่งเสริมพัฒนาและชะลอความเสื่อมของอวัยวะ ดังต่อไปนี้

- หัวใจ และหลอดเลือด ✅
- ปอด ✅
- กระดูก ✅
- กล้ามเนื้อ ✅
- ระบบเผาผลาญ ✅

--------------------------

เมื่อมองในกลุ่มโรคทางสมอง ซึ่งสาธารณสุขหลายประเทศได้ให้ความสนใจ เนื่องจากส่งผลกระทบ ต่อการดำรงชีวิต และนับเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในวัยสูงอายุ คือ "กลุ่มโรคสมองเสื่อม" (Dementia) 🧠

‼️ Dementia (อ่านว่า ดี-เมน-เชีย) ‼️

- กลุ่มอาการที่มีการลดสมรรถนะ ของสิ่งที่เรียกว่า Cognitive
- เช่น การเสื่อมลงของความจำ การคิดวิเคราะห์ ภาวะสับสน
- โดยโรคยอดฮิต ของภาวะดีเมนเชีย คือ อัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease)
- โดยมีการสะสมของคราบ ที่เรียกว่า "beta- amyloid" ในเนื้อของสมอง และเนื้อสมองฝ่อลง

--------------------------

* ผลของการออกกำลังกายต่อสุขภาพของสมอง พิสูจน์แล้วโดยงานวิจัยขนาดใหญ่ *

สรุปใจความได้สั้นๆ ว่า ...

"การออกกำลังกาย ในระดับที่เทียบเท่ากับการส่งเสริมสภาวะสุขภาพของหัวใจ หลอดเลือด และปอด ... ย่อมส่งผลต่อการชะลอความเสื่อมของสมองได้เช่นกัน" 💓🧠

โดยรายละเอียดคือ

✅ ลดความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม(ทั่วไป) ได้มากกว่าผู้ไม่ออกกำลังกาย 30%
✅ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอัลไซเมอร์ ได้มากกว่า ถึง 45%

--------------------------

การศึกษาระดับน่าเชื่อถือมาก ติดตามกลุ่มทดลองจำนวน 2,000 รายเป็นระยะเวลา 35 ปี พบว่า ...

‼️ 5 พฤติกรรม ที่ลดความเสี่ยง ต่อการเกิดกลุ่มโรคสมองเสื่อม คือ ....

1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ (regular exercise) (ระดับและคำแนะนำอยู่ด้านล่าง*)
2. ไม่สูบบุหรี่ (no smoking)
3. จำกัดปริมาณของการรับประทานแอลกอฮอล์ (moderate alcohol consumption)
4. มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ (ไม่ต่ำหรือสูงเกินไป BMI 20-24.9)
5. การรับประทานอาหารชนิดที่ดีต่อสุขภาพ (healthy diet, less junk)

เมื่อติดตามผลพบว่า กลุ่มที่มีพฤติกรรม 4 ใน 5 ข้อนี้ มีอัตราการเกิดกลุ่มโรคสมองเสื่อม น้อยกว่าประชากรทั่วไป ถึง 60% ✅🧠

--------------------------

และใน "ผู้สูงวัย" ล่ะ ... การออกกำลังกายยังส่งผล ต่อสุขภาพของสมองอยู่หรือไม่ ?

1. การศึกษาผู้สูงวัยอายุเฉลี่ย 82 ปี จำนวน 716 ราย พบว่า ...

"กลุ่มที่ไม่ออกกำลังกาย พบอัตราการเป็นอัลไซเมอร์ มากกว่ากลุ่มที่ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ เป็น 2 เท่า"
(เทียบคนไม่ออกกำลังกาย กับ 10% top ที่ออกสม่ำเสมอ)

2. รีวิวจาก 27 การศึกษา ...

- พบความเชื่อมโยงสัมพันธ์ชัดเจน ของการออกกำลังกาย กับอัตราการถดถอยของความจำ ความรับรู้ ชะลอความเสื่อมของสมอง

3. การออกกำลังกายชนิดแอโรบิก (aerobic exercise)

- ต่อเนื่องเป็นระยะเวลามากกว่า 1 ปี
- ส่งผลให้มีการเพิ่มขนาดของสมองส่วนที่เรียกว่าฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) อันเป็นเนื้อสมองส่วนสำคัญในการจดจำ 🧠

--------------------------

* ชนิดและระดับของการออกกำลังกายที่แนะนำต่อการชะลอความเสื่อมของสมอง คือ *

1. Moderate-intensity exercise 150 minutes per week

- คือ การออกกำลังกายเพื่อดับความเข้มข้นปานกลาง ในระดับหัวใจโซน 2 และ 3
- เป็นเวลารวม 150 นาทีต่อสัปดาห์
- กิจกรรมง่ายๆ สำหรับผู้เริ่มต้น อาทิ การเดินต่อเนื่อง การว่ายน้ำ การปั่นจักรยาน

2. เสริมเวทเทรนนิ่ง (Weight training) 🏋️‍♀️💪

- 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
- เนื่องจากการออกกำลังกายกลุ่มคาร์ดิโอ อาจไม่ส่งเสริมการสร้างมวลกล้ามเนื้อที่ดีนัก
- ซึ่งมวลกล้ามเนื้อที่ดี จะส่งผลสำคัญต่อการปั๊ม หรือการไหลเวียนของกระแสโลหิตไปยังสมอง นั่นเอง

💓 สรุป = คาร์ดิโอ 2-3 ครั้ง, เวท 2-3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ให้ได้ระยะเวลารวม 150 นาทีต่อสัปดาห์

เท่านี้จึงเพียงพอกับการมีสุขภาพสมองที่ดี ชะลอความเสื่อมในระยะยาว

--------------------------

เพราะท้ายสุดแล้ว เป้าหมาย หรือ หัวใจของการออกกำลังกาย ก็เพื่อการมีสุขภาพดีแบบยั่งยืน

ปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้ได้ ควบคู่กับปัจจัยรอบด้าน (5 ข้อดังกล่าว) เพื่อได้เป้าหมายทางสุขภาพที่ดีที่สุด กันนะคะ

--------------------------

ด้วยรัก

©️ #DoctorRunner 06.06.2021

.
sources:
1. https://www.alzheimers.org.uk/about-dem ... l-exercise
2. https://www.mayoclinic.org/diseases-con ... q-20057881

siri
โพสต์: 1045
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมแนวทางและวีดีโอความรู้หลักการแห่งอายุยืนยาว

โพสต์ โดย siri » พฤหัสฯ. มิ.ย. 10, 2021 7:35 pm

อาหาร-พระพุทธเจ้า-วิทยาศาสตร์การแพทย์

.
ทำไมพระพุทธเจ้าจึงบัญญัติให้พระภิกษุสาวกของท่าน ไม่ให้ฉันอาหารเที่ยงวันล่วงแล้ว ไปจนถึงอรุณขึ้น ?

เดิมก็สันนิษฐานคาดเดาเอาเองว่า ท่านคงเกรงว่า บิณฑบาตเช้าได้อาหารมา ถ้าหลังเที่ยงอาหารอาจจะบูดเน่าเสียได้ ท่านจึงได้บัญญัติไว้เช่นนั้น/ บ้างคาดเดาว่า ฉันไม่เลยเที่ยง ทำให้ฉันไม่มาก กามราคะจะได้ไม่กำเริบ/ บ้างคาดเดาว่า ถ้าฉันเลยเที่ยง ทำให้วันหนึ่งต้องฉันหลายมื้อ เลยต้องออกบิณฑบาตหลายครั้งรบกวนชาวบ้าน ฯลฯ

กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี พ.ศ. 2559 ศาสตราจารย์ โยชิโนริ โอซูมิ จากสถาบันเทคโนโลยีโตเกียว (Tokyo Institute of Technology) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรศาสตร์การแพทย์ ประจำปี 2559 จากผลงานการค้นพบ “กระบวนการกลืนกินตัวเองของเซลล์ (Autophagy)”

หลังประกาศผลเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2559 ทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของรางวัลโนเบล ก็ได้เปิดโหวตคำถามว่า มีใครเคยได้ยินเกี่ยวกับ “กระบวนการกลืนกินตัวเองของเซลล์ (Autophagy)” หรือไม่ ซึ่งมากถึง 30% ของผู้ร่วมตอบคำถามไม่รู้จัก หรือไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าวมาก่อน

รายงานจากเอเอฟพีอ้างถึงอธิบายของคณะกรรมการรางวัลโนเบล ซึ่งระบุว่า
“หากกระบวนการกลืนกินตัวเองนี้ถูกขัดขวาง ก็จะเป็นสาเหตุของโรคพาร์กินสันหรือโรคเบาหวานได้ ทั้งนี้กระบวนการกลืนกินตัวเองของเซลล์ เป็นกระบวนการพื้นฐานทางสรีรศาสตร์ของเซลล์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพและการเกิดโรคต่างๆ ในมนุษย์
กระบวนการนี้เป็นหัวใจของการเสื่อมสลายไปอย่างเป็นระบบ และเป็นการรีไซเคิลส่วนที่เสียหายของเซลล์ อีกทั้งเชื่อว่าหากกระบวนการรีไซเคิลเซลล์ส่วนที่เสียหายนี้ไม่ทำงาน จะเป็นสาเหตุของการความชราและความเสียหายของเซลล์“

ในช่วง พ.ศ. 2503 นักวิจัยสังเกตพบกระบวนการกลืนกินตัวเอง (autophagy) นี้ โดยเห็นว่า เซลล์นั้นสามารถทำลายส่วนประกอบของเซลล์เองได้ จากการหุ้มส่วนเหล่านั้นเข้าไปในเยื่อเมมเบรน แล้วลำเลียงสู่ส่วนรีไซเคิลที่เรียกว่า “ไลโซโซม (lysosome)”ความยากในการศึกษาปรากฏการณ์การกลืนกินตัวเองของเซลล์นี้ ทำให้เรามีองค์ความรู้เกี่ยวเรื่องนี้น้อยมาก จนกระทั่ง ศจ.โยชิโนริ โอซูมิ ได้สร้างชุดการทดลองที่ยอดเยี่ยมในช่วงต้น พ.ศ. 2533

โดยเขาได้ใช้ยีสต์สำหรับอบขนม จำแนกยีนเพื่อการกลืนกินตัวเองโดยเฉพาะ จากนั้นโอซูมิได้เดินหน้าอธิบายถึงกลไกที่ซ่อนอยู่ของกระบวนการกลืนกินตัวเองในเซลล์ยีสต์ และแสดงให้เห็นกลไกอันซับซ้อนแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นในเซลล์มนุษย์ โดยคณะกรรมการรางวัลโนเบลได้ระบุไว้ว่า “การค้นพบของโอซูมินำไปสู่กรอบใหม่ในความเข้าใจว่า เซลล์รีไซเคิลส่วนประกอบของตัวเองอย่างไร … การกลายพันธุ์ในยีนกลืนกินตัวเองนั้นเป็นสาเหตุของโรคได้ และกระบวนการกลืนกินตัวเองนี้นำไปสู่ความเข้าใจถึงการเจ็บป่วยต่างๆ รวมถึงมะเร็งและโรคทางเส้นประสาทได้”

ศจ. โอซูมิ ซึ่งปัจจุบันอายุ 71 ปีแล้ว เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2489 ที่เมืองฟูกูโอกะ เขาได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโตเกียว (University of Tokyo) ในญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2517 ทั้งนี้เขาได้รับเงินรางวัลโนเบลทั้งหมด 8 ล้านโครน หรือ 32 ล้านบาท

ต่อมา วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England Journal of Medicine ตัวย่อ NEJM) เป็นวารสารการแพทย์ภาษาอังกฤษ ตีพิมพ์โดยสมาคมการแพทย์รัฐแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Medical Society) เป็นวารสารที่ทบทวน reviewโดยผู้รู้เสมอกัน และมีเกียรติที่สุดฉบับหนึ่งของโลก และตีพิมพ์ต่อเนื่องกันมายาวนานมากที่สุด ได้ตีพิมพ์เรื่อง Effects of Intermittent Fasting on Health, Ageing, and Disease ซึ่งได้รีวิวงานวิจัยเกี่ยวกับ IF Intermittent Fasting (การอดอาหารเป็นช่วง) ซึ่งในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เป็นที่ถกเถียงกันมานานถึงข้อดี-ข้อเสียของการทำ IF Intermittent Fasting (การอดอาหารเป็นช่วง)

ได้กล่าวถึงข้อดี/ประโยชน์ของการทำ IF ซึ่งทำให้เกิดกระบวนการกลืนกินตัวเองของเซลล์ (Autophagy) ไว้ดังนี้

1. อนุมูลอิสระในร่างกายลดลง
2. การอักเสบซ่อนเร้นในร่างกายลดลง
3. ชะลอวัย อ่อนเยาว์ขึ้น เป็นผลมาจากอนุมูลอิสระ และการอักเสบในร่างกายลดลง
4. ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีมากยิ่งขึ้น (ถ้าร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน อาจเสี่ยงโรคเบาหวาน)
5. ช่วยทำให้ยีนส์ที่ดีบางตัวแสดงออกได้ดีขึ้น โดยเฉพาะสารที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง ให้เราฉลาดขึ้นความจำดีขึ้น
6. ร่างกายซ่อมแซมดีเอ็นเอได้ดีขึ้น
7. ร่างกายจัดการกับเซลล์ที่ใช้ไม่ได้ ได้ดีขึ้น โดยนำบางส่วนที่ยังใช้ได้อยู่นำกลับมาใช้ใหม่ ทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายดำเนินต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
8. ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ นอกจากนั้น Autophagy ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ในหัวใจ

.
IF-Intermittent Fasting คือ การกินอาหารแบบจำกัดช่วงเวลา(feed) และการอดอาหารแบบจำกัดช่วงเวลา(fast) มีประโยชน์ยิ่งถ้าสามารถทำได้ เพราะจะส่งผลให้เกิด Autophagy คือ กระบวนการที่เซลล์กลืนกินตัวเอง หรือกระบวนการฟื้นฟูของเซลล์ ที่ช่วยให้ร่างกายของเรากำจัดเซลล์เก่าๆ ที่เสื่อมหมดประสิทธิภาพออกไป และสร้างเซลล์ใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิมขึ้นมาทดแทน การที่ร่างกายกินอาหารอยู่ตลอดเวลา ร่างกายก็จะต้องทำงานโดยการย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป และทำให้ไม่มีเวลาสำหรับฟื้นฟู ไม่มีพลังงานเหลือสำหรับกระตุ้นให้เกิด Autophagy

1/. สำหรับรูปแบบในการทำ IF นั้น มีอยู่หลากหลายรูปแบบ แต่ที่นิยมแพร่หลายอยู่ทั่วโลกใช้กันมากว่า 10 ปีแล้ว และยังเป็นวิธีลดน้ำหนักสุดฮิตในหมู่ผู้บริหารและคนรุ่นใหม่มากมาย

เริ่มต้นด้วยรูปแบบ 16/8 คือ การงดกินอาหาร(fast) ทุกวัน วันละ 16 ชั่วโมง และ 8 ชั่วโมงที่เหลือ จะเป็นช่วงเวลากินอาหารได้(feed) ซึ่งอาจจะเป็น 2-3 มื้อต่อวัน แต่ต้องอยู่ในช่วงเวลา 8 ชม.เท่านั้น ซึ่งในระหว่างวันเราสามารถดื่มน้ำเปล่า หรือเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาลไม่มีสารให้ความหวาน เช่น ชา กาแฟดำ

ใครที่จะเริ่มทำ IF ต้องรู้อีกนิดนึงว่า เราจะแบ่งเวลาการกินออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงอด (Fasting) และช่วงกิน (Feeding) จะบอกว่าประโยชน์หลัก ๆ ของการทำ IF คือ ช่วยยกระดับการเผาผลาญไขมันให้กับร่างกาย ดังนั้นน้ำหนักจากการสะสมของไขมันจึงลดตามไปด้วย

โดยหลักการเผาผลาญคือ เมื่อเราอยู่ในช่วงอดอาหาร ระดับอินซูลินจะลดลง ระดับ Growth Hormone สูงขึ้น การอดระยะสั้นสลับกันไปนี้จะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกายได้ 3.6-14% เลยทีเดียว แถมยังช่วยลดไขมันสะสมรอบเอวโดยเฉพาะไขมันไม่ดี โดยไม่ทำให้มวลกล้ามเนื้อลดลงเหมือนการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักอย่างต่อเนื่องด้วย

นอกจากประโยชน์ที่ว่ามาแล้ว การทำ IF ยังมีประโยชน์อีกมากมาย นอกจากจะช่วยเรื่องลดน้ำหนักแล้ว ยังช่วยลดไขมันในเลือดได้โดยตรง อีกทั้งยังช่วยลดการอักเสบของร่างกาย, ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ, โรคเบาหวาน, โรคอ้วน และโรคมะเร็ง ช่วยยกระดับระบบความจำและสมอง รวมไปถึงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้สุขภาพดีและอายุขัยยาวนานขึ้นนั่นเอง

มาถึงตรงนี้เราเชื่อว่าหลายๆ คนก็ยังนึกไม่ออกว่าแล้วจะอดตอนไหน กินตอนไหนดี ถึงจะลดไขมันได้เร็วที่สุด ซึ่งจัดบริหารเวลาด้วยตัวคุณเองว่า ชีวิตของคุณจะกินมื้อเช้ากี่โมง มื้อกลางวันกี่โมง มื้อเย็นกี่โมง แต่ต้องอยู่ภายใน 8 ชั่วโมง เช่น มื้อเช้ากิน 07.00 น. มื้อกลางวัน 12.00 น. มื้อเย็นต้องจบก่อน 15.00 น.

หรือกินวันละ 2 มื้อ มื้อเช้า 09.00 น. มื้อเย็นจบก่อน 17.00 น. เพื่อให้มีช่วงงดอาหาร 16 ชั่วโมง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต มีสุขภาพที่ดีในที่สุด เมื่อไรที่เราหยุดกินอาหาร เมื่อร่างกายหยุดย่อยอาหาร ก็จะทำให้ร่างกายมีเวลามีพลังงานเหลือสำหรับกระตุ้นให้เกิด Autophagy และเวลาที่เราต้องการพักกระเพาะคือ อย่างน้อย 14 หรือ 16 ชั่วโมง เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเผาผลาญพลังงาน ไกลโคเจน (Glycogen) จนหมดไปจากตับ

2/. แบบ IF 18/6 คือ การอดอาหาร 18 ชั่วโมง และการกินอาหาร 6 ชั่วโมง รูปแบบ 18/6 นี้ เหมาะสำหรับผู้ที่สามารถปฏิบัติผ่านมาจากรูปแบบ 16/8 มาแล้ว และต้องการพัฒนาตนเองให้สุขภาพดียิ่งขึ้นต่อไป เพราะกระบวนการ Autophagy มักจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการอดอาหารเป็นเวลาประมาณ 18-20 ชั่วโมง

ข้อน่าสังเกตในรูปแบบที่สอง IF 18/6 นี้ เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติให้พระภิกษุสงฆ์สาวกของท่าน ฉันอาหารเที่ยงวันไปแล้วจนถึงอรุณขึ้น ซึ่งเท่ากับให้อดฉัน 18 ชั่วโมง และให้ฉันได้ 6 ชั่วโมงเช่นกัน

พระไตรปิฎก ภัททาลิสูตร พระภัททาลิฉันอาหารหนเดียวไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงอนุญาตว่า ”ดูกรภัททาลิ ถ้าอย่างนั้น เธอรับนิมนต์ ณ ที่ใดแล้ว พึงฉัน ณ ที่นั้นเสียส่วนหนึ่ง แล้วนำส่วนหนึ่งมาฉันอีกก็ได้ เมื่อเธอฉันได้ แม้อย่างนี้ ก็จักยังชีวิตให้เป็นไปได้.”

3/. แบบ IF 23/1 หรือบางคนเรียกว่า OMAD One Meal A Day คือ การอดอาหาร 23 ชั่วโมง และการกินอาหาร 1 ชั่วโมง คือ กินวันละมื้อนั่นเอง เหมาะสำหรับผู้ที่สามารถปฏิบัติผ่านมาจากรุปแบบ 18/6 มาแล้ว และต้องการพัฒนาตนเองให้สุขภาพดียิ่งขึ้นต่อไปอีก เพราะจากผลการวิจัย กระบวนการ Autophagy จะได้ประโยชน์เต็มที่คือ ประมาณ 24-48 ชั่วโมง

ข้อน่าสังเกตุในรูปแบบที่สาม IF 23/1 นี้ ปรากฏในพระไตรปิฎก หลายพระสูตรด้วยกันว่า พระพุทธเจ้าฉันวันละมื้อเดียว เช่น

ในภัททาลิสูตร “สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียว เมื่อเราฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียว ย่อมรู้สึกคุณ คือ ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง กายเบา มีกำลัง และอยู่สำราญ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เธอทั้งหลายจงมา จงฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียวเถิด

ด้วยว่า เมื่อเธอทั้งหลายฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียว จักรู้สึกคุณคือความเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง กายเบา มีกำลัง และอยู่สำราญ.”

4/. รูปแบบ IF 47/1 คือ การอดอาหาร 47 ชั่วโมง และการกินอาหาร 1 ชั่วโมง ADF (Alternate Day Fasting) : คือการอดอาหารแบบวันเว้นวัน ซึ่งวิธีค่อนข้างฮาร์ดคอร์ที่สุด เพราะต้องอดอาหาร 1 วัน กินอาหาร 1 วัน แล้วกลับมาอดอีกหนึ่งวัน หรือ การกินวันเว้นวัน หรือ การกินห้าเว้นสองวัน เช่น รูปแบบ IF 5/2 คือ กิน 5 วัน อด 2 วัน

เหมาะสำหรับผู้ที่ปฏิบัติผ่านรูปแบบ IF 23/1 มาแล้ว และต้องการพัฒนาตนเองให้สุขภาพตนเองดียิ่งๆขึ้นไปอีก เพราะกระบวนการ Autophagy จากผลงานวิจัย ช่วงเวลาที่จะได้ประโยชน์เต็มที่คือ ประมาณ 24-48 ชั่วโมง

5/. รูปแบบ IF 71/1 คือ การอดอาหาร 71 ชั่วโมง และการกินอาหาร 1 ชั่วโมง หรือ การกินอาหาร 1 วัน เว้น 3 วัน แต่รูปแบบนี้ไม่น่าสนใจเท่าใดนัก แม้ผลงานวิจัยกระบวนการ Autophagy จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนกระทั่ง 48-72 ชั่วโมง แต่โดยช่วงเวลาที่จะได้ประโยชน์เต็มที่คือประมาณ 24-48 ชั่วโมง รูปแบบ IF 47/1 การกินวันเว้นวัน ก็ได้รับประโยชน์เต็มที่แล้ว

จากความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ในสมัยปัจจุบัน ทำให้เราเข้าใจถึงเหตุผลที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติ และให้ความสำคัญในเรื่องอาหารไว้ว่า

การฉันอาหารมื้อเดียว มีประโยชน์ต่อสุขภาพกายถึง 5 ประการ คือ

1 เป็นผู้มีอาพาธน้อย/ 2 มีโรคเบาบาง/ 3 กายเบา/ 4 มีกำลัง/ 5 อยู่สำราญ // แต่ท่านก็ยังอนุญาตให้ฉันได้วันละสองมื้อ แต่ไม่ให้เลยเที่ยงวัน เท่ากับท่านให้อดวันละ 18 ชั่วโมง กินวันละ 6 ชั่วโมง ดังนั้น ข้อสรุปของการกินอาหารของคนเราที่ควรปฏิบัติ คือ ควรกินเมื่อตะวันขึ้น และจบลงก่อนตะวันตก

แต่ถ้าจะให้กระบวนการกลืนกินตัวเองของเซลล์เกิดขึ้น (Autophagy) ก็ต้องอดวันละ 18 ชั่วโมง กินวันละ 6 ชั่วโมง เช่น เริ่มกินมื้อแรก 09.00 น. และกินมื้อสุดท้ายจบก่อน 15.00 น. ถ้าต้องการสุขภาพที่ดีไปกว่านั้นและได้บุญด้วย ก็ใช้รูปแบบ IF 23/1 ในทุกวันพระ เพราะเท่ากับถือศีล 8 ไปด้วย

พวกเราโชคดีที่ได้เกิดมาและพบพระพุทธศาสนา พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ท่านได้ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติจะพึงเห็นและได้รับผลด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด กราบนมัสการพระพุทธเจ้า

.
Cr : อมร ชุติมาวงศ์ จันทร์ 7 มิถุนายน 2564

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “การแพทย์และสุขศึกษา (โรคภัย, การป้องกัน การรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ, เทคโนโลยีทางการแพทย์)”