รวมแนวทางและวีดีโอความรู้หลักการแห่งอายุยืนยาว

siri
โพสต์: 1796
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

Re: รวมแนวทางและวีดีโอความรู้หลักการแห่งอายุยืนยาว

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » ศุกร์ พ.ย. 05, 2021 2:50 pm

Grounding การเดินเท้าเปล่าบนพื้นดินดีอย่างไร

.
เวลาเราไปเที่ยวทะเลนั้น หลายคนคงเคยชอบถอดรองเท้าเพื่อเดินเท้าเปล่าบนพื้นทราย เราจะรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า รู้สึกถึงความเป็นอิสระ รู้สึกถึงการได้ปลดปล่อย เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราจึงรู้สึกปลดปล่อยได้แบบนั้น มันเกี่ยวข้องกับพื้นดิน เกี่ยวข้องกับเท้าเปล่าของเรา และสัมผัสที่เราได้แตะพื้นนั้นมีอะไรซ่อนอยู่

1
Dr. Stephen เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคหัวใจที่ให้ความสำคัญกับการรักษาแบบบูรณาการมากว่า 30 ปี เขาก่อตั้ง Heart MD Institute เพื่อให้ความรู้เชิงบูรณาการในการดูแลรักษาคนไข้โรคหัวใจ ซึ่งหนึ่งในวิธีบูรณาการร่างกายที่เขาให้ความสำคัญมาก คือ การทำ Grounding (บางทีใช้คำว่า Earthing) เขาเขียนหนังสือหลายเล่ม เล่มหนึ่งที่จะมาเล่าในวันนี้คือ “Earthing : The most important health discovery ever”

มีการสืบค้นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อสนับสนุนว่า Grounding ส่งผลกระทบต่อสรีระวิทยาและสุขภาพของมนุษย์ เริ่มต้นโดย Dr. Karol กับ Dr. Pawal Sokal ที่ประเทศโปแลนด์ และ Clint Ober ที่สหรัฐอเมริกาในช่วง ค.ศ.1990 งานวิจัยเรื่อง Grounding ศึกษาถึง การเลื่อนระดับ(shift) ของสภาวะพลังงานไฟฟ้าในร่างกาย สภาวะการเคลื่อนไหวพลังงานไฟฟ้าของเลือด และกลไกที่ Grounding กระตุ้นการเยียวยาตัวเอง(self healing)

2
การดูแลสุขภาพของเราให้แข็งแรงและเยาว์วัยนั้น ขึ้นอยู่กับการควบคุมอนุมูลอิสระของเรา อนุมูลอิสระจะออกฤทธิ์เมื่อเซลล์ของคุณเสื่อมลง และนี่ก็คือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คนเราชราและป่วยนั่นเอง คนเราได้รับอนุมูลอิสระจากหลากหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เรากิน เครื่องดื่มที่เราดื่ม อากาศ น้ำ และอีกมากมาย สารต้านอนุมูลอิสระ คือ โมเลกุลที่สามารถป้องกันการเกิดกระบวนการจากอนุมูลอิสระได้ และ ดิน Earth ก็คือ แหล่งรวมของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ

การรักษาสุขภาพ และการชะลอวัยที่ดี จะขึ้นอยู่กับการรักษาสมดุลระหว่าง ‘อิเล็กตรอนของสารต้านอนุมูลอิสระ’ และ ‘อนุมูลอิสระ’ เพื่อไม่ให้อนุมูลอิสระทำร้ายร่างกายมากเกินไป และผลวิจัยก็ได้ชี้ให้เห็นว่า การเดินเท้าเปล่าบนดินจะช่วยเก็บรักษาประจุลบของร่างกายเอาไว้ได้อย่างดี ในขณะที่อนุมูลอิสระนั้นเป็นประจุบวก พลังงานที่มาจากพื้นดินเป็นประจุลบ เมื่อเราเดินเท้าเปล่าบนดิน ประจุลบจากพื้นดินจะปรับความสมดุลของร่างกาย ช่วยรักษาเซลล์ไม่ให้เสียหาย ช่วยลดการอักเสบ และช่วยให้แผลสมานเร็วขึ้น

3
การเดินเท้าเปล่าบนดินนั้นจะสามารถช่วยลดอาการปวด ลดการอักเสบของร่างกาย และช่วยให้ประสิทธิภาพของการนอนหลับดีขึ้น อาการปวดตามข้อและปวดกล้ามเนื้อทั้งมัดเล็ก และมัดใหญ่ลดลง ร่างกายผ่อนคลาย นอกจากนี้ยังสามารถทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น การเต้นของหัวใจคงที่ และยังสามารถลดความเครียดได้อีกด้วย

ผลวิจัยชี้ว่า ในทุกๆ วัน คนเราควรที่จะเดินเท้าเปล่าบนดินเป็นเวลา 2 - 3 ชั่วโมง ซึ่งถ้าเราไม่สามารถเดินเท้าเปล่าบนดินได้ การสวมรองเท้าพื้นหนังก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เราสามารถทำได้ แต่ถ้ารองเท้าพื้นยางและรองเท้าพลาสติกจะเป็นฉนวนป้องกันไม่ให้พลังงานและประจุเสียสามารถถ่ายเทลงสู่พื้นดินได้ ส่วนพื้นที่เราเดินก็จะต้องไม่มีอะไรมาขวางกั้นตัวเรากับดินอีกด้วย ซึ่งในสังคมการเป็นอยู่ของเราทุกวันนี้จึงทำให้การเดินด้วยเท้าเปล่าบนพื้นดินเป็นอะไรที่ทำได้ยากมาก

4
ประโยชน์ต่อสุขภาพจากการทำ Grounding

+ มีงานวิจัยรายงานถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับร่างกายจากการทำ Grounding นานับประการ อิเล็กตรอนจากพื้นโลกเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพดี อิเล็กตรอนจากพื้นโลกที่ได้จากการทำ Grounding นี้ เปรียบเสมือนสารอาหารชนิดหนึ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้ เช่นเดียวกับวิตามินและเกลือแร่ เป็นเสมือนสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยสะเทิ้นอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาทางเคมีในร่างกายทุกขณะ

+ จังหวะนาฬิกาชีวภาพในร่างกายซึ่งควบคุมปฏิกิริยาทางเคมี และฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายจะถูกรักษาไว้ให้เป็นปกติได้ด้วยสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอ่อนๆ ซึ่งได้มาจากอิเล็กตรอนจากพื้นโลก

+ เราอาจไม่ทราบว่า อิเล็กตรอนจากพื้นโลกที่ได้จากการทำ Grounding มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ(Anti-inflammatory) ลดความเจ็บปวด ที่ทรงพลังที่สุดที่เราได้มาฟรี

.
Q1 : Grounding คืออะไร

+ พื้นโลกเปรียบเสมือนกับแบตเตอรี่ขนาดมหึมาที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ มีพลังงานที่เรามองไม่เห็น เต้นเป็นจังหวะผ่านผิวโลกออกมา เป็นแหล่งที่ให้อิเล็กตรอนอย่างไม่มีขีดจำกัด เนื่องจากมันได้รับการกระตุ้นและเติมเต็มจากดวงอาทิตย์ จากฟ้าผ่า และสนามพลังงานที่เกิดจากแกนแม่เหล็กโลกอย่างสม่ำเสมอ

+ พื้นโลกปล่อยอิเล็กตรอน(ประจุลบ e-)ออกมาที่ผิวพื้นผิวโลก และมหาสมุทร ลักษณะธรรมชาติของการชาร์จประจุไฟฟ้าระหว่างดวงอาทิตย์กับโลกนี้ ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดซึ่งเป็นเครื่องจักรชีวะไฟฟ้า ทำงานตามจังหวะธรรมชาตินี้อย่างสมดุลย์เมื่อเชื่อมกับพื้นโลก (ดวงอาทิตย์-โลก-สิ่งมีชีวิต)

+ ก็มีแต่มนุษย์นี่แหละ ที่สูญเสียการเชื่อมต่อกับพื้นโลกเพื่อรับอิเล็กตรอนนี้ไป ปัจจุบันนี้เราแทบจะไม่ได้เปลือยกาย หรือเดินเท้าเปล่าสัมผัสพื้นดิน ไม่นอนบนพื้นดิน ไม่สวมรองเท้า ไม่นอนบนที่นอนที่ทำจากหนังสัตว์ เลยไม่มีโอกาสที่จะเพื่อปล่อยให้พลังงานไฟฟ้า(อิเล็กตรอน) ไหลผ่านร่างกาย

+ การทำงานของมนุษย์ในปัจจุบันก็กลายเป็นทำงานบนตึกสูงระฟ้าห่างไกลจากพื้นดิน ด้วยเหตุนี้การไม่เชื่อมต่อกับพื้นดิน จึงกลายเป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บที่มนุษย์สมัยใหม่มองข้ามไป

Grounding หรือบางบทความใช้คำว่า Earthing คือ การเชื่อมต่อร่างกายเรากับพื้นโลก เพื่อให้มีการถ่ายเทประจุไฟฟ้า

.
Q2 : ประโยชน์ต่อสุขภาพจากการทำ grounding ที่มีงานวิจัยรองรับมีอะไรบ้าง

การทำ grounding ให้ประโยชน์ต่อร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า สรุปดังนี้
1. กำจัดหรือลดภาวะอักเสบ
2. กำจัดหรือลดอาการเจ็บปวด
3. คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น
4. เพิ่มการผลิตเมลาโทนิน
5. ทำให้การหลั่งฮอร์โมนความเครียดขอตีสองกลับสู่ภาวะปกติ
6. ลดความเครียด
7. ปรับสมดุลย์ระบบประสาทซิมพาเทติกกับพาราซิมพาเทติก
8. ปรับปรุงสภาวะอารมณ์
9. ลดความหนืดของเลือด
10. ปรับปรุงการไหลเวียนเลือดบริเวณลำตัวระยางและใบหน้า
11. ปรับปรุงการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้น
12. ป้องกันการสูญเสียความหนาแน่นของมวลกระดูก
13. เพิ่มอัตราเมตาบอลิสม
14. ส่งเสริมการทำงานของต่อมไธรอยด์
15. ลดความเสียหายของกล้ามเนื้อเร่งการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ
16. เร่งการสมานแผล
17. ปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกันในยามที่ต้องตอบสนองต่อภาวะบาดเจ็บรุนแรง
18. ปรับแรงตึงตัวกล้ามเนื้อให้สมดุลย์
19. ลดอาการก่อนมีประจำเดือนและภาวะสะบัดร้อนสะบัดหนาวในวัยทอง
20. เป็นโล่ป้องกันสนามคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่ำ
21. ต้านความชรา
22. ทำให้ร่างกายต่อครบวงจรไฟฟ้าระหว่างโลกสิ่งมีชีวิตดวงอาทิตย์ทำให้ร่างกายทำหน้าที่ได้เต็มที่อย่าง

.
Q3 : เครื่องมือที่สร้างสภาวะ grounding คืออะไรบ้าง

+ คือ เครื่องมือง่ายๆ ที่มีคุณสมบัติในการเหนียวนำไฟฟ้า ซึ่งเราสามารถหาได้ในบ้าน เพื่อทำให้เราเชื่อมต่อกับพลังงานไฟฟ้าบนพื้นโลกได้

+ นอกจากเท้าเปล่าแล้ว ก็มีเครื่องมือทดแทนการเหยียบพื้นโลกด้วยเท้าเปล่า เช่น รองเท้าที่ส้นทำจากหนังสัตว์ นอกจากนั้นก็จะเป็นเสื่อสำหรับทำ grounding สายรัดข้อมือ แผ่นรองที่นอน ที่เชื่อมต่อกับพื้นโลกผ่านระบบสายดิน

+ เมื่อต่อระบบสายดินเข้ากับอุปกรณ์เหล่านี้แล้ว สิ่งที่เราต้องทำก็แค่นำร่างกายไปสัมผัสกับอุปกรณ์เหล่านี้ เช่น นอนบนเสื่อที่ต่อเข้ากับระบบสายดิน สวมสายรัดข้อมือที่เชื่อมต่อกับระบบสายดิน เพื่อดูดซับพลังงานไฟฟ้าจากพื้นโลก สามารถหารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก Grounded.com

.
Q4 : จะต้องใช้เวลานานเท่าใดในการทำ grounding เพื่อเกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ

+ เมื่อใดที่เท้าสัมผัสพื้นดิน มีการถ่ายเทอิเล็กตรอนจากพื้นดินเข้าสู่ร่างกาย ก็จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการทางสรีระวิทยาในร่างกายทันที ดังนั้นยิ่งร่างกายได้สัมผัสพื้นดินนานเท่าไร ก็ยิ่งจะได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพมากเท่านั้น เพราะอิเล็กตรอนที่ได้รับจากพื้นดิน จะสะเทิ้นอนุมูลอิสระ ซึ่งสะสมไม่มีวันจบสิ้นจากกระบวนการเมตาบอลิสมภายในร่างกาย และความเครียด

.
Q5 : ถ้าอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ และในชีวิตประจำวันไม่มีพื้นดินพื้นให้ได้เดินเท้าเปล่าย่ำ เรายังคงได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพเหมือนเดิมไหม ถ้าเราทำ grounding บนพื้นคอนกรีต

+ ได้ ตราบใดที่ไม่ทาสีทับบนคอนกรีต เนื่องจากคอนกรีตเป็นตัวนำไฟฟ้าเพราะทำขึ้นจาก น้ำ หิน ปูน ทราย ซึ่งมีแร่ธาตุนำไฟฟ้าเป็นส่วนประกอบ ถ้าคอนกรีตปูทับบนพื้นดินเลยจะดีมาก เพราะอิเล็กตรอนยังสามารถผ่านชั้นคอนกรีตขึ้นมาสู่เท้าเปล่าของเราได้ เช่นเดียวกันกับพื้นกระเบื้องเซรามิกที่มีรูพรุนไม่ได้เคลือบแก้ว

ส่วนพื้นยางมะตอย ซึ่งทำจากปิโตรเคมี พื้นไม้ ไวนิล พื้นพลาสติก พื้นยาง ไม่นำไฟฟ้า จึงใช้ในการทำ grounding ไม่ได้

.
Q6 : ถ้าเราถอดเฉพาะรองเท้า แต่ยังคงสวมถุงเท้าอยู่ จะรบกวนการทำ grounding ไหม และถ้าสวมรองเท้าแตะที่พื้นทำจากยาง จะรบกวนการทำ grounding หรือไม่

+ ถ้าสวมถุงเท้าที่ทำจากผ้าฝ้าย หรือ ไนลอน ยังคงทำ grounding ได้ แต่ต้องทำให้ถุงเท้าชื้น ซึ่งจะเพิ่มการนำไฟฟ้า ส่วนรองเท้าแตะพื้นเป็นยางหรือพลาสติก ใช้ทำ grounding ไม่ได้เพราะมันไม่นำไฟฟ้า

.
Q7 : ถ้าเราเท้าเปล่าสัมผัสพื้นดินเพื่อทำ grounding อยู่ แล้วเราแตะเพื่อนซึ่งสวมรองเท้าพื้นยางอยู่ เพื่อนเราจะได้รับอิเล็กตรอนจากการทำ grounding หรือไม่

+ คำตอบน่าตื่นเต้น ได้ เพราะร่างกายเป็นตัวนำไฟฟ้า จึงสามารถผ่านอิเล็กตรอนจากร่างกายเราไปยังร่างกายเพื่อน ซึ่งถึงแม้จะสวมรองเท้าที่พื้นเป็นยางหรือฉนวนอื่นๆอยู่ก็ตาม


ขอบคุณบทความจาก พี่บุ๋ม เวบ fatoutkey ลุงแนะนำให้ติดตามเลย เวบนี้คุณภาพเต็มร้อย

https://fatoutkey.com/grounding-101-ep2/
.

siri
โพสต์: 1796
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

Re: รวมแนวทางและวีดีโอความรู้หลักการแห่งอายุยืนยาว

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » อาทิตย์ ม.ค. 09, 2022 12:46 am

นาฬิกาชีวิต 24 ชั่วโมง Circadian Rhythms (ตอนที่ 1)
.
ปรากฏการณ์ธรรมชาติ 'นาฬิกาชีวิต' รอบเวลาที่เราใช้ชีวิตใน 24 ชั่วโมง นาฬิกาชีวิตไม่เพียงแค่กำหนดเวลานอนของเราเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อระบบการทำงานอื่นๆ ในร่างกาย เช่น กระบวนการเมตาบอริซึม การสร้างเซลล์ใหม่ และระบบภูมิคุ้มกัน
แสงสว่างจากหลอดไฟ การเดินทางข้ามประเทศ หรือการกินอาหารตอนดึกๆ ส่งผลกระทบต่อนาฬิกาชีวิต การตรวจสอบจังหวะเวลา การรักษาโรคโดยปรับจังหวะเวลาให้ถูกต้อง ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีที่สุด และเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด
.
1
นาฬิกาชีวิต Circadian Rhythms คืออะไร
3.8 พันล้านปีที่แล้ว รอบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลกสั้นกว่าปัจจุบัน หรือใช้เวลา 23 ชั่วโมง 56 นาที 4 วินาที ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแน่นอนนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมในด้าน แสง อุณหภูมิ และการหาอาหาร แตกต่างกันในช่วงกลางวันและกลางคืน สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ รวมถึงมนุษย์ ใช้จังหวะการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลก ให้เกิดประโยชน์ในแต่ละวัน ทำให้เกิดการปรับตัว ปรับพฤติกรรม เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการในแต่ละวัน แต่ละคืน
สิ่งมีชีวิตที่ใช้ประโยชน์จาก Circadian Rhythms จะได้เปรียบคู่แข่งในการหาอาหาร หรือหากใช้จังหวะเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะทำให้หลบหลีกนักล่า และเอาตัวรอดได้ดี
กระบวนการทางชีวภาพที่เกิดขึ้นในร่างกายของสิ่งมีชีวิต เพื่อให้เซลล์ทำงานได้ดี จำเป็นต้องมีสารเคมีถูกที่ ถูกเวลา ยีนจำนวนมากจะต้องเริ่มและหยุดการทำงานเป็นจังหวะสอดคล้องกัน สารประกอบทางชีวภาพ เช่น โปรตีน เอนไซม์ ไขมัน คาร์โบไฮเดรต ฮอร์โมนส์ ร่างกายต่างก็ต้องดูดซึม ย่อยให้เล็กลง เผาผลาญ และสร้างขึ้นมาตรงเวลา
พลังงานจะถูกส่งไปยังเซลล์ และนำไปใช้เพื่อ การเจริญเติบโต การเพิ่มจำนวน การเผาผลาญ การเคลื่อนไหว และการซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหาย กระบวนการเหล่านี้ต่างก็ต้องใช้พลังงาน และต้องเกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด และเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะที่เกิดขึ้นจากความสับสนวุ่นวาย ในกรณีที่มีบางกระบวนการทำงานผิดจังหวะ
กิจกรรมในแต่ละวันหรือการนอนของมนุษย์ก็เกิดขึ้นตามจังหวะ Circadian Rhythms ในช่วงที่ร่างกายตื่นตัว ช่วงเวลาที่มีการใช้พลังงานมาก ร่างกายจำเป็นต้องเตรียมพร้อมสำหรับการกินอาหาร การย่อย และการดึงสารอาหาร การนำเลือดไปเลี้ยงอวัยวะหรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นใน กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ต่างก็ต้องเป็นไปตามจังหวะ
การนอนหลับเป็นสัญญาณบอกว่า กระบวนการส่วนใหญ่ได้หยุดลง แต่ในระหว่างการนอน ก็ยังมีกระบวนการอื่นๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหาย การกำจัดของเสียหรือสารพิษ และในสมองเองก็จะประมวลผลข้อมูลความทรงจำ หากจังหวะเวลาผิดเพี้ยนไปจากปกติ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการเดินทางข้ามประทศหรือการทำงานกะดึก ก็จะทำให้ระบบภายในทำงานผิดจังหวะ ทำให้กิจกรรมหรือกระบวนการภายในทำงานผิดที่ผิดเวลา
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีเซลล์สมองส่วนหนึ่งที่เรียกว่า Suprachiasmatic Nucleus (SCN) ทำหน้าที่เป็นนาฬิกากลาง ควบคุมจังหวะการทำงาน แต่อวัยวะแต่ละส่วนในร่างกายต่างก็มีนาฬิกาของมันเอง มีจังหวะการทำงานของมันเอง แสงสว่างจะกระตุ้นส่วนรับแสงในเรตินา เพื่อบอกให้ SCN รู้ว่าทำงานผิดจังหวะ
แสงสว่างจากหลอดไฟในตอนกลางคืน หรือการกินอาหารมื้อดึก ก็มีผลทำให้นาฬิกาชีวิตทำงานคลาดเคลื่อนได้ และจะส่งผลกระทบต่อจังหวะการทำงานของตับและตับอ่อน ทำให้มันทำงานผิดจังหวะ คลาดเคลื่อนไปจากอวัยวะส่วนอื่นๆ ในร่างกาย
.
2
นาฬิกาชีวิต ฤกษ์ดี ยามดี จะทำอะไรเวลาไหนเป็นเรื่องสำคัญ
งานวิจัยจำนวนมากทำให้เรารู้ว่า เหตุการณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นด้านกายภาพหรือทางความคิด เกิดขึ้นแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา เช่น
* อาการปวดฟันจะลดน้อยลงในตอนเช้า
* งานตรวจอักษรจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดในตอนเย็น
* ความเจ็บปวดจากการใช้แรงกายจะเริ่มขึ้นในตอนเย็น
* การคลอดตามธรรมชาติมักจะเกิดขึ้นในตอนเช้าตรู่
* ความแม่นยำของลูกเสิร์ฟสั้นหรือยาวในกีฬาแบดมินตัน ตอนกลางวัน จะแม่นยำมากกว่าตอนเช้าหรือตอนเย็น
* ความแม่นยำของลูกเสิร์ฟแรกในกีฬาเทนนิส ตอนเช้า จะแม่นยำมากกว่าตอนกลางวันหรือตอนเย็น แต่ความเร็วของลูกเสิร์ฟในตอนเย็นจะมากกว่าตอนเช้า
* ความเร็วของนักว่ายน้ำ ตอนเย็นจะเร็วกว่าตอนเช้าหรือตอนกลางวัน
* ทักษะการเล่นฟุตบอล เช่น ลูกเตะวอลเลย์ หรือความเร็วของการเลี้ยงบอล สูงขึ้นในตอนเย็น
* กีฬาที่ต้องใช้ทักษะ เช่น แบดมินตัน เทนนิส หรือฟุตบอล นักกีฬาจะทำได้ดีที่สุดในตอนเช้า ส่วนกีฬาที่ต้องใช้ความแข็งแรงของร่างกายจะทำได้ดีในตอนเย็น
.
3
ตอนเช้าคือช่วงเวลาอันตรายของคนเป็นโรคหัวใจ
ความดันเลือดและอัตราการเต้นของหัวใจที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลาของวัน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ Circadian Rhythms ความดันเลือดของมนุษย์จะสูงขึ้นก่อนตื่นนอน อาการทางหัวใจหลายๆ อย่าง เช่น ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ภาวะที่สมองขาดเลือด มักจะเกิดขึ้นในตอนเช้า ตั้งแต่ 6 โมงเช้า ถึงตอนเที่ยง ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ก็เกิดขึ้นตามจังหวะของ Circadian Rhythms เช่นกัน และมักจะเกิดขึ้นบ่อยในตอนกลางวันมากกว่าตอนกลางคืน
โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเกิดขึ้นบ่อยในตอนเช้า เกิดบ่อยกว่าในตอนเย็น 2-3 เท่า ในตอนเช้าตรู่ ระดับความดันตัวบนและอัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้หัวใจต้องการพลังงานและออกซิเจนมากขึ้น แต่ในตอนเช้าก็เป็นช่วงเวลาที่การหดตัวของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเพิ่มขึ้น ทำให้เลือดและออกซิเจนไม่เพียงพอและขัดกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เป็นจุดเริ่มของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย
.
4
นอนไม่พอ เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ
Till Roenneberg ศาสตราจารย์ด้าน Chronobiology ได้ศึกษาช่วงเวลานอนของคนโดยใช้แบบสอบถาม และจำแนกคนออกเป็นกลุ่ม ตามช่วงเวลานอนและเวลาตื่น ในวันทำงานและวันหยุด จากคนจำนวน 2 แสนที่ส่งข้อมูลกลับ และการวิเคราะห์จากวันหยุด ซึ่งส่วนใหญ่คนจะไม่ตั้งนาฬิกาปลุก ทำให้รู้จำนวนของคนที่เป็นประเภทคนตื่นเช้าและคนกลางคืน ได้แม่นยำ
จากการศึกษาพบว่า 10-15% เป็นคนตื่นเช้า อีก 10-15% เป็นคนกลางคืน คนที่ตื่นสายและนอนดึก นอกจากนั้นยังพบว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่มีความพิเศษมากๆ เช่น คนที่นอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม และตื่น ตี 4 และคนที่นอนตี 4 และตื่นเที่ยง
และพบว่าหลายคนที่ใช้ชีวิตและมีเวลานอน 2 แบบ คือ วันทำงานจะใช้นาฬิกาช่วยปลุก และวันหยุดที่จะปล่อยให้ตื่นตามจังหวะธรรมชาติ จำนวนคนที่ใช้นาฬิกาปลุกในวันทำงานมีมากถึง 80% และพบการเพิ่มขึ้นของคนที่ใช้ยาเพื่อให้ช่วยหลับในตอนกลางคืน และใช้เครื่องดื่ม ชากาแฟ เพื่อให้ตื่นในตอนกลางวัน
Social Jet Lag คือ คำที่ศาสตราจารย์ใช้เรียก ความแตกต่างของการตื่นตามนาฬิกาปลุกในวันทำงานกับการตื่นตามธรรมชาติในวันหยุด กลุ่มคนพิเศษที่ตื่นสายมากๆ ถ้าต้องบังคับให้ตื่นตอน 7 โมง ก็จะได้รับผลกระทบจาก Social Jet Lag เช่นเดียวกันกับกลุ่มคนพิเศษที่ตื่นเช้ามากๆ ถ้าต้องเจอกับความกดดันหรืองานสังคมที่ทำให้ต้องนอนดึกๆ ก็จะได้รับผลกระทบจาก Social Jet Lag เช่นกัน
ในบรรดาผู้ที่ตอบแบบสอบถาม มีคนเพียง 13% เท่านั้น ที่พบว่าไม่ได้รับผลกระทบจาก Social Jet Lag ส่วนอีก 69% ที่เหลือจะได้รับผลกระทบอย่างน้อย 1 ชั่วโมง และมี 1 ใน 3 ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่ 2 ชั่วโมงขึ้นไป ความจำเป็นของงานสังคมเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนต้องนอนผิดเวลา มีคน 5% ที่ได้นอนน้อยกว่า 20% ที่ร่างกายจำเป็น และ 35% ของคนที่ได้นอนน้อยกว่า 10% ในวันทำงาน มีเพียง 25% เท่านั้นที่ได้นอนในวันทำงานพอๆ กับวันหยุด
คนกลางคืนจะทำงานตอนกลางคืนได้ดีกว่าคนตื่นเช้า แต่ผลกระทบของ Social Jet Lag ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ในกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจาก Social Jet Lag จำนวนมาก ก็พบว่ามีจำนวนคนสูบบุหรี่มากขึ้น และคนดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มคาเฟอีน และมีระดับความเครียดสูง ก็มีมากขึ้นด้วย
คนที่ได้รับผลกระทบจาก Social Jet Lag มักจะเป็นคนที่มีน้ำหนักเกิน โดยพบว่าทุกๆ 1 ชั่วโมงที่ได้รับผลกระทบ ก็เพิ่มความน่าจะเป็น 30% ที่จะมีน้ำหนักเกิน ตรงข้ามกับคนที่ได้รับผลกระทบน้อย หรือคนตื่นเช้า ก็พบว่าจะเป็นคนที่มีความสุข และมีความกระตือรือร้นมากกว่า สาเหตุที่ทำให้คนตื่นเช้ามีความสุขเป็นไปได้ว่าจะเกิดจาก จังหวะการนอนธรรรมชาติที่สอดคล้องกับความต้องการทางสังคม ทำให้นอนและตื่นตามเวลา
.
5
นาฬิกาชีวิตและอายุ มีผลต่อการเรียนรู้
พันธุกรรม พื้นที่อาศัย และอายุต่างก็มีผลต่อการเป็นคนตื่นเช้าหรือคนกลางคืน วัยเด็กมักจะตื่นเช้า คนที่เริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่มักจะนอนตื่นสาย และเมื่อเวลาผ่านไป ก็จะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนจนกระทั่งอายุประมาณ 50-60 ปี ก็จะกลับมาเหมือนวัยเด็กอีกครั้ง
ประสิทธิภาพของการเรียนรู้ในคนที่เริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ จะเพิ่มสูงขึ้นตลอดทั้งวัน ในขณะที่ผู้สูงอายุจะทำได้แย่ลง งานวิจัยของ Lynn Hasher เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ที่ต่างกัน ในช่วงเช้า และช่วงบ่าย ในเด็กและผู้ใหญ่ พบว่าคะแนนการทดสอบในช่วงบ่ายของเด็กเพิ่มขึ้น 10% จากตอนเช้า ในขณะที่ผู้ใหญ่ลดลง 7%
นอกจากนั้นความเชื่อที่ว่าให้เด็กเรียนวิชาหนักๆ เช่น คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในช่วงเช้า ส่วนวิชาเบาๆ อย่างพละ ศิลปะหรือคนตรี ให้เรียนตอนบ่าย ตารางเรียนนี้ก็ถูกกำหนดโดยครู ไม่ใช่ตัวนักเรียน
ความคิดที่ว่าเด็กจะกระตือรือร้นมากในตอนเช้า และพร้อมที่จะเรียนวิชาหนักๆ ที่ต้องอาศัยความคิดและใช้ปัญญามากกว่า จึงเป็นความคิดไปเองผิดๆ
.
6
นาฬิกาชีวิต มีผลต่อนักกีฬา สมรรถภาพของนักกีฬาจะดีขึ้นตลอดทั้งวัน
ปฏิกิริยาเคมีโดยทั่วไปเมื่อมีการเพิ่มอุณหภูมิจะส่งผลให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเพิ่มขึ้น กระบวนการเคมีในร่างกายก็เช่นกัน จะเกิดขึ้นเร็วเมื่ออุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น ทำให้สมรรถภาพของร่างกายดีขึ้นตลอดทั้งวัน นักกีฬาจะเล่นได้ดีที่สุดในตอนเย็น
แต่สำหรับนักกีฬาที่เป็นคนตื่นเช้า ช่วงเวลาที่จะเล่นได้ดีที่สุดคือตอนกลางวัน นักกีฬาที่ไม่ตื่นเช้ามากหรือไม่นอนดึกมากก็จะเล่นได้ดีที่สุดในตอนบ่าย ส่วนนักกีฬาที่เป็นคนกลางคืนก็จะเล่นได้ดีที่สุดในตอนเย็น และทุกคนเล่นได้แย่ที่สุดในตอน 7 โมงเช้า คนที่นอนดึกตื่นสาย ถ้าให้วิ่งในตอนเช้า ถึงจะพยายามแค่ไหนก็ยังวิ่งช้ากว่าวิ่งตอนเย็น 26%
นอกเหนือจากโภชนาการและการสร้างแรงกระตุ้น โค้ชและนักกีฬาจะต้องคำนึงถึง ช่วงเวลาที่นักกีฬาเล่นได้ดีที่สุด และนำ Circadian Rhythms มาใช้วางแผนโปรแกรมการฝึกซ้อม


----------------------------------

นาฬิกาชีวิต 24 ชั่วโมง Circadian Rhythms (ตอนจบ)
.
7
การรักษาโรคโดยการคำนึงถึงนาฬิกาชีวิต ช่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดผลข้างเคียงของการรักษา
การรักษาโรคโดยคำนึงถึง Circadian Rhythms การให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาในเวลาที่เหมาะสม มีส่วนช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น และได้ผลมากขึ้น
กลุ่มยา Statins เป็นยาที่รักษาไขมันในเลือดสูง โดยการใช้เอนไซม์ HMGCR (HMG-CoA reductase) ยับยั้งการสร้างไขมัน LDL (Low Density Lipoprotein) เพื่อลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ Circadian Rhythms มีผลทำให้ HMGCR ทำงานได้ดีในตอนกลางคืน กลุ่มยา Statins ที่มีครึ่งชีวิตสั้น เช่น Simvastatin และ Lovastatin จะมีประสิทธิภาพสูงสุดถ้าใช้ในช่วงก่อนนอน
การรักษาโรคมะเร็งโดยคำนึงถึง Circadian Rhythms เพื่อช่วยให้ได้ผลดีที่สุด แนวคิดนี้ก็มีการนำไปใช้ตลอด 30 ปี ที่ผ่านมา ความยากอย่างหนึ่งของการรักษามะเร็งคือผลข้างเคียง การรักษาโดยการทำลายเซลล์เนื้องอกที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว แต่เซลล์ Hair Follicle ที่สร้างเส้นผมหรือเซลล์ Endothelial Lining ในกระเพาะอาหาร ก็แบ่งตัวเร็วเช่นกัน ทำให้เกิดผลข้างเคียงคือผมร่วงและคลื่นไส้
การรักษาโดยคำนึงถึงช่วงเวลาที่เซลล์เส้นผมและเซลล์ในกระเพาะอาหารแบ่งตัว ให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาในเวลาที่เหมาะสม ทำให้การทำลายเซลล์เนื้องอกได้ผลดีที่สุด และลดผลข้างเคียงต่อเซลล์อื่นๆ ให้น้อยลงได้
ถึงแม้ว่าการรักษาโดยคำนึงถึง Circadian Rhythms จะได้ผลดี แต่กลับมีโรงพยาบาลเพียงบางแห่งที่นำไปใช้ เหตุผลหนึ่งที่มันขัดแย้งเป็นเพราะว่า เวลาที่ดีที่สุดในการรักษามักจะเป็นช่วงกลางคืน ช่วงเวลาที่โรงพยายาลขาดทรัพยากร ขาดกำลังคนที่จะทำการรักษา
.
8
นาฬิกาชีวิต มีผลต่อ อาหารการกิน การย่อยสารอาหาร เมตาบอริซึม
พฤติกรรมการกินปรับเปลี่ยนตามความสามารถของการหาอาหาร ความหิว สังคม จังหวะเวลา Circadian Rhythms ก็มีผลต่อการกินในระดับโมเลกุล การย่อยสารอาหาร เมตาบอริซึม
การกินเพื่อให้ได้พลังงานไปใช้ในระหว่างการทำกิจกรรมหรือการพักผ่อน การกินอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ร่างกายจะเก็บสะสมสารอาหารเหล่านี้ไว้ในระยะยาว หรืออาจจะนำไปงานทันที พลังงานที่ร่างกายสะสมในรูปของ ไกลโคเจน (Glycogen) หรือไขมันในตับ จะถูกเผาผลาญเปลี่ยนไปเป็นกลูโคส เพื่อรักษาระดับพลังงานที่เหมาะสมต่อความต้องการในระหว่างการทำกิจกรรมหรือการพัก การกินอาหารจะทำให้ระดับของกลูโคสในเลือดเปลี่ยนแปลง
ในขณะที่ระดับกลูโคสในเลือดต่ำ ร่างกายจะตอบสนองโดยจะกระตุ้น เซลล์อัลฟา (Alpha cells) ในตับอ่อน ให้หลั่ง กลูคากอน (Glucagon) และกลูคากอนจะไปกระตุ้นตับ ให้เปลี่ยนไกลโคเจนเป็นกลูโคสและปล่อยเข้าไปในกระแสเลือด และเริ่มกระบวนการ Gluconeogenesis ซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนโปรตีนและไขมันไปเป็นกลูโคส นอกจากนั้นกลูคากอนยังไปกระตุ้นให้ย่อยไขมัน ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) และเปลี่ยนเป็น กรดไขมันอิสระ (Fatty Acid) และตับก็จะเปลี่ยนกรดไขมันไปเป็นกลูโคส ผลที่เกิดขึ้นโดยรวมคือระดับกลูโคสในเลือดสูงขึ้น
ในขณะที่ระดับกลูโคสในเลือดสูง ร่างกายจะตอบสนองโดยจะกระตุ้น เซลล์เบต้า (Beta Cells) ในตับอ่อน ให้หลั่ง อินซูลิน (Insulin) อินซูลินจะปรับให้ร่างกายเก็บหรือนำกลูโคสและไขมันไปใช้ อินซูลินจะเร่งให้กล้ามเนื้อนำกลูโคสไปใช้งาน กระตุ้นให้ตับเปลี่ยนกลูโคสไปเป็นไกลโคเจนเพื่อเก็บสะสม และระงับการเปลี่ยนไขมันไปเป็นกรดไขมัน และเร่งการเปลี่ยนกรดไขมันไปเก็บไว้ในรูปแบบไขมัน ผลที่เกิดขึ้นโดยรวมคือระดับกลูโคสในเลือดต่ำลง
SCN นาฬิกากลางและนาฬิกาของอวัยะส่วนอื่นๆ ต่างก็มีผลต่อเมตาบอริซึม โดย SCN จะปรับกระบวนการรักษาระดับกลูโคสเช่น การสร้างกลูโคส การนำกลูโคสไปใช้งาน การหลั่งอินซูลิน และการตอบสนองต่ออินซูลิน และก็เป็นอินซูลินที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างกลูโคสในตับ และการนำกลูโคสไปใช้งาน
นอกจากนั้นฮอร์โมนส์ก็มีส่วนสำคัญต่อการรักษาระดับกลูโคสในเลือด เช่น อะดรีนาลีน (Epinephrine) และ อะดรีโนคอร์ติโคทรอปิค (Adrenocorticotropic) ที่ช่วยเร่งกระบวนการ Gluconeogenesis และไปป่วนการทำงานของอินซูลิน ส่วนโกรทฮอร์โมน (Growth hormone) ที่ร่างกายหลั่งออกมาตอนกลางคืน ก็ไปร่วมป่วนอินซูลินเช่นกัน ฮอร์โมนไทโรไซน์ (Thyroid hormones) จากต่อมไทรอยด์ก็ช่วยเร่งการย่อยไกลโคเจนไปเป็นกลูโคส และช่วยเพิ่มการดูดซึมน้ำตาลจากอาหาร
โรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 (Type 1 diabetes) เกิดจากร่างกายขาดอินซูลิน ในขณะที่ โรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 (Type 2 diabetes) เกิดจากการดื้ออินซูลิน โรคเบาหวานทั้งสองชนิด ต่างก็มีผลทำให้มีกลูโคสในเลือดมากเกินไป ทำให้เกิดภาวะที่ร่างกายไม่สามารถรักษาระดับของกลูโคสในเลือดได้
กลูโคสเป็นเชื้อเพลิงของสิ่งมีชีวิตแทบจะทุกชนิด ดังนั้นการรักษาระดับของกลูโคสจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะสมอง ที่ถึงแม้จะมีน้ำหนักเพียงแค่ 2% ของร่างกาย แต่ก็ต้องการพลังงานถึง 20% ในรูปของกลูโคส เพื่อใช้งานทั้งวันทั้งคืน
กระบวนการเปลี่ยนไขมันในตับ กระบวนการย่อยอาหาร ต่างก็ทำงานตามจังหวะเวลา กระเพาะอาหารของคนจะย่อยอาหารในตอนเช้าได้ดีกว่าตอนกลางคืน การบีบตัวและการเคลื่อนตัวของลำไส้ก็เกิดขึ้นน้อยลงในตอนกลางคืน
.
9
นาฬิกาชีวิต และผลกระทบของการทำงานผิดจังหวะ
กิจกรรมที่ทำในแต่ละช่วงเวลาของวัน การเป็นคนตื่นเช้าหรือคนกลางคืนมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานหรือสุขภาพ และการทำงานผิดจังหวะ เวลาที่คลาดเคลื่อนยิ่งส่งผลกระทบที่ซับซ้อนมากขึ้น การเดินทางข้ามประเทศ การบินข้ามไทม์โซน และการทำงานกะกลางคืน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน
Sleep and Circadian Rhythm Disruption (SCRD) หรือ Circadian Rhythm Sleep Disorders (CRSD) ปัญหาเกิดจากการที่นอนหลับไม่เพียงพอ ของคนที่ไม่สามารถปรับการนอนให้ตรงตามความต้องการของงานหรือความต้องการของสังคม คนเหล่านี้จะนอนหลับเพียงพอก็ต่อเมื่อได้นอนตามจังหวะธรรมชาติของตัวเอง
.
10
Jet Lag
ตัวอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อจังหวะเวลาเกิดความคลาดเคลื่อน สภาพแวดล้อมและสัญญาณนาฬิกาภายในร่างกาย เปลี่ยนแปลงไปจากสภาวะปกติ การเดินทางข้ามประเทศข้ามไทม์โซนมากกว่า 3 หรือ 4 ชั่วโมง ไม่ว่าจะสวนทางหรือตามทิศทางการหมุนของโลก ก็จะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนขึ้นได้ ทำให้เกิดความเหนื่อยล้า นอนไม่หลับ สับสน ปวดหัว และอารมณ์แปรปรวน บางคนสามารถทนต่ออาการเหล่านี้ได้ดีถ้าต้องเดินทางจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก เดินทางไล่ตามแสงอาทิตย์ มีช่วงเวลาได้รับแสงสว่างมากขึ้น ทำให้ช่วงเวลากลางวันยาวนานขึ้น
ผลกระทบของ Jet Lag ที่มีต่อนักกีฬา ทำให้ระดับความดันเลือด อุณหภูมิร่างกาย หรือระดับความเครียด (Cortisol) เกิดความคลาดเคลื่อนและต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อปรับตัว ทำให้ส่งผลต่อการฝึกซ้อม ถึงแม้นักกีฬาจะมีความฟิต แต่ถ้าต้องเดินทางข้ามไทม์โซนตั้งแต่ 6 ชั่วโมงขึ้นไป ก็จะต้องใช้เวลาในการปรับตัวมากถึง 2 สัปดาห์
.
11
นอนไม่หลับ นอนน้อย ปัญหาของคนทำงานกะกลางคืน
คนที่ทำงานตอนกลางคืนพยายามที่จะนอนในตอนกลางวัน และช่วงเวลาการนอนหลับจะสั้นกว่าและหลับไม่สนิท กลางคืนเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเตรียมพร้อมที่จะพัก ความกระตือรือร้นและประสิทธิภาพการทำงานลดลง ดังนั้นคนทำงานกะกลางคืน จึงเป็นคนที่ฝืนทำงานตอนที่ง่วงนอน และฝืนนอนตอนที่ร่างกายตื่นตัว
ในตอนเช้าแสงสว่างจากดวงอาทิตย์จะมีความสว่างมากกว่าในที่ทำงานถึง 50 เท่า ส่วนในตอนกลางวันก็จะสว่างมากกว่าถึง 250 เท่า หลังจากงานเสร็จ คนทำงานกลางคืนที่ต้องออกมาเจอกับแสงสว่างที่มากกว่า ทำให้ร่างกายต้องปรับสัญญาณนาฬิกาเพื่อให้เหมาะสมกับช่วงเวลากลางวัน
คนที่มีปัญหาการนอนหลับจากผลกระทบของการทำงานกลางคืน ทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ถึงแม้จะเกิดขึ้นไม่กี่วัน ก็ยังส่งผลเสียต่ออารมณ์และระบบการเรียนรู้ได้ ส่วนคนที่ได้รับผลกระทบเป็นเวลานานๆ ก็จะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งและโรคหัวใจ
พยาบาลคือกลุ่มคนที่ต้องทำงานเป็นกะ การทำงานกะกลางคืนเป็นเวลาหลายปี เชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพเช่น เบาหวาน มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งในลำไส้ใหญ่ ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนปีของการทำงานกะกลางคืน จำนวนครั้งที่ต้องสลับเปลี่ยนตารางเวลา และจำนวนชั่วโมงของการทำงานกะกลางคืนในแต่ละสัปดาห์ ความสัมพันธ์ของปัจจัยเหล่านี้ที่มีต่อความเสี่ยงของโรคมะเร็ง ทำให้ WHO จัดให้เป็นหนึ่งในสาเหตุของมะเร็ง Carcinogen Group 2 A
การทำงานกะกลางคืนมีผลต่อโรคหัวใจ ภาวะอ้วน ความเครียด คนที่ทำงานดึก หรือต้องทำงานกลางคืน เป็นเวลานานถึง 10 ปี จะส่งผลทำให้ความสามารถในการเรียนรู้และจดจำลดน้อยลง เมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่ทำงานตอนกลางวัน
Leptin และ Ghrelin เป็นฮอร์โมนส์ในกระเพาะอาหาร เซลล์ไขมันจะสร้าง Leptin เพื่อเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าอิ่มแล้ว ส่วนกระเพาะอาหารก็สร้าง Ghrelin เพื่อเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าหิวแล้ว การทดลองในกลุ่มผู้ชายที่สุขภาพแข็งแรง หลังจากให้นอนในช่วงเวลาที่จำกัดเป็นเวลา 7 วัน ส่งผลทำให้ระดับของ Leptin ลดลงประมาณ 17% และทำให้ระดับของ Ghrelin เพิ่มขึ้นประมาณ 28% ทำให้เพิ่มความอยากและกินอาหารมากขึ้น และพบว่ากินอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูงเพิ่มขึ้นประมาณ 35-40%
ทำให้อธิบายได้ว่าทำไมคนทำงานกะกลางคืนถึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนและเบาหวาน และคนกลุ่มนี้ต่างก็มีระดับฮอร์โมนความเครียดสูงกว่าปกติอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้หยุดยั้งการทำงานของอินซูลินและทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
.
12
อาการนอนไม่หลับ ในคนสูงอายุ
อายุที่มากขึ้น ดวงตาที่เสื่อมสภาพลง ทำให้รับแสงสว่างได้น้อยลง อุณหภูมิร่างกาย เมตาบอริซึม การหลั่งฮอร์โมนส์ ที่ลดลง ส่งผลกระทบต่อการปรับเวลาตามจังหวะ Circadian Rhythms ส่งผลให้เกิดปัญหาการนอนได้ นอกจากนั้นการทำกิจกรรมลดน้อยลง การอยู่แต่ในบ้าน ก็ทำให้เสียโอกาสที่จะได้รับแสงสว่างเช่นกัน
การนอนมีความสำคัญและจำเป็นต่อการประมวลผลความทรงจำ ปัญหาการนอนส่งผลเสียต่อร่างกาย สัญญาณนาฬิกาภายในร่างกายช่วยปรับกระบวนการทางประสาท รวมถึงกระบวนการซ่อมแซม DNA กระบวนการขจัดของเสียออกจากเซลล์ร่างกาย หากจังหวะสัญญาณนาฬิกาเกิดความคลาดเคลื่อน ก็จะส่งผลเสียต่อระบบประสาท ทำให้เกิดวงจรทำลาย
การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องการนอน ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการนอนไม่เพียงพอ จึงมีความสำคัญมากสำหรับคนที่ต้องเข้าสู่วัยชรา
.
13
ทำงานดึก กินมื้อดึก เสี่ยงเป็นเบาหวาน
ในตอนเช้าร่างกายจะจัดการเก็บและนำกลูโคสไปใช้งานได้ดีกว่าในตอนเย็น อาหารประเภทเดียวกันที่เรากินในตอนเช้า จะถูกย่อยได้เร็วกว่าที่เรากินในตอนเย็น และระดับกลูโคสในเลือดหลังจากกินอาหารในตอนเย็นก็สูงกว่าในตอนเช้าถึง 17% การทดลองในคนที่ทำงานกะกลางคืน โดยรบกวนช่วงเวลานอน หลังจาก 3 วัน ความสามารถในการจัดการกลูโคสในตอนเย็นยิ่งแย่ลง และมีสัญญาณบ่งบอกของภาวะดื้ออินซูลิน ช่วยอธิบายว่าทำไมคนทำงานกะกลางคืนถึงมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน
.
อ่านเพิ่มเติม
ในหนังสือ Circadian Rhythms Short Introduction Introductions ยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ เช่น นอกจากสัญญาณนาฬิกาแล้ว แสงสว่างก็มีผลโดยตรงกับพฤติกรรมของสัตว์ ทำให้ต้องหาที่หลบภัย งดทำกิจกรรม นอนหลับ ทำให้ตื่นตัว ทำให้ออกล่าเหยื่อ และทั้งสองปัจจัยก็มีส่วนทำให้เกิดการปรับตัวให้เหมาะสมเพื่อความอยู่รอด
ผลกระทบของ Circadian Rhythms ในระดับโมเลกุล เมตาบอริซึม หรือที่กระทบต่อ DNA เป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าที่เราจะเขียนอธิบายให้เข้าใจได้ในตอนนี้ คงต้องไปอ่านเพิ่มเอง

siri
โพสต์: 1796
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

Re: รวมแนวทางและวีดีโอความรู้หลักการแห่งอายุยืนยาว

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » อาทิตย์ ม.ค. 30, 2022 3:48 pm

จากเพจ Run Along Now วิ่งตามโลก
·
5 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จ ของคนตื่นเช้า
จากหนังสือ Miracle Morning ทุกสิ่งในชีวิตจะดีขึ้น เมื่อตื่นเช้า
.
1
คำถามสำคัญข้อแรกคือ อะไรคือ สาเหตุหลักที่ทำให้เราต้องสนใจมาพัฒนาตัวเองขนาดที่ว่า ต้องยอมตื่นเช้าทุกวันเพื่อทำสิ่งนี้เป็นอย่างแรก?
คำตอบน่าจะมาจากสถิติที่หนังสือนำเสนอไว้อย่างน่าสนใจว่า คนกว่า 95% ของประชากรทั้งหมดไม่ได้มีชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ เนื่องจากไม่สามารถหาเงินได้มากพอที่จะใช้ไลฟ์สไตล์ที่ตัวเองวาดฝันไว้
หลายคนมีภาระหนี้สิน และอีกหลายคนมีรายได้ที่ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จะมีเพียงแค่ 1% ที่ร่ำรวย และอีก 4% ที่มีเงินมากพอจะเกษียณตัวเองได้
การพัฒนาตัวเองในด้านต่างๆ เพื่อให้ก้าวขึ้นไปมีชีวิตในแบบที่ต้องการจึงมีความสำคัญมาก
ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะต่างๆ การอ่านหนังสือเพื่อรับเอาไอเดียใหม่ๆ รวมถึงการฝึกสมาธิ และการออกกำลังกายเพื่อลดความเครียด และยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนั้นล้วนส่งผลต่อความก้าวหน้าทั้งทางการงาน การเงิน และชีวิตในระยะยาว
.
2
คำถามถัดมาคือ อะไรคือสาเหตุหลักที่ทำให้คนทั่วไปล้มเหลวในการพัฒนาตัวเองไปสู่เป้าหมาย?
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่หนังสือเล่าถึงก็คือ การที่เรายึดติดกับชีวิตในอดีต หรือที่เรียกว่า โรคกระจกมองหลัง (Rearview Mirror Syndrome)
คนที่เป็นโรคนี้คือ คนที่เอาแต่มองไปที่กระจกหลัง ซึ่งก็คืออดีตของตัวเอง และเชื่อว่าพวกเขาต้องใช้ชีวิตแบบที่ผ่านมาเหมือนในอดีต พวกเขากลัวที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เพราะนั่นจะทำให้เขาต้องถอดตัวเองออกจากอดีตที่ยึดเหนี่ยว
ในเมื่ออดีตส่วนใหญ่ของคนเหล่านี้คือ ความล้มเหลว พวกเขาจึงไม่สามารถก้าวพ้นความล้มเหลวได้สักที
วิธีแก้เมื่อเราเข้าใจเรื่องนี้ ก็คือ การเชื่อว่าเราเปลี่ยนแปลงได้ เราสามารถก้าวข้ามเรื่องราวในอดีต และมีชีวิตในแบบที่เราต้องการได้
.
อีกสาเหตุหนึ่งคือ การที่คนจำนวนมากแยกเหตุการณ์ต่างๆ ออกจากกัน และไม่คำนึงถึงความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันในภาพรวม (Isolating Incident) เช่น เราตัดสินใจว่าวันนี้จะไม่ออกกำลังกาย เพราะคิดว่ายังไงวันพรุ่งนี้ก็ยังออกได้อยู่
แต่แน่นอนว่าวันพรุ่งนี้เราก็จะยังคิดแบบเดิมอยู่ และการออกกำลังกายก็ไม่เคยเกิดขึ้นสักที
เพราะความจริงแล้วทุกการตัดสินใจของเราเชื่อมโยงกันในภาพรวม และล้วนส่งผลกับชีวิตเราทั้งนั้น
เราจึงควรหยุดอ้างว่าเราไม่ทำในวันนี้เพราะเราจะทำในวันอื่น และตั้งใจให้สิ่งที่ดีที่สุดกับตัวเราในทุกการตัดสินใจ
.
3
เมื่อเราเข้าใจความสำคัญของการพัฒนาตัวเอง และรู้สาเหตุว่าทำไมเราถึงติดกับดักการหยุดอยู่กับที่นั่น คำถามถัดมาคือ ทำยังไงเราถึงจะตื่นเช้าเพื่อมาพัฒนาตัวเองตามเป้าที่เราตั้งไว้ได้?
ผู้เขียนแบ่งออกเป็น 5 วิธีง่ายๆในการหยุดกดปุ่ม snooze และตื่นขึ้นมาตามแผนสักที
.
วิธีที่ 1 : ตั้งเป้าให้ชัดเจนก่อนนอน
‘สิ่งที่เราคิดอย่างแรกตอนตื่นนอน เป็นสิ่งเดียวกับสิ่งสุดท้ายที่เราคิดก่อนนอน’
เราจึงควรวางแผนให้ชัดว่า พรุ่งนี้เราจะตื่นมาทำอะไรบ้าง ความชัดเจนทำให้เราลุกจากเตียงได้ง่ายในวันรุ่งขึ้น
.
วิธีที่ 2 : วางนาฬิกาปลุกไว้ที่อีกฟากนึงของห้อง
เพื่อให้เราต้องออกแรงในการเดินไปกดปุ่มหยุดนาฬิกาปลุก และอย่างน้อยๆก็เอาตัวออกห่างจากเตียง
.
วิธีที่ 3 : แปรงฟัน
เพื่อเพิ่มความสดชื่น และเป็นการบอกตัวเองว่าเราออกจากกิจกรรมการนอนแล้ว
.
วิธีที่ 4 : ดื่มน้ำ 1 แก้ว
เพราะตอนนอนเต็มๆ 6-8 ชั่วโมง ร่างกายไม่ได้รับน้ำเลย การดื่มน้ำจึงช่วยสร้างความสดชื่นให้ร่างกาย
.
วิธีที่ 5 : อาบน้ำหรือเปลี่ยนเสื้อผ้า
เพื่อเป็นการบอกร่างกายว่าเรากำลังจะเริ่มวันแล้ว
.
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ เรามักจะไม่ลุกจากที่นอนเพราะเราหมั่นบอกตัวเองว่า ‘เรายังนอนไม่พอ’ เพราะเรารู้ว่าเรานอนกี่ชั่วโมง
ในคืนที่เรานอนแค่ 6 ชั่วโมง เราก็เลยอาจบอกตัวเองว่า เราต้องการนอนเพิ่ม แต่ความจริงแล้วร่างกายของเราอาจพักผ่อนเพียงพอแล้วก็ได้
เพราฉะนั้นจงหยุดบอกร่างกายว่า เราต้องการนอนเพิ่ม และสั่งให้ร่างกายลุกออกจาเตียงโดยเร็ว!
.
4
คำถามสุดท้ายคือ เราควรทำอะไรบ้างเพื่อพัฒนาตัวเองหลังตื่นนอน?
ผู้เขียนให้จำง่ายๆว่า ให้ทำ 6 ข้อต่อไปนี้ภายในเวลา 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนจะเข้าไปทำกิจกรรมจำเป็นในแต่ละวัน โดยให้ชื่อว่า The Life S.A.V.E.R.S โดยอักษรแต่ละตัวสะท้อน 6 สิ่งที่ควรทำ
.
S Silence - อยู่กับความสงบนิ่ง
เริ่มจากการนั่งสมาธิ ฝึกจิตใจให้สงบ หายใจเข้าออก ลึกๆ ช้าๆ โฟกัสอยู่กับการหายใจ และสวดมนต์ วิธีนี้เป็นการช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี
.
A Affirmation - กล่าวคำปฏิญญาณ
กล่าวคำปฏิญญาณถึงเป้าหมายของเรา และสิ่งที่เราจะทำเพื่อไปสู่เป้าหมาย ท่องไว้ให้ช้าชัดๆ เป็นการสัญญากับตัวเอง อารมณ์เหมือนหนังสือ ‘ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน’ และ ‘the secret’
.
V Visualisation - สร้างจินตภาพ
จินตนาการชีวิตในแบบที่เราอยากเป็น เราต้องจินตนาการให้ละเอียด
เรื่องนี้จะช่วยเพิ่มพลังใจให้เรา และสร้างพลังบวกสะสมไวภายในใจ
.
E Exercise – ออกกำลังกาย
ออกกำลังกายอย่างน้อย 20 นาที เราจะทำอะไรก็ได้ไม่ว่า จะออกไปวิ่ง หรือเล่นโยคะ เพื่อให้ร่างกายเรากระปรี้กระเป่า ทำให้สมองเราโปร่ง ช่วยให้เรามีไอเดียใหม่ๆ และเป็นลดความเครียดที่สั่งสมไว้อีกด้วย
.
R Reading - อ่านหนังสือ
อ่านหนังสือทุกเช้า เก็บข้อมูลใหม่ๆ เข้าสมอง เมื่อเราสั่งสมข้อมูลไว้เยอะๆ เดี๋ยวเราก็จะได้พบเจอกับจังหวะและโอกาสในการนำข้อมูลออกมาใช้ ระหว่างอ่าน อาจทำการพับหัวกระดาษ เขียนไฮไลท์และเขียนวงกลม ซึ่งช่วยให้เราวึมซับข้อมูลได้ดีขึ้น
.
S Scribing - การเขียนบันทึก
จดบันทึกสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตเรา การจดบันทึกช่วยให้ความจำเราดีขึ้น และเมื่อย้อนกลับมาอ่านเรายังได้เห็นพัฒนาการของตัวเอง และการเติบโตของชีวิต ทำให้เราภูมิใจและซาบซึ้งไปกับชีวิตของตัวเองมากขึ้นด้วย
.
5
เราควรตื่นเช้ามาพัฒนาตัวเองนานแค่ไหนถึงจะเริ่มเห็นผลการเปลี่ยนแปลง?
หลังจากรู้แล้วว่า เราควรทำอะไรบ้างเพื่อให้ตัวเองได้พัฒนา คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เราต้องทำต่อเนื่องนานแค่ไหน ผลของการตื่นเช้าถึงจะเริ่มออกฤทธิ์
ผู้เขียนใช้กฎการเปลี่ยนนิสัยง่ายๆ มาอธิบายว่า มันคือการสร้างกิจวัตรใหม่ สร้างนิสัยใหม่ เราจึงควรทำให้ได้อย่างน้อย 21-30 วัน
โดยผู้เขียนแบ่งออกเป็น 3 ช่วงดังต่อไปนี้
1. ช่วงวันที่ 1-10 เป็นช่วงที่เหนื่อยใจมาก เราจะทุกข์ทรมานจากการฝืนใจที่ต้องเปลี่ยนจากนิสัยเก่า ถ้าเราชอบนอนตื่นสาย แล้วต้องมาบังคับให้ตัวเองตื่นเช้าต่อเนื่องกันนานๆ เราจะรู้สึกอึดอัด
แต่ขอให้ทน และพยายามมองเป้าในระยาวเข้าไว้
.
2. ช่วงวันที่ 11-20 เป็นช่วงที่นิสัยใหม่เริ่มเกิดแล้ว แต่ยังมีนิสัยเก่าปนอยู่บ้าง เราจึงมีความรู้สึกปนๆ กันทั้งอารมณ์ดีที่ได้ลุกขึ้นมาทำสิ่งใหม่เช่น ตื่นเช้า แต่ก็ยังมีวันที่ขี้เกียจและทรมานอยู่บ้าง
ให้เราโฟกัสที่อารมณ์เชิงบวกของวันที่เราตื่นเช้าได้เข้าไว้
.
3. ช่วงวันที่ 21-30 เป็นช่วงที่หยุดไม่ได้แล้ว นิสัยใหม่ของเราก่อตัวแล้ว เรากลายเป็นคนตื่นเช้าไปแล้ว ช่วงนี้เราจะตื่นเช้าเองโดยอัตโนมัติ และไม่อยากกลับไปตื่นสายอีกแล้ว ถ้าเราตื่นสายเราจะหงุดหงิดมาก
ซึ่งถ้าใครผ่านมาถึงช่วงนี้ได้ ถือว่าสำเร็จลุล่วงกับนิสัยใหม่แห่งการตื่นเช้า !
.
.........................……
ผู้เขียน : Hal Elrod
...............................
.

siri
โพสต์: 1796
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

Re: รวมแนวทางและวีดีโอความรู้หลักการแห่งอายุยืนยาว

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » เสาร์ ก.พ. 12, 2022 11:14 am

Change Your Breath, Change Your Life.

.
ผมบังเอิญได้ดู TED Talk ของ Lucas Rockwood ที่เป็นครูสอนโยคะชื่อดัง เห็นว่าน่าสนใจ เลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

เวลาเรานึกถึงเรื่องสุขภาพ เรามักจะมองอยู่ 3 อย่าง คือ E-M-S

Eat – เรากินของที่มีประโยชน์รึเปล่า

Move – เราเคลื่อนไหวร่างกายให้เหงื่อออกหรือไม่

Sleep – เรานอนหลับเพียงพอหรือไม่

.
แต่จริงๆ แล้วยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่มักจะถูกมองข้าม อาจเป็นเพราะมันอยู่ใกล้กับเรามากเกินไป นั่นก็คือ ลมหายใจ

วิธีหายใจของเรานั้นสามารถเปลี่ยนอัตราการเต้นของหัวใจ กระตุ้นระบบย่อยอาหาร หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนค่าความเป็นกรดด่างในเลือดได้

เมื่อเทียบกับการกิน การออกกำลังกาย หรือการนอนแล้ว การหายใจเป็นเครื่องมือที่ทำง่ายที่สุดและเห็นผลเร็วที่สุด

.
คุณ Rockwood ได้มาสอนวิธีการหายใจ 3 แบบ

1/ Water Breathing – หายใจแบบน้ำเปล่า

2/ Whiskey Breathing – หายใจแบบวิสกี้

3/ Coffee Breathing – หายใจแบบกาแฟ

ชื่อของลมหายใจจะบอกใบ้ว่าเราควรทำมันบ่อยแค่ไหนและทำเวลาไหน

หายใจแบบน้ำเปล่านั้นทำได้เรื่อยๆ ไม่มีอันตราย

หายใจแบบวิสกี้นั้นควรทำแค่ตอนกลางคืน เหมือนดื่มวิสกี้หนึ่งเป๊กแล้วหลับสบาย

ส่วนหายใจแบบกาแฟนั้นควรทำแค่วันละ 2-3 ครั้งให้กระปรี้กระเปร่ามีแรงทำงาน

.
วิธีการหายใจแต่ละแบบมีดังนี้
.
1/ Water Breathing – หายใจเข้านับ 1 ถึง 4 , หายใจออกนับ 1 ถึง 4 (รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 6-8 วินาที)

หายใจแบบน้ำเปล่าจะช่วยให้เราผ่อนคลายและลดความเครียดได้ จะทำเมื่อไหร่เวลาใดก็ได้ทั้งนั้น

.
2/ Whiskey Breathing – หายใจเข้านับ 1 ถึง 4 , หายใจออกนับ 1 ถึง 8 (รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 10-12 วินาที)

หายใจแบบวิสกี้ จะช่วยให้เราเคลิ้มและหลับได้เร็วขึ้น เพราะมันไปกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (parasympathetic) ซึ่งเป็นระบบที่ทำงานในสภาวะที่ร่างกายพักผ่อน เราสามารถหายใจแบบวิสกี้สัก 10 ยกหรือจนกว่าเราจะผลอยหลับไปเลยก็ได้

.
3/ Coffee Breathing จะแตกต่างจากสองแบบแรกโดยสิ้นเชิง โดยให้เราจินตนาการว่ามีอะไรคัดจมูกและอยากหายใจออกแรงๆ สั้นๆ เพื่อเคลียร์จมูก โดยเราต้องหายใจออกสั้นๆ ติดต่อกัน 20 ครั้ง ก่อนจะพักและทำซ้ำอีก 2 ยก

หายใจแบบกาแฟจะช่วยปลุกระบบประสาทซิมพาเทติก (sympathetic) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้ร่างกายพร้อมรับมือกับสภาวะที่ต้องใช้พลังงาน มันจึงทำให้เรามีความตื่นตัว แต่ไม่ควรทำบ่อยเกินไป โดยคุณ Rockwood แนะนำให้ทำ 3 เวลาคือตอนเช้า ตอนก่อนจะออกกำลังกาย และตอนบ่ายแก่ๆ ที่พลังงานตก

.
ผมได้ทดลองกับตัวเองแล้วก็เห็นว่าได้ผลดี โดยเฉพาะหายใจแบบกาแฟที่แม้จะยากหน่อยแต่ทำเสร็จแล้วรู้สึกมีพลังมากขึ้น คิดว่าน่าจะใช้เป็นตัวช่วยเวลาขับรถทางไกลแล้วเกิดอาการง่วงได้เหมือนกัน

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ

.
ขอบคุณต้นเรื่อง TEDxBarcelona: Change Your Breath, Change Your Life | Lucas Rockwood

ขอบคุณเวบ https://anontawong.com/2022/02/09/whiskey-breathing/
.

siri
โพสต์: 1796
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

Re: รวมแนวทางและวีดีโอความรู้หลักการแห่งอายุยืนยาว

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » พุธ ก.พ. 23, 2022 12:45 pm

คนแก่วัยเจ็ดสิบกว่ากลุ่มหนึ่งเดินทางย้อนเวลาไปในปี ค.ศ. 1959 พวกเขาใช้ชีวิตในอดีต ฟังเพลงจากวิทยุที่เป็นเพลงยุคนั้น ดูโทรทัศน์ที่ฉายหนังเก่าของช่วงเวลานั้น เมื่อหวนคืนสู่โลกปัจจุบัน กลับแข็งแรงกว่าเดิม

หากคิดว่านี่เป็นพล็อตหนังแฟนตาซีสักเรื่อง ก็ผิดแล้ว นี่เป็นเรื่องจริง ทว่ามันไม่ใช่การเดินทางย้อนเวลาจริง ๆ มันเป็นการจัดฉาก

นี่คือการทดลองที่เรียก Counterclockwise เป็นแนวคิดของ Ellen Langer ศาตรา-
จารย์จิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

การทดลองทำโดยให้คนแก่กลุ่มหนึ่งใช้ชีวิตในสถานที่ซึ่งจำลองสิ่งแวดล้อมของปี 1959 เพลงที่ดังผ่านวิทยุเป็นเพลงเมื่อห้าสิบปีก่อน โทรทัศน์ฉายเรื่องห้าสิบปีก่อน ประหนึ่งพวกเขานั่งยานเวลาไปปรากฏตัวในโลกเมื่อห้าสิบปีก่อน ทุกคนที่เข้าไปในโลกนั้นต้องแต่งตัวตามยุคนั้น พูดจาโดยใช้ภาษาของยุคนั้น ห้ามพูดเรื่องที่เป็นเหตุการณ์หลังปี 1959

พูดง่าย ๆ คือ ‘สะกดจิต’ ตัวเองให้คืนอดีต เจตนามิได้ต้องการย้อนอดีตเพื่อรำลึกความหลัง แต่ทดลองเพื่อดูผลทางกายภาพเมื่อสมองเชื่อว่าร่างกายกำลังอยู่ในสภาวะของเมื่อยังหนุ่มสาว

คนจำนวนมากชอบย้อนคิดถึงอดีตอันสุขสม ถ้าเราสามารถย้อนความคิดความรู้สึกอารมณ์เรากลับไปได้ ทำไมเราไม่สามารถย้อนสภาวะทางกายภาพเราด้วย อย่างน้อยในระดับหนึ่ง?

หลังจากหนึ่งอาทิตย์ในโลกอดีต ก็ถึงเวลาวัดผลสุขภาพ ปรากฏว่าแทบทุกคนที่ร่วมการทดลองก้าวออกจากอดีตปี 1959 ด้วยสภาพร่างกายดีขึ้น ความดันดีขึ้น ประสาททุกส่วนทำงานดีขึ้น ความจำดีขึ้น การฟังและสายตาดีขึ้น คนที่เดินถือไม้เท้าเข้าไปในโลกอดีตกลับออกมาด้วยการเดินเอง ราวกับว่าการหลอกตัวเองว่าอยู่ในอดีต เซลล์ในร่างกายก็คืนอดีตด้วย

.

การทดลองนี้ชี้ว่า บางทีเป็นไปได้ว่าจิตสามารถทำงานแบบ ‘ย้อนเวลา’ และทำให้ร่างกายหนุ่มขึ้น หรือพูดง่าย ๆ คือพลังจิตสามารถคุมร่างกาย และถ้าจิตสามารถทำเรื่องนี้ได้ ใครจะรู้ว่ามันสามารถมีพลังรักษาหรือทำเรื่องที่มากกว่านี้ได้หรือไม่

บางทีมันอาจสามารถรักษาโรคที่การแพทย์บอกว่ารักษาไม่ได้

การทดลองยังบอกเป็นนัยว่า ความแก่อาจเป็นผลจากความคิดว่าเราแก่ มากกว่าความเสื่อมจริง ๆ ทางกายภาพ

มันอาจแปลว่าคนเราแก่เพราะเราคิดว่าตัวเองแก่

คนเราเมื่ออายุเพิ่ม จำเป็นต้องแก่ตามอายุด้วยหรือไม่? หรือว่าความแก่เป็นความรู้สึกทางใจมากกว่าทางกายภาพ? เป็นไปได้ไหมที่เราชะลอความแก่โดยคิดว่าเราไม่แก่?

คนจำนวนมากในโลกมีความสุขในวัยเด็ก หรือมีความทรงจำบางท่อนที่ดีมาก เป็น ‘happy moment’ ที่ทุกครั้งเมื่อระลึกถึง จะมีรอยยิ้มที่ริมฝีปากเสมอ

บางครั้งในการบำบัดจิต ก็สะกดจิตตัวเองโดยระลึกภาพสวยงามเหล่านี้ ทำให้จิตนิ่งขึ้น และผ่อนคลาย

เมื่อจิตดี สุขภาพก็ดีขึ้นด้วย

เราอาจไม่มีทางหยุดตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นทุกวินาที แต่เราอาจหยุดความรู้สึกแก่

ไม่ว่าการทดลอง Counterclockwise จะใช้ได้กับทุกคนหรือสามารถขยายขอบเขตของมันไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้หรือไม่ มันทำให้เราต้องย้อนคิดใหม่ว่า บางทีเราถูก ‘สะกดจิต’ ให้อยู่ในกรอบคิดว่าสูงวัย = ความแก่ มาตั้งแต่เด็ก เรามองภาพคนแก่ทำกิจกรรมของคนหนุ่มสาวว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด

มองไปรอบตัวเรา เราพบว่าคนสูงวัยบางคนแก่หง่อม บางคนยังกระฉับกระเฉง เป็นเพราะพันธุกรรมอย่างเดียวเช่นนั้นหรือ?

ในเรื่องอายุและความแก่ เรามักมีกรอบคิดเฉพาะอย่าง เวลาคนสูงอายุลืมเรื่องบางเรื่อง จะบอกว่า “ฉันแก่แล้ว จึงขี้ลืม”

เราชอบโยงการขี้ลืมกับความแก่

มันทำให้สังคมเกิดภาพฝังหัวว่า ถ้าอายุมาก ก็สมควรขี้ลืม ซึ่งไม่ถูกเสมอไป การขี้ลืมอาจเป็นเพราะนอนไม่พอ หรือไม่สนใจในเรื่องนั้น ๆ ก็ได้ อาจไม่ใช่เพราะอายุ

คนสูงวัยจำนวนมากไม่ทำกิจกรรมหลายอย่าง เพราะสะกดจิตตัวเองว่า “ฉันแก่เกินไป”

เมื่อปวดหลัง ก็บอกว่า “ฉันแก่ กระดูกจึงเสื่อม” ความจริงที่ปวดหลังอาจเพราะเผลอยกของหนัก

ดังนั้นการสร้างกรอบคิดอายุมาก = แก่ จึงอาจทำร้ายเราเอง หรือทำให้เสียโอกาสพบสิ่งดี ๆ ในชีวิต

อาการป่วยหลายอย่างเกิดจากใจป่วย ใจบอกให้ป่วย บอกว่าเราจะรู้สึกแย่ ร่างกายก็เชื่อฟัง

ในทำนองกลับกัน หากเราเปลี่ยนพลังจิตเป็นบวก ก็อาจทำให้โรคจริง ๆ ลดลง หรือความแก่หายไป

จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

ผมรู้จักคนที่อายุ 74 ยังวิ่งมาราธอน คนแก่จำนวนไม่น้อย อายุเลข 90 แล้ว ยังออกกำลังกาย เต้นรำ และทำกิจกรรมอื่น ๆ

ผมเคยเห็นภาพหญิงชราเตะตะกร้ออย่างสนุกสนาน เพราะอยากเตะตะกร้อ ไม่ได้โยงการเตะตะกร้อกับอายุ

เมื่อไม่ได้คิดโยงว่าคนแก่เตะตะกร้อไม่ได้ ก็สนุกกับกิจกรรมที่อยากทำ

คนแก่มักแก่ที่ใจก่อน

และเมื่อใจไม่แก่ ก็ไม่ต้องทวนเข็มนาฬิกาชีวิต

.

จากหนังสือ #ความสุขเล็กๆก็คือความสุข สนใจซื้อตรงจากนักเขียนที่ https://bit.ly/2Q05gHz

siri
โพสต์: 1796
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

Re: รวมแนวทางและวีดีโอความรู้หลักการแห่งอายุยืนยาว

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » อาทิตย์ มิ.ย. 05, 2022 11:34 am

บทสัมภาษณ์ : คุณหมอเฉก ธนะสิริ วัย 89 ปี (ปัจจุบันอายุ 97 ปี) ผู้ประกาศว่าจะอยู่ยาวถึง 120 ปี

.
1
เชื่อไหม 40 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ผมเป็นไข้หวัดแค่ 2 ครั้งเท่านั้น และก็ไม่ได้กินยา หรือไม่ได้ไปหาหมอด้วย เพราะว่าเมื่อร่างกายเรามีภูมิต้านทานสูง เชื้อโรคมันก็มาทำอะไรเราไม่ได้เลย

สิ่งที่ผมมักจะพูดอยู่เสมอคือ กรณีที่ไม่ได้เจ็บป่วยจากเชื้อโรค พวกแบคทีเรียไวรัส อาทิ โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ภูมิแพ้ โรคอะไรพวกนี้ ต้องมาแก้ที่ต้นเหตุ

ความสำคัญของการรักษามันไม่ได้อยู่ที่การใช้ยา อย่าคิดว่า “ยา” เท่า นั้นที่จะทำให้คุณหายป่วย แต่มันขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองให้ดี ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ต่างหาก

ใจต้องสู้ ทำจิตใจให้สงบ อย่าเครียด อย่าฟุ้งซ่าน กินอาหารให้ถูกต้อง พักผ่อนเยอะ ๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับรองหายหายแน่นอน

ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษา ก็ควรจะเลือกให้ถูกต้อง เพราะโรคในกลุ่มนี้ มันเกิดมาจากการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายที่เจ้าตัวปล่อยปละละเลย ไม่ได้ดูแลมาเป็นเวลานาน

+ จากการกินอาหารผิด ๆ
+ จากความเครียด ความทุกข์ พักผ่อนไม่เพียงพอ
+ แถมยังเอาแอลกอฮอล์และบุหรี่เข้าไปในร่างกายอีก

ซึ่งปัจจุบันคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคในกลุ่มนี้เป็นอันดับต้นๆ ไม่นับรวมอุบัติเหตุ

.
2
ส่วนอาการป่วยทีเกิดจากเชื้อโรคก็ต้องไปหาหมอ กินยา ฉีดยา รักษาไปตามอาการ แต่จงจำไว้ว่า

1/ ยาทุกชนิดล้วนทำจากสารเคมี และมีผลกระทบต่อร่างกายทั้งสิ้น

2/ การใช้ยานั้นมันช่วยได้เพียงแค่เพื่อไปใช้ตกแต่งตัวเลขของสารในเลือดให้สวยงามขึ้นเล็ก น้อยเท่านั้นเอง

ซ้ำร้าย ยาส่วนใหญ่ยังต้องถูกกรองที่ไตหรือตับ ซึ่งเปรียบเสมือนหม้อกรองของรถยนต์ ถ้าได้รับสารเคมีมากๆ หม้อกรองก็พังได้เหมือนกัน อวัยวะสองอย่างนี้ทำงานหนัก ไตและตับ จึงวายมากขึ้น สมองฝ่อกันมากขึ้น เพราะสาเหตุนี้เป็นสำคัญ

.
3
ผมไม่ได้บอกว่า การกินยาไม่ดีนะ แต่เราควรจะเปลี่ยนมุมมองมาดู มาแก้ที่ต้นเหตุกันบ้าง ลองเปลี่ยนวิถีในการใช้ชีวิตกันบ้าง หันมาดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี

เพราะตอนนี้รู้ไหมว่า ประเทศไทยเรานั้นได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ใช้ยาเปลืองที่สุดในโลก ปีหนึ่ง ๆ เราต้องสั่งยาจากต่างประเทศมาไม่ต่ำว่าปีละ 8 หมื่นล้านบาท เอะอะอะไรก็กินยา ๆ กันอย่างเดียวเลย

ผิดกับแถวสหรัฐอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย ที่พวกเขาหันไปสนใจการแพทย์องค์รวม (การรักษาทั้งทางกาย จิตวิญญาณ พลังงาน ซึ่งเน้นในด้านการป้องกันมากกว่าแก้ไข), แพทย์ทางเลือก (การรักษาแบบแผนโบราณ เช่น การฝังเข็ม การโยคะ ทำสมาธิ เป็นต้น) กันมากขึ้น

ส่วนด้านการใช้ยาในบ้านเขาลดลงมาก แต่ก็มาได้ตลาดยาแห่งเมืองไทยเรานี่แหละ มันไม่ใช้เรื่องที่น่าภูมิใจเลยนะ

เพราะนี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงคุณภาพชีวิตของคนไทยเราว่ามันตกต่ำแค่ไหน

.
4
สติปัญญาของผมก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ เรื่องที่ช้าหน่อยก็คงเป็นเรื่องของการเดินเหิน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ตัวเรานี่มันอายุ 89 แล้วนะ จะให้ทำอะไรแคล่วคล่องว่องไวเท่าคนหนุ่มสาวก็คงเป็นไปได้ยาก

กิจวัตรประจำวันที่ผมจะทำอย่างสม่ำเสมอ ก็คือ

+ เริ่มจากการกินอาหารเช้าแค่พออิ่ม แล้วก็ออกไปดูต้นไม้ พรวนดิน ถอนหญ้า จนกระทั่ง 11.00 น. ก็จะออกไปว่ายน้ำประมาณ 30 นาที

+ อาหารกลางวันที่กิน ผมจะเน้นโปรตีนจากสัตว์น้ำ หลักการกินเนื้อสัตว์ของผมคือ กินเนื้อสัตว์ที่ไม่มีขา กับสัตว์ที่มีเกิน 4 ขา และผักสด ที่สำคัญต้องมีผลไม้อีก 1-2 อย่าง

+ บ่ายๆ ผมจะงีบสักพัก แล้วก็มาดูสวนต่อ รดน้ำต้นไม้

+ นอกจากนั้น เวลาผมจะไปไหนมาไหน ก็จะขี่จักรยานหรือเดินไป ถือว่าได้ออกกำลังกายไปในตัว

+ การออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับผู้สูงอายุ คือ ทำแค่สม่ำเสมอ ให้พอทนได้ ภายในเวลา 30 นาที ติดต่อกันสัปดาห์ละ 4-6 ครั้ง เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

+ ส่วนมื้อเย็นก็กินตามปกติครับ กินอาหารที่มีประโยชน์แค่พออิ่มเท่านั้น

อาหารที่ผมขอแนะนำ เพราะเห็นว่ามีประโยชน์สำหรับร่างกาย คือ ผักสด ผลไม้สด เช่น มันเทศ กล้วยน้ำว้า หรือกล้วยหักมุก เมื่อพูดถึงกล้วยแล้ว ก็ต้องพูดถึงข้าวกล้องด้วย เพราะอาหารธรรมชาติทั้งสองอย่างนี้ มีสารอาหารพร้อมทั้งแป้ง

.
5
นอกจากนั้นผมยังมี หลัก 9 อ. ที่เคยเขียนไว้ในหนังสือ “ทำอย่างไรจะชะลอความชราและปราศจากโรค” ไว้ว่า

อ1. อนาคต ซึ่งเราต้องตั้งใจให้แน่วแน่ว่า จะต้องมีอายุยืนยาวอย่างแข็งแรง

อ2. อนามัย เราต้องดูแลสุขภาพอนามัยของตัวเองด้วยการตรวจโรค ตรวจเลือดปีละ 1-2 ครั้งเป็นประจำทุกปี

อ3. อารมณ์ ซึ่งสำคัญมาก ควรทำอารมณ์ให้เป็นปกติ ให้มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์น้อยที่สุด

อ4. ออกกำลังกาย จะต้องพอเพียงอย่างน้อยวันละ 30 นาที และทำ 4-6 วัน ต่อสัปดาห์ และเลือกชนิดของการออกกำลังกายให้เหมาะกับวัยและน้ำหนักตัว

อ5. อาหาร อาหารที่เหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัย ก็คือ พืชผัก ผลไม้ ถั่วและเมล็ดพืช เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง และที่ ต้องระวัง อย่ากินพวกที่มีไขมัน น้ำตาล พวกเนื้อสัตว์สี่เท้ามากนัก ต้องเคี้ยวให้ละเอียด ไม่ดื่มน้ำระหว่างกินอาหาร งดดื่มน้ำอัดลม แอลกอฮอล์ ชา น้ำหวานได้ยิ่งดี

อ6. อากาศ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายคือ ออกซิเจนและโอโซน คนในเมืองก็ควรหาโอกาสไปพักผ่อนตามสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ เช่น ชายทะเล ป่าเขา เป็นต้น

อ7. อาทิตย์ หมายถึง แสงอาทิตย์ ร่างกายเราควรจะได้รับแสงอาทิตย์ ตั้งแต่ตะวันขึ้นไปจนถึงประมาณ 10.00 น. และหลัง 16.00 น. จนตะวันตกดิน เพราะแสงอาทิตย์ในเวลาเหล่านี้มีรังสีอยู่หลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

อ8. อดิเรก ควรหางานอดิเรกทำ เพราะคนที่อยู่ในวัยสูงอายุมักจะมีเวลาว่างเหลือเฟือ เมื่อใดที่ว่างก็จะรู้สึกเหงา และมักคิดว่าตัวเองหมดคุณค่า ควรระวังอย่าให้ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเป็นอันขาด

อ9. อบอุ่น พยายามสร้างความอบอุ่นขึ้นในครอบครัวของตนเองก่อน และเผื่อแผ่ไปยังครอบครัวของลูก และหลาน เหลน แล้วสุขภาพจิตของเราจะสดชื่น

9 อ. ทั้งหมดนี้ ผมกำหนดขึ้นมา ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติง่ายๆ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ การย้ำคิดย้ำทำอยู่เสมอว่า ความตั้งใจเราคืออะไร ซึ่งความปรารถนาของผมก็คือ ตั้งใจจะมีชีวิตยืนยาวอย่างสดชื่น ปราศจากโรคภัยไปจนอายุ 120 ปี

.
6
ในช่วง 40 กว่าปีที่ผ่านมา ผมออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำ คิดเป็นระยะทางสะสม เกือบ 10,000 กิโลเมตรแล้ว ซึ่งสถิตินี้ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนที่สระว่ายน้ำของราชกรีฑาสโมสรครับ

ผมบริจาคเลือดติดต่อกัน 28 ปี รวม 112 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่ออายุ 70 ปี 8 เดือน (ซึ่งปกติเขารับบริจาคในคนอายุไม่เกิน 60 ปี) ผมจึงถือโอกาสตรวจเลือดไปด้วย ซึ่งผลเลือดก็เป็นปกติทุกรายการ

เคล็ดลับความสุขของผม คือ การมีครอบครัวอบอุ่น มีกินมีใช้อย่างพอเพียง และต้องดูแลการกินอยู่ของเราให้ดี ต้องกินผัก ผลไม้เยอะๆ ลดเนื้อสัตว์และอาหารพวกไขมัน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และทำจิตใจให้สงบ

สิ่งเหล่านี้คือ กุญแจที่ทำให้สุขภาพแข็งแรง และนำมาซึ่งความสุขในวัยสูงอายุ

ขณะนี้ ผมได้บริจาคดวงตาให้กับสภากาชาดไทย และบริจาคร่างกายให้ ร.พ.ศิริราช เรียบร้อยแล้ว ถ้าหากวันไหนผมเสียชีวิต ก็ลองเอาไปผ่าดูซิว่า ส่วนไหนของร่างกายที่มันชำรุดไปบ้าง สภาพร่างกายผมมันเป็นยังไง

ถ้ามันยังอยู่ในเกณฑ์ดี ก็อยากจะให้นำแนวคิดการใช้ชีวิตของผมไปปฏิบัติกันดูบ้าง จะได้ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมากล้ำกราย และจะได้มีอายุยืนยาว

และที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ คือที่มาของการตั้งเป้าชีวิตของผมที่บอกว่า ผมจะอยู่ให้ได้จนถึงอายุ 120 ปี แล้วค่อยตาย

.
Credit : บทสัมภาษณ์ คุณหมอเฉก ธนะสิริ - นิตยสาร คู่สร้างคู่สม
.

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “การแพทย์และสุขศึกษา (โรคภัย, การป้องกัน การรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ, เทคโนโลยีทางการแพทย์)”

ผู้ใช้งานขณะนี้

สมาชิกกำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และบุคลทั่วไป 3