มะเร็ง

admin
Administrator
โพสต์: 678
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

มะเร็ง

โพสต์ โดย admin » ศุกร์ มิ.ย. 12, 2020 1:42 am

เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่เพื่อเตรียมรับมือกับมะเร็ง

Cr. โดย ดร.สมพลนาท สัมปัตตะวนิช

โรคมะเร็งเกิดขึ้นจากความผิดปกติทางพันธุกรรมของเซลล์ปกติในร่างกาย การเกิดการกลายพันธุ์ของยีนสำคัญบางกลุ่ม ทำให้เซลล์ในร่างกายซึ่งเคยมีหน้าที่จำเพาะกลับลืมหน้าที่ของมันเอง และเลือกที่จะแบ่งตัวจนเกิดการลุกลามจนทำร้ายเซลล์รอบข้าง มะเร็งหลายชนิดสามารถป้องกันได้ หากเราเข้าใจกลไกการเกิดโรค สำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งแล้ว ก็ยังมีโอกาสหายขาดด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ ลองมาดูกันว่าเราจะรับมือกับมะเร็งได้อย่างไร
มะเร็ง ป้องกันได้ ไม่น่ากลัว

ในทุกๆวันเซลล์ในร่างกายของเราสามารถเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมได้มากถึง 70,000 ตำแหน่ง[1] แต่โดยปกติร่างกายของเราจะสามารถซ่อมแซมสายดีเอนเอที่ขาดเหล่านี้ ให้กลับมาทำงานได้ตามปกติ อย่างไรก็ดี มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่อาจได้รับความผิดปกติทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูกทำให้ไม่สามารถซ่อมแซมดีเอนเอได้ตามปกติ ซึ่งพบว่าเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งมากกว่า 5-10% ยีนกลายพันธุ์เหล่านี้มักไม่ทำให้ผู้เป็นพาหะเกิดมะเร็งในทันทีแต่จะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งสูงกว่าบุคคลทั่วไป เมื่อปี 2017 มีข่าวใหญ่เรื่องการตัดสินใจป้องกันการเกิดมะเร็งของดาราฮอลลีวูดดัง Angelina Jolie หลังจากที่เธอได้รับการตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันว่าได้รับยีนกลายพันธุ์กลุ่ม BRCA1/2 มาจากแม่ของเธอ ก็ตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดเต้านมและตัดรังไข่เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งในอนาคต มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากการรับยีนกลายพันธุ์ชนิด APC หรือยีนกลุ่ม MMR (Mismatch repair genes) ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่า 5% เป็นมะเร็งจากการได้รับยีนดังกล่าว ดังนั้นเพื่อป้องกันการเป็นมะเร็งตั้งแต่เนิ่นๆ ผู้ที่มีญาติหรือบุคคลในครอบครัวเป็นมะเร็ง สามารถขอรับการตรวจสอบหายีนกลายพันธุ์ก่อมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้จากสถานพยาบาลชั้นนำ โดยเมื่อทราบว่าตนเองมีความผิดปกติทางพันธุกรรมซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งแล้วก็ไม่จำเป็นต้องวิตกกังวล เพราะข้อมูลดังกล่าวสามารถช่วยให้ท่านวางแผนป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ ผู้ที่มีพาหะของยีนกลายพันธุ์ดังกล่าวจะได้รับการตรวจคัดกรองกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำ โดยหากพบว่าเริ่มมีการสร้างก้อนเนื้องอก ก็อาจตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดเพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งเช่นเดียวกับ Angelina ได้

นอกจากการเป็นมะเร็งจากการรับยีนผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมแล้ว มะเร็งอีกมากกว่า 15% เกิดขึ้นจากการติดเชื้อ เช่น 1) การเกิดมะเร็งตับจากการติดเชื้อไวรัส Hepatitis B และ C 2) การเกิดมะเร็งปากมดลูกจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (Human Papillomavirus) หรือ 3) การเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีจากการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับผ่านการรับประทานปลาแบบสุกๆดิบๆ ซึ่งพบได้บ่อยมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย หรือ 4) การเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิด Helicobacter pylori ปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสก่อมะเร็ง การเลือกรับประทานอาหารและการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นมะเร็งจึงไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ทุกท่านคิด หากเข้าใจสาเหตุและเริ่มปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว
ยาต้านมะเร็งสมัยใหม่ รักษามะเร็งให้หายขาดได้

สำหรับผู้ที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งแล้ว ปัจจุบันก็มีแนวทางการรักษาสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามมักกลัวการได้รับยาเคมีบำบัดเนื่องจากอาจเคยได้ยินถึงผลข้างเคียงจากการใช้ยาดังกล่าว เช่น ผมร่วง ไม่อยากอาหาร อ่อนแรง ติดเชื้อง่าย จนบางรายเลือกที่จะไม่รับการรักษาจนมะเร็งเกิดการลุกลามจนไม่สามารถรักษาได้ ปัจจุบันเรามียาต้านมะเร็งสมัยใหม่ที่อาจช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคมะเร็งได้ อีกทั้งยังไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงมากเหมือนยาเคมีบำบัด ได้แก่ 1) ยาต้านมะเร็งชนิดมุ่งเป้า (targeted therapy) และ 2) ยาชนิดภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ยาต้านมะเร็งชนิดมุ่งเป้าสามารถยับยั้งการทำงานของยีนก่อมะเร็งได้แบบจำเพาะโดยไม่ทำลายเซลล์ปกติ ทำให้ผู้ป่วยไม่ประสบปัญหาผลข้างเคียงหรือมีเพียงเล็กน้อย สำหรับยาชนิดภูมิคุ้มกันบำบัดอาศัยการกระตุ้นความสามารถของเซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายผู้ป่วยเองให้สามารถตามล่าและกำจัดเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น การระบุว่าผู้ป่วยรายใดจะเหมาะสมกับยาสมัยใหม่ชนิดไหนจำเป็นต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยสาเหตุเชิงโมเลกุลด้วยเทคโนโลยีจีโนมิกส์ (genomic profiling test) เช่น การตรวจพบยีนผสมชนิด BCR-ABL สามารถใช้พยากรณ์การตอบสนองของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด CML (Chronic myeloid leukemia) ต่อยาชนิด Imatinib หรือการตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีน B-RAF แบบ V600E สามารถใช้เป็นสัญญาณเชิงชีวภาพเพื่อระบุว่าผู้ป่วยผิวหนังเมลาโนมาสามารถใช้ยาชนิด Vemurafinib การนำสัญลักษณ์การกลายพันธุ์มาใช้ในการพยากรณ์ผลการรักษาของยาชนิดต่างๆ จำเป็นจะต้องผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงผ่านงานวิจัยเชิงคลินิกและได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา โดยการกลายพันธุ์ของยีนก่อมะเร็งมักมีความแตกต่างกันระหว่างประชากรต่างชนชาติ สำหรับในประเทศไทยกำลังมีความพยายามสร้างฐานข้อมูลเพื่อช่วยให้แพทย์สามารถเลือกชนิดยาได้เหมาะสมกับสาเหตุการเกิดโรคระดับโมเลกุล ซึ่งก็ต้องอาศัยเวลาและงบประมาณ ในการสร้างฐานข้อมูลดังกล่าว

ปัจจุบันมีผู้ป่วยมะเร็งอีกเป็นจำนวนมากยังไม่ทราบถึงโอกาสใหม่ทางการรักษามะเร็งผ่านการใช้ยาทั้งสองกลุ่ม อีกทั้งยังไม่รู้ถึงประโยชน์ของการทราบสาเหตุการเกิดมะเร็งระดับโมเลกุล ผู้ป่วยสามารถขอทราบข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการรักษาใหม่ดังกล่าวจากแพทย์ที่ให้การรักษาอยู่ ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าบริการหรือยาใหม่ดังกล่าวเอง หากตรวจพบว่าสามารถเข้าร่วมเป็นผู้ป่วยอาสาสมัครของโครงการวิจัยเชิงคลินิกที่กำลังต้องการศึกษามะเร็งชนิดดังกล่าว
การเฝ้าระวังมะเร็งลุกลามช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา

นอกเหนือจากการรักษาโดยการใช้ยาอย่างเหมาะสมแล้ว การเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำของโรคมะเร็งถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษามะเร็งให้ประสบผลสำเร็จ จากสถิติผู้ป่วยมะเร็งระยะแรกมีอัตราการรอดชีวิตระยะ 10 ปีมากกว่า 90% แต่เมื่อมะเร็งเข้าสู่ระยะลุกลาม อัตราการรอดชีวิตอาจลดลงเหลือเพียง 30-40% ปัจจุบันจึงได้มีการพัฒนาการตรวจวินิจฉัยมะเร็งที่มีประสิทธิภาพสูงผ่านการตรวจวัดปริมาณสารพันธุกรรมจากเซลล์มะเร็งที่หลุดเข้ามาในกระแสเลือดหรือที่เรียกกันว่า Liquid Biopsy วิธีการดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งไม่ต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัดแบบปกติแล้ว ยังสามารถระบุชนิดและปริมาณของยีนกลายพันธุ์ได้แบบจำเพาะโดยไม่จำเป็นต้องทราบที่มาของยีนกลายพันธุ์ดังกล่าว ในอดีตแพทย์ต้องอาศัยการถ่ายภาพเชิงรังสีวินิจฉัยเช่น PET scan, MRI หรือ CT scan เพื่อติดตามและเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำของโรคมะเร็ง ในกรณีที่ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กหรือเกิดการแพร่กระจายออกไปในอวัยวะอื่นๆ แพทย์อาจไม่สามารถตรวจพบกลุ่มเซลล์มะเร็งขนาดเล็กดังกล่าวได้ นอกจากนี้การกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นภายในก้อนมะเร็งหนึ่งอาจมีความแตกต่างของยีนกลายพันธุ์ในระดับเซลล์เดี่ยว (Intra-tumor heterogeneity) กล่าวคือ อาจมีเซลล์มะเร็งที่เกิดการกลายพันธุ์มากเป็นพิเศษและแตกต่างกับเซลล์มะเร็งรอบข้าง ความหลากหลายของสาเหตุระดับโมเลกุลดังกล่าวทำให้การรักษามะเร็งมีความซับซ้อนเพราะต้องหายาที่สามารถทำลายมะเร็งได้ทุกๆแบบ การตรวจวินิจฉัยมะเร็งด้วย Liquid biopsy มีความไวในการตรวจวินิจฉัยสูงโดยจะรวบรวมสาเหตุระดับโมเลกุลจากเซลล์มะเร็งทั้งหมดที่สามารถผ่านมาตามกระแสเลือด ทำให้แพทย์สามารถเข้าใจสาเหตุการเกิดมะเร็งได้ครบถ้วนและช่วยเลือกแนวทางการรักษาได้อย่างแม่นยำและจำเพาะกับผู้ป่วย นอกจากนี้การตรวจดังกล่าวสามารถทำได้บ่อยครั้งเนื่องจากต้องการเพียงเลือดจากผู้ป่วย แพทย์จึงสามารถเฝ้าระวังการขยายขนาดหรือการแพร่กระจายของมะเร็งได้อย่างทันการณ์ ปรึกษาแพทย์ของท่านถึงประโยชน์ของการตรวจวินิจฉัยและเฝ้าติดตามมะเร็งด้วยเทคนิค Liquid biopsy

เซลล์มะเร็งมีประโยชน์ อย่าทิ้ง ช่วยเลือกชนิดยาและเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยในอนาคต
แม้ว่า มะเร็งจะเป็นสิ่งที่เราอยากจะกำจัดออกจากร่างกาย แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าชิ้นส่วนมะเร็งที่ถูกผ่าตัดออกมาแล้ว อาจมีบทบาทสำคัญในการช่วยกำหนดชนิดยาและเลือกแนวทางการรักษาเพื่อช่วยให้ท่านรอดชีวิตได้?

การรักษามะเร็งในปัจจุบัน แพทย์จะพยาพยายามผ่าตัดเพื่อนำมะเร็งที่ยังไม่กระจายตัวออกจากร่างกายผู้ป่วยเพื่อไม่ให้มะเร็งเข้าสู่ขั้นลุกลามและทำลายอวัยวะข้างเคียง เนื้อเยื่อมะเร็งที่ผ่าตัดออกมาแล้วพยาธิแพทย์จะใช้ประกอบการวินิจฉัย และพยากรณ์โรคผ่านการตรวจวัดปริมาณของโปรตีนสำคัญ หรือโดยการตรวจลักษณะความผิดปกติเชิงพันธุกรรม การเก็บเนื้อเยื่อมะเร็งทั่วไปจะนำก้อนมะเร็งมาดองด้วยสารเคมีกลุ่มฟอร์มาลิน หรือที่คนไทยมักเรียกติดปากว่าน้ำยาดองศพ เพื่อคงสภาพของเซลล์ไว้ก่อนที่จะทำการจัดเก็บระยะยาวในขี้ผึ้งพาราฟิน เซลล์มะเร็งที่สตาฟไว้ดังกล่าวจึงไม่มีชีวิต หากแพทย์ต้องการศึกษาหรือวินิจฉัยเพิ่มเติมแต่เนื้อเยื่อดังกล่าวถูกใช้หมดไปแล้ว ก็จะไม่สามารถเพิ่มปริมาณเซลล์มะเร็งได้

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมะเร็งแบบมีชีวิตภายนอกร่างกายผู้ป่วยหรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า โมเดลมะเร็งอวตาร (Cancer avatar model) เทคนิคใหม่นี้สามารถคงสภาพเชิงพันธุศาสตร์ และการทำงานของเซลล์มะเร็งเสมือนกับเมื่ออยู่ภายในร่างกายผู้ป่วย และเนื่องจากเซลล์มะเร็งที่เพาะเลี้ยงยังคงมีชีวิต จึงสามารถเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มปริมาณไว้ใช้ศึกษาถึงสาเหตุ และเพื่อกำหนดแนวทางการรักษา ปัจจุบันนักวิจัยไทยสามารถเพาะเลี้ยงโมเดลมะเร็งอวตารได้แล้วกับหลายชนิดมะเร็ง และกำลังนำเทคนิคดังกล่าวมาช่วยให้ข้อมูลกับผู้ป่วยในการเลือกแนวทางการรักษาหรือชนิดยาที่เหมาะสมได้แบบเฉพาะบุคคล การเลือกว่าผู้ป่วยรายใดจะเหมาะกับยาต้านมะเร็งชนิดไหนอาศัยการตรวจวินิจฉัยเชิงโมเลกุลผ่านเทคโนโลยีจีโนมิกส์ดังที่ได้อธิบายมาข้างต้น ซึ่งมักระบุชนิดยามากกว่าหนึ่งกลุ่มที่ผู้ป่วยต้องทดลองใช้กับตนเองว่าจะสามารถลดการขยายตัวของก้อนมะเร็งได้หรือไม่ การเลือกชนิดยาต้านมะเร็งผิดมักมีผลทำให้เซลล์มะเร็งกลายสภาพ จนอาจไม่ตอบสนองกับยากลุ่มเดิมจนในท้ายที่สุดผู้ป่วยอาจหมดหนทางการรักษา ดังนั้นโมเดลมะเร็งอวตารจึงเป็นคำตอบให้กับผู้ป่วยที่ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมในการช่วยเลือกชนิดยาที่น่าจะมีประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกรับการรักษาด้วยยาดังกล่าวเอง ในปัจจุบันการเพาะเลี้ยงและทดสอบกับโมเดลมะเร็งอวตารดังกล่าวสามารถทำได้อย่างรวดเร็วเพียงพอเพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการรักษา เทคนิคดังกล่าวจึงกำลังจะเข้ามามีส่วนสำคัญในการช่วยรักษาโรคมะเร็ง

นอกจากนี้ นักวิจัยไทยกำลังพยายามรวบรวมข้อมูลแสดงการตอบสนองของโมเดลมะเร็งอวตารจากมะเร็งหลายๆชนิด กับยาต้านมะเร็งชนิดต่างๆ เพื่อสร้างเป็นฐานข้อมูลกลางให้แพทย์และผู้สนใจใช้ศึกษาหาโอกาสและแนวทางการรักษาใหม่ ฐานข้อมูลดังกล่าวจะช่วยสร้างโอกาสในการนำยาต้านมะเร็งสมัยใหม่เข้ามาใช้รักษาผู้ป่วยไทยผ่านโครงการวิจัยเชิงคลินิก เนื่องจากในอดีตการศึกษาประสิทธิภาพของยาใหม่หนึ่งชนิดจำเป็นต้องทำผ่านการทดสอบกับผู้ป่วยอาสาสมัคร การวิจัยระดับคลินิกมีต้นทุนในการวิจัยสูงอีกทั้งยังใช้เวลาในการรวบรวมกลุ่มผู้ป่วยดังกล่าวเป็นระยะเวลานาน การรวบรวมโมเดลมะเร็งอวตารและสร้างเป็นคลังชีวภาพแบบมีชีวิตจะมีประโยชน์ในการช่วยทดสอบเบื้องต้นว่ายาใดน่าสนใจและมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งของคนไทย ซึ่งจะช่วยให้วงการวิจัยการแพทย์ของไทยสามารถปรับตัวเพื่อตอบรับการประยุกต์แนวทางการรักษามะเร็งตามแนวทางการแพทย์แม่นยำแบบสากล

admin
Administrator
โพสต์: 678
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

Re: มะเร็ง

โพสต์ โดย admin » ศุกร์ มิ.ย. 12, 2020 1:50 am

Cr. เรื่องเล่าจากโรงพยาบาล https://www.blockdit.com/articles/5c0b9 ... FKZiZj1sQ4

มะเร็งฆ่าคนได้ยังไง

อะไรที่ทำให้มะเร็งน่ากลัว

มันเกิดมาได้ยังไง แล้วมันทำอะไรกับเรา

วันนี้มาด้วยเรื่องใกล้ตัว ที่อาจจะคิดว่าไกล

แต่มันใกล้กว่าที่คิดนะครับ

รูปภาพ
Cancer cell from SEM

ในประวัติศาสตร์ของมะเร็ง มีมายาวนานมากแล้วครับ มีการบันทึกไว้ตั้งแต่สมัย 1600 BC ใน Egypt ลงบนกระดาษ Papyrus เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมในสมัยนั้นด้วย

หมอเทพยุคแรกๆอย่าง Hippocrates ก็เคยบันทึกเกี่ยวกับมะเร็งไว้ แต่ความก้าวหน้าไม่ได้ไปไหนเท่าไหร่นัก สมัยนั้นทำได้แค่เอาก้อนมะเร็งมาผ่าดู ละบอกว่าเส้นเลือดมันยุ่บยั่บ หน้าตาคล้ายๆปูที่มีขา (หรอ) เลยอธิบายว่าเออคล้ายปูนะ เรียก crab ละกัน ต่อมาใครซักคนเปลี่ยนชื่อเป็น cancer อย่างทุกวันนี้

ในปีศตวรรษที่ 15-17 เริ่มมีการผ่าศพคนที่เป็นมะเร็งออกมาตรวจ ความรู้ก็เริ่มมากขึ้น เริ่มมีสมมุติฐาน หาสาเหตุต่างๆ เดากันไปต่างๆนาๆ บางคนบอกเกิดจากน้ำนมที่อุดตัน กลายเป็นมะเร็งเต้านม บางคนบอกน้ำเหลืองตะหาก อีกคนบอกเกิดจากสารเคมี บางคนบอกเป็นโรคติดต่อได้ด้วยนะ เดาล้วนๆ

ถัดมาในปีศตวรรษที่ 18 ก็เริ่มศึกษาจนรู้แล้วว่า มะเร็งจากที่นึงเนี่ย มันกระจายไปตามน้ำเหลืองได้แล้วไปโผล่อีกที่นึงได้ด้วยนะ ดูน่ากลัวมากเลย สมัยนั้นเรียกกันว่า cancer poison เหมือนยาพิษเลย

รูปภาพ
แผ่นสามเหลี่ยมสีม่วงเข้มๆ ด้านบนขวาอ่ะ มะเร็ง

จนปี 19 เริ่มมีการนำกล้องจุลทรรศน์มาใช้ส่องดูเซลล์ของมะเร็ง ร่วมกับความรู้และวิทยาการแพทย์เริ่มก้าวหน้าแล้ว การผ่าตัดถูกนำมาใช้รักษามะเร็ง เมื่อตัดก้อนออกมา นำมาส่องกับกล้องจุลทรรศน์ หมอสมัยนั้นก็พอบอกได้หยาบๆว่าอันนี้มะเร็งนะ อันนี้ไม่ใช่นะ อันนี้ +- [สมัยนี้หมอที่ทำงานด้านนี้เรียกพยา-ธิแพทย์ (pathologist) ไม่เกี่ยวกับพยาธิ (parasite) เท่าไหร่]

พอส่องกล้องไป เค้าก็เริ่มรู้แล้วว่าลึกลงไปถึงใน cell ว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงด้วย หน้าตา cancer cell มันไม่เหมือน cell ข้างๆเลย มันแหวกออกมา ลึกลงไปถึงใน nucleus ตัวกลุ่มก้อนสารพันธุกรรมในนั้นมันหน้าตาไม่เหมือนกันด้วย สีมันเข้มกว่ากัน มันต้องมีอะไรผิดปกติในนั้นแน่ๆ แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร

ถ้าคิดว่าการตัดก้อนมะเร็งออก แล้วจะหาย มันก็ฝันหวานไปแล้วครับ ชีวิตมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

รูปภาพ
Skin cancer

การผ่าตัดในสมัยนั้นไม่ได้ทำให้คนหายจากโรคมะเร็งได้ซะทีเดียว มันตัดไปแค่ก้อนใหญ่ แต่ไม่มีทางรู้หรอกว่ามันได้ออกลูกออกหลานฝังตัวอ่อนเอาไว้หมดแล้ว

แล้วตกลงมะเร็งมันคืออะไรล่ะ มะเร็งมันก็มาจาก cell ชาวบ้านปกติทั่วไปนี่แหละ แต่ก่อนมันก็เป็นเพื่อนกัน แต่ในช่วงที่กำลังแบ่งตัวสร้าง cell ตัวใหม่ มันดันโดน dark side เข้าครอบงำ ทำให้มันกลายเป็นตัวร้าย แถมเป็นต้วร้ายระดับบอสเลย

อะไรที่ทำให้มัน welcome to the dark side ปัจจัยพวกนี้ บอกก่อนว่ามันเป็น multifactorial คือหลายๆอย่างรวมกัน เหมือนหุ้นจะขึ้นจะลง บอกไม่ได้ว่าเกิดจากอะไรแน่ บอกไม่ได้ว่าจะขึ้นเท่าไหร่ รู้แต่ว่าไอเนี่ยมีผล ไอเนี่ยไม่เกี่ยว

แล้วมะเร็งมันก็มีหลายชนิดมาก factor ที่มีผลกับชนิดนึง อาจจะไม่เกี่ยวกับอีกชนิดเลย แต่ที่สำคัญอันนึงเลยก็คือ อายุ ยิ่งแก่ยิ่งเสี่ยง

อย่างอื่นที่ช่วยเร่งให้เป็นเร็วขึ้น ภาษาทางการเรียก สารก่อมะเร็ง เป็นได้หลายรูปแบบ อาหาร มลพิษ บุหรี่ กรรมพันธ์ รังสี รวมถึงการติดเชื้อบางชนิด และสุดท้ายคือโชค

รูปภาพ
อันนี้จริง เชื่อถือได้

เด็กบางคนเกิดมาพร้อมกับมะเร็งติดตัวอยู่แล้ว

บางคนเกิดมาพร้อมก้อนที่พร้อมจะพัฒนาไปเป็นมะเร็ง เรียกว่าดวงและกรรมพันธ์ล้วนๆ

สังเกตุนะครับ ว่าคนส่วนมากจะเป็นมะเร็งตอนแก่ๆ อายุที่มาก cell ของเราก็แก่ตามไป ในการแบ่ง cell แต่ละครั้งแม้จะมีการเช็คแล้วเช็คอีกไม่ให้พลาดเหมือนถ่าย Xerox ยังงั้นเลย

แต่ชีวิตจริงมันมีความผิดพลาดที่ซุกซ่อนอยู่ ความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆสะสมลงไปรุ่นสู่รุ่น เมื่อมันสะสมไปเรื่อยๆถึงจุดนึง dark side ก็จะตื่นขึ้นมา เมื่อถึงจุดนี้แล้ว จากเดิมที่ต้องรอคำสั่งถึงจะแบ่งตัว มันจะแบ่งตัวแบบไม่คิดเลย วันๆไม่ทำอะไร กรุจะแบ่งตัวอย่างเดียว ถ้าพลังงานไม่พอหรอ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวกรุไปแย่งคนอื่นมาใช้เอง

จริงๆร่างกายเรามีหน่วยกำจัดมะเร็งอยู่

ซึ่งส่วนใหญ่มันก็ใช้ได้ดีนะ บอกก่อนว่า cell ปกติถ้ามันทำงานงงๆ ผิดปกติไป มันจะมี เม็ดเลือดขาวเพชรฆาต เดินมาหาละก็บอกว่า

"นายๆ ผลงานช่วงนี้ดูไม่ค่อยดีเลยนะ

เราว่านายไปพักดีกว่า"

ละเม็ดเลือดขาวเพชรฆาตก็จะเอามีดจิ้มทะลุพุง เลือดไหล ไส้ทะลัก cell ที่น่าสงสารก็จะจมกอง(เลือด?)ตายไป เหมือนดั่งที่ใครซักคนในสามก๊กกล่าวไว้ว่า

"คนโง่แต่ขยันต้องเอาไปฆ่าทิ้ง มันเปลืองทรัพยากร"

รูปภาพ
ระเบิดทิ้งงง

แต่ตัวมะเร็ง Dark side มันระดับบอสแล้ว ใส่เกราะกันกระสุนเดินไปเดินมา เม็ดเลือดขาวโง่ๆแค่นี้ เอามีดจิ้มไม่เข้าหรอก ไม่พอมันยังไปกินทรัพยากรของเพื่อนซะหมดเกลี้ยง ยังไม่หยุด มันโลภมากกว่านั้น มันจะเรียกท่อประปา เรียกเสาไฟฟ้ามาปักลงหน้าบ้านตัวเอง [มันจะทำให้เส้นเลือดโตไปหามันได้เยอะมาก เลยมีพลังงานเยอะ] แล้วเขมือบพลังงานมาใช้ในการแบ่งตัวสร้างฟาร์มมะเร็ง นับวันยิ่งโตวันโตคืน

รูปภาพ
Cancer cell มีอำนาจเอาเส้นเลือดลงมาเยอะๆ

เมื่อโตได้ระดับนึง มันก็เริ่มจะอึดอัด อยากขยายอาณาเขตแล้ว [ในระยะนี้บางคนมีอาการแล้วบางคนมีแต่ไม่เยอะเลยไม่ได้สนใจ] มันจะทำการ export ตัวเองออกไปนอกอวัยวะ แล้วกระจายไปตามน้ำเหลือง แล้วก็ไปที่อวัยวะอื่นๆเท่าที่มันจะไปได้ ไปดึงทรัพยากรที่อื่นมาเป็นของมันเองอีก คล้ายๆการล่าอาณานิคมมะเร็ง เป้าหมายคือครองพิภพร่างกายมั้ง

แต่ไม่ว่ามะเร็งจะกระจายไปที่ไหน ต้นกำเนิดของมันจะยังเหมือนเดิม มะเร็งปอดที่กระจายไปกระดูก เอากล้องมาส่องดูกระดูก เราก็จะเจอ cell มะเร็งปอดที่กระดูก ไม่ใช่ cell กระดูกที่เป็นมะเร็ง แต่มันทำให้กระดูกแย่ไปด้วย มันแย่งอาหารของอวัยวะที่มันไปเกาะ มันขยายขนาด ทำให้รูปร่าง การทำงานของอวัยวะเสียไป เช่นในลำไส้ ก้อนมะเร็งที่โตมากทำให้ลำไส้อุดตัน ในปอดทำให้อากาศเข้ามาแลกเปลี่ยนไม่ได้ อวัยวะนั้นก็จะพังไป ต้องยอมแขวนป้าย out of service

รูปภาพ
มะเร็งปอด ก้อนขาวๆด้านบนนั่นแหละ ตัวร้ายยย เห็นปอดดำๆงี้ ผมว่าหมดค่าบุหรี่ไปเป็นแสน

แล้วมันจะไม่หยุด จนกว่าร่างกายเราจะหยุดทำงานไป เอาให้เจ๊งกันไปข้าง จนเราตาย พลังงานหมด มะเร็งก็จะตายตามกันไป

ความรู้ทางการแพทย์ในสมัยนี้พัฒนาไปก้าวไกลมาก สามารถแบ่งมะเร็งเป็นร้อยๆพันๆชนิด

แต่ละชนิดจะมีวิธีรักษาที่แตกต่างกันออกไป เพื่อจะ specific แต่ละชนิดนั้นๆ

ระยะ (Staging) ของมะเร็งก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเลือกวิธีรักษา ในระยะแรกๆ เป็นก้อนเล็กๆ

อาจจะกำลังโตไปเป็นมะเร็ง dark side หรืออยู่แค่ grey zone เทาๆ ถ้าไปรักษาช่วงนี้ส่วนมากจะได้ผลดี และหายขาดได้

แต่กลับกันเมื่อมันล่าอาณานิคมไปไกลถึงต่อมน้ำเหลือง ถึงอวัยวะอื่น มันไม่หยุดแค่นั้นแล้ว เราจะไปตัดมันยังไง ในเมื่ออวัยวะนั้นๆเราก็ต้องใช้ เราขาดอวัยวะนั้นไม่ได้ ขาดเราก็ตาย ไม่กำจัดมะเร็ง ก็ตายอยู่ดี บางทีทางเลือกเหลือให้เราไม่มากนัก

การทำ Chemotherapy หรือการใช้ยารุ่นใหม่ๆที่มีความจำเพาะมากขึ้น ถือว่าทำได้ดีในมะเร็งที่แพร่ไปในระยะต้นๆ แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดกับมะเร็งที่แพร่ไปทั้งตัวแล้วได้ ถ้ามาถึงจุดนี้แล้ว หมอมักจะแนะนำให้ Palliative care แปลว่าทำให้คนไข้เจ็บปวดน้อยที่สุดก่อนจะสิ้นใจ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว

รูปภาพ
ขนาดนี้คงเอาไม่ไหวแล้ววว

มะเร็งเกือบทุกชนิด ถ้าเจอในระยะแรกๆ ส่วนมากจะรักษาให้หายได้ อย่างที่บอกไป ตอนนั้นพลังมันยังน้อย แต่ถ้าปล่อยเอาไว้ สิ่งที่เราเสียคือ "เวลา"

เวลาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มันโต เวลาที่เราเสียไป ไม่ยอมคิดจะไปตรวจ หรือเราเลือกเดินผิดทาง

ไปรักษาในทางที่ไม่ได้ผล เวลานั้น มะเร็งมันจะค่อยๆโตขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เราทำอะไรกับมันไม่ได้อีกแล้ว เวลานั้นไม่ไหลย้อนกลับ มะเร็งก็เช่นกัน

การรักษาแผนปัจจุบันยังไม่สามารถรักษามะเร็งได้หาย 100% ได้ มีส่วนที่หาย มีส่วนที่แย่ลง เพราะมันขึ้นกับหลายปัจจัยมากๆ แต่ส่วนมากจะดีขึ้นช้าๆ บางคนอาจจะรับผลข้างเคียงของการรักษาไม่ไหว ต้องล้มเลิกไป บางคนรับได้ และกลับมาเป็นปกติ

ทางการแพทย์จะไม่ขายฝันว่าหายแน่นอน ไม่มีผลข้างเคียง รับรองอะไร 100% แน่นอนว่าเราต้องให้ข้อเท็จจริงกับผู้ป่วยได้ตัดสินใจ ความเสี่ยงที่จะไม่หายมันมี ผลข้างเคียงมีแน่นอน แต่มันเป็นวิธีที่มีโอกาสหายมากที่สุด

รูปภาพ
ให้ Chemo กันเป็นเดือน ชีวิตต้องสู้

ผมอ่าน FB, Line บางทีก็รวมถึง Blockdit ด้วย

Post ที่แชร์เรื่องสุขภาพ หลายเรื่องมันไม่ใช่ แต่ถ้ามันไม่อันตรายก็ยังโอเค อ่านไปสนุกๆ

แต่ว่าบางครั้งมันดูเหมือนจะไม่อันตราย

ความจริงมันอันตรายมาก โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับมะเร็ง เช่น น้ำผึ้งมะนาวโซดารักษามะเร็ง การกินน้ำมะนาวหอมเย็นชื่นใจไม่ทำอันตรายอะไรหรอกครับ แต่สิ่งที่เสียไปคือเวลา เวลาที่ควรจะไปรักษาจริงจัง การปล่อยให้มันยืดเยื้อนั่นแหละคือตัวสำคัญ

การไปทำสมาธิ หายใจลึกๆ กินน้ำมนต์ เข้าวัดป่า หมอบ้านเป่ายา กินยาหมอวิเศษ สูบกัญชา สิ่งที่เสียไปแน่นอนคือเวลา และเป็นเวลาที่มีค่า เวลาที่ชี้เป็นชี้ตายของชีวิต ถ้าอ่านแชร์ตาม FB มะเร็งดุแต่ใจเสาะ แล้วเชื่อเป็นตุเป็นตะ หยุดยา เลิกรักษากับโรงพยาบาล หันเข้าหาความเชื่อที่ผิด ผลร้ายจะเกิดกับคุณเองแน่นอน สุดท้ายเมื่ออาการไม่ดีขึ้น มันแย่ลง จะกลับมาที่โรงพยาบาล ถึงตอนนั้นมันก็ไม่ทันแล้ว

ช่วงเวลาที่ยังรักษาได้ คือโอกาสชีวิตของคนที่คุณรัก

รูปภาพ
ผมกินส้มตำตลอดชีวิตคงไม่เป็นมะเร็ง จะบ้าเรอะ (•__• ")

เห็นคนในเฟสเข้าใจผิดกันเยอะ ต้องแก้ให้ชัดๆ

น้ำมะนาวกินได้ แต่มันไม่ช่วยรักษามะเร็ง

สำคัญคือต้องทำการรักษาแผนปัจจุบันไปด้วย

ขอแถมอีกเรื่องละกันครับ เส้นเลือดสมองแตก สมองตีบ [Stroke อันดับ 2 ในตารางข้างล่าง] ที่แชร์กันเยอะๆว่าเอาเข็มเจาะปลายนิ้วระบายเลือดแล้วจะหายเนี่ย เห็นนอนเป็นผักทั้งนั้นเลยครับ โรคนี้เป็นอีกโรคที่เวลาสำคัญมาก ยิ่งมาถึงโรงพยาบาลเร็ว โอกาสหายยิ่งมาก

มะเร็งฆ่าคนเยอะขนาดไหน ในปี 2016 WHO ทำสถิติออกมา มะเร็งปอดติดอันดับ Top 10

รูปภาพ

admin
Administrator
โพสต์: 678
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

Re: มะเร็ง

โพสต์ โดย admin » ศุกร์ มิ.ย. 12, 2020 1:51 am

มะเร็งกระเพาะอาหาร (Stomach Cancer หรือ Gastric Cancer )

เป็นมะเร็งที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของมะเร็งที่คนไทยเป็นกันมากที่สุด และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้งหมดทั่วโลก

ผศ.นพ.ธัชธรรม์ สุขสมบูรณ์เจริญ หน่วยโรคมะเร็ง ภาควิชาอายุรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของโรคนี้คือ อาการในระยะแรกเริ่ม ซึ่งจะดูเป็นอาการที่พบได้บ่อยๆ และไม่รุนแรง เช่น ท้องอืด เรอบ่อย แสบร้อนกลางอก ปวดท้อง แน่นท้อง คลื่นไส้ ไม่อยากอาหาร เป็นต้น เมื่อระยะของโรคพัฒนามากขึ้น อาจทำให้รู้สึกไม่สบายท้อง โดยเฉพาะช่องท้องบริเวณส่วนบนและตรงกลาง มีเลือดปนอุจจาระ อาเจียนเป็นเลือด น้ำหนักลด อ่อนเพลีย อาจมีลักษณะคล้ายกับอาการของโรค อื่นๆ เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร ไวรัสลงกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจทำให้มองข้ามสัญญาณเตือนเหล่านี้ไป ด้วยเข้าใจว่าเป็นอาการของโรคอื่น

ผศ.นพ.ธัชธรรม์ กล่าวต่อว่า มะเร็งกระเพาะอาหารมีหลายลักษณะ ทั้งเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นในเยื่อบุ กระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมของร่างกายมาก่อน นอกจากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมา ยังมีลักษณะทางกายภาพอื่นๆ ของผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ที่ควรระวังและหมั่นตรวจสอบร่างกาย ได้แก่ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โรคนี้พบได้ในเพศชายมากกว่าเพศหญิงถึง 2 เท่า พบในชาวเอเชียมากกว่าชนชาติอื่นๆ และพบในผู้ที่มีกรุ๊ปเลือดเอ มากกว่ากรุ๊ปอื่น ผู้ที่มีประวัติเคยผ่าตัดกระเพาะอาหารมานานกว่า 20 ปี และผู้เป็นโรคโลหิตจางชนิดร้ายแรง (Pernicious Anemia) เป็นต้น อาการเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งอาจจะไม่จำเพาะเจาะจงกับมะเร็งกระเพาะอาหารเสมอไป ยังมีโรคอื่นๆ ที่พบได้บ่อยกว่ามะเร็งกระเพาะอาหาร เช่น โรคกระเพาะอาหารอักเสบ กรดไหลย้อน เป็นต้น

ผศ.นพ. ธัชธรรม์ อธิบายถึงแนวทางการรักษามะเร็งชนิดนี้ว่า การรักษามะเร็งกระเพาะอาหารจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทีมแพทย์ ในสาขาต่างๆ เช่น ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง เพื่อวางแผนการรักษาที่ได้ประสิทธิภาพ และเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยประเมินวิธีการรักษาจากหลายปัจจัย เช่น ขนาด ตำแหน่ง ลักษณะของเซลล์มะเร็ง ระยะของโรคและการกระจายของเซลล์มะเร็ง รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

ถ้าผู้ป่วยไม่มีข้อจำกัดทางโรคประจำตัวหรือโรคร่วมที่มากเกินไป หากพบว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะแรก ควรประเมินถึงการผ่าตัดออกทั้งหมด และในบางราย อาจจะมีการรักษาเสริม ไม่ว่าจะเป็นการรักษาน้ำเหลืองของกระเพาะอาหาร และมะเร็งของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหรือมะเร็งจิสต์ (GIST) โดยมีสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียเอช.ไพโลไร (H. Pylori) ในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น การอักเสบของกระเพาะอาหารเรื้อรังจากการกินอาหารบางชนิด ที่ไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ เช่น อาหารปิ้งย่าง รมควัน รสเค็ม หรืออาหารหมักดอง การสูบบุหรี่จัด หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ พันธุกรรม รวมไปถึงผู้ที่เคยเป็นโรคมะเร็งที่ส่วนอื่นเสริมด้วยยาเคมีบำบัดอย่างเดียว หรือเคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสีรักษา แล้วแต่ความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย

การรักษาเสริมเหล่านี้ เพื่อลดอุบัติการณ์การกลับมาเป็นซ้ำของโรค หากเป็นระยะที่ไม่สามารถผ่าตัดออกได้หรือระยะแพร่กระจาย และยังมีสุขภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี การรักษามะเร็งระยะนี้สามารถใช้ยาเคมีบำบัด อาจให้ร่วมกับยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง หรือยายับยั้งการสร้างหลอดเลือด รวมถึงการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งเป็นการใช้ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง เพื่อยับยั้งระบบควบคุมและสั่งการให้มีการทำลายเซลล์แปลกปลอมหรือหยุดการทำลายเซลล์ของร่างกาย เพราะบางกรณีเซลล์มะเร็งจะอาศัยระบบนี้ ในการซ่อนตัวจากการถูกทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ยากลุ่มนี้จึงได้รับการพัฒนาขึ้นมา เพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันตรวจจับเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดผลข้างเคียงได้มากขึ้นอีกด้วย

admin
Administrator
โพสต์: 678
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

Re: มะเร็ง

โพสต์ โดย admin » เสาร์ มิ.ย. 13, 2020 12:40 am

เตือนคนไทยเป็น #โรคมะเร็งโคนลิ้น มากขึ้น

Cr. จาก https://www.facebook.com/medhubnews/pos ... 4545310311

ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ดื่มเหล้า สูบบุหรี่

มะเร็งโคนลิ้น เป็นส่วนหนึ่งของมะเร็งคอหอยส่วนปากมีแนวโน้มที่พบมากขึ้นในคนไทย ผู้ป่วยส่วนมากที่เป็นโรคนี้มักจะได้รับการวินิจฉัยในระยะลุกลามแล้ว

แนะนำพบแพทย์หากมีอาการกลืนลำบาก กลืนเจ็บ เลือดออกทางช่องปาก ปวดหู พูดเสียงเปลี่ยน มีก้อนที่คอ เน้นให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ทางการแพทย์ถือว่า มะเร็งโคนลิ้นเป็นส่วนหนึ่งของมะเร็งคอหอยส่วนปาก หรือที่เรียกว่ามะเร็งคอหอยหลังช่องปาก
แม้ขณะนี้จะพบมะเร็งดังกล่าวได้น้อยในคนไทย โดยในปี 2558 พบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งคอหอยส่วนปากรายใหม่ 674 ราย ซึ่งถือว่าน้อยถ้าเทียบกับจำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ทั้งหมด ซึ่งมีปีละ 122,757 ราย

แต่ก็พบว่ามีแนวโน้มที่จะพบมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยชนิดของมะเร็งคอหอยส่วนปากที่พบบ่อยที่สุด คือ มะเร็งชนิด Squamous cell carcinoma ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับมะเร็งศีรษะและลำคอที่พบมากที่สุด

ส่วนสาเหตุของการเกิดมะเร็งคอหอยส่วนปากนั้น เกิดจาก การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา และการติดเชื้อไวรัสHumanpapillomavirus ( HPV) ซึ่งเป็นไวรัสที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้นการมีคู่นอนหลายคนและการมีเพศสัมพันธ์ทางปากจึงอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคนี้ด้วย

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเกี่ยวกับอาการของมะเร็งคอหอยส่วนปากว่า ผู้ป่วยมักมีอาการกลืนลำบาก เจ็บคอเวลากลืนอาหาร มีเลือดออกทางช่องปาก ปวดหู พูดเสียงเปลี่ยน มีก้อนที่คอ

หากมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย ส่องกล้องทางหูคอจมูกเพื่อตรวจในลำคอ หากจำเป็นแพทย์จะสั่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กเพิ่มเติม

ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า #การรักษามะเร็งคอหอย ส่วนปากระยะเริ่มต้นเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนควรตระหนัก เพราะหากพบระยะเริ่มต้นจะสามารถรักษาอย่างทันท่วงทีและมีโอกาสหายสูง

วิธีการรักษา

ได้แก่ การให้รังสีรักษา และการผ่าตัด ส่วนการรักษากรณีเป็นมะเร็งระยะลุกลามที่ผ่าตัดไม่ได้ คือการให้รังสีรักษาควบคู่กับเคมีบำบัด

ซึ่งทั้งหมดจำเป็นต้องประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เนื่องจากมีปัจจัยที่ต้องคำนึงหลายประการ

สำหรับการป้องกันโรคทำได้โดยการงดสูบบุหรี่ งดดื่มสุรา รวมถึงมีการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย

ที่สำคัญหากมีอาการหรือสงสัยว่ามีความเสี่ยงต่อมะเร็งคอหอยส่วนปาก ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย ซึ่งจะช่วยให้สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที และลดอัตราการเสียชีวิตจากโรค #มะเร็งคอหอยส่วนปาก ได้


สถาบันมะเร็งแห่งชาติ National Cancer Institute

admin
Administrator
โพสต์: 678
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

Re: มะเร็ง

โพสต์ โดย admin » เสาร์ มิ.ย. 20, 2020 3:28 pm

แนวทางการคัดกรองมะเร็งจากสมาคมโรคมะเร็งอเมริกา (American Cancer Society) ประจำปี 2019
จากเพจ อายุรศาสตร์ง่ายนิดเดียว https://www.facebook.com/14528050650355 ... 791179307/

ก่อนจะอ่านต่อขอย้ำความเข้าใจสองสิ่งที่สำคัญมาก

หนึ่ง..แนวทางนี้ทำมาเพื่อคนที่ร่างกายแข็งแรง ปรกติ ไม่มีอาการใด ๆ เพื่อมาคัดกรองหามะเร็งอันพึงรักษาได้ดี รักษาแล้วตอบสนองดี สามารถตรวจจับได้ในระยะต้น ไม่เหวี่ยงแหตรวจ ไม่มากไปน้อยไป หากตรวจพบจากการคัดกรองจะเข้าสู่การวินิจฉัยยืนยันอีกครั้ง หากคุณมีอาการหรือมีโรคที่มีความเสี่ยงมะเร็งมากอยู่แล้ว ให้ทำตามที่หมอแนะนำเป็นรายคน ไม่ใช่เดินมาคัดกรอง

สอง..แนวทางนี้มาจากหลักฐานทางการแพทย์ที่ดีตามมาตรฐาน นั่นคือเป็นความจริงและใช้ได้สำหรับกลุ่มคนที่ระบุ ในความแม่นยำระดับประมาณ 95% หมายถึงผิดได้พลาดได้เช่นกัน และเขาออกแบบมาคัดกรองมะเร็งที่พบบ่อย เป็นปัญหาในบ้านเมืองเขา เราก็แอบเอามาใช้ได้โดยพิจารณาความเหมาะสมตามบริบทของเรา

🔴🔴มะเร็งเต้านม
ใช้การตรวจแมมโมแกรมในการคัดกรอง แนะนำตรวจในสุภาพสตรีตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป โดยตรวจปีละครั้ง หากอายุเกิน 54 อาจพิจารณาตรวจห่างออกเป็นสองปีครั้งได้ หากผลที่ผ่านมาปรกติดี และแนะนำตรวจต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีกำหนด หากคาดหวังได้ว่าจะมีชีวิตยืนยาวต่อไปอีกไม่ต่ำกว่า 10 ปี เพียงแต่ประโยชน์แห่งการตรวจไม่ชัดเจนโดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 75 (เพราะอาจจะเสียชีวิตหรือมีอันตรายจากโรคอื่นเสียก่อน)

🔴🔴มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
แนะนำให้ความรู้กับหญิงวัยหมดประจำเดือนว่า เมื่อไรมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดให้มารับการตรวจกับสูตินรีแพทย์ ไม่ได้แนะนำวิธีตรวจใดเป็นประจำ

🔴🔴มะเร็งปากมดลูก
การคัดกรองจะเริ่มตั้งแต่อายุ 21 ปีหรือพิจารณาเร็วกว่านั้นหากมีเพศสัมพันธ์เร็ว และการฉีดวัคซีน HPV จะช่วยลดการตรวจพบมะเร็งระยะลุกลามได้ ความถี่และวิธีตรวจขึ้นกับอายุดังนี้

21-29 ปี .. ใช้การตรวจ Pap Smear เพียงอย่างเดียวทุก 3 ปี

30-65 ปี .. ใช้การตรวจ Pap Smear ร่วมกับการตรวจหา HPV DNA ทุกห้าปี แต่ถ้าใช้ Pap Smear อย่างเดียวแนะนำให้ทำทุก 3 ปี

มากกว่า 65 ปี .. ในกรณีทำ Pap Smear แล้วผลปรกติมาต่อเนื่องกันสามครั้งก็ไม่ต้องคัดกรองอีก หรือตรวจ DNA ไม่พบเชื้อต่อเนื่องกันมาสองครั้งและผล Pap Smear ปกติมาตลอด 10 ปี ทั้งสองกรณีนี้ไม่ต้องตรวจคัดกรองอีก แต่ถ้ายังไม่เคยคัดกรองมาก่อนหรือไม่สม่ำเสมอแนะนำคัดกรองต่อไป

(อย่าลืมว่าข้อมูลนี้ ตั้งพื้นฐานบนความจริงที่ว่าการได้รับวัคซีน HPV ทำอย่างแพร่หลาย)

🔴🔴มะเร็งปอด
สำหรับคนที่มีอายุ 55-74 ปีและมีประวัติสูบบุหรี่ไม่ว่าเคยสูบหรือกำลังสูบอยู่ ด้วยปริมาณการสูบอย่างน้อย 30 ซองปี ถ้าหากท่านมีลักษณะตามนี้น่าจะทำการคัดกรองด้วยการทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์แบบรังสีต่ำ ปีละครั้ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องเลิกบุหรี่หรือเข้าสู่กระบวนการเลิกบุหรี่ด้วย ถ้าไม่เลิกบุหรี่จะไม่ได้เกิดผลใด ๆ และการคัดกรองไม่สามารถมาทดแทนการเลิกบุหรี่ได้

🔴🔴มะเร็งลำไส้ใหญ่
สำหรับคนที่อายุ 50-75 ปี แนะนำการคัดกรองอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้ (ตอนนี้กำลังถกเถียงกันว่าจะลดอายุการเริ่มคัดกรองมาที่ 45 ปีหรือไม่ ต้องรอติดตามต่อไป)

ตรวจหาเลือดออกทางเดินอาหารจากการตรวจอุจจาระ (ด้วยวิธีสำหรับคัดกรองมะเร็งลำไส้) ทำทุกปี

ตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่ ทุก 5 ปี

ตรวจกล้อง flexible sigmoidoscopy ตรวจแค่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทุก 5 ปี (บางแนวทางยกเลิกวิธีนี้ไปแล้ว)

ตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทั้งหมด ทุก 10 ปี หรือหากวิธีใดข้างต้นพบความผิดปกติจะต้องมาตรวจยืนยันและตัดชิ้นเนื้อด้วยวิธีนี้

สำหรับคนอายุ 76-85 ปี ไม่แนะนำให้ตรวจประจำทุกราย ให้คุยกับหมอเรื่องผลดีผลเสียและการจัดการหากผลออกมาเป็นบวก

สำหรับคนที่อายุมากกว่า 85 ปี ไม่แนะนำตรวจคัดกรอง

**แน่นอนการส่องกล้องจะเห็นชัดและตัดชื้นเนื้อได้ แต่ก็ความเสี่ยงสูงกว่าการทำเอ็กซเรย์ที่ไม่สามารถตัดชื้นเนื้อแต่สามารถเห็นโครงสร้างอื่นนอกจากลำไส้ได้เพิ่ม ให้คุยปรึกษากันดี ๆ ครับ**

🔴🔴มะเร็งต่อมลูกหมาก
เนื่องจากข้อมูลการคัดกรองด้วยสารที่เฉพาะเจาะจงกับต่อมลูกหมาก (ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงกับ "มะเร็งลูกหมาก") เพียงแต่สูงมากก็น่าสงสัย และยังไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้ง่ายกว่านี้ที่นะคัดกรอง ACS จึงได้แนะนำให้ปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดเรื่องการแปลผลในแต่ละคน ตกลงเรื่องโอกาสบวกจริงบวกปลอม ก่อนจะเจาะตรวจ หลายสถาบันยังถกเถียงเรื่องนี้นะครับ
โดยอายุที่แนะนำเริ่มตรวจคืออายุมากกว่า 50 ยกเว้นมีความเสี่ยงอื่นเช่นประวัติครอบครัว จะแนะนำเมื่อายุตั้งแต่ 45 ปี ใช้การตรวจสาร PSA ในเลือด อาจจะมีการตรวจทางทวารหนักร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ ควรได้รับคำแนะนำการตรวจหากการคาดหวังว่าชีวิตจะยืนยาวต่อไปนานกว่า 10 ปี

ย้ำอีกครั้ง ถ้าแข็งแรงดี ไม่มีอาการค่อยคัดกรอง แต่ถ้ามีอาการหรือมีความเสี่ยง ให้ตรวจเพื่อวินิจฉัยและเฝ้าระวัง คำแนะนำไม่เหมือนกันนะครับ และปัจจุบันยังไม่มีคำแนะนำการใช้สารบ่งชี้มะเร็ง (tumor marker) เพื่อคัดกรองมะเร็งครับ

admin
Administrator
โพสต์: 678
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

Re: มะเร็ง

โพสต์ โดย admin » เสาร์ มิ.ย. 20, 2020 3:29 pm

การคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้

ทำไมต้องคัดกรองด้วยล่ะ มะเร็งที่คัดกรองกันทุกวันนี้ (ที่ตามมาตรฐานนะครับ ไม่ใช่เจาะเลือดแล้วรู้ ตามโฆษณาโรงพยาบาลต่างๆ) เพราะว่าถ้าพบในระยะต้นมันรักษาหายขาดไงครับ ไม่สุญเสียทรัพย์ ไม่สูญเสียคนที่เรารัก หนึ่งในนั้นคือ มะเร็งลำไส้ใหญ่ครับ พบเป็นลำดับสามของคนไทยเลยนะครับ ประมาณ 7-8 ต่อประชากร 100,000 คน พบในผู้ชายมากกว่าในผู้หญิงเล็กน้อย และที่สำคัญมันไม่มีอาการครับ ที่มาหาหมอและต้องผ่าตัดนั้น ส่วนมากเป็นระยะปลายแล้วนะครับ

แล้วจะคัดกรองกับใคร โดยทั่วไปก็ทุกคนที่อายุ 50-85 ปีครับ ก่อนนี้หรือหลังจากนี้ อาจไม่เกิดประโยชน์มากนัก อันนี้มองภาพรวมทั้งประเทศนะครับ ส่วนท่านใดต้องการตรวจเป็นส่วนตัวก็ตรวจได้ และสำหรับท่านใดที่มีพ่อแม่พี่น้อง เครือญาติ (ญาติใกล้ๆนะครับ ไม่เอาญาติห่างๆ) จะต้องเริ่มเร็วขึ้น นับที่อายุ 40 ปีนะครับ หรือ เร็วกว่าอายุของญาติของเราที่เป็นอีก 10 ปี เช่น พี่ชายเป็นตอนอายุ 45 ท่านต้องเริ่มตอนอายุ 35 ครับ
ใช้วิธีใด ง่ายสุดก็ตรวจหาเลือดมนุษย์ ที่ลำไส้ครับ โดยการตรวจอุจจาระ (iFOBT) ต้องเป็นการตรวจเลือดในอุจจาระที่ใช้สำหรับการคัดกรองนะครับ ทำทุกปี แต่ละครั้งจะเก็บอุจจาระ 3 ตัวอย่างนะครับ อันนี้ง่ายสุด ทำเองได้ ถ้าผลเป็นบากค่อยไปส่องกล้องครับ
ส่วนที่แนะนำอีกคือ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ครับ อันนี้แม่นยำมาก ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจได้ด้วย ทำทุก 10 ปีครับ ต้องเตรียมลำไส้ก่อนทำ และอาจพบลำไส้ทะลุจากการทำ แต่ก็ไม่มากนะครับ 0.1-0.3 % เท่านั้น คิดไปคิดมาคุ้มครับ เพราะทุก 10 ปี หยอดกระปุกวันละ 10 บาทเท่านั้น

การเอกซเรย์ลำไส้ใหญ่ก็เป็นอีกทางเลือกครับ ไม่ต้องเสี่ยงเท่าส่องกล้อง แต่ก็จะลดความแม่นยำลงมาเล็กน้อย ทำทุก 10 ปีเช่นกันครับ ราคาไม่แพงแล้วนะครับ ส่วนการสวนแป้งทางทวารหนัก เราเลิกใช้ในการคัดกรองแล้วนะครับ
การตรวจเลือด ไม่สามารถคัดกรองหรือวินิจฉัยได้เลย มันนี้เข้าใจผิดกันมากมายเลยครับ อย่าให้การตลาดและความกลัวมาหลอกท่านได้นะครับ


สุดท้ายไม่ว่าการตรวจจะเป็นอย่างไร อย่าลืมว่ามันคือการคัดกรอง จำเป็นต้องทำการตัดชิ้นเนื้อมาตรวจยืนยันโรคมะเร็งทุกครั้งครับ

จากเพจ อายุรศาสตร์ง่ายนิดเดียว

admin
Administrator
โพสต์: 678
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

Re: มะเร็ง

โพสต์ โดย admin » เสาร์ มิ.ย. 20, 2020 3:32 pm

เนื้อที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมทำให้เกิดมะเร็ง

Cr. เว็บอายุรศาสตร์ง่ายนิดเดียว https://medicine4layman.blogspot.com/20 ... st_31.html

ช่วงนี้เป็นข่าวดังมากเนื่องจากเป็นประกาศขององค์การอนามัยโลก ที่มีที่มาจากคณะกรรมการงานวิจัยขององค์การอนามัยโลกเอง ผมเองได้ทราบมานานแล้วว่า การบริโภคเนื้อแดงมากๆ ทำให้เกิดมะเร็ง แต่ครั้งนี้มาประกาศชัดเจน จึงขอค้นคว้าเจาะลึกแล้วเอามาเล่ากันฟัง
อย่างแรกต้องบอกว่า "เนื้อ" ไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็ง แต่เป็นสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตต่างหากที่ทำให้เกิด เมื่อมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ก็จะมีการใส่สารต่างๆลงไป ที่ต้องสงสัยเกิดมะเร็งมีดังนี้

1.ไนโตรซามีน -- โดยทั่วไปเนื้อพวกนี้จะได้รับการผสมสารไนไตรท์ เพื่อให้เนื้อมีสีแดงๆ ดูสด เพื่อลดการติดเชื้อ เพื่อเพิ่มรสชาติ เวลาเราเอาเนื้อพวกนี้ไปประกอบอาหารที่ความร้อนสูงๆ โดนเฉพาะการปิ้งย่าง สารไนไตรท์จะเปลี่ยนไปเป็นไนโตรซามีนได้ สารไนโตรซามีนทดลองพิสูจน์แล้วว่าก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง

2.ไฮโดรคาร์บอน (polycyclic aromatic hydrocarbon) PAH สารนี้จะเกิดจากการเผาไหม้ โดยเฉพาะเวลาเราย่างเนื้อแล้วไขมันหยดติ๋งๆ ลงไปที่ถ่านไม้แล้วฟู่เป็นควัน แบบเสือร้องไห้ จะทำให้สาร PAH มาอยู่ที่ตัวเนื้อ และก่อเกิดปฏิกิริยาที่น่าจะก่อมะเร็งได้ เช่นกัน มีการศึกษาในสัตว์ทดลองว่า PAH ก่อมะเร็ง

3. heterocyclic amines เป็นสารประกอบโปรตีนที่เปลี่ยนรูปเวลาเราปรุงอาหารด้วยความร้อนสูงๆ เช่นทอดนานๆ ##ไฟแรงๆ หรือปิ้งย่าง ทั้งเนื้อสดและเนื้อผ่านกระบวนการแล้ว เคยมีการทดลองในสัตว์(อีกแล้ว) ว่าถ้าให้เนื้อที่มีสาร HCA สูงๆก็จะเกิดมะเร็ง แต่ก็เป็นการทดลองในสัตว์ทดลอง และปริมาณเนื้อที่เขาทดลองนั้น มากมายกว่าที่เรากินต่อวัน มากมายนัก

จะสังเกตว่าข้อมูลจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์จริงๆนั้น มาจากสัตว์ทดลอง (คงไม่มีใครยอมให้ทำในคนแน่ๆครับ) ส่วนข้อมูลในคนก็จะได้จากการรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ ย้ำๆนะครับข้อมูลในคนไม่ได้มาจากการศึกษาทดลองเปรียบเทียบ จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าสารต่างๆเหล่านี้เกิดมะเร็งในคน และจากเอกสารขององค์การอนามัยโลกเอง ได้กล่าวว่า อุบัติการณ์ของอาหารที่ทำให้เกิดมะเร็งยังไม่ชัดเจน แต่ที่เขาเคลมว่าจริงคือ ยิ่งกินปริมาณมากโอกาสเกิดมะเร็งยิ่งสูงต่างหาก

คำแนะนำ คือ กินได้ แต่อย่ากินทุกวัน ลดปริมาณลง ไปกินเนื้อสดๆดีกว่า และเวลาประกอบอาหารก็อย่าฮาร์ดคอร์นัก อย่าย่างจนดำกรอบ หรือ ควันตลบเป็นอาหารรมควันทุกมื้อ ก็น่าจะปลอดภัย และที่สำคัญโปรตีนจากสัตว์ยังเป็นสิ่งสำคัญมากครับ

อีกอย่างอาหารที่ผ่านกรรมวิธีทางอุตสาหกรรมนั้น ปริมาณเกลือจะมากมายมหาศาลครับ อันตรายต่อโรคไตและ ความดันโลหิตสูง อย่างรุนแรง

admin
Administrator
โพสต์: 678
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

Re: มะเร็ง

โพสต์ โดย admin » เสาร์ มิ.ย. 20, 2020 3:33 pm

สรุปแนวทางการคัดกรองมะเร็งสำหรับคนปกติที่แข็งแรงดี

Cr. เว็บอารยุรศาสตร์ง่ายนิดเดียว https://medicine4layman.blogspot.com/20 ... st_26.html

สำหรับคนที่มีโรคที่เสี่ยงเช่น ติดเขื้อไวรัสตับอักเสบบี มีประวัติครอบครัวโรคมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ตับแข็ง เคยเป็นมะเร็งมาแล้ว ฯลฯ กลุ่มนี้จะมีคำแนะนำเฉพาะตัวตามที่แพทย์ที่ดูแลแนะนำอยู่
การตรวจหวังผลให้พบมะเร็งในระยะที่รักษาแล้วหายหรือรักษาและผลข้างเคียงไม่มากนัก การตรวจไม่ได้รับรองผล 100% แต่ก็มีความไวสูงพอ คือ เมื่อเจอแล้วต้องไปยืนยันผลอีกรอบด้วยวิธีที่เฉพาะแบบ แพงกว่า เจ็บตัวกว่า ดังนั้นการคัดกรองด้วยวิธีที่ง่ายและไวจึงเป็นคำแนะนำมาตรฐาน
และควรปฏิบัติตัวหลีกเลี่ยงความเสี่ยงมะเร็งด้วย ห้ามคิดว่ามีวิธีที่ไวพอแล้ว ไม่ต้องดูแลตัวเอง ให้หมอจัดการให้ แบบนี้ผิด

1. มะเร็งเต้านม การตรวจที่แนะนำเป็นหลักคือการทำแมมโมแกรม ส่วนการตรวจโดยบุคลากรทางการแพทย์ไม่ได้แนะนำแล้ว การตรวจด้วยตัวเองไม่ไวพอ แต่เนื่องจากทำง่ายสะดวก ก็ยังแนะนำและถ้าหากผิดปกติก็ให้ไปหาหมอ

1.1 อายุ 40-44 เริ่มพิจารณาทำได้หากต้องการ ทำปีละครั้ง

1.2 อายุ 45-54 ควรทำทุกปี

1.3 อายุ มากกว่า 55 สองปีครั้ง หรือถ้าปกติดีมาตลอดก็ปีละครั้ง

1.4 คัดกรองไปได้เรื่อยๆ หากคิดว่ายังมีโอกาสชีวิตยาวนานอย่างมีคุณภาพมากกว่า 10 ปี

2. มะเร็งปากมดลูก มีการตรวจสองอย่างคือตรวจเซลที่ทำกันมาตลอด และการตรวจหาการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ถ้าตรวจแล้วผิดปกติต้องเข้าพบสูตินรีแพทย์เพื่อทำการตรวจซ้ำหรือตัดชิ้นเนื้อครับ

2.1 อายุ 21-29 ตรวจสามปีครั้ง ไม่ต้องตรวจ HPV ยกเว้นผลเซลผิดปกติ

2.2 อายุ 30-65 ตรวจทั้งเซลและเอชพีวีทุกห้าปี ถ้าตรวจทั้งคู่ไม่ได้ให้ตรวจเซลอย่างเดียวทุกสามปี

2.3 อายุ มากกว่า 65 ในกรณีที่ตรวจมาแล้วปกติมาตลอด ก็ไม่ต้องตรวจอีก เว้นมีอาการผิดปกติ หรือเคยตรวจผิดปกติ ก็แนะนำตรวจต่อไปอีก 20 ปี แม้ว่าอายุจะเกิน 65 ก็ตาม

3. มะเร็งโพรงมดลูก ไม่ต้องตรวจแต่ควรให้คำแนะนำในกรณีเลือดออกมาอีกหลังหมดประจำเดือน ควรเข้าพบแพทย์

4. มะเร็งลำไส้ใหญ่ เริ่มตั้งแต่อายุ 50 ปี การตรวจโดยการถ่ายภาพหรือส่องกล้องจะตรวจทั้งเนื้องอกและติ่งเนื้อ ส่วนการตรวจอุจจาระจะตรวจได้เฉพาะมะเร็ง และการตรวจด้วยวิธีอื่นๆที่ไม่ใช่ส่องกล้องหากพบความผิดปกติ ต้องมาส่องกล้อง

4.1 ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ทุก 10 ปี

4.2 เอ็กซเรย์ลำไส้ใหญ่ ทุก 5 ปี

4.3 ส่องกล้องลำไส้ตรง (flexible sigmoidoscopy) หรือ สวนแป้ง ทุก 5 ปี ข้อนี้หลายๆสมาคมไม่แนะนำแล้ว แต่ American Cancer Society ยังแนะนำอยู่ ส่วนตัวผมว่าก็ว่าน่าจะใช้สองวิธีแรกมากกว่า

4.4 ตรวจอุจจาระทุกปี หามะเร็งโดยเฉพาะ ตรวจปีละสามสิ่งส่งตรวจ หรือจะใช้ร่วมกับวิธีด้านบนก็ได้ วิธีนี้สะดวกและง่ายดี (ต้องทราบข้อจำกัดการแปลผล)

5. มะเร็งปอด การคัดกรองมะเร็งปอด ผลประโยชน์ไม่มากนัก แต่ข้อมูลที่ดีที่สุดตอนนี้คือ ใช้การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอก (low dose CT chest) ทุกปี เฉพาะกลุ่มที่เสี่ยงคือมีข้อบ่งชี้ครบสามข้อ
..อายุ 55-74 ปี...ร่างกายแข็งแรงดี...สูบบุหรี่มาอย่างน้อย 30 packyears ทั้งผู้ที่สูบต่อเนื่องและผู้ที่เลิกมาไม่เกิน 15 ปี...

6. มะเร็งลูกหมาก ไม่แนะนำตรวจเลือด PSA เพื่อคัดกรองมะเร็งลูกหมากอีกแล้ว การตรวจให้คุยถึงผลดีผลเสียเป็นรายๆไป เช่นถามอาการ ความเสี่ยง ตรวจก้น หรือจะเจาะเลือด PSA ก็ต้องคุยเป็นรายๆไปครับ

ที่มา American Cancer Society : early cancer screening

admin
Administrator
โพสต์: 678
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

Re: มะเร็ง

โพสต์ โดย admin » เสาร์ มิ.ย. 20, 2020 3:37 pm

การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

Cr. เว็บอายุรศาสตร์ง่ายนิดเดียว https://medicine4layman.blogspot.com/20 ... -2018.html

เช้านี้ วารสาร JAMA ลงประกาศคำแนะนำของ USPSTF เรื่องการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ฉบับปรับปรุงจากปี 2012 เพราะมีหลักฐานงานวิจัยเพิ่มเติม
เป็นที่ทราบกันว่ามะเร็งปากมดลูกมีต้นกำเนิดสำคัญจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อ Human Papilloma Virus (HPV) การตรวจหาการติดเชื้อนี้จะช่วยตรวจพบมะเร็งระยะแรกได้ ลดอัตราการเสียชีวิตได้ และการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV จะลดโอกาสการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้
การศึกษาใหม่นี้คือ การทดสอบด้วยการตรวจเซลล์ร่วมกับการตรวจหาไวรัส HPV เทียบกับ การตรวจหาไวรัสอย่างเดียว ไม่ได้มีความไวมากขึ้นเท่าไร และยังมีผลลบปลอมในอัตราที่เท่า ๆ กัน จึงสามารถเลือกตรวจอันใดอันหนึ่งได้
และความไวที่ไวมากเกินไป บางครั้งก็มาพร้อมกับความกลัวมากเกินไป ต้องไปทำนู่นนี่ต่อโดยไม่จำเป็น คำแนะนำนี้ได้ประเมินเรื่องการตรวจโดยไม่จำเป็นและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขด้วย
จาก USPSTF 2018 (เพิ่มเติม 2012) จึงแนะนำดังนี้
หญิงอายุน้อยกว่า 21 ปี ... ยังไม่ต้องคัดกรอง
หญิงอายุ 21-29 ปี... ใช้วิธีการตรวจเซลล์ทุก ๆ สามปี
หญิงอายุ 30-65 ปี ...ให้เลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง
ตรวจเซลล์อย่างเดียว ทุกสามปี
ตรวจหาไวรัส HPV อย่างเดียว ทุกห้าปี
ตรวจหาทั้งเซลล์และไวรัส ทุกห้าปีเช่นกัน
หญิงอายุมากกว่า 65 ปี ... ให้งดตรวจได้ ถ้า ผลการตรวจไวรัสเป็นลบมาต่อเนื่องกันสองครั้งหลัง หรือ ผลตรวจเซลล์เป็นลบต่อเนื่องกันมาในสามครั้งหลัง
หญิงอายุมากกว่า 65 ปี ที่ตรวจไม่ต่อเนื่องหรือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ...ให้ตรวจต่อไป

admin
Administrator
โพสต์: 678
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

Re: มะเร็ง

โพสต์ โดย admin » เสาร์ มิ.ย. 20, 2020 4:50 pm

จากเพจ คุยกับ ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม https://www.facebook.com/98710605143391 ... 060808404/

เกิดคำถามว่า...
ทำไมคนกินพืชผักยังเป็นมะเร็ง ...

มะเร็ง เห็นเกิดแต่กับคนกินเนื้อมิใช่หรือ ...
คนเป็นมะเร็งจึงให้เลิกกินเนื้อแล้วมากินผัก ?

ก่อนอื่นต้องบอกว่าเป็นความเข้าใจผิดนะครับ ว่าคนกินผักจะไม่เป็นมะเร็ง !

เราต้องทำความเข้าใจการเกิดของเซลล์มะเร็งให้ดีก่อน...
สิ่งสำคัญที่เซลล์ทุกเซลล์ในตัวเรา ต้องการมากและขาดไม่ได้เลย คือ
* ออกซิเจน *

ถ้าร่างกายได้รับออกซิเจนเต็มร้อย เซลล์ก็จะไม่มีการเปลี่ยนตัวเองเป็น เซลล์มะเร็ง ...

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำให้ ร่างกายเกิดคาร์บอนไดออกไซด์มากและออกซิเจนในเลือดต่ำ
เซลล์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยตัวเอง ...
เซลล์จึงเปลี่ยนมาใช้คาร์บอนไดออกไซด์หายใจแทน และเปลี่ยนตัวเองเป็นเซลล์มะเร็ง...

แล้วอะไรทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ในระบบไหลเวียนเลือดเรามากที่สุด ???
ไม่ใช่อาหารเนื้อสัตว์ ...
ไม่ใช่อาหารพืชผัก...
ไม่ใช่อาหารปนเปื้อนสารเคมี ...
ไม่ใช่อาหารหมักดองอย่างที่เราเข้าใจกันด้านเดียว...

สิ่งที่ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงเร็วและมากที่สุดคือ ...
ความเครียด !
ความเร่งรีบ !
กับการใช้ชีวิต อารมณ์โมโหที่เกิดบ่อยๆ

เพราะอะไร ?
เพราะมันเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายเกิดกระบวนการเผาผลาญพลังงานอย่างสูงและอย่างมาก ...
ส่งผลให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงตามอย่างเร็ว
โดยเฉพาะสมองเรานั้น...กินพลังงานสูงเป็น 5 เท่าของทุกอวัยวะ

คิดง่ายๆกัน... ว่าถึงแม้เราจะทานอาหารพืชผักไร้สารพิษบริสุทธิ์สะอาดสักปานใด
หากเราเครียด ติดต่อเนื่องกัน 5 -7วัน เราก็เป็นมะเร็งได้ทันที

@ คนที่กินผัก ...คนที่ยึดติดมาก ยึดดีมาก จริงจังมาก เคร่งเครียดมาก หรือคับข้องใจประจำๆ ก็มีสิทธิ์เป็นมะเร็งได้มากเช่นกัน ...

และเท่าที่ผมสังเกต
คนที่เคร่งเครียดมากเร่งรีบมาก ... มักจะดื่มน้ำน้อย และขาดการออกกำลังกาย ..รวมทั้งนอนน้อย
จึงส่งผลให้ออกซิเจนในเลือดต่ำ... ทำให้เซลล์กายกลายเป็นมะเร็ง เพิ่มมากขึ้นอีก

@ แล้วทำไมคนเป็นมะเร็ง...
ควรเลิกกินเนื้อสัตว์..มากินผัก ...
เพราะกระบวนการย่อยเนื้อสัตว์ใช้พลังงานสูงกว่ากระบวนการย่อยผัก
การกินเนื้อจึงทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์
ในเลือดมากกว่าการกินผัก

@ แต่หากเลิกกินเนื้อมากินผักแล้วคนยังเอาแต่คร่ำเครียด ...
มะเร็งจะยิ่งกระจายยิ่งกว่า คนกินเนื้อแล้วไม่เครียดนะครับ ...

@ สรุปว่า ... อารมณ์ที่เคร่งเครียด กับความเร่งรีบ รีบร้อนในการใช้ชีวิต ... บวกกับ ขาดการออกกำลังกายและดื่มน้ำน้อย ...และนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ (4ข้อนี้) นำมาซึ่งการเกิดเซลล์มะเร็งได้มากที่สุด
รวมทั้งอาการโรคอื่นๆ อาทิ กรดไหลย้อน ปวดศีรษะเป็นไมเกรน ลำไส้แปรปรวน ปวดท้อง..
ที่เป็นอาการเริ่มต้นกันได้ทั้งนั้น

สุขภาพดีนั้นมีค่ามาก
การที่เราไม่เจ็บป่วยเลย ชีวิตก็มีความสุข
จึงต้องหมั่นทำให้ชีวิตนี้มีความสุขด้วยการ

1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
2. ดื่มน้ำบริสุทธิ์ให้มากพอ อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
3. ออกกำลังกายประจำ อย่างน้อยวันละ20นาที
4.ทำอารมณ์ให้หนักแน่นดี ไว้เสมอ
และที่สำคัญที่สุด คือต้องตรวจและหมั่นฝึก
5. การหายใจเข้าให้เต็มๆ แน่นๆ ลึกๆ ไปถึงทั่วท้องน้อย แล้วช่วงหายใจออกก็ให้ปล่อยช้าๆยาวๆออกๆไป อย่างน้อยวันละ 10-20 นาที

เพียงแค่ 5 ข้อนี้ เราก็ห่างไกลจากอาการโรคต่างๆได้ดี สุขภาพดี ชีวิตมีความสุข ตลอดไป ตามที่เราลิขิตได้

เริ่มตั้งปีหน้าฟ้าใหม่ 63 นี้กันเลยนะครับ

เพิ่มเติมเสริมแต่งโดย

วัลลภ

โฮมรูม : โรคมะเร็ง เป็นได้ ก็หายได้ (ตอน1) (18 ก.พ. 57)


youtu.be/UMmBSzuoePg
https://www.youtube.com/watch?v=UMmBSzuoePg

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “การแพทย์และสุขศึกษา (โรคภัย, การป้องกัน การรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ, เทคโนโลยีทางการแพทย์)”