มะเร็ง

admin
Administrator
โพสต์: 678
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

Re: มะเร็ง

โพสต์ โดย admin » เสาร์ มิ.ย. 20, 2020 11:00 pm

เรื่องมะเร็งเต้านม แนวทางวินิจฉัยและรักษา (สำหรับบุคลากรการแพทย์)

จากบล๊อคอายุรศาสตร์ง่ายนิดเดียว รวมเนื้อหาทางการแพทย์ดีๆ

https://medicine4layman.blogspot.com/

สิ่งที่พวกเราควรรู้ จากแนวทางการตรวจวินิจฉัยและรักษามะเร็งเต้านม ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ปี 2560

ถือว่าแนวทางนี้มีคำแนะนำครบถ้วน ทั้งการตรวจ การรักษา วิธีการส่งตรวจชิ้นเนื้อ การแปลผลทางรังสี การแปลผลเซลล์ สูตรยา วิธีการเลือกยาให้ยา ถือว่าเป็นคู่มือที่ดีมากในการปฎิบัติงานและการเรียนครับ http://www.nci.go.th/th/cpg/CPG_มะเร็งเ ... _11_62.pdf

ข้อหนึ่ง ข้อนี้สำคัญที่สุด คือ ต้องเข้าใจใหม่ทั้งหมด ว่ามะเร็งเต้านมนั้นสามารถตรวจได้ในระยะต้น การผ่าตัดและการให้ยาสามารถรักษาได้ดีและผลข้างเคียงต่ำมาก ดังนั้นหากสงสัยหรือตรวจพบมะเร็งเต้านม ขอให้เข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องเป็นระบบ โอกาสหายขาดหรือโอกาสดีขึ้นสูงมาก ๆ

ข้อสอง หากมันสามารถตรวจพบและรักษาได้ดีตั้งแต่ต้น การคัดกรองจึงสำคัญมาก ในต่างประเทศที่มีทรัพยากรมากใช้การแมมโมแกรมเป็นหลัก แต่ประเทศเรายังขาดทรัพยากรมาก การตรวจเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำทุกเดือนจึงยังมีความสำคัญ อายุ 40-69 ปีให้ทำแมมโมแกรมทุกหนึ่งถึงสองปี ในการทำแมมโมแกรมนี้อาจจะต้องทำอัลตร้าซาวนด์เต้านมด้วยกัน และหากมีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัวเครือญาติ ให้ตรวจเร็วขึ้น เร็วกว่า 40 ปี

ข้อสาม สำหรับใครที่เจอก้อน ไม่ว่าจะคลำพบเอง หรือตรวจแมมโมแกรมพบ หรือมีอาการจากก้อนเช่น เจ็บ บวม ให้ไปตรวจโดยเร็ว แน่นอนว่าจะได้รับการตรวจชิ้นเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นการเจาะตรวจหรือตัดไปตรวจก็ตามที เป็นขั้นตอนสำคัญในการวินิจฉัยก้อนว่าใช่มะเร็งหรือไม่ ในกรณีไม่ใช่มะเร็งเช่น เป็นซีสต์ เป็นพังผืด จะได้รักษาและติดตามอย่างถูกต้องด้วยเลย การตรวจชิ้นเนื้อยังเป็นมาตรฐานการวินิจฉัยมะเร็งเต้านม เพราะต้องนำไปย้อมตัวรับฮอร์โมนและการกลายพันธุ์หลายชนิด เพื่อพิจารณาการให้ยา การมีน้ำนมไหลออกมาโดยไม่ได้ตั้งครรภ์ มีหลายสาเหตุ แต่จะต้องคิดถึงโรคมะเร็งเต้านมเอาไว้ด้วยเสมอ

ข้อสี่ ในกรณีตัดแล้วเป็นมะเร็ง ปัจจุบันถือว่าการผ่าตัดเต้านมเป็นการรักษาที่สำคัญ ทั้งการตัดหมดและการตัดออกบางส่วน เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถติดตามตรวจต่อมน้ำเหลืองขณะผ่าตัดได้ หรือจะตัดเลาะหมดก็ได้ ในกรณีที่ตัดไม่หมดและต้องการเก็บรักษาเต้านมบางส่วนไว้จะต้องมีการรักษาต่อเนื่องอีกมาก เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่ามะเร็งจะไม่กลับมา

ข้อห้า มีการฉายแสงอีกไหม ยังมีอยู่นะครับ เช่นก้อนใหญ่มาก หรือตัดก้อนออกแต่ยังไม่เอาเต้านมทั้งหมดออกหรือมีต่อมน้ำเหลืองที่มีมะเร็งมากกว่า 4 ต่อม โดยจะฉายแสงหลังจากผ่าตัดแล้วประมาณสองเดือน เป็นการฉายแสงจากภายนอกเข้ามา โอกาสเกิดผลข้างเคียงมีพอสมควรโดยเฉพาะ ปอดอักเสบ

ข้อหก แล้วต้องให้ยาอีกไหม ผมไม่ใช้คำว่ายาเคมีบำบัด เพราะปัจจุบันเราให้ยาเคมีบำบัดกันน้อยลงมากในโรคมะเร็งเต้านมนี้ ความรู้เรื่องเซลล์วิทยาของมะเร็งเต้านม ทำให้เราพบยาที่สามารถไปยับยั้งเซลล์มะเร็งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่กระจัดกระจายในก้อนเต้านมได้ โดยที่ผลข้างเคียงต่ำมาก เช่น ยาต้านฮอร์โมน ยามุ่งเป้า และอาจใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้อีก มะเร็งเต้านมระยะลุกลามก็สามารถให้ยาลดขนาดก้อนก่อนผ่าตัดได้ หรือระยะแรกเริ่มมีการให้ยาและติดตามโดยไม่ต้องผ่าตัดก็มี

ข้อเจ็ด เราจะเลือกยาต้านฮอร์โมนตามชนิดตัวรับฮอร์โมนที่ปรากฏในก้อน ยาหลักที่ใช้คือ tamoxifen, letrozole ใช้ยาประมาณห้าปี อาจต้องให้ต่อเนื่องในกรณีเสี่ยงสูง ส่วนยาต้านตัวรับ HER2 จะให้ร่วมกับยาเคมีบำบัดเป็นหลัก ยาหลักที่ใช้ตอนนี้คือ trastuzumab ในอนาคตจะมียามุ่งเป้าอีกหลายตัวออกมาใช้อีก แต่ว่าตอนนี้ด้วยการรักษาที่มีอยู่และยาที่มีอยู่ก็สามารถรักษาโรคนี้ได้ดีมากแล้ว

ข้อแปด ยาเคมีบำบัดจะให้เป็นตัวเลือกสุดท้าย โดยคุณหมอจะเลือกสูตรยาให้เหมาะสมกับระยะของโรค สภาพร่างกายของคนไข้ ส่วนมากจะให้ประมาณ 6 ครั้ง สูตรยาเคมีจะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ ผลข้างเคียงต่อไต ที่ต้องตรวจการทำงานของไตและปรับยาบ่อย ๆ อีกอย่างคือ การทำงานของหัวใจที่จะต้องตรวจยืนยันก่อนให้ยา ทั้ง trastuzumab และ ยาเคมี anthracyclines

ข้อเก้า แม้แต่เป็นมะเร็งระยะแพร่กระจาย ก็สามารถจัดการได้ดี ถึงจะไม่ผ่าตัดก็ตาม เช่นการใช้ยาต้านฮอร์โมนในกรณีมีก้อนเนื้อตอบสนองตัวรับฮอร์โมน และโรคยังไม่แย่เกินไป หรือการใช้ยาที่เรียกว่าการให้ยาเพื่อประคับประคอง ลดอาการจากก้อน แต่อาจจะไม่ได้ประโยชน์มากนักในแง่หายขาดหรือชีวิตยืนยาวมากนัก โดยจะใช้ยาที่มีผลข้างเคียงต่ำที่สุดก่อน และบางทีใช้ร่วมกับการฉายแสง

ข้อสิบ หลังจากการรักษาไปแล้วยังจะต้องมีการตรวจติดตามโอกาสเกิดซ้ำ ทั้งในเต้านมข้างเดียวกันหรือเต้านมอีกข้าง และผลข้างเคียงจากการรักษาทั้งยาต้านฮอร์โมน ยาเคมีบำบัด หรือการฉายแสง และรวมถึงแนะนำญาติพี่น้องให้มาตรวจคัดกรองเพราะเมื่อเราเป็นแสดงว่าคนอื่นจะมีประวัติเครือญาติทันที

ข้อสิบเอ็ด ต่อไปนี้จะไม่เชียร์ลิ้วพูนออกนอกหน้าอีกแล้ว เพราะว่าได้แชมป์ไปแล้ว ไม่ต้องโม้อะไรใด ๆ ทั้งสิ้น รถแห่ก็แห่ไปแล้วและคืนเขาไปแล้ว ว่าไปก็ไม่ค่อยสนุกเนอะ ได้แชมป์ตั้งแต่คริสตมาส ไม่ได้ลุ้นเลย

รัก

ลุงหมอชราหน้าหนุ่ม
Cr. เพจ อายุรศาสตร์ง่ายนิดเดียว

admin
Administrator
โพสต์: 678
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

Re: มะเร็ง

โพสต์ โดย admin » จันทร์ มิ.ย. 22, 2020 11:31 am

Cr. เพจอายุรศาสตร์ง่ายนิดเดียว

โรคมะเร็งตับ

จากข่าวการเสียชีวิตของคุณศรัณยู วงษ์กระจ่าง นักแสดงเจ้าบทบาทด้วยโรคมะเร็งตับ ทำให้มีความสนใจเรื่องมะเร็งตับกันอย่างแพร่หลาย

มะเร็งตับยังเป็นมะเร็งที่แทบไม่มีอาการในระยะแรก และเมื่อมีอาการส่วนมากจะเข้าสู่ระยะท้ายของโรคแล้ว หลายคนเมื่อทราบอาการก็อาจจะแพร่กระจายไปแล้วด้วย เทคโนโลยีและการศึกษาในปัจจุบันบอกพวกเราว่า การคัดกรองมะเร็งตับเพื่อตรวจหามะเร็งในระยะแรก ยังไม่คุ้มค่าและไม่มีความไวความจำเพาะมีมากพอ ปัจจุบันจึงมีแนวทางเพื่อลดความทุกข์ทรมานและลดความสูญเสียจากมะเร็งตับคือ

● ลดปัจจัยเสี่ยงที่พึงลดได้

● เฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับในผู้ที่มีความเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงที่พึงลดได้ในปัจจุบันคือ

1. ไวรัสตับอักเสบบี ควรทราบสถานะไวรัสตับอักเสบของตัวเอง ติดตามและรักษาหากพบว่าติดเชื้อ และสวมถุงยางเมื่อมีเพศสัมพันธ์ การรักษาไวรัสตับอักเสบบีจะช่วยลดการเกิดตับแข็งได้ดี ตับแข็งและมะเร็งตับคือผลแทรกซ้อนสำคัญของไวรัสตับอักเสบบี

2. ไวรัสตับอักเสบซี ควรทราบสถานะไวรัสตับอักเสบซีของตัวเอง และสนับสนุนให้รักษาหากเข้าเกณฑ์ เพราะผลการรักษาดีมาก ลดการเกิดมะเร็งตับ

3. เลิกเหล้า ลดเหล้า แม้ว่าแอลกอฮอล์จะไม่ใช่สาเหตุอันดับหนึ่งของมะเร็งตับ แต่เนื่องจากปริมาณคนที่ดื่มเหล้ามีมากมาย ปัญหาแอลกอฮอล์จึงสำคัญมาก การลดเหล้าเลิกเหล้าจะช่วยลดการเกิดตับแข็ง ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับ

4. รักษาสุขภาพโดยรวม ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ลดของมัน จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคไขมันพอกตับ และตับอักเสบจากไขมัน อันเป็นปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่งของการเกิดมะเร็งตับ

5. ระมัดระวังการรับสาร aflatoxin และ aristolochic acid ประเด็นนี้อาจต้องอาศัยนโยบายทางปกครองและข้อกฎหมาย เพราะสารนี้จะพบปนเปื้อนในธัญพืชที่มีความชื้นสูง และน้ำมันธัญพืช มันสำปะหลัง พวกเราอาจจะระมัดระวังได้โดยการเก็บอาหารจากธัญพืชให้แห้ง หลีกเลี่ยงความชื้น

การเฝ้าระวังมะเร็งตับในกลุ่มเสี่ยง (Hepatocellular Carcinoma Surveillance)

ย้ำนะ ... **ไม่ใช่การคัดกรอง เพราะการคัดกรองจะทำกับคนทุกคน แต่นี่คือการเฝ้าระวัง คือเราจะทำเฉพาะในคนที่มีโอกาสเสี่ยงการเกิดมะเร็งตับ เช่น โรคตับแข็ง โรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โรคความผิดปกติจากพันธุกรรมหรือตั้งแต่กำเนิด

โดยการใช้ภาพรังสี ที่ได้รับความนิยมเพราะมีความไว ไม่รุกล้ำ ราคาไม่แพง และทำได้ทุกที่ คือการตรวจอัลตร้าซาวนด์ช่องท้อง ส่วนการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์หรือเอ็มอาร์ไอ อาจจะเลยจุดคุ้มทุนในกรณีทั่วไป เลือกทำเพียงบางคน

อีกวิธีคือ การตรวจหาสาร AFP ในผู้ที่เสี่ยงเท่านั้น ซึ่งต้องตรวจต่อเนื่องกันทุกปี *** ย้ำอีกครั้งว่า ไม่ใช้ AFP เพื่อคัดกรองมะเร็งตับในคนปรกติอย่างเด็ดขาด และถึงแม้ในคนที่เสี่ยงเป็นมะเร็ง การพบ AFP ในระดับสูงเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถวินิจฉัยมะเร็งได้เช่นกัน ***

ส่วนปัจจัยทางพันธุกรรม โรคแต่กำเนิด ความเสี่ยงทางยีน อันนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา และถึงแม้พบจริงก็อาจปรับเปลี่ยนได้ยากครับ

"ทำปัจจุบันขณะให้ดีก่อนเสมอ"

ขออุทิศผลแห่งกรรมดีที่เกิดจากบทความนี้ให้ คุณศรัณยู วงษ์กระจ่าง

admin
Administrator
โพสต์: 678
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

Re: มะเร็ง

โพสต์ โดย admin » เสาร์ ส.ค. 01, 2020 11:24 pm

คำแนะนำการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตามแนวทางของ American Cancer Society 2020 มีจุดที่เปลี่ยนจากเดิมพอสมควร

Cr. เพจอายุรศาสตร์ง่ายนิดเดียว https://m.facebook.com/story.php?story_ ... 2&sfnsn=mo

1. ในกรณีทั่วไป แนะนำคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่อายุ 25-65 ปี นอกเหนือจากนี้แล้วแต่พิจารณาของสูตินรีแพทย์ครับ

2. วิธีที่แนะนำมากที่สุดคือ การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ HPV ที่ก่อมะเร็ง วิธีนี้จะออกมาว่าพบสารพันธุกรรมของไวรัส HPV หรือไม่และสายพันธุ์ใด สามารถระบุได้ว่าเป็นชนิดใดชนิดหนึ่ง HPV types 16, 18, 45, 11, 31, 33, 35, 39, 51, 52, 56, 58, 59, 66 หรือ 68 โดยชุดทดสอบที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ

3. วิธีที่แนะนำรองลงมาคือ การทดสอบตรวจดูเซลล์ (Pap smear) คู่กับการตรวจหาพันธุกรรมของ HPV ไวรัส (แต่จะบอกได้แค่พบหรือไม่พบเท่านั้น แยกสายพันธุ์ไม่ได้เหมือนวิธีแรก)

4. ในกรณีไม่มีวิธีในข้อที่ 2 หรือ 3 สามารถใช้การตรวจเซลล์ (Pap Smear) เพียงอย่างเดียวก็พอได้

5. ช่วงเวลาที่คัดกรองชึ้นกับวิธีที่ใช้

- ถ้าใช้วิธีตรวจหาสารพันธุกรรม HPV ในข้อ 2 จะทำทุก 5 ปี

- ถ้าใช้วิธีตรวจสอบคู่ในข้อ 3 ทำทุก 5 ปีเช่นกัน

- วิธีการตรวจเซลล์อย่างเดียวทำทุก 3 ปี

6. เมื่ออายุ 65 ปี หากคัดกรองมาตลอดและไม่พบมะเร็งเลย ติดต่อกันอย่างน้อย 10 ปีย้อนหลัง สามารถหยุดคัดกรองได้เลย

7. หากอายุตั้งแต่ 65 ปี และไม่เคยคัดกรองหรือจำไม่ได้ ให้คัดกรองต่อไปจนกว่าผลตรวจจะเป็นลบติดต่อกันอย่างน้อยสองครั้ง และหากใช้วิธีการตรวจเซลล์อย่างเดียวต้องเป็นลบติดต่อกันอย่างน้อย 3 ครั้ง หรือพูดง่าย ๆ ว่าคัดกรองว่าเป็นลบจนกว่าจะอายุ 75 ปีนั้นเอง

8.ถ้าตัดมดลูกและปากมดลูกแล้ว และในอดีตก่อนตัดมดลูกเคยคัดกรองว่าไม่พบ ก็ไม่ต้องคัดกรองอีก

9. *** ถึงแม้จะฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส HPV แล้ว ก็ยังต้องคัดกรองเช่นกัน *** ห้ามใช้การฉีดวัคซีนมาทดแทนการไม่ตรวจคัดกรองนะครับ

10. แนวทางนี้ออกแบบเพื่อประชาชนทั่วไปในภาพรวม หากมีข้อบ่งชี้ที่จะต้องคัดกรองบ่อยกว่านี้ หรืออายุก่อน 25 หรือหลัง 65 ตามที่คุณหมอแนะนำ ก็ให้ตรวจคัดกรองตามที่คุณหมอแนะนำครับ

หากสนใจคำตอบว่า ทำไมการคัดกรองจึงคุ้มค่าที่แค่อายุ 65 ปี, ผลของการรับวัคซีนมีผลต่อการคัดกรองอย่างไร, ทำไมทิศทางการคัดกรองจึงไปในทางสารพันธุกรรมของไวรัสก่อมะเร็งมากขึ้น, โมเดลการคำนวณช่วงอายุที่ใช้คัดกรอง สามารถอ่านได้ฟรีจากวารสารฉบับเต็มตามลิ้งก์ด้านล่างนะครับ

Cervical cancer screening for individuals at average risk: 2020 guideline update from the American Cancer Society

อ่านฉบับเต็มที่นี่

https://acsjournals.onlinelibrary.wiley ... caac.21628

admin
Administrator
โพสต์: 678
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

Re: มะเร็ง

โพสต์ โดย admin » อาทิตย์ ส.ค. 09, 2020 12:05 am

จากเพจบันทึกเรื่องน่ารู้ by Dr.Adune https://www.facebook.com/permalink.php? ... 7826723871

#ทำไมคนชอบพูดว่าอาหารหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆมีสารต้านอนุมูล​อิสระ antioxidant (แอนตี้ ออกซิแดนท์)
-คำว่า antioxidant (แอนตี้ ออกซิแดนท์) หรือ สารต้าน​อนุมูล​อิสระ​... เราได้ยินบ่อยมากจากโฆษณาต่างๆ และ พอเห็นว่าผลิตภัณฑ์อะไรมี antioxidant ก็ดูมีราคาและน่าซื้อขึ้นมาทันที
-antioxidant มีไว้ต่อต้านสารพิษที่เกิดจากการทำ oxidation หรือ การใช้ oxygen (ออกซิเจน) ซึ่งในความรู้สึกทั่วๆไป เป็นสิ่งทีแปลก เพราะเราหายใจเอา ออกซิเจนเข้าเพื่อให้ร่างกายได้ใช้ และ ขาด ออกซิเจนเราก็ตาย แต่ทำไมเราต้องมาต่อต้านสิ่งที่เกิดจากการใช้ออกซิเจนด้วย .. มาดูกันครับ
-ในกระบวนการใช้พลังงานของร่างกาย ไม่ว่าการเผาผลาญอาหาร เปลี่ยน น้ำตาลและไขมันเป็นพลังงาน การกำจัดสารพิษที่ตับ การนำของเสียออกจากกล้ามเนื้อ หรือ บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ ล้วนแต่ต้องใช้ออกซิเจน และ ในกระบวนการการใช้ออกซิเจน หลายครั้งจะมีสารที่เรียกว่า free radical หรือ ROS (reactive oxygen species) สารเหล่านี้ ทำอันตรายกับโปรตีน และ DNA ของเซลล์ได้ และถูกสันนิษฐานว่า เป็นต้นเหตุของความเสื่อม(เพราะเซลล์ถูกทำลาย) ทำให้เกิดมะเร็ง ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ หลอดเลือดสมองตีบตัน หรือโรคเกี่ยวกับระบบประสาทเช่น อัลไซเมอร์ แม้แต่โรคภูมิแพ้หรือแพ้ภูมิตัวเอง(autoimmune disease) ก็ยังจัดให้ free radical หรือ ROS เป็นผู้ร้าย
-ROS เกิดได้จากทั้งภายในกระบวนการต่างๆของร่างกาย และ จากภายนอก free radical จากภายนอกที่เรารู้จักกัน เช่น บุหรี่ ฝุ่นพิษ รังสีและแสงแดด สารเคมีก่อมะเร็ง ฯลฯ ส่วนที่จากภายใน ก็จากการใช้น้ำตาลและไขมัน โดยเฉพาะการใช้ไขมันขนาดใหญ่ LDL การกำจัดสารพิษต่างๆที่ตับ และ ในเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บ (รวมถึงการออกกำลังกายที่หนักเกินไปจนกล้ามเนื้อได้รับบาดเจ็บ) ผลของ ROS ไม่ได้เกิดทันที แต่เป็นการกระทบกับเซลล์ และ DNA ของเซลล์ทีละน้อย ๆ เมื่อนานวันเข้าก็เกิดการเปลี่ยนแปลง และ เข้าสู่ลูกโซ่ของการเกิดโรค เกิดการอักเสบ เกิดการซ่อมแซม เกิด plaque ในเส้นเลือด หรือ เกิดการกลายพันธุ์ เกิดมะเร็ง ฯลฯ
-ในธรรมชาติของร่างกายเรามี ระบบที่คอยป้องกัน ROS หรือ free radical อยู่แล้ว ตามธรรมชาติ ในร่างกายเราเกือบทุกส่วน จะมีสาร antioxidant อยู่ทั่วๆ ไป เมื่อมีกระบวนการสร้าง หรือ ได้รับ free radical สาร antioxidant ของร่างกายจะเข้าไปจับ และแปลงสภาพให้ ROS ไม่อยู่ในสภาพที่ทำอันตรายกับร่างกาย .... ดังนั้น สาร antioxidant จึงเป็นของปกติที่ร่างกายเรามี และ ผลิตได้เอง และมักจะเพียงพอ ยกเว้น ในกรณีที่มีกระบวนการผลิตสาร ROS มากกว่าปกติ หรือ ได้รับ ROS จากภายนอก จนเกินกำลังที่ร่างกายจะกำจัดได้
-ถึงตรงนี้ จะเห็นว่า ROS หรือ free radical น่ากลัว แต่ ร่างกายเรา ก็มี antioxidant คอยกำกับไม่ให้เกิดอันตรายตามธรรมชาติอยู่แล้ว จึงไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ... ครั้งหน้ามาดูกันว่า เราต้องกินหรือใช้ ผลิตภัณฑ์ ที่มี antioxidant ไหม

............................................................

#ทำยังไงให้ร่างกายมีสารต้านอนุมูลอิสระ antioxidant เพียงพอ
-ตอนที่แล้วพูดถึงสารต้าน​อนุมูล​อิสระ​ antioxidant ว่าดีมากครับ ช่วยจับเอา ROS หรือ free radical ไว้ ไม่ให้ไปทำอันตรายเซลล์ .... สรุปกันอีกครั้งครับ free radical หรือ ROS เป็นอันตรายกับเซลล์ ทำให้เกิดการอักเสบ DNAเสียหาย(มีความเสี่ยงมะเร็ง) อัลไซเมอร์ ฯลฯ ร่างกายจึงมีระบบที่คอยช่วย คือมี antioxidant ที่ร่างกายเตรียมไว้ตามธรรมชาติ (ทำหน้าที่เป็นกันชนไม่ให้ free radical ไปโดนเซลล์ ... buffer)
-Free radical ไม่ดี .... antioxidant ดี
-Free radical ตัวร้าย มาจากทั้งภายในร่างกาย และ ภายนอกร่างกาย ... ภายในเกิดจากการเผาผลาญ น้ำตาลและไขมัน หรือเนื้อเยื่อที่ชอกช้ำ บาดเจ็บ ส่วนภายนอกร่างกาย เกิดจากเรากินหรือรับเข้าไป เช่น ยาแก้ปวด บุหรี่ สารเคมี แสงแดด กัมมันตรังสี ควันรถ ฯลฯ แต่โดยทั่วไป antioxidant ที่มีอยู่ในร่างกาย จะช่วยลดความรุนแรง ดังนั้น หาก free radical ตัวร้าย ไม่มากเกินไป ร่างกายจะรับมือได้ ไม่เกิดปัญหา
-สารกลุ่ม antioxidant มาจาก vitamin ที่พบมากคือ วิตามิน เอ(A) วิตามิน ซี(C) วิตามิน อี(E) ธาตุเหล็กและทองแดง นอกจากนี้ เป็นสารที่ร่างกายผลิตและเตรียมไว้ เช่น glutathione, ceruloplasmin ฯลฯ สารทั้งหมดนี้ มีมากใน ผัก ผลไม้ ถั่ว ตับ และ เนื้อสัตว์ ซึ่ง ปริมาณที่ร่างกายต้องการ ต่อวัน น้อยมาก ... หากเราไม่ได้เป็นคนที่เลือกกินจนเกินไป (โน่นไม่กิน นี่ไม่กิน) อาหารที่เรากินอยู่เป็นประจำ มีสารอาหารที่เป็น antioxidant เพียงพอสำหรับร่างกาย ครับ ไม่ต้องการกินเสริมจากภายนอก (ไม่ต้องใช้ อาหารเสริม หรือยาครับ)
-การได้รับ antioxidant ในปริมาณที่มากเกินไป ก็อาจจะเกิดโทษกับร่างกายได้ เช่น บางคนฉีด glutathione เข้าร่างกาย ... เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะเป็นพิษ และ กระทบต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆครับ
-antioxidant เป็น ตัวช่วยร่างกายเราที่ดี ควรมีไว้ แต่การกินอาหารหลากหลาย ปกติ เพียงพอที่จะมี antioxidant ไว้ให้ร่างกายใช้อย่างเพียงพอแล้วครับ

admin
Administrator
โพสต์: 678
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ พ.ค. 22, 2020 10:04 pm

Re: มะเร็ง

โพสต์ โดย admin » พุธ ส.ค. 19, 2020 12:08 pm

กรมการแพทย์
“มะเร็งกระเพาะอาหาร” ภัยเงียบใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

กรมการแพทย์ โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เผยมะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่แน่ชัด แต่ก็พบว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การรับประทานอาหารหมักดอง รวมทั้งอาการอักเสบหรือเป็นแผลในกระเพาะอาหารเรื้อรัง

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า มะเร็งกระเพาะอาหารเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 6 ของมะเร็งที่พบทั้งหมดทั่วโลก สำหรับประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารรายใหม่ปีละ 2853 คน โดยพบจำนวนผู้ป่วยเพศชายติดอันดับ 1 ใน 10 ของผู้ป่วยมะเร็งเพศชายทั้งประเทศ ส่วนเพศหญิงแม้จะไม่ติด 10 อันดับแรก แต่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหารมากเช่นกัน การป้องกันโรคสามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น รวมไปถึงการรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย ตลอดจนเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วยการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารหากมีอาการปวดท้องเรื้อรังจะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า มะเร็งกระเพาะอาหารระยะเริ่มแรกอาจไม่มีอาการแสดงออกชัดเจน และอาจมีอาการคล้ายโรคอื่นๆ เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารอักเสบ อาการท้องอืดจุกแน่นท้องหลังรับประทานอาหาร กลืนอาหารลำบาก เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น ในผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามอาจอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำคล้ำ หรืออาจมีเลือดปนในอุจจาระ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หากพบอาหารผิดปกติเหล่านี้ควรรีบปรึกษาแพทย์ ในด้านการวินิจฉัยโรคทำได้ด้วยการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหาร การตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจพิสูจน์ทางห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังมีการตรวจเพิ่มเติมด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อประเมินการแพร่กระจายของโรคไปยังอวัยวะอื่น ๆ อีกด้วย

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: มะเร็ง

โพสต์ โดย siri » อังคาร ต.ค. 27, 2020 10:46 am

เปิดวิธีตรวจคัดกรอง มะเร็งต่อมลูกหมาก หากตรวจพบระยะแรก ผู้ป่วยหายจากโรคอย่างเด็ดขาด

เว็บไซต์สุขภาพ ข่าวสาธารณสุข ท่องเที่ยว วาไรตี้ - เปิดวิธีตรวจคัดกรอง มะเร็งต่อมลูกหมาก หากตรวจพบระยะแรก ผู้ป่วยหายจากโรคอย่างเด็ดขาด ชวนตรวจคัดกรอง อย่าอาย

เช่น มะเร็งเต้านม เป็นโรคร้ายอันดับ 1 ที่คร่าชีวิตผู้หญิงทั่วโลก สำหรับผู้หญิงในประเทศไทยมะเร็งเต้านมพบมากเป็นอันกับ 2 รองจากมะเร็งปากมดลูก

โดยวันนี้เราจะนำวิธีการที่แพทย์ได้ใช้การเน้น ตรวจคัดกรอง มะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล่าสุด ที่หากตรวจพบในระยะแรก ผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก จะหายจากโรคอย่างเด็ดขาด เป็นการตรวจโดยแพทย์

มีสามวิธี คือ

1 ใช้นิ้วมือสอดเข้าทางทวารหนักเพื่อคลำต่อมลูกหมากที่อยู่ทางด้านหน้า

รูปภาพ

ช่วยในการแยกต่อมลูกหมากโตและมะเร็งต่อมลูกหมากได้ในบางรายควรปีละครั้ง


2 การตรวจเลือดเพื่อดูระดับ พี-เอส-เอ ( PSA= Prostatic Specific Antigen ) ซึ่งจะสัมพันธ์กับโรคของต่อมลูกหมาก

โดยถ้ามีระดับสูง มากกว่าค่าปกติมากจะช่วยบ่งชี้ว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ควรรับการตรวจปีละครั้ง


3 การตรวจโดยวิธีอัลตร้าซาวนด์ ผ่านเข้าทางทวารหนัก แพทย์จะใช้วิธีตรวจนี้เมื่อมีข้อสงสัย

ไม่ได้ใช้ตรวจในผู้ป่วยทุกราย เช่น เมื่อตรวจทาง ทวารหนักแล้วพบความผิดปกติ

รูปภาพ

การตรวจจะทำโดยสอดหัวตรวจขนาดเล็กเข้าไปในทวารหนักแล้วดูภาพการสะท้อนของคลื่นในจอคอมพิวเตอร์ ถ้าทุกคนต้องการช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง ก็สนับสนุน ผ่านกิจกรรม ISSUE Underwear Charity

รูปภาพ

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: มะเร็ง

โพสต์ โดย siri » พุธ พ.ย. 25, 2020 10:18 pm

https://www.facebook.com/14528050650355 ... 358541913/

International Prognosis Index (IPI)

ถ้าท่านจำกรณีศึกษาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาได้เรื่องของผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องและได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคมะเร้งต่อมน้ำเหลืองชนิด Diffuse large B cell lymphoma มะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่พบบ่อยที่สุด หลาย ๆ ท่านคงนึกในใจว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่พบไปทั่วตัวแบบนี้คงจะแย่มากแน่เลย แต่วันนี้ผมมีสิ่งหนึ่งมานำเสนอและอาจจะเปลี่ยนความคิดของท่านไปมาก นั่นคือ การพยากรณ์โรคของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ด้วยระบบคะแนน IPI

ระบบคะแนนนี้ใช้ความเสี่ยง 5 ข้อ ข้อละหนึ่งคะแนน รวมคะแนนแล้วมาเทียบโอกาสการอยู่รอดชีวิตในสามปี

1. อายุมากกว่า 60 ปี

2. ค่า LDH มากกว่าปรกติ

3. โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอยู่ในระยะ 3-4 ของระบบที่ชื่อว่า Ann Arbor Staging
-​ระยะสามคือ พบต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะน้ำเหลืองที่เกิดโรคทั้งเหนือและล่างต่อกระบังลม ส่วนระยะสี่ คือ พบการกระจายทั่วไปหรือพบอวัยวะอื่นที่ไม่ใช่อวัยวะในระบบน้ำเหลืองที่เกี่ยวข้องไปด้วย

4. มีอวัยวะอื่นนอกจากต่อมน้ำเหลือง เป็นมะเร็งด้วยอย่างน้อย 1 ตำแหน่ง
-​ อาจเป็นอวัยวะน้ำเหลืองที่ไม่ใช่ต่อมน้ำเหลือง เช่น ม้าม ไทมัส

5. Performance status คือ สมรรถนะร่างกายโดยใช้ระบบ ECOG performance scale ในระดับ 2-4
-​ ระดับคะแนนยิ่งน้อยยิ่งดี ระดับคะแนน 2 คือเพียงแค่ช่วยเหลือตัวเองได้ ระดับคะแนน 3 คือช่วยเหลือตัวเองต้องมีคนช่วย ส่วนระดับคะแนน 1 คือ ติดเตียง

เมื่อคิดคะแนน

คะแนน 0-1 เรียก low risk โอกาสมีชีวิตในสามปี 91%

คะแนน 2 เรียก low intermediate โอกาสรอดชีวิตในสามปี 81%

คะแนน 3 เรียก high intermediate โอกาสรอดชีวิตในสามปี 65%

คะแนน 4-5 เรียก high risk โอกาสรอดชีวิตในสามปี 59%

จะเห็นว่าโอกาสรอดชีวิตค่อนข้างสูงครับ บวกกับยาใหม่ ๆ ที่ประสิทธิภาพสูงและผลแทรกซ้อนน้อย ทำให้การใช้ยาประสบความสำเร็จดีมาก อัตราการเสียชีวิตจากโรคและจากการรักษาน้อยลงมาก ถึงแม้จะเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่เราเคยรู้ว่าน่ากลัว ปัจจุบันดีขึ้นมาก ถึงผู้ป่วยอายุมาก หากร่างกายแข็งแรงดีก็ยังใช้ยาได้และตอบสนองดีเสียด้วย

และถ้าอายุน้อยกว่า 60 ปี เราจะใช้ระบบคะแนน Age-adjusted IPI ที่ใช้เพียงสามข้อ (ข้อสอง ข้อสาม ข้อห้า) ซึ่งโอกาสการรอดชีวิตในสามปีนั้นสูงกว่า IPI อีกด้วย

เรียกว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองในปัจจุบันสามารถจัดการการวินิจฉัยและรักษาได้ดี สิทธิการรักษาครอบคลุมเกือบทั้งหมด และรักษาได้ทุกภูมิภาคของประเทศไทยครับ

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: มะเร็ง

โพสต์ โดย siri » จันทร์ ก.พ. 22, 2021 11:04 pm

7 สัญญาณเตือน 🚨โรคมะเร็ง ที่ควรรู้ไว้เพื่อสังเกตตัวเอง👨‍⚕

🩸น้ำหนักลด🩸
เมื่อเซลล์มะเร็งเข้าสู่ร่างกาย อาจส่งผลต่อน้ำหนักตัวเป็นอย่างแรกๆ โดยเป็นการลดอย่างลวดเร็ว บางครั้งอาจมากถึง 5 กิโลกรัมภายในระยะเวลาไม่นาน
🚦สัญญาณเตือนของ : มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ และมะเร็งกระเพาะอาหาร แต่มะเร็งปอดก็มีโอกาสแสดงอาการผ่านน้ำหนักตัวด้วยเช่นกัน

🩸ไอเรื้อรัง🩸
โดยการสังเกตจากการไอต่อเนื่องยาวนาน ไอไม่เลิกอย่างไม่มีสาเหตุทั้งที่ไม่ได้เป็นไข่ หรือ หวัด โดยการไอนี้จะมีลักษณะ ไอถี่ และอาจทำให้เสียงแห้งได้ ในบางรายอาจมีอาการไอปนเลือดร่วมด้วย
🚦สัญญาณเตือนของ : มะเร็งปอด และมะเร็งต่อมไทรอยด์

🩸เลือดออก🩸
โดยจะสังเกตผ่านปัสสาวะ และอุจาระ ว่ามีการขับถ่ายเป็นเลือดหรือไม่ ซึ่งถ้าพบควรต้องปรึกษาแพทย์เป็นการด่วน เพราะแม้จะไม่ใช่โรคมะเร็ง แต่ก็มีโอกาสเป็นโรคอื่นๆ ได้อีกมากมาย
🚦สัญญาณเตือนของ : มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ รวมถึงมะเร็งกระเพาะ

🩸ไข้ขึ้นสูง🩸
อาจฟังดูเป็นอาการปกติ แต่อาจเป็นหนึ่งใน สัญญาณเตือนได้เหมือนกัน หากไข้ขึ้นสูงอยู่บ่อยๆ ซึ่งอาการไข้ขึ้นสูงนี้มักจะเกิดขึ้นในระยะที่ลุกลามแล้ว
🚦สัญญาณเตือนของ : มะเร็งเม็ดเลือดขาว และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

🩸อ่อนเพลียและเจ็บปวด🩸
เป็นอาการเบื้องต้นในผู้ป่วยโรคมะเร็ง แม้จะพักผ่อนเพียงพอแต่ก็ไม่อาจบรรเทาอาการนี้ได้
สำหรับอาการเจ็บปวด มักเป็นสัญญาณเตือนในระยะที่โรคมะเร็งแพร่กระจายไปแล้ว โดยมากมักมีอาการปวดที่หลัง
🚦สัญญาณเตือนของ : มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งรังไข่

🩸การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง🩸
มักเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวเป็นวงกว้าง หรือการขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วของไฝหรือหูด ซึ่งเป็นอาการที่พบเห็นได้ในกลุ่มของมะเร็งผิวหนัง นอกจากนั้นแล้วมะเร็งผิวหนังอย่างมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบอื่นๆ เช่น จุดขาว หรือจุดด่างดำบนผิว ตาและผิวเหลือง ผื่นแดงบนผิว
🚦สัญญาณเตือนของ : มะเร็งในช่องปาก

🩸ปัญหาในระบบย่อยอาหาร🩸
มะเร็งหลายๆ ชนิดมักก่อให้เกิดปัญหาในระบบย่อยอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง หรือแม้แต่อาการปวดท้องหลังการทานอาหาร
สำหรับมะเร็งสมอง แม้จะไม่ก่อนให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แต่ทำให้รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียนได้
🚦สัญญาณเตือนของ : มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งรังไข่ และ มะเร็งสมอง

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: มะเร็ง

โพสต์ โดย siri » พฤหัสฯ. เม.ย. 15, 2021 5:58 pm

https://www.facebook.com/14528050650355 ... 137594934/

มะเร็งหลอดอาหาร น้ำหนักจะลดลงมากทีเดียว

ช่วงการระบาดของโควิดสามเดือนที่ผ่านมา ความสนใจจะมุ่งไปที่อาการของโควิดเป็นหลักจนบางครั้งก็อาจเกิดข้อผิดพลาดได้

ภาพเอ็กซเรย์ปอดของผู้ป่วยรายนี้พบความผิดปกติที่โครงสร้างตรงกลางระหว่างปอดสองข้าง ว่ามีบางสิ่งซ่อนอยู่หลังหลอดลมและเหนือหัวใจ เมื่อส่งผู้ป่วยไปตรวจโดยการกลืนแป้งทึบรังสี พบว่าแป้งเดินทางไม่สะดวกนักตรงส่วนล่างของหลอดอาหาร และมีเงาสิ่งที่มาบดบัง ดูผิวไม่เรียบ ขรุขระ เหมือนเนื้องอก !!

ผู้ป่วยรายนี้ไปพบแพทย์แต่ละครั้งเนื่องจากอาการเจ็บคอ แสบคอ ด้วยกระบวนการคัดกรองจึงต้องคัดกรองโควิดและโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนต้น ก็จะพบว่าไม่มีโรคระบบทางเดินหายใจส่วนต้นเลย

แต่เมื่อถามประวัติต่อเนื่องไปได้ความว่า ผู้ป่วยเริ่มจากอาการกลืนติด จากอาหารแข็ง ๆ ต่อมาก็เป็นอาหารเหลว และตอนนี้กลืนน้ำก็ติดเป็นบางครั้ง อาการเป็นต่อเนื่องกันมา 3 เดือน พอกลืนติดจะขย้อนและตามมาด้วยอาการ...เจ็บคอหลังจากขย้อน

ผู้ป่วยน้ำหนักลด 10 กิโลกรัมในสามเดือน เนื่องจากกินอาหารได้น้อยมาก อ่อนเพลีย ผู้ป่วยดื่มเหล้าเป็นบางครั้ง เลิกสูบบุหรี่มา 10 ปี แต่สมัยก่อนสูบจัดมาก

โรคมะเร็งหลอดอาหารพบได้พอสมควร มักพบในวัยตั้งแต่ 50 ขึ้นไป อาการที่เด่นมากคือ กลืนติด คือ กลืนจากคอลงไปได้ยาก ถ้าฝืนอาจจะขย้อนออกมา และเมื่อกินมากจะอาเจียนออกมาในขณะยังกินมื้อนั้นอยู่ อาการกลืนติดจะเป็นลักษณะ progressive คือ ค่อย ๆ เป็นมากขึ้นจากของแข็งไปสู่ของเหลว ตามก้อนที่โตขึ้นและเบียดช่องทางเดินอาหารให้เล็กลงตามลำดับ

และเนื่องจากกินอะไรแทบไม่ได้ น้ำหนักจะลดลงเร็วมาก มะเร็งบริเวณทางเดินอาหารส่วนต้น ช่องปากและลำคอจะมีน้ำหนักลดได้เร็วและลดเยอะ แต่จะยังไม่มีลักษณะของขาดสารอาหารเรื้อรัง

ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสการเกิดโรคที่สำคัญคือ การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า อ้วน โรคของหลอดอาหารเรื้อรังโดยเฉพาะ Erosive esophagitis

การตรวจยืนยันคือการส่องกล้องและตัดชิ้นเนื้อเสมอ ปัจจุบันนอกจากตรวจแยกชนิดเซลล์แล้วยังต้องตรวจยีนอีกด้วย เพราะมีรายงานการการศึกษาการรักษาด้วยยามุ่งเป้าเช่น trastuzumab, bevacizumab ในกรณีสารพันธุกรรมบ่งชี้ประโยชน์จากยา

การรักษาหลักคือการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษา ร่วมกับการปรับภาวะโภชนาการ และอาจต้องดูแลทางเดินอาหารใหม่ ที่จะเกิดขึ้นหลังผ่าตัด ไม่ว่าจากการตัดต่อลำไส้หรือจากการใส่ท่อให้อาหารในระยะยาว

ผู้ป่วยรายนี้มีอาการและความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งหลอดอาหารค่อนข้างครบ แต่ว่าไปพบแพทย์แต่ละครั้งเนื่องจากอาการเจ็บคอหลังขย้อน ในยุคโควิดเฟื่องฟูจึงได้รับการตรวจโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบนหลายรอบครับ

ฝากน้อง ๆ ว่าอาการไอ เจ็บคอที่มาตอนนี้ ยังคงต้องคิดถึงโรคอื่น ๆ กันตามปกตินะครับ

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “การแพทย์และสุขศึกษา (โรคภัย, การป้องกัน การรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ, เทคโนโลยีทางการแพทย์)”