โรค PTSD

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

โรค PTSD

โพสต์ โดย siri » พฤหัสฯ. เม.ย. 15, 2021 5:53 pm

https://www.facebook.com/11451810927467 ... 579947651/

โรค PTSD (ชื่อเต็มไปหาเอาเอง ยาวเหยียดและไม่สำคัญอะไรนัก) เป็นโรคที่พบเห็นได้มากเป็นอันดับที่ 4 ในกลุ่มโรคจิตเวชทั้งหมด ส่วนใหญ่มักพบเจอในทหารผ่านศึกที่ผ่านการสู้รบรุนแรงจนคุกคามถึงชีวิต หรือคนที่เพิ่งพบเจอกับภัยธรรมชาติ อุบัติภัยหมู่ การถูกทารุนทางเพศ คนที่ถูกข่มขืน คนที่ใช้สารเสพติด หรือคนที่ถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงจนเกือบถึงแก่ชีวิตแบบน้องมีล่าก็สามารถเป็นโรคนี้ได้ทั้งนั้น

อาการหลักๆเลยตกใจและหวาดกลัวได้ง่ายมากแม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่นเสียงคนบีบแตร หรือเสียงพลุ เสียงประทัดเล็กๆ หรือเสียงคนตะโกนดังๆ ก็สะดุ้งตกใจและอาจร้องไห้หวาดกลัวจนขยับตัวไม่ได้เลย บางคนกลัวความมืด บางคนกลัวทีแคบ ก็อาจมีดีเทลที่แตกต่างกันไป

ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่พอเจอสิ่งกระตุ้นแบบนี้ ก็จะเหมือนถูกฉายหนังซ้ำให้กลับไปเห็นภาพเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญซ้ำอีกรอบ อันนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลว่าหวาดกลัวอะไรมา บางคนเจอภัยพิบัติทางน้ำ อย่าว่าแต่เล่นน้ำสระเลย แค่อาบน้ำด้วยฝักบัวก็ยังไม่กล้าอาบเลยด้วยซ้ำ เพราะภาพมันฝังใจมากๆ บางคนอาจถึงขั้นอยากคิดสั้นฆ่าตัวตายเลยก็มี

ปัจจุบันโรคนี้บางคนสามารถรักษาจนหายขาดได้ แต่บางคนอาจไม่หายเลยตลอดชีวิตก็มี ฉะนั้นถ้ามีคนรอบข้างเป็นโรคนี้ ก็อย่าไปกระตุ้นให้เค้าต้องเห็นภาพสะเทือนใจซ้ำๆเน้อ

ทีนี้มาในพาร์ทการรักษาบ้าง ปกติแล้วก่อนเริ่มการรักษาส่วนใหญ่จิตแพทย์จะต้องประเมินก่อน ว่าควรใช้เทคนิคไหนในการรักษาดี ปัจจุบันมีหลายวิธีด้วยกัน แต่เทคนิคนึงที่มาแรงมากๆตอนนี้ก็คือ การรักษาด้วยวิธี CBT (Cognitive Behavior Therapy)

หลักการก็คือใช้การสนทนาของนักบำบัดกับคนไข้ โดยที่นักบำบัดจะค่อยๆล้วงสิ่งที่ติดค้างในใจของคนไข้ออกมา รวมถึงค่อยๆปรับจูนกันไปเป็นระยะๆ ว่าทำไมเค้าถึงกลัวเสียงดัง เวลาเจอเสียงดังแล้วภาพอะไรลอยมาเป็นอันดับแรก คุณหมอก็จะมีเทคนิคโน้มน้าวให้ความกลัวค่อยๆลดน้อยลงไป

ซึ่งเทคนิคการบำบัดของคุณหมอกับคนไข้แบบนี้ก็เปรียบเสมือนการเต้นลีลาศคู่กัน คือใหม่ๆก็อาจจะมีเหยียบตีนกันบ้าง ไม่หมอเหยียบคนไข้ ก็คนไข้เหยียบหมอ เพราะจังหวะในการพูดคุยเปิดใจมันอาจยังไม่ตรงกัน บางคำถามหมออาจไปจี้จุดของคนไข้ รวมถึงคำตอบของคนไข้บางทีก็อาจจี้ใจของหมอได้ แต่ถ้าใช้เวลาค่อยๆปรับจูนกันไป การพูดคุยส่วนใหญ่ก็จะออกมาในทิศทางที่ค่อยๆดีขึ้นหน่ะนะ

หน้าที่ของนักบำบัดหลักๆเลยคือชวนให้คนไข้ลองเปิดใจ หรือลองทำอะไรใหม่ๆเพื่อเปลี่ยนความคิดเดิมดู แต่ว่าเทคนิคพวกนี้ต้องอาศัยแรงจูงใจของคนไข้อยู่พอสมควรว่า เขาอยากจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆไหม ซึ่งหลักการพวกนี้ก็ต้องทำกันแบบเคสบายเคสไป ถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือยากอยู่เหมือนกัน

นอกจากนี้บางเคสที่มารักษา หากเป็นโรคกลัวอะไรบางอย่าง เช่นกลัวไก่ เพราะเด็กๆเคยโดนไก่จิกอะไรแบบนี้ เดี๋ยวนี้คุณหมอก็ใช้เทคนิคให้สวมแว่น VR แล้วลองเล่นกับมันดู เพราะการใส่แว่น VR แบบนี้ความน่ากลัวจะน้อยกว่าเอาไก่จริงๆมาให้จับอยู่พอสมควร อย่างน้อยคนไข้ก็รับรู้ได้ว่าสิ่งนี้มันเป็นแค่โลกสมมติ เป็นแค่การจินตนาการล้วนๆ ซึ่งจะช่วยให้คนไข้ลดความกลัวตรงนี้ลงได้ ถ้าผ่านเสต็ปนี้ได้ก็จะช่วยให้กล้าเผชิญหน้ากับไก่ตัวจริงๆในอนาคตได้อะไรแบบนี้

ปัจจุบันที่ทราบมา เทคนิคการบำบัดแบบ CBT ยังมีบุคลากรที่ทำได้ไม่เยอะมาก ในประเทศไทยนี่น่าจะมีไม่เกิน 100 คนได้มั้ง ที่เคยเห็นเปิดคอร์สบำบัด CBT ก็มีที่รพ.จุฬาที่เดียวนี่แหละ รพ.อื่นๆหมอเวรก็ยังไม่เคยเห็นผ่านตาเหมือนกัน ยังไงใครสนใจอยากเข้าบำบัดก็ลองติดต่อที่นั่น หรือจะลองนัดหมายผ่านเพจนี้ก็ได้เช่นกันนะ https://www.facebook.com/ChulaCBT/

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “การแพทย์และสุขศึกษา (โรคภัย, การป้องกัน การรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ, เทคโนโลยีทางการแพทย์)”