รวมความรู้สำหรับโรคหลอดเลือดสมองและการฟื้นฟูจากเพจ Stroke BOOT CAMP

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมความรู้สำหรับโรคหลอดเลือดสมองและการฟื้นฟูจากเพจ Stroke BOOT CAMP

โพสต์ โดย siri » ศุกร์ ม.ค. 08, 2021 1:29 am

#อาการเก็รงมีที่มาจากการสั่งการที่ผิดปรกติของสมอง และ ไขสันหลัง
ดังนั้น
#หากสมองสั่งการได้ดีขึ้น_ก็จะเกร็งน้อยลง
อันที่จริง อาการเกร็งนี้ เป็นเพียงอาการเดียว ในชุดของปัญหาด้านการเคลื่อนไหว ที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลาง สั่งการไม่ปรกติ ซึ่งทางแพทย์เรียกว่า upper motor neuron syndrome
ชุดปัญหาดังกล่าวนี้ ไม่ได้มีแค่อาการเกร็งอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้ อีกหลายอาการ
-การเกร็งต้านการเคลื่อนไหว ยิ่งจับขยับไปมาอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อยิ่งเกร็งต้าน
-การเคลื่อนไหวช้า เพราะกล้ามเนื้อที่ ทำงานตรงกันข้ามกับ การเคลื่อนไหวนั้น ดันทำงานสวนทางขึ้นมาเสียเฉยๆ
-การสั่นไหวกระตุก
-การอ่อนแรง
-การสูญเสียความคล่องตัว
-การล้าง่าย
#ซึ่งหากเราจะรักษาแต่อาการเกร็งอย่างเดียวมันจะได้ผลน้อยกว่า
เช่น พยายามยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือกินยากดการทำงานของระบบประสาทให้ สั่งการเกร็งลดลงแต่้ จะได้ผล แค่ชั่วคราว
#วิธีลดความเกร็งอย่างถาวร
การฝึกระบบประสาทสั่งการเป็นทางที่ดีที่สุด ได้ผลมาก ไม่ใช่แค่ลดเกร็ง แต่จะสั่งการเคลื่อนไหวได้ มากขึ้นด้วย
#ยิ่งสั่งการได้ปรกติมากขึ้นเท่าไรอาการเกร็งก็จะรบกวนน้อยลงเรื่อยๆ
อาศัยการฝึกแบบ perfetti ดีที่สุดครับ
การฝึกแบบนี้ เราต้องการผลทางระบบสั่งการเคลื่อนไหว แต่....
.....ตอนเริ่มฝึก ต้องไปเริ่มที่การพัฒนา ระบบรับความรู้สึกก่อน
เราต้องการให้ คนไข้ เคลื่อนไหวได้เองแต่...
....ช่วงเริ่มฝึกต้องอาศัยคนพาขยับแขนขาให้ ไปก่อน
เราต้องการให้ คนไข้ ใช้งานแขนได้ โดยไม่ต้องดูแต่...
.....เราต้องปิดตาคนไข้ ระหว่างฝึกด้วย
หากสนใจรายละเอียด ลองค้นหาคำว่า perfet
ti และ #bedside_with_ajahn_parit ผมเคยโพสคลิปเอาไว้ อธิบายไม่ยาวนักครับ

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมความรู้สำหรับโรคหลอดเลือดสมองและการฟื้นฟูจากเพจ Stroke BOOT CAMP

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ ม.ค. 10, 2021 6:43 pm

#เรื่องน่ารู้
การกลืนสำลักเล็กๆน้อยๆ
อาจทำให้ เสียชีวิตได้ !!!
เรื่องอันตราย ควรใส่ใจ
หลายท่านทราบว่า การสำลักอาหาร อาจทำให้เกิดอันตรายได้ เช่นกรณี อาหารติดคอหายใจไม่ออก
แต่ส่วนมากยังไม่ตระหนักว่า การสำลักอาหารหรือน้ำลายลงในหลอดลม ทีละน้อยๆ บ่อยๆ แม้ว่าจะไม่มีอาการไอสำลัก หน้าเขียวหน้าเหลือง ก็มี #อันตรายถึงตายได้
มันเป็นยังไงมาฟังกันครับ
คือว่า #ในปากคนเรานี้มีเชื้อโรคอยู่ เวลาที่เราแปรงฟันบ้วนปาก จำนวนเชื้อก็ลดลง แต่ทุกๆชั่วโมงที่ผ่านไป ปริมาณเชื้อก็จะทวีจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เป็นธรรมดา โดยเฉพาะในคราบพลัค ขี้ฟันเรายิ่งมีเชื้อมากเลย
#ทีนี้หากเรามีการสำลักอาหารหรือน้ำลายลงไปในหลอดลม เชื้อโรคก็จะตามลงไปด้วย หากเชื้อโรคมีปริมาณน้อย ภูมิคุ้มกันในปอดก็สามารถกำจัดเชื้อได้หมด ไม่ทำให้เกิดโรคอะไร
แต่ในคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ปากไม่สะอาด ไม่ได้แปรงฟันอย่างดี ดมปากก็ได้กลิ่นเหม็นกว่าปรกติเสียแล้วอย่างนี้ ความเข้มข้นของเชื้อโรคในปากย่อมมาก หากสำลักลงไปในปอด ก็จะเสี่ยงติดเชื้อทำให้ปอดอักเสบได้ง่าย
และ #ในผู้สูงอายุที่ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงนัก เวลาที่เกิดติดเชื้อในปอด หาก "เอาไม่อยู่" ก็อาจลุกลามเป็นการติดเชื้อ"ในกระแสเลือด" อย่างที่ภาษาแพทย์เรียกว่า sepsis ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะช็อค และเสียชีวิตได้ง่ายต่อไป
สิ่งที่คนทั่วไปไม่รู้อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า
#คนไข้โรคเส้นเลือดสมอง มักมี #อาการสำลักเงียบ (silent aspiration) ได้ง่าย
หมายความว่า เมื่อสำลักสิ่งใดลงไปในหลอดลม แทนที่จะไออย่างแรง ไอจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะถูกผลักดันออกมานอกทางเดินหายใจจนหมด ถึงจะหยุดไออย่างคนปรกติ
กลับกลายเป็นว่า คนไข้หลายราย ไม่ไอเลยหรือไอแค่พอเป็นพิธี ในเวลาที่เกิดการสำลัก
เช่นนี้แล้วจะทำให้การปนเปื้อนที่เกิดขึ้นมีมากๆ โดยเราไม่รู้ตัวเลยว่าสำลัก มารู้ตัวเอาอีกทีก็พบว่า ปอดอักเสบติดเชื้อเสียแล้ว เป็นต้น
#สรุป หากอยากปลอดภัยจากภาวะสูดสำลัก และปอดอักเสบ
ต้องทำทุกข้อต่อไปนี้
1. #รักษาอนามัยช่องปาก แปรงฟัน บ้วนบาก (maintain intensive oral hygiene) เช็ดในปากด้วยผ้านุ่มชุบน้ำเกลือหรือน้ำยาฆ่าเชื้อแบบไม่ระคายเคือง
2. #กินอาหารให้ถูกต้องกับระดับความสามารถคนไข้ ในความเร็วที่เหมาะกับความสามารถของคนไข้ด้วย (eats modified food with appropriate feeding circumstance)
3. #ออกกำลังกายฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อปากและคอ (indirect swallowing training exercise) ฝึกใช้เทคนิคพิเศษ เพื่อกลืนแบบไม่สำลัก (compensatory swallowing teaching)
4. #หมั่นสังเกตอาการไข้ ไอ เหนื่อย ง่วงซึม หลับมากของผู้ป่วย หากสงสัยให้ปรึกษาแพทย์

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมความรู้สำหรับโรคหลอดเลือดสมองและการฟื้นฟูจากเพจ Stroke BOOT CAMP

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ ม.ค. 17, 2021 2:25 am

รวมลิ๊งค์ สารพัดเรื่อง การฟื้นฟูสภาพ
ที่คนไข้โรคเส้นเลือดสมองอยากรู้
จาก Stroke BOOT CAMP by
ผศ.นพ.ภาริส วงศ์แพทย์
✅ เลือดออก ที่ ก้านสมอง หรือ แกนสมอง ต่างกันไหม
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 3202334305
✅ ใส่สายป้อนอาหารทางจมูก เมื่อไรจะเอาออกได้
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 3079163984
✅ การกลืนสำลักบ่อยๆ แม้จะเล็กๆน้อยๆ อาจทำให้ เสียชีวิตได้
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 6112562014
✅ เดินเข่าแอ่น เกิดจากอะไรแก้ไขอย่างไร
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 4295952529
✅ คนไข้ ที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้ดีเป็นอย่างไร
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 3039652988
✅ หุ่นยนต์ฟื้นฟูการเดิน มีกี่ชนิด ต่างกันอย่างไร
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 4362999189
✅ คนไข้ อัมพาตครึ่งซีก ฟื้นฟูการพูดและการฟังได้ อย่างไร
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 7649773527
✅ คุณพ่อเป็น stroke ผ่าสมองพูดไม่ได้ จะหายไหม
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 7433225882
✅ การฟื้นฟู ไม่ใช่ การหัดนาฏศิลป์ อย่าสับสน ผลการฝึกจะไม่ดี
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 4366650522
✅ การฟื้นฟู คนไข้ ให้ถึงเป้าหมาย ทำได้หลายวิธี
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 8756686083
✅ เดินอย่างไร เรียกว่า เดินดี?
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 5853398040
✅ เวลาอากาศเปลี่ยนแปลง แล้วเหมือน พูดไม่ชัดบ่อยครั้ง
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 8136840145
✅ ฝึกเดินสำเร็จทุกคน ถ้าทำสี่อย่างนี้
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 1983507427
✅ น้ำลายมากในปาก เกิดจากอะไร
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 8460198446
✅ เดินเซเกิดจากอะไร แก้ไขได้ไหม
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 2133571412
✅ เจาะน้ำคั่งในโพรงสมองแล้วจะฟื้นไหม
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 2266972732
✅ ความจำเสื่อมหลังเป็น สโตร้ค แล้วจะหายไหม
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 7310309561
✅ หลักการดูแลจิตใจคนไข้ติดเตียง
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 5563659069
✅ stroke แล้วหายได้เพราะอะไร ควรคาดหวังอะไร
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 7260327566
✅ 10อย่างต้องรู้ ฟื้นฟูสมอง
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 7260327566
✅ 5ข้อต้องรู้ ฟื้นฟูสมอง
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 8117096147
✅ ปวดไหล่ ควรฝืนทำกายภาพไหม
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 0480575244
✅ ไหล่ทรุด บุ๋มเป็นร่อง ต้องทำยังไง
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 4067243552
✅ การเกร็ง เกิดจากอะไร ทำอะไรได้บ้าง
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 4067243552
✅ ปิดตาฝึก ลดเกร็งมือ
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 9843943641
✅ ความเพียร กับ การฟื้นฟู เกี่ยวกันอย่างไร
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 7680678524
✅ ระบบ IMC คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรกับคนไข้ทั่วไทย
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 3720678920
✅ ดนตรีบำบัดคือ อะไรครับ
🔗https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 7400707552
✅ ขึ้นบันไดทำไมยากจัง
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 1050722187
✅ ฟังไม่เข้าใจ หรือพูดไม่รู้เรื่องกันแน่
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 4000750892
✅ ว่าด้วยการขับรถหลังเป็น stroke
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 3784084247
✅ เมื่อไปพบแพทย์ ควรถามอะไรบ้าง?
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 3574084268
✅ จะเอากำลังใจมาจากไหนในการฟื้นฟู
🔗 https://www.facebook.com/StrokeBC/photo ... 3380750954

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมความรู้สำหรับโรคหลอดเลือดสมองและการฟื้นฟูจากเพจ Stroke BOOT CAMP

โพสต์ โดย siri » เสาร์ ก.พ. 13, 2021 10:56 pm

คนไข้โรคเส้นเลือดสมองและญาติบางท่าน มีความกังวล ไม่อยากใส่สายป้อนอาหารทางจมูก หรือถ้าใส่สายไปแล้ว ก็อยากถอดไวๆ
#เพราะกลัวว่าจะต้องใส่สายยางไปตลอดชีวิต และบางคนก็กลัวว่า หากใส่สายป้อนอาหารแล้วจะทำให้ยากลำบากในการดูแลต่อที่บ้าน เป็นอย่างมาก
หมอขอเรียนว่า
#มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
คนที่ใส่สายป้อนอาหาร มีโอกาสที่จะเลิกใช้ได้ ไม่ยากนัก
และการดูแลก็ไม่ได้ลำบากยากเย็น ส่วนตัวผมคิดว่า หากคนไข้กินอาหารเองกลืนเองไม่ได้อย่างปลอดภัย การฝืนป้อนอาหารทางปาก ยิ่งทุลักทุเลและเสี่ยงกว่ากันมากๆครับ
#สิ่งที่คนไม่รู้
สมองมีศูนย์สั่งการกลืนสองข้าง #เอาไว้เป็นอะไหล่สำรอง
ดังนั้น หากป่วยเป็นโรคเส้นเลือดสมอง ครั้งเดียว เส้นเลือดตีบหรือแตกข้างเดียว อย่างนี้มีโอกาสสูงที่จะสามารถ "ปลุก" ศูนย์ข้างสำรอง มาทำงานแทนได้โดยสมบูรณ์
แต่การจะ "ปลุก" ศูนย์สั่งการสำรองให้กลับมาทำงานนี้ ใช้เวลา #ต้องอาศัยการกระตุ้นและการฝึกกลืน จะยาวหรือสั้นก็ขึ้นกับอาการคนไข้ ดังนั้นในช่วงที่ยังกินได้ไม่ปลอดภัย ควรใช้การป้อนอาหารทางสายยางไปก่อน
#การจะรู้ว่าคนไข้กลืนลำบากกลื่นไม่สมบูรณ์เสี่ยงสำลัก จะรู็ได้ด้วยการตรวจร่างกาย บางทีต้องมีการตรวจพิเศษ เช่น การกลืนแป้งทึรังสี ถ่ายเอกซ์เรย์ดู ว่ามีก้อนอาหารสำลักลงไปในปอดบ้างหรือไม่
บางที #แพทย์อาจทดสอบแบบง่ายๆ ด้วยการให้ ดื่มน้ำ 100 ซีซี หากดื่มได้ หมดภายในเวลา 10 วินาที่ โดยไม่มีการไอ ไม่มีเสียงแหบ เสียงเครือ คล้ายน้ำหรือเสมหะเปียกอยู่ในคอ ก็แสดงว่า กลืนดี ปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะทำการทดสอบดื่มน้ำ 10 ซีซี ควรต้องตรวจร่างกายมาก่อนแล้วว่า คนไข้ไม่เสี่ยงมากต่อการสำลักรุนแรง เพราะว่าหากให้ คนไข้อาการหนัก ไปทดสอบ กลื่นน้ำคำโตๆ เกิดสำลักรุนแรง #อาจเกิดอันตรายได้ ดังนี้น #ไม่ควรทำการทดสอบนี้เองที่บ้าน นะครับ
หากใส่สายยางป้อนอาหารไปแล้วหลายเดือน ยังอาการไม่ดีพอจะเอาสายออกได้ #การใส่สายป้อนอาหารผ่านทางหน้าท้อง ก็จะเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาครับ เพราะว่า มันมีข้อดีหลายอย่าง ที่สำคัญก็คือไม่ทำให้ รำคาญสายที่คาอยู่ในจมูกกับคอครับ
สมัยเป็นนักเรียนแพทย์ #เราต้องหัดกลืนสายป้อนอาหารเหล่านี้ลงไปเองกันคนละหลายหน ประสพการณ์ตรงยืนยันว่า การมีสายคาในจมูกและคอ มันไม่สบายเท่าไรเลย ยิ่งใช้ต่อเนื่องนานๆ น่าจะระคายและรำคาญกว่าเยอะครับ
การผ่าตัดเพื่อทำช่องสอดสายนี้ก็ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนก็ไม่มาก เวลาที่เลิกใช้แล้วก็ปิดทิ้งได้ง่ายๆ ดังนั้น #หากคาดว่าจะต้องใช้สายป้อนอาหารนานกว่าสองเดือน #ควรพิจารณาการเจาะหน้าท้องครับ
#ควรปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและทีมงาน เพื่่อพยายามเร่งรัดการฝึกกลืน ซึ่งในกรณ๊เช่นนี้ อาจใช้เทคโนโลยี และวิธีการฝึกต่างๆช่วยได้ อย่าเพิ่งถอดใจนะครับ

***************************************************

เดินเข่าแอ่น แก้ไขได้ไหม?
ทำอย่างไร?
#อาการเข่าแอ่นมีวิธีแก้ไขหลายวิธี จะทำอย่างไหนดี ขึ้นกับว่า เข่าแอ่นเพราะสาเหตุอะไร
เลือกวิธีให้ตรง ก็จะได้ผลดีที่สุด
#บางครั้งก็ต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน
1. #ใส่ที่ดามหัวเข่าอย่างที่เรียกว่า swedish knee cage สามารถป้องกันไม่ให้เข่าแอ่นได้ แต่ไม่ขัดขวางการงอของข้อเข่า โดยมีน้ำหนักเบา เพราะไม่ต้องมีโลหะที่ทำเป็นข้อพับอย่างกายอุปกรณ์ดามเข่าทั่วไป
อันนี้เหมาะกับ คนที่คุมหัวเข่าเองพอได้ แต่มักเผลอลืมตัวปล่อยเข่าแอ่นเวลาเดินไกลๆ
ใส่ไปสักช่วงหนึ่งแก้นิสัยเข่าแอ่น แล้วก็อาจเลิกใช้ได้
2. #ใส่ที่ดามข้อเท้าอย่างที่เรียกว่า AFO (ankle foot orthosis) อาจเป็นชนิดพลาสติก หรือโลหะก็ได้ จะเป็นชนิดแข็งตายตัว หรือยืดหยุ่นได้ หรือมีข้อต่อขยับได้ ก็แล้วแต่อาการคนไข้ที่เหมาะสม
อันนี้เหมาะกับ คนที่เข่าแอ่นเป็นผลปลายทางจากอาการข้อเท้าจิก
3. #ฉีดยาลดเกร็งกล้ามเนื้อน่อง และ หรือ ดัดยืดเอ็นกล้ามเนื้อน่องให้ผ่อนคลายหย่อนลง
เหมาะกับ คนที่พบว่าอาการเกร็ง หรือเส้นยึดเป็นตัวทำให้เข่าแอ่นอีกที
4. #ฝึกแยกแยะความรู้สึก ว่า เข่ากำลังงอหรือเหยียด อยู่ที่องศาเท่าไร พร้อมฝึกควบคุมการสั่งการให้ได้แม่นยำ
เหมาะสมกับ คนที่ความรู้สึกและการสั่งการที่ข้อเข่า และ หรือข้อเท้าไม่ดี
การฝึกอย่างหลังนี้ หากได้ทำบนหุ่นยนต์ฝึกเดินแบบ end effector จะมีประสิทธิภาพการฝึกสูงสุด
#อาการอย่างเดียวกันแก้ไขต่างกันตามเหตุ
หากท่านมีปัญหาเข่าแอ่น ปรึกษาทีมเวชศาสตร์ฟื้นฟูนะครับ
ให้หมอช่วยวิเคราะห์สาเหตุ และวางแผนแก้ไขให้เหมาะสม
#จะได้ไม่เสียแรงเหนื่อยเปล่าในการฟื้นฟูครับ

*******************************************************

#เบื่อกินยาลดเกร็ง จะทำอย่างไรได้บ้าง?
ใช้ยาพิษ ทำลายเส้นประสาท จะหายไหม?
ยากินลดเกร็งนั้น ส่วนมาก ทำงานด้วยการ “กด” การทำงานของระบบประสาทให้ ลดน้อยลง ซึ่งแม้จะช่วยลดอาการเกร็งได้ แต่ก็อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม ความคิดช้า รู้สึกไม่ค่อยสดชื่นได้
นอกจากนั้นการต้องกินยาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตัว เป็นภาระทั้งค่าใช้จ่าย และเพิ่มความยุ่งยากในการจัดเก็บการจัดยาและอื่นๆอีก แถมหากหยุดกินยาก็จะกลับมาเกร็งเพิ่มขึ้นอีก
#การฝึกแบบperfetti ช่วยลดอาการเกร็งได้มาก ควรพยายามเป็นสิ่งแรก หากทำได้ต่อเนื่องสักสองเดือนมักเห็นผล หลายคนอาการเกร็งลดจากระดับสี่ ลงมาอยู่ที่ระดับสองได้ง่ายๆเลย และเป็นเทคนิคการฝึกที่ลดการเกร็งได้ครั้งละนานๆ ดีกว่าการยืดเหยียดหรือลงน้ำหนักท้าวแข อย่างที่ชอบทำกันทั่วไป เสียแต่ว่าคนไม่ค่อยรู้จัก
-- หมอจะเล่าเรื่อง perfetti ในโพสอื่นๆ คอยตามอ่านกันนะครับ ส่วนในวันนี้ จะขอเล่าถึงการการฉีดยาลดเกร็งเฉพาะที่ ซึ่งเป็นวิธีที่ควรใช้ในรายที่ฝึกแล้วอาการยังเกร็งมาก ต้องการหาทางเลือกอื่น นอกเหนือจากการกินยา --
#ยาที่ฉีดเข้าไปลดเกร็งมีสองกลุ่มหลัก
#ยากลุ่มแรก คือยา โบทูลีนั่ม (botulinum toxin)
ยานี้ตามชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าเป็นสารพิษ ที่เกิดมาจากแบคทีเรียสายพันธ์ที่เรียกว่า Clostridium Botulinum
ซึ่งสารพิษนี้ หากเกิดในอาหารแล้วเรากินเข้าไป มันจะเข้าไปขัดขวางการส่งสัญญาณ จากเซลล์ประสาท ตรงที่จะมาเข้าถึงกล้ามเนื้อ ทำให้คนไข้อ่อนแรงเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้
ปัจจุบัน ได้มีการตั้งใจเพาะเลี้ยงและสกัดเอาพิษดังกล่าวมาบรรจุขวดเก็บเอาไว้ หากเราเจาะจงฉีดเข้าไปในกล้ามเนื้อที่มีอาการเกร็งผิดปรกติ ตัวสารนี้จะไปขัดขวางการทำงาน
และทำให้เกิดอาการอ่อนแรงเฉพาะที่ในกล้ามเนื้อได้รับยาเข้าไป โดยไม่เกิดการดูดซึมไปทั่วร่างกายได้
ยานี้ใช้เวลาออกฤทธิ์หลังฉีดประมาณสองวันกว่าจะเห็นผล ตัวยานี้มีราคาแพง สำหรับลดอาการเกร็งกล้ามเนื้อน่องอาจต้องใช้ตัวยาเป็นราคาถึง หมื่นกว่าบาท
และเนื่องจากยามันแพง หากต้องการความแน่ใจว่า ได้ฉีดตัวยาเข้าไปอยู่ในกล้ามเนื้อเป้าหมายจริงๆ แน่ๆ ไม่เสียของเปล่าๆ อาจต้องมีการใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหรือเครื่องอัลตราซาวนด์
เพื่อตรวจสอบตำแหน่งของปลายเข็มฉีดยาที่แน่นอน ร่วมไปด้วย
ยานี้ นอกจากแพงแล้ว ก็ไม่นับว่ามีอาการข้างเคียงอื่นที่สำคัญ จึงถือได้ว่าปลอดภัยมาก แต่ตัวยานี้ จะหมดฤทธิ์ในเวลาประมาณสามเดือน
ดังนั้นจึงต้องมีการฉีดยาซ้ำไปเรื่อยๆ ทีนี้คนที่ได้ฉีดยานี้ไปบ่อยๆบางคน ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเข้ามาต่อต้าน ทำให้ยาฉีดเสื่อมประสิทธิภาพ ก็เกิดได้บ้าง
ดังนั้น ควรพยายามยืดเวลาระหว่างการฉีดให้ ห่างออกเท่าที่จะทำได้เพื่อลดโอกาสการ “ดื้อยา” ในอนาคต
#ยากลุ่มที่สอง ที่ใช้ในการฉีดลดเกร็งเฉพาะที่ ได้แก่ ตัวยาที่ทำลายเส้นประสาทเฉพาะจุด มีสองตัวที่ใช้บ่อยคือ สารละลายฟีนอล และ แอลกอฮอล์
ยาสองตัวนี้มีราคาถูกกว่า โบทูลินั่ม ท็อกซิน นับร้อยเท่าเลยทีเดียว ระยะเวลาการออกฤทธิ์ก็นานสามเดือนเหมือนกัน แถมยังออกฤทธิให้เห็นภายในไม่กี่นาทีหลังเดินยาอีกด้วย
แต่เนื่องจากยาเหล่านี้ออกฤทธิ์ด้วยการทำลายเส้นประสาทสั่งการ หรือจุดเชื่อมต่อของเส้นประสาทสั่งการกับกล้ามเนื้อ
ดังนั้น จึง #ต้องใช้ความแม่นยำสูงในการวางปลายเข็มให้ตรงตำแหน่งเป้าหมาย ทำให้ต้องใช้ทักษะของผู้ฉีดยา สูงกว่าการฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซิน พอสมควร
นอกจากนั้นหากตัวยาไปสัมผัสถูกเส้นประสาทรับความรู้สึก ก็อาจทำให้เกิดการระคายเคืองจนทำให้เกิดอาการปวดเส้นประสาทขึ้นมาได้
การเลือกใช้ยาฉีดกลุ่มไหนนั้นขึ้นกับ ความถนัดของแพทย์ผู้รักษา และยังขึ้นกับตำแหน่งของอาการเกร็ง
ตัวอย่างเช่น อาการเกร็งงอเข่า อาการเกร็งหุบหนีบโคนขาเข้าหากัน และ อาการเกร็งงอศอก เหล่านี้ ตอบสนองดีมากต่อการทำลายเส้นประสาท โดยมีโอกาสเกิดการปวดเส้นประสาทแทรกซ้อนมาน้อยมาก
อาการเกร็งน่อง เกร็งบิดเท้าเข้าใน เกร็งนิ้วเท้าจิกงอ และ เกร็งงอเข่า ก็ได้ผลดีเช่นเดียวกัน แต่มีความเสี่ยงต่อการปวดเส้นประสาทประมาณ 10% แล้วแต่ฝีมือคนฉีดยา
แต่อาการเกร็งกำนิ้วมือ ข้อมืองอ เหล่านี้ มีโอกาสเกิดการปวดเส้นประสาทได้สูงกว่า ตามกายวิภาคของเส้นประสาทส่วนแขน ที่ไม่เอื้อต่อการเลือกฉีดยาให้ตรงเฉพาะเส้นประสาทสั่งการที่เราเลือกได้ง่าย
การฉีดยาเช่นนี้ มักลดอาการเกร็งได้ประมาณสามเดือน แต่บางครั้งหากโชคดี อาการอ่อนแรงเฉพาะจุดที่ต้องการจะเกิดนานกว่านั้น ถึงหกเดือนหรือปีหนึ่ง ก็เคยพบอยู่ประปราย นับว่าเป็นข้อดีอีกอย่างหนึ่ง
ในตำรายังมีแนะนำอีกว่า หากต้องการลดอาการเกร็งเฉพาะที่ให้ถาวรไป ยังสามารถ #ผ่าตัด ตัดเส้นประสารทสั่งการส่วนปลาย และหรือ ตัดเส้นเอ็นนิ้วมือข้อมือ จะสามารถทำให้ เกิดอาการอ่อนแรงถาวร
ซึ่งอาจเหมาะสมกับ คนที่เคยฉีดยาลดเกร็งมาแล้วหลายๆรอบ ได้ผลดี แต่ต้องฉีดซ้ำๆจนเบื่อแล้ว
โดยเฉพาะคนที่ไม่สามารถใช้งานมือได้เลย มีแต่ความเกร็งมากๆไม่สามารถจับแบออกได้ จนทำให้เล็บจิกเนื้อบาดเจ็บ หรือทำความสะอาดภายในอุ้งมือไม่ได้จนติดเชื้อ หรือมีความลำบากในการยกมือไหว้ รับไหว้ นิ้วและข้อมือเกร็งงอตลอด ดูไม่ดีอยู่ตลอดเวลา
#สรุปแล้วอาการเกร็ง #มีทางแก้หลายทาง
ฝึกฝนร่างกายก็ได้
กินยาก็ได้
ฉีดยาก็ได้
ผ่าตัดก็ได้

**********************************************

"...ใครเป็นเหมือนผมบ้างครับ​?
1. เหงื่อออกมาก​ ข้างที่อ่อนแรง​และเกร็ง​ เหงื่อไหลอาบโดนเฉพาะ​ ศีรษะ​ ซีกซ้าย​ รำคาญเหงื่อตัวเองมากๆ
2. ตกใจง่าย​ เวลาเสียงดัง! จะตกใจแขน​ขา​ อ่อนแรงจะกระตุก​ หรือเป็นตาผมมองไม่ค่อยเห็น​ เวลาอะไรโผล่มาให้เห็นต่อหน้า​ จะตกใจง่าย​
3. ขี้ลืมมากๆ​
..."
#อาการกระตุก ถ้าเป็นมากอย่างในคลิปแรก อาจเป็นผลของ stroke ได้ครับ
อาการอย่างนี้เรียกว่า #ปฏิกริยาป้องกันตัว ที่เรียกว่า Startle Response เป็นการตอบสนองอัตโนมัติอย่างแรงผิดธรรมดา
เมื่อมีเสียงดัง หรือมีอะไรที่มากระตุ้นแบบกระทันหัน จะเกิดการกระตุกไปทั้งคอบ่าแขนขา และมีอาการความรู้สึกตกใจแรงกว่าปรกติทั่วไป
#ส่วนมากเป็นเพราะสมองทำงานบกพร่องไปเล็กน้อยครับ อย่างไรก็ตาม คนที่อยู่ในภาวะความเครียดเรื้อรัง ก็อาจมีอาการอย่างนี้ได้เช่นกันครับ
(reference: https://www.youtube.com/watch?v=c0IYpOLWdSU )
ขอย้ำว่า หลัง stroke เป็นได้ #ไม่ใช่สัญญาณอันตราย หรือความเสื่อมทางสมองที่ร้ายแรงอะไร ในคลิปตัวอย่างนี้ท่านว่า เป็นเองเป็นแต่กำเนิด ไม่ได้ป่วยอะไรครับ
#แต่ถ้ารู้ตัวว่าสะดุ้งง่ายมากก็ควรต้องระวังในเวลาทำอะไรสำคัญๆ
เช่น ควบคุมเครื่องจักร, ยานพาหนะหรืออาวุธ
ถ้าอยู่ๆดีๆเกิดมีเสียงดัง หรือมีอะไรวิ่งเข้าหา ตัวจะกระตุก แขนขาสั่งการไม่ได้อยู่สักครู่หนึ่ง อาจอันตรายได้ ต้องคอยระวังตรงจุดนี้ครับ
#ส่วนเคสหลังนี้เป็นโรคสมองเสื่อมอาการแรงมากแล้ว เอามาให้ดูเพราะว่า มันแรงมากเห็นได้ชัด หากใครเป็นขนาดนี้ ควรพบแพทย์อายุรกรรมระบบประสาทแล้วครับ
(reference: https://www.youtube.com/watch?v=I43nHZewAZ0 )
#การสูญเสียกำลังสมาธิจดจ่อ และ #ความขี้ลืม
พบได้หลังป่วยด้วยโรคทางสมองทุกชนิดที่มีการสูญเสียเซลล์ประสาทไปครับ
ยิ่งมีรอยโรคที่ใหญ่ ก็จะมีความสูญเสียในด้านดังกล่าวไปตามสัดส่วนครับ นอกจากนั้น หากมีรอยโรคในสมองที่เกี่ยวกับความจำโดยเฉพาะ อาการก็จะชัดเจนรุนแรงกว่ามีรอยโรคที่อื่นๆครับ
#การฟื้นฟูความจำ นั้นทำได้ยาก ส่วนมากจะเน้นที่การใช้ตัวช่วย เช่น สมุดจด เครื่องอัดเสียง หรือการใช้มือถือแทนครับ
#การฝึกสมาธิจดจ่อ นั้นพอจะได้ผล และพบว่าช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้นทุกระบบของความคิดเลยครับ
ดังนั้น การฝึกสมาธิดูลมหายใจเข้าออก พุธโทๆ ให้ได้ต่อเนื่อง ก็มีประโยชน์ในด้านนี้ครับ
หากทำแล้วได้ผลด้านการผ่อนคลายความเครียด ก็จะส่งผลดี อีกอย่างหนึ่ง
เพราะว่าความเครียด ทำให้สมรรถนะการทำงานของสมองโดยรวมลดต่ำลงครับ
#อาการเหงื่อออกครึ่งซีก ผมไม่เคยเจอคนไข้เองจริงๆ เลยลองค้นเอกสารอ้างอิงดูก็พบว่า มีรายงานประปราย ว่าหายาก พบได้น้อย แต่เกิดได้หลังโรคหลอดเลือดสมองจริงๆครับ
บางท่านเชื่อว่า สมองส่วนฮัยโปธาลามัส ที่ควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติ อาจได้รับความกระทบกระเทือนทำให้ การควบคุมการตอบสนอง รุนแรงผิดปรกติได้ครับ

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมความรู้สำหรับโรคหลอดเลือดสมองและการฟื้นฟูจากเพจ Stroke BOOT CAMP

โพสต์ โดย siri » เสาร์ ก.พ. 13, 2021 11:00 pm

คำถามมีประโยชน์ จากทางบ้านครับ

by Stroke BOOT CAMP by ผศ.นายแพทย์ ภาริส วงศ์แพทย์

"...อยากเพิ่มวิธีการกระตุ้นคนไข้ที่ยังไม่ตื่น ต้องทำอะไรเพิ่มครับ?"

อธิบายอย่างย่อ คือกระตุ้นประสาทสัมผัส ต่างๆด้วย
แสงและภาพ เข้าตา
เสียง เข้าหู
สัมผัสตัว เคลื่อนไหวร่างกาย
กลิ่น เข้าจมูก
รสชาติ ที่ลิ้น
แสง เสียง สัมผัส เป็นทางหลัก
กลิ่น รส ไม่จำเป็นมาก แต่บางทีก็ลองได้
กระตุ้นแล้วต้องสังเกตว่า อะไรที่คนไข้ดูจะตอบสนองมากกว่า ก็ใช้ตัวนั้นบ่อยๆ
สัญญาณประสาทขาเข้า จะผ่านเข้าไปสู่สมอง และเพิ่มการตื่นตัวของระบบประสาท เพิ่มโอกาสให้คนที่หลับมาก ค่อยตื่นขึ้น
ไม่ควรกระตุ้นด้วยความเจ็บปวด
เชื่อว่าไม่มีประโยชน์ เมื่อเที่ยบกับกระตุ้นแบบไม่ปวด เพราะถ้าจะตื่นได้ ก็ตื่นไปแล้ว
การกระตุ้นควรทำเป็นพักๆ ไม่ใช่กระตุ้นต่อเนื่องตลอดเวลา
เพราะว่า การกระตุ้นที่ไม่หยุดและซ้ำๆซากๆ มีแต่จะทำให้สมอง "เฉยชา"
เหมือนกับเวลาที่เราเข้าไปที่ที่มีกลิ่นเหม็น ไม่นาน จมูกก็ชาชินไป ไม่รู้สึกว่าเหม็นมากอีกต่อไปครับผม
.
หรือ เหมือนกันกับการทดลองของนักเรียนประถม ที่เอามือข้างหนึ่งจุ่มน้ำอุ่น และมืออีกข้างจุ่มน้ำเย็นเตรียมเอาไว้ก่อน
ต่อมาเอาสองมือนี้ มาแช่อ่างน้ำ อุณหภูมิห้อง
มือที่เคยแช่น้ำอุ่น จะรู้สึกว่าน้ำเย็น
มือที่เคยแช่น้ำเย็น จะรู้สึกว่าน้ำอุ่น
แสดงว่า ความรู้สึก ที่สมองของเรารับรู้ได้ ขึ้นกับความเคยชิน หรือความเปลียนแปลงมากพอสมควรเลยครับ
.
เราจึงควรทำการกระตุ้น เป็นช่วงๆ ทำแล้วพัก หรือเปลี่ยนไปทำวิธีอื่นบ้าง ไม่ใช่ "ถล่ม" หรือ"ระดมยิง" ต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืนนะครับ
การกระตุ้น ด้วยการ "ไขหัวเตียงให้สูง" ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อช่วยเร้าคนไข้ที่ไม่ตื่นให้ตื่น
ยิ่งหากได้พานั่งไปด้วยพร้อมกับการใช้มือประคองใบหน้า ให้หันตามเสียงเรียกซ้ายขวาไปด้วย จะยิ่งดีมาก
.
ทำไมหรือครับ
ก็เพราะว่า เวลาที่เรานั่งตั้งฉากกับพื้นโลก น้ำหนักของศรีษะและร่างกาย จะกดลงบนกระดูกสันหลังทั้งหมดทุกระดับ และ สัญญาณประสาทจากก้านคอ และ กระดูกสันหลังทั้งหมด มีผลในการกระตุ้นให้คนเราตื่นตัวได้โดยอัตโนมัติ
หากเราไปประคองคนที่หลับตามปรกติ ให้นั่งพิงพนักตัวตรงๆขึ้นมา แค่นี้หลายคนก็ "ตื่น" นอนต่อไม่ได้แล้วครับ
ยิ่งหากมีการประคองเบาๆจับคอหันไปมาซ้ายขวา ทำมุมแคบๆที่ไม่มีแรงต้าน ไปทางข้างซ้ายและขวา อย่างละสิบหรือยี่สิบองศา ก็พอเพียงแล้วที่จะช่วยเพิ่มการปลุกเร้าไปอีกระดับหนึ่ง
เหตุผลก็คือ สัญญาณประสาทขาเข้าจากการเคลื่อนไหวส่วนคอ จะป้อนเข้าไปที่สมอง โดยเฉพาะก้านสมอง และสัญญาณประสาทขาเข้าเหล่านี้ จะไปเร้าให้เซลล์ประสาทของเครือข่ายประสาทในสมองที่ได้รับสัญญาณ ต้องประมวลผลข้อมูลและทำงานไม่อยู่นิ่งๆเฉยๆ
.
เท่ากับว่าเรา กระตุ้นสมอง ผ่านการกระทำกิจกรรมง่ายๆ
โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือไฟฟ้าแม่เหล็ก ในการกระตุ้นที่สมองโดยตรง
เรียกว่า เป้นการเร้าระบบประสาท ผ่านการกระตุ้นโดยอ้อม ก็คงได้ ( indirect neuro modulation)
ข้อดีของการกระตุ้น ด้วยการจับนั่ง จับหันคอไปมาเบาๆ และ การพาขยับแขนขา ก็คือ สิ่งเหล่านี้ เป็นตัวเร้าสัญญาณ ชนิด proprioceptive sensory system
ซึ่งเป็นผลจากการที่ สมองเกิดความชินชาน้อย ไม่เหมือน อุณหภูมิ กลิ้น รส และสัมผัส
ยิ่งหากเราทำการกระตุ้น ระบบ proprioceptive ด้วยการจับนั่งและประคองใบหน้าหันไปมาแล้ว ได้ทำควบคู่กับการคุยกับคนไข้ ส่งเสียงพูดคุยที่น่าฟังไปด้วยเป็นระยะ
ผลการกระตุ้น ยิ่งได้เต็มเม็ด เต็มหน่วย
.
หาก "ปลุก" คนไข้ที่ไม่ค่อยรู้สึกตัวให้ "ตื่น" เป็นคนละเรื่องกันกับ การเร้าให้คนที่ตื่นแล้ว "รู้เรื่อง" นะครับ
แต่สองกิจกรรมนี้ มีความเหมือนกันตรงที่ว่า หากญาติทำให้ได้อย่างถูกต้องแล้ว จะมีผลอย่างมากต่อความรู้สึกคนไข้
จะพูดว่า "ทำความคิดให้แยบคาย" หรือมี "สัมมาทิฐฐิ" ก็คงไม่ผิดนัก
คือว่า หากเราทำไปด้วยความคับข้องใจ หงุดหงิด ที่ปลุกเท่าไรก็ไม่ตื่นทันใจเราเสียที เราก็จะทนทำไปไม่ได้นาน
แต่หากเราทำใจ แผ่เมตตา ปราณี และ คุยกับคนไข้ เหมือนกับว่า เขารู้เรื่องตลอดเวลา ไม่คาดหวังว่า เขาจะต้องตอบสนองในทันที แต่ก็คอยสังเกตอาการ จดจ่อการรับรู้กับเขา ไม่ใช่ใจลอยไปที่อื่น
มันก็เพลินๆไปได้เหมือนกัน สบายใจดีแค่ไหน ก็คงไม่น้อยกว่าคนที่ นั่งคุยกับ ตุ็กตา รูปภาพคนรัก หรือ สัตวเลี้ยง เลยครับ
ถ้าจะให้สุดยอด เวลาที่ทำการดูแลประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น การยกแขน ยกขา เช็ดตัว พลิกตัว เปลี่ยนใส่ถอดเสื้อผ้า ต่างๆทั้งหมด ให้พูดบอกคนไข้ในแต่ละขั้นตอนตลอดเวลา จะมีประโยชน์มากนะครับ
ได้ทั้งการกระตุ้นคนไข้ ได้ทั้งการสร้าง ความสบายใจแก่คนดูแลไปด้วย ก่อนจะทำอะไร ก็บอกเขาก่อน
"เดี่ยวจะพลิกตัวให้นะครับ"
"เอ้า งอเข่าขวาแล้วนะ"
"งอเข่าซ้ายมาพร้อมกัน 1,2,3"
"จะพลิกแล้วนะ"
"เอาหมอนรองตรงนี้นะ"
"ไปละนะ เดี๋ยวมา"
ทำไปพูดไป ดีมากๆเชื่อหมอนะ
ขอให้ลองทำ แล้วจะรู้ว่าได้ประโยชน์หลายต่อเลยครับ

***********************************************

"ขาชอบเกร็งสั่น หมอบอกว่า เป็นอาการ Clonus มันจะหายได้ไหมครับ?"
อาการเกร็งสั่น มีหลายชนิดครับ แต่ชนิดที่คนไข้โรคเส้นเลือดสมอง มักเป็นป่อยที่สุด ก็คือชนิดที่เรียกกันว่า โคลนัส (clonus)
การสั่นแบบนี้ มักเกิดขึ้นด้วยความถี่ 5-8 ครั้งต่อวินาที อาจเกิดขึ้นเอง นอนอยู่ดีๆ นั่งอยู่ดีๆ ขาเกร็งขึ้นมาก็ได้ หรือ อาจเกิดจากการกระตุ้นบางอย่างได้ทั้งภายใน เช่น พอเริ่มพยายามจะเคลื่อนไหวร่างกายก็เกิดอาการขึ้นมา
หรือ จากการกระตุ้นภายนอก ได้แก่ มีคนมาจับดัดยืดกล้ามเนื้อ หรือมาสัมผัสถูกแขนหรือขา ก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาการขึ้นมาได้เช่นกัน
หากเข้าใจว่า คโลนัสเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ก็จะเข้าใจไปด้วยเลยว่า จะรักษามันได้อย่างไรบ้าง
ตามปรกติแล้วกล้ามเนื้อทุกมัด จะมีเซนเซอร์ที่เรียกว่า muscle spindle ฝังอยู่ภายใน เซนเซอร์ตัวนี้มีหน้าที่ตรวจจับการยืดเหยียด หรือแรงตึงภายในกล้ามเนื้อ และถ้าเมื่อไรที่มีการยืดเหยียดอย่างที่แรงหรือเร็วพอ สัญญาณประสาทจากเซนเซอร์นี้ จะไปกระตุ้นเซลล์ประสาทในไขสันหลังให้สั่งการออกมา
คำสั่งนี้จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งหดตัวทันทีโดยอัตโนมัติ ซึ่งทางการแพทย์ เรียกว่า stretch reflex
เวลาแพทย์ตรวจระบบประสาทก็มักจะต้อง ตรวจรีเฟลกซ์นี้โดยการเอาฆ้อน เคาะลงตรงตำแหน่งเอ็น เพื่่อทำให้กล้ามเนื้อที่จะตรวจถูกยืดออกอย่างเร็ว ถ้าคนคนนั้นมีระบบประสาทปรกติ ควรต้องมีการหดตัวของกล้ามเนื้อตอบสนองออกมาแต่พอดี
ในคนที่ป่วยทางสมอง มักมีการตอบสนองของรีเฟลกซ์นี้แรงกว่าปรกติ หากตรวจด้วยการเคาะเอ็นหัวเข่าเบาๆ อาจเห็นการเหยียดเตะออกของหัวเข่าอย่างแรง
คนไข้บางคนรีเฟลกซ์ไวมาก อาจถึงขนาดที่ว่า แค่ออกแรงกล้ามเนื้อนิดหน่อย พอเกิดการขยับข้อแค่นิดเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดกระตุ้นปฏิกริยาตอบสนองได้แล้วครับ
ทีนี้ความไวของรีเฟลกซ์ นี้มันอาจไวผิดปรกติในกล้ามเนื้อได้หลายๆมัดพร้อมกัน เช่น กล้ามเนื้อกระดกข้อเท้าขึ้น และกล้ามเนื้อกระดกข้อเท้าลงล่าง อาจมีความไวมากทั้งคู่ได้
ผลของการมีความไวต่อ stretch reflex สูงมากทั้งฝั่ง "งอ" และ "เหยียด" ข้อต่อก็จะทำให้ เวลาที่กล้ามเนื้อข้างใดหดตัว ย่อมส่งผลทำให้ กล้ามเนื้อฝั่งตรงกันข้ามมีการหดตัวตอบสนองกลับมาบ้าง ทำให้เกิดการกระตุ้นกันเองกลับไป กลับมาต่อเนื่องจนเห็นเป็นอาการ clonus ขึ้นมาได้
หากเมื่อใดความไวของ stretch reflex ลดลง อาการ clonus ก็จะลดลงไปด้วย
ส่วนว่า ความไวของ stretch reflex จะลดลงได้อย่างไร ตอบแบบสั้นๆ คือว่า ต้องทำให้การควบคุมจากระบบประสาทส่วนกลาง ที่กระทำเหนือต่อระบบประสาทระดับที่ต่ำกว่า เช่น ไขสันหลัง มีมากขึ้นเป็นปรกติขึ้น ดังนั้นการบำบัดในแนวทาง perfetti_method จึงมีส่วนลดอาการเกร็งได้ และหากฝึกสม่ำเสมอ จะทำให้อาการเกร็ง และ clonus ลดลงอย่างถาวรได้ แม้จะหยุดฝึกไปแล้วก็ตาม
(สามารถเข้าไปฟังข้อมูลเรื่อง "Perfetti Method / ทำไมต้องปิดตาฝึก"
ได้ตามลิงค์นี้ครับ 👉🏻 http://bit.do/StokeBC002
สามารถเข้าไปอ่านข้อมูลเรื่อง "การปิดตาฝึก ลดเกร็งมือได้อย่างไร?"
ได้ตามลิงค์นี้ครับ 👉🏻 https://rb.gy/bbway0)
อีกทางหนึ่งที่นิยมใช้ บำบัดอาการเกร็ง และ ลดอาการclonus ได้แก่การรับประทานยาลดเกร็ง และ หรือการฉีดยาลดเกร็งเฉพาะที่ ซึ่งออกฤทธิ์ยับยังการทำงานของระบบประสาทได้เฉพาะเมื่อยายังมีฤทธิ์อยู่
เมื่อทราบกันแล้ว ว่า clonus มาจากไหน ก็มาจัดการมันให้อยู่หมัดด้วยการรักษาให้เหมาะสมนะครับ
(reference: https://www.youtube.com/watch?v=4SrhgjGIZ30 )

********************************************

"...คนไข้เส้นเลือดสมอง ระยะพักฟื้น ไม่ควรทานอาหารที่มีน้ำเยอะใช่ไหมคะคุณหมอ?"
จะตอบคำถามนี้ ต้องเริ่มอธิบายก่อนว่า คนไข้เส้นเลือดสมอง มี 3 ระยะ ครับ
ระยะเฉียบพลัน คือสองสัปดหาห์แรก เสี่ยงอันตรายมากสุด โรคยังเปลี่ยนแปลงได้มาก
กลุ่มนี้ ควรงดอาหารทางปาก ถ้าหากตรวจร่างกายแล้ว มีลักษณะเสี่ยงต่อการสำลัก
รับน้ำเกลือเข้าเส้นไปก่อน ใส่สายป้อนอาหารทางจมูกไปก่อน หากมีสายแล้ว จะรับอาหารและน้ำได้เท่าปริมาณความต้องการปรกติของร่างกายอย่างปลอดภัย
ระยะฟื้นฟู หลังสองสัปดาห์ไปถึงหกเดือน หากแพทย์ประเมินแล้ว ยังกินเองไม่ได้ปลอดภัย ก็ควรฝึกฝน หรือรับการกระตุ้นระบบประสาท
ซึ่งกระตุ้นได้ทั้งทางตรง คือกระตุ้นที่สมอง และทางอ้อม คือกระตุ้นระบบประสาทส่วนปลายเพื่อ "ตีวัว กระทบคราด" ให้ระบบประสาทส่วนกลางตื่นตัวเพิ่มขึ้นก็ได้ผลมาก
เมื่อใดกลืนเก่ง ไม่สำลัก ซึ่งรู้ได้ด้วยการตรวจร่างกาย และบางที่ ต้องมีการส่องกล้องตรวจ หรือกลืน "แป้ง" แล้ว เอกซ์เรย์ดูว่าก้อนอาหารไหลลงหลอดอาหารได้ครบถ้วนถูกต้อง ให้แน่ใจว่าไม่มีเล็ดลอดไปทางหลอดลม
พอเห็นว่ากินเก่งแล้ว ก็เพิ่มอาหารทางปาก จนสามารถถอดสายป้อนอาหารออกได้ครับ
บางคน กินและดื่มได้พอเพียงกับความต้องการร่างกาย แต่เพื่อความปลอดภัย อาจต้องจำกัดว่ากินอาการได้กี่ประเภท เฉพาะที่กลืนง่ายๆสำลักยากๆเท่านั้น
หรืออาจดื่มน้ำเหลวๆไหลเร็วๆไม่ได้ ต้องดื่มได้แค่น้ำผสม "สารทำข้น"
บางคนที่ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ก็ยังกินไม่ได้อย่างปลอดภัย (ในหมู่คนที่เป็น สโตรคเพียงครั้งเดียวนั้นพบได้น้อย แต่ก็ยังมีสักห้า ถึง สิบเปอร์เซนต์) หากโชคร้ายอยู่ในกลุ่มนี้ ก็จะต้องกินอาหารทางสายไปตลอด
ถ้ารำคาญสายที่จมูก สามารถวางสายป้อนอาหารทางหน้าท้องได้ จะสบาย โล่งจมูกและคอกว่ากันมาก
คนไหนที่พอจะกลืนได้เล็กๆน้อยๆอย่างปลอดภัย ก็อนุญาติให้กินทางปากได้บ้าง เพื่อการฝึกฝน และ เพื่อความพึงพอใจ แต่ต้องรักษาระดับ อย่าลาม อย่าเพิ่มมากจนสำลักได้
ถ้าทำแบบนี้ได้ ก็จะปลอดภัยสูงสุด ไม่เสี่ยงสำลักอาหาร ปอดอักเสบติดเชื้อ
และมีโอกาสกลับมากินอาหารได้อย่างปรกติมากที่สุดครับ

***************************************

วิธีฟื้นฟูการกลืนสำลักในโลกนี้มีแค่สองวิธีเท่านั้น !!ต้องรู้ เข้าใจง่ายมาก
การกลืนลำบาก คือสภาวะที่ ก้อนอาหาร และ น้ำลาย ไหลลงจากช่องปาก ไปที่หลอดอาหารเพื่อ ลงปลายทางคือกระเพาะอาการได้ยาก คือลงช้า หรือเจ็บปวด
การกลืนสำลัก คือสภาวะที่ ก้อนอาหาร และน้ำลาย ไหลลงจากช่องปาก แต่บางส่วนลงไปในหลอดลม
มันมักเกิดขึ้นคู่กับการกลืนลำบาก
การฟื้นฟูไม่ให้ เกิดการสำลัก มีความสำคัญมาก
เพราะจะป้องกันไม่ให้ปอดติดเชื้อ จากการสูดสำลักน้ำลาย หรืออาหารได้
การฟื้นฟูการกลืนมีสองกลุ่มเท่านั้น
คือ
1_การฝึกหัดให้เหมือนปรกติ (restitution)
และ
2_การฝึกหัดชดเชยหรือทดแทน (compensation)
มันต่างกันอย่างไร
การฝึกหัดให้เหมือนปรกติ ก็คือ การฝึกประเภทที่ทำให้ ส่วนที่อ่อนแรงมีกำลังมากขึ้น ส่วนที่เกร็งให้ผ่อนคลาย ที่ยึดรั้งให้ยืดหย่อนออก เป็นต้น
แต่การฝึกหัดชดเชย ก็คือ การฝึกที่ทำให้กลืนได้อย่างปลอดภัย ทั้งๆที่อาการอ่อนแรง หรือความเชื่องช้าของกล้ามเนื้อตรงกล่องเสียง ที่เป็นตัว "สลับรางรถไฟ" ระหว่าง "ทางเดินอาหาร" กับ "ทางเดินหายใจ" มันยังทำงานได้ไม่ดีอยู่
แต่ก็สามารถ กลืนอาหารได้อย่างปลอดภัย ด้วยการ ปรับจังหวะการกลืน เป็นจังหวะแบบพิเศษ
ไม่ใช่กลืนตามสบายแบบปรกติ แต่ต้องมี การกลืนเป็นขั้นตอนตามรูปแบบพิเศษ ทั้งการปรับจังหวะการกลืน หรือการทำท่าเอียงคอไปทิศต่างๆ และ การเกร็งกล้ามเนื้อคอ ช่วยเสริมการกลืนเป็นต้น

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมความรู้สำหรับโรคหลอดเลือดสมองและการฟื้นฟูจากเพจ Stroke BOOT CAMP

โพสต์ โดย siri » เสาร์ ก.พ. 13, 2021 11:00 pm

คำถามจากคนไข้

จากเพจ Stroke BOOT CAMP by ผศ.นายแพทย์ ภาริส วงศ์แพทย์
https://web.facebook.com/StrokeBC/posts ... %2CO%2CP-R

มีคนสอบถามหมอเกี่ยวกับปัญหาของคนไข้กรณีที่ว่า ไหล่ขยับได้น้อย ยกแขนไม่ถึงหู เพราะยกแล้วปวดใหล่ ทำให้คนไข้ไม่อยากกายภาพส่วนแขน ควรทำอย่างไรดี

คนไข้อ่อนแรงครึ๋งซีกส่วนมากที่ปวดใหล่ มักมีอาการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อไหล่
หากอาการน้อย จะปวดเฉพาะเวลา ทำกายบริหาร ยกแขนสูงๆ
แต่หากอาการรุนแรง จะปวดตลอดเวลาก็ได้

ไม่ควรฝืนบริหาร
ไม่ควรทำบริหารท่าที่ทำแล้วปวด
เพราะจะยิ่งทำให้ ปวดและซ้นอักเสบไม่หายเสียที

ต้องลดการอักเสบเสียก่อน
อาการเช่นนี้ ควรต้องพบแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อประเมินความรุนแรง และ พิจารณาว่า จะต้องใช้ วิธีต่างช่วยลดปวดอักเสบได้ อย่างเหมาะสมกับอาการของคนไข้ยังไง
เช่น ยารับประทาน ยาฉีด กายภาพบำบัด การใส่ที่ประคองข้อใหล่ เป็นต้น

การบริหารยกแขนขึ้นลงทำได้ในมุมที่ขยับแล้วไม่ปวด
หากยกสูงแล้วปวด ยกแค่มุมต่ำๆไปก่อนดีกว่า
ยิ่งหากคนไข้ มีอาการเกร็งกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่
เวลาที่ญาติพยายามช่วยพายกแขนสูงโดยใช้แรงมือญาติเร็วหรือแรงเกินไป
สู้กับแรงเกร็งของคนไข้กลายเป็นว่า เกิดแรงที่ขัดกัน ทำให้เกิดแรงเค้นภายในข้อ
และทำให้เกิดอาการปวดมากขึ้นได้

เวลาบริหารข้อใหล่ต้องทำช้าๆ
เพราะหากขยับช้าๆ จะไม่เกิดแรงต้าน
ไม่ต้านก็ไม่มีความเครียดในข้อ และไม่ปวด
การบริหารข้อไหล่ ต้องไม่ปวดไม่เจ็บนะครับ
ห้ามใช้กำลัง ห้ามฝืนความเจ็บเด็ดขาดครับ

Credit Facebook Page: Stroke BOOT CAMP by ผศ.นายแพทย์ ภาริส วงศ์แพทย์

***********************************************************

หุ่นยนต์พื้นฟูการเดิน
อย่างไหนจึงได้ประโยชน์
เก็บตกจากการไปเป็นวิทยากรบรรยาย และ discuss case
เรื่อง "หลักการ Locomotor therapy & practical points to maximize the benefit from ROBOTIC GAIT TRAINING"
@ Bumrungrad International Hospital เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2563
สรุปสาระสำคัญโดยย่อ
-หุ่นยนต์ฝึกเดิน GEO Robot เป็นหุ่นที่ "ล้ำ"ที่สุดในปัจจุบันแม้ว่าอายุจะหลายปีแล้วก็ยังยืนหนึ่ง
แต่ผลการฟื้นฟูไม่ได้ขึ้นกับเทคโนโลยี เท่ากับ วิธีการฝึก
-หากไม่เข้าใจ การใช้ของดีจะไม่ได้ประสิทธิภาพ คุ้มค่า
-ผลการฟื้นฟู ขึ้นอยู่กับ การปรับตัวทางสมอง
-การปรับตัวของสมอง ขึ้นอยู่กับ ประสพการณ์การฝึกฝน
-ประสพการณ์การฝึกจะเหมาะสมไหม ขึ้นกับว่าผู้ควบคุมออกแบบการฝึก เข้าใจหลักการ วิเคราะห์ การเดินได้ประมาณไหน
ถ้าเข้าใจว่าการฝึกเดินคือการ"ดัดท่า" ให้ สวยสมตาม "มาตรฐาน"
-เราจะคอยบอกให้คนไข้แก้ท่าเดิน "บิดขาเข้าซิคะ" "เหยียดเข่ามากๆซิคะ"
"อย่างอตัวซิคะ" ไปเรื่อยๆ
แต่ถ้าเราเข้าใจว่า การฝึกเดินคือการ "เติมเต็ม" หรือ "ฝึกซ่อม" ทักษะที่คนไข้ "อ่อน" หรือ "ไม่เก่ง"
-เราจะมองท่าเดิน แล้ว "คิด" ว่าเขาขาดทักษะอะไร ถึงได้เดินอย่างนั้น
-เราจะมองว่าเราจะตรวจร่างกายยืนยัน ข้อสงสัยนั้นได้อย่างไร
-เราจะคิดว่า เราจะออกแบบการฝึกอย่างไรให้ ทักษะที่หายไปนั้น ดีขึ้นมาได้
ทักษะ4อย่าง ที่คนเราต้องทำได้ ก่อนจะเดินได้ปรกติ
1) การตั้งลำตัวให้ตรงดิ่งตั้งฉากกับพื้นโลก
2) การเกร็งเข่ารับน้ำหนัก ไม่ให้ แอ่น ไม่ให้งอทรุด
3) การรักษาการทรงตัว ระหว่างถ่ายเทการค้ำยันจากขา"หลัง" ไปยังขา "หน้า"
4) การบังคับระยะก้าวให้ ยาวพอดี ในนอกพอดี กับความเร็วการเดิน
ตัวอย่างเคสที่ได้คุยกัน และ discussion ที่น่าสนใจ
เคสอ่อนแรงซีกซ้าย แต่กลับมีการชะลอช้าในจังหวะ double support from left to right และมี short left single stance
ต้องปรับการฝึกให้เหมาะสม
gamification ที่ดีต้อง specific กับ subtask ที่กำลังฝึก ไม่ใช่ฝึกไปเรื่อยป้อนกลับในส่ิงที่ไม่ไช่เป้าหมายการฝึกที่แท้จริง เสียเวลาเปล่า

************/////////***************
https://www.facebook.com/10796949114034 ... 896900769/

การเดินเซ คือทรงตัวไม่อยู่ปรกติ
การทรงตัวปรกติ คือการที่ศูนย์ถ่วงของร่างกายตกลงภายในพื้นที่ค้ำยัน

ศูนย์ถ่วงร่างกายคนเรานี้อยู่ที่ประมาณกลางเชิงกรานของเรานี่เอง

เวลาเรายืนตรงๆ น้ำหนักของเราจะถ่วงผ่านจุดนี้ ลงไปที่พื้นโลก หากแนวแรงโน้มถ่วงนี้ ตกลงกลางระหว่าง เท้าสองข้าง เราจะไม่ล้ม

แต่หากน้ำหนักของเรา ตกไปทางด้านหน้าต่อเท้าของเรา เราก็จะเซหัวทิ่มไปทางด้านหน้า เป็นต้น

คนเราปรกติที่ยืนนิ่งๆ แม้จะไม่รู้ตัว ก็ยังมี
การแกว่งของศูนย์ถ่วงร่างกาย

หากใช้เครื่องมือวัดอย่างละเอียดวัดดู จะเห็นว่ามีการเอนไปมาหลายทิศทางตลอดเวลา

หมายความว่า ปรกติแล้วร่างกายของเรา หรือ พูดให้ตรงต้องบอกว่า สมองของเรา มีการสังการเพื่อแก้ไขชดเชยต่อการเซไปเซมาน้อยๆนี้ อยู่ตลอดเวลา

คนที่มีปัญหาการทรงตัวจะมีการแก้ไขการเอนไปมานี้ได้ช้ากว่าปรกติ

ทำให้เห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือรู้สึกได้เองว่าลำตัวมีการโอนเอนไปมาๆ

บางคนก็ใช้วิธี ยืนกางขากว้างๆ เดินกางๆขา เพื่อชดเชยไม่ให้ เกิดการล้มได้ง่าย

หากอาการหนักขึ้นกว่านั้น นอกจากโอนเอนไปมาแล้ว อาจถึงกับเสียการทรงตัวล้มได้ จำเป็นต้องใช้คนพยุง หรือ ใช้มือจับสิ่งต่างๆช่วยค้ำยัน

สาเหตุการทรงตัวไม่ดี

เกิดได้จากหลายอย่าง
เช่น สัญญาณประสาทขาเข้ามีไม่พอ สมองไม่มีข้อมูลว่า ข้อต่อต่างๆอยู่ในตำแหน่งใด ก็ทำให้ จัดการแก้ไขการทรงตัวไม่ทันการ

บางที ตัวรับสัญญาณจาก หู ตา ก้านคอ สันหลัง เหล่านี้ไม่ปรกติ อาจทำให้เกิดความสับสนได้ว่า ตกลงจริงๆแล้ว เราทรงตัวอยู่ได้ดีแค่ไหน

หรือบางคน มีโรคที่ศูนย์ประสานงานของการทรงตัว แถวๆก้านสมอง หรือ สมองน้อยตรงท้ายทอย

ซึ่งพวกนี้ ก็ทำให้เกิดการเดินเซเหมือนกัน

ปัญหาเกิดตรงไหนต้องฝึกตรงนั้น
และต้องฝึกจากง่ายไปหายากให้เหมาะสมด้วย
จะมีโอกาสประสบผลสำเร็จสูงสุดครับ

วิธีการฟื้นฟูขอยกไปอธิบายตอนหน้านะครับ

*********************************************************

ถ้าทำได้ 4 อย่างนี้
ฝึกเดินได้สำเร็จทุกคน !!
การเดินคือการล้มไปข้างหน้า
โดยสลับขาซ้ายขวาผลัดกัน ยกมาค้ำยัน รับน้ำหนัก แล้ว ก็ย้ายตัวไปข้างหน้าเรื่อยๆ
คนเราจะเดินได้ต้องมีทักษะ4อย่าง
1.ต้องฝึกตั้งลำตัว ให้ตั้งฉากกับพื้นโลกได้
2.ต้องก้าวขาได้ระยะพอดีกับ ความเร็วและทิศทางการเดิน
3.ต้องถ่ายเทน้ำหนักตัว จากขาหนึ่ง (pushing off leg) ไปสู่อีกขาหนึ่ง (heel strike leg) โดยรักษาให้ ศูนย์กลางมวลร่างกาย ไม่ล้มโค่นเสียการทรงตัว
4. ข้อเข่าข้างที่รับน้ำหนัก ต้องมีความมั่นคง ไม่งอทรุดและไม่ แอ่นกลับหลังระหว่างการลงน้ำหนักที่ขานั้นๆ
หากทำให้ดีทั้งสี่อย่างนี้รับรองเดินได้ ทุกคน
จะทำได้ สี่อย่างนี้ จะให้ง่าย ต้อง ฝึกทีละอย่าง ๆ
ทำได้ดีทีละอย่างแล้วค่อยหัดทำหลายๆอย่างพร้อมกันต่อไป
โอกาสหน้าจะมาเล่าให้ฟังอีกทีว่า แต่ละเรื่องจะฝึกได้อย่างไรบ้างครับ

********************************
"มือข้างที่บวมใหญ่กว่าข้างที่ปรกติแบบนี้ เป็นเพราะเลือดไหลเวียนไม่สะดวกเลยบวมหรือเปล่าคะ...มีคำแนะนำไหมคะ"
มือขวา เป็นข้างที่ถนัดใช้งาน จะใหญ่กว่ามือซ้ายที่ไม่ถนัด เป็นปรกติอยู่แล้วครับ
แขนข้างที่ป่วย หากใช้งานน้อยกว่าปกติ ก็อาจบวมได้ครับ
อาการบวมเกิดจากอะไร
ตามธรรมชาติปรกติ จะมีน้ำเหลืองที่ซึมแทรกอยู่ในระหว่างเนื้อเยื่ออ่อนทั่วร่างกายเราอยู่แล้ว
ปริมาณของน้ำเหลืองนี้จะคงที เพราะมีสมดุลอยู่ระหว่าง น้ำเหลืองที่ซึมออกมาจากหลอดเลือดเข้ามาในเนื้อเยื่อ และน้ำเหลืองที่ซึมกลับจากเนื้อเยื่อเข้าไปทางท่อน้ำเหลือง
ตามปรกติ การหดตัวคลายตัวของกล้ามเนื้อ ในขณะที่ใช้งานแขนหรือขา จะเป็นตัว "นวด" ส่งน้ำเหลือง ออกจากเนื้อเยื่อ และส่งเลือดให้ ไหลกลับไปตามหลอดเลือดดำได้สะดวก
ทำไมเป็นอัมพาตแล้วชอบบวมง่าย
เวลาป่วยแล้วแขนชาความรู้สึกน้อยบ่อยครั้ง ลืมแขนนั้นไปเลย ต่อให้มีแรงก็ไม่ค่อยคิดจะใช้งาน
หรือ บางทีอาการหนักกว่านั้น แรงไม่มี กล้ามเนื้อไม่ได้หดตัวคลายตัวสลับกันตามควรเลย อัตราการดูดกลับน้ำเหลืองออกจากเนื้อเยื่อไปทางหลอดน้ำเหลือง ก็ยิ่งลดลง
แถมห้อยแขนต่ำตลอดเวลาอีกต่างหาก ทำให้แรงดันในเส้นเลือดสูง อัตราการซึมของน้ำเหลืองออกมานอกเส้นเลือดก็เพิ่มขึ้น
รวมกันทุกปัจจัยอย่างนี้ น้ำเหลืองก็เลยท่วมท้นอยู่ในเนื้อเยื่อได้ง่าย
ยิ่งบวมนานๆจะยุบยากขึ้น
เพราะน้ำเหลืองที่ค้างอยุ่ตามเนื้อเยื่อ ยิ่งนานวันจะเหนียวข้นขึ้น
ถ้าบวมแล้วมีปวดแสบปวดร้อน ปวดแปลกๆ อาจต้องรีบรักษา แต่หากบวมเฉยๆ ไม่ปวดเจ็บ ก็คงยังไม่เป็นไรครับ
เพราะว่า บางคนมีสาเหตุการบวม ที่มากกว่าที่เล่าแล้วข้างต้นนี้
ในคนไข้อัมพาตครึ่งซีกบางคน ระบบประสาทอัตโนมัติและระบบรับรู้ความเจ็บปวด ทำงานผิดปรกติ
ทำให้ รู้สึกปวด ทั้งที่ไม่มีการบาดเจ็บอะไร
ทำให้ บวมมาก ทั้งที่ไม่ได้มีการบาดเจ็บอะไร
ลักษณะที่แปลก คือ มักปวดมือข้อมือกับไหล่ ข้อศอกไม่ปวดเสียเฉยๆอย่างนั้นแหละ!
หากไม่รีบรักษา จะทำให้ อาการปวดรุนแรง และใช้เวลารักษานานยิ่งขึ้น
(ลองค้นหาคำว่า CRPS หรือ shoulder hand syndrome อ่านดูนะครับ ถ้ามีเวลาจะเขียนต่อเรื่องนี้วันหลังครับ)
แล้วต้องทำอย่างไรบ้าง
หากตรวจสอบแล้ว มือบวมจริง ก็ควรต้อง หมั่นยกมือสูงบ่อยๆ เวลาพักแขนพักมือ ให้มือสูงกว่าข้อมือ ข้อมือสูงกว่าศอก ศอกสูงกว่ารักแร้
เลือดและน้ำเหลืองจะได้ระบายกลับมาที่หัวใจได้
ทั้งนี้ ไม่ต้องยกอย่างนี้ตลอดเวลา ทำเป็นพักๆ จะบ่อยแค่ไหนแล้วแต่คน ทำบ่อยและนาน ให้พอดีมือไม่บวมเพิ่มก็ใช้ได้แล้ว
อย่างในรูปนี้ มือขวาใหญ่กว่าซ้ายจริงๆ แต่ต่างกันนิดเดียว
อีกอย่าง ดูรอยย่นตามข้อหลังนิ้วมือ ก็ยับย่นพอๆกันสองข้าง ผมคิดว่า ไม่น่าจะบวมมากอะไรครับ
นอกจากยกมือสูงบ่อยๆ อีกอย่างที่น่าทำก็คือ การออกแรงกล้ามเนื้อ เกร็งๆคลายๆ ทั่วแขนเลย หากทำได้ระหว่างที่ยกแขนสูง ก็จะยิ่งดีแก่การระบายน้ำเหลือง แต่อาจดูแปลก สะดุดตาคนหากไปทำนอกบ้านครับ

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมความรู้สำหรับโรคหลอดเลือดสมองและการฟื้นฟูจากเพจ Stroke BOOT CAMP

โพสต์ โดย siri » เสาร์ ก.พ. 13, 2021 11:01 pm

คำตอบเรื่องการฟื้นตัวในผู้ป่วยสโตร๊ค
จากเพจ Stroke BOOT CAMP by ผศ.นายแพทย์ ภาริส วงศ์แพทย์
https://www.facebook.com/StrokeBC/posts/115488043721821

เซลล์สมอง ที่ตายไปแล้ว ไม่มีวันฟื้นขึ้นมาได้
สเต็มเซลล์ในสมองมีอยู่ และสามารถ เจริญขึ้นมาเป็นเซลล์ประสาทได้บ้าง แต่น้อย และช้าจนไม่น่าจะมีผลอะไรนัก
อย่างไรก็ตาม เซลล์ประสาท ที่ยังเหลืออยู่มีเยอะ (ถ้าเซลล์สมองถูกทำลายอย่างมากๆๆจนเหลือเซลล์ที่ดีน้อย ก็คงไม่รอดแล้วครับ) ดังนั้น การทำให้ เซลล์สมอง ส่วนที่เหลือนี้ ทำงานทดแทนส่วนที่เสียหายไป นี่แหละคือโอกาสที่จะ "หาย" ได้
ไม่ได้หมายความว่า หาย เป็นปรกติ
แต่หากการ "ทดแทน" นี้ เกิดได้ ดีมาก มันจะดูจากภายนอกไม่ออกเลย ว่าเคยป่วย
ถ้าทดแทนได้ บางส่วน ก็จะพอสังเกตท่าทางได้ ว่าไม่ปรกติเล็กน้อย
ถ้าทดแทนได้น้อย ก็จะเห็นได้ชัดว่า ผิดปรกติ หรือที่แรงมากๆ ก็อาจทำกิจกรรมบางอย่างด้วยตัวเองไม่ได้เลย
ไม่มียาใดที่กินหรือฉีดแล้ว ทำให้ เซลล์สมอง ที่ตายไปแล้ว ฟื้นชีพขึ้นมาได้
มียาบางตัวใช้ในระยะบาดเจ็บใหม่ๆ อาจลดความเสียหายของ เซลล์ประสาทได้ และ อาจเร่งการ"ปรับตัว" ของเซลล์ประสาท ในระยะ ฟื้นฟูได้
แต่อย่าไปหวังเอาเป็นตัวหลัก
ควรมองเป็นตัวเสริม ในเวลาที่มีงบประมาณเหลือๆ
ตัวหลักของการฟื้นฟู คือการฝึกหัด ร่างกายให้สมองรู้จักสั่งการได้ตามใจคิด
เส้นเลือดที่ตัน อาจหายตีบหรือไม่หาย ไม่มีผล เพราะเซลล์สมองที่ตายไป ก็คือตายไปแล้ว
ก้อนเลือดที่ออกในสมอง จะละลายหายไป หรือไม่ ก็ไม่ค่อยมีผล เพราะเซลล์ที่ตายก็ตายไปแล้ว
คนไข้จะกลับบ้านได้ไหม อยู่ที่ความปลอดภัย และ การดูแล
แปลว่า หากอาการปลอดภัย ก็น่าจะให้กลับบ้านได้
ปลอดภัย คือ ไม่มี ไข้ ความดันชีพจรปรกติ ไม่หอบเหนื่อย ไม่ต้องรับยาฉีดเข้าเส้นทุกวันๆ
ดูแลได้ คือ ที่บ้าน มีคนช่วยเหลือ พลิกตัว ป้อนอาหาร ทำความสะอาดร่างกาย ทุกสิ่งที่คนไข้ ทำเองไม่ได้
หากพร้อมสองอย่างนี้ โดยทั่วไป ก็กลับบ้านได้
การฟื้นฟู จะเกิดขึ้นที่บ้าน หรือที่ รพ หรือ ศูนย์ฟื้นฟู ก็ได้ ขอให้ มีคนช่วยเหลือให้ คนไข้ ได้รับการกระตุ้น และการฝึก มันก็เป็นทางที่จะทำให้ เขาดีขึ้น
ความต่างอยู่ที่ การฟื้นฟู ในแต่ละ setting มันมีความพร้อม ด้าน บุคลากร เครื่องมือ ความสะดวก และ ราคา ไม่เท่ากัน
คล้ายกับว่า เด็ก ต้องเรียนหนังสือถึงจะเขียนอ่านได้
แต่จะเรียนที่บ้าน เรียนทางไกล เรียนไปกลับ หรือเรียนประจำ ก็แล้วแต่ ความเหมาะสมแต่ละครอบครัวครับ

******************************************************************

ข้อเท็จจริง 10 อย่าง
รู้ไว้ ได้กำลังใจ ไม่หลงทาง
ฟื้นฟูผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมอง

จากเพจ Stroke BOOT CAMP by ผศ.นายแพทย์ ภาริส วงศ์แพทย์
https://www.facebook.com/StrokeBC/posts/115367037067255

1. คนไข้ที่รอดชีวิตในช่วงสัปดาห์แรกไปได้ เกือบทุกคน จะมีการฟื้นตัวได้ในระยะต่อมา อย่าเพิ่งหมดหวัง แม้แต่คนที่อาการรุนแรงมากในตอนต้น ก็อาจมีการฟื้นตัวดีได้ในภายหลัง คนที่อาการเท่าๆกันอาจฟื้นไม่เท่ากันได้ ต้องเข้าใจว่ามันยังไม่แน่นอนในขั้นนี้

2. การฟื้นฟูความสามารถในด้านต่างๆ จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการฝึกหัดฟื้นฟูอย่างเหมาะสม และขึ้นกับขนาดและตำแหน่งของรอยโรค ฝึกด้านไหน ก็พัฒนาด้านนั้น

3. หากไม่ได้รับการฝึกฝน หรือทำไม่เหมาะสม นอกจากพัฒนาการจะน้อยและช้าแล้ว ยังอาจเกิดปัญหาแทรกซ้อนได้ เช่น ปวดใหล่ ปวดมือ เกร็งมาก หรือเกร็งแรงกว่าที่ควรเป็น

4. คนไข้มักเดือดร้อนเรื่อง มือใช้งานไม่ได้และเดินไม่ได้ แต่หลายคนก็มีปัญหาอื่นในด้าน กลืนสำลัก ฟังภาษาพูดไม่เข้าใจ หรือพูดสื่อความหมายไม่ได้ หรือไม่ได้เหมือนปรกติ บางคนก็มีปํญหาด้าน การรับรู้ ความคิด ความจำ หรืออื่นๆ

5. คนไข้ที่ป่วยมานานกว่า 6 เดือน มักมีพัฒนาการช้า แต่ไม่ใช่ว่าจะฟื้นฟูไม่ได้ บางรายฟื้นฟูเพื่อพัฒนาความสามารถให้ทำอะไรได้เองมากขึ้น แต่บางรายก็ควรมีแผนฟื้นฟู เพื่อคงสมรรถนะเอาไว้ ไม่ให้ช้าลง หรือแย่ลงเร็วเกินไป ในขณะที่อายุมากขึ้นทุกปีๆ

6. ถ้าเป็นไปได้ ควรพบแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อประเมินศักยภาพ และแนะนำแผนการฟื้นฟูที่เหมาะสม

7. การฟื้นฟูสภาพนั้นคล้ายกับการเรียนหนังสือ คือมีหลายวิชา อาจต้องมี "ครู" หลายคน และอาจเรียนแบบ "ทางไกล" "ที่บ้าน" "ไปกลับ" หรือ "นักเรียนประจำ" ก็ทำได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความพร้อม และความเหมาะสมเฉพาะบุคคล

8. การฝึกฝนอย่างเหมาะสม เป็นหัวใจหลักที่ทำให้สมองเกิดการปรับตัวจากภายใน จนสามารถทำอะไรๆได้มากขึ้น ส่วน เทคโนโลยีที่มีประโยชน์ มีหลายอย่างมากมาย ให้เลือกใช้ เป็นตัวเสริม การฟื้นฟูก็เหมือนการกินอาหาร อย่าเน้น "อาหารเสริม" จนทอดทิ้ง "อาหารจานหลัก" จะเสียเงินเสียเวลาไปเปล่าๆ การรักษา "ทางเลือก" ก็เช่นกัน ส่วนมากทำได้ ไม่เสียหาย แต่ขอย้ำว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะให้ผล กระตุ้นเร้าสมองให้ฟื้นฟูการทำงานได้ เท่ากับการฝึกอย่างเหมาะสมอีกแล้ว แม้แต่การรักษาด้วยเครื่องมือไฮเทค หรือ ยาราคาแพง หากไม่ได้ใช้ร่วมกับการฝึกฝนร่างกาย ก็คงไม่ได้ผลคุ้มค่า

9. คนไข้หลายราย หากให้หลับตา แล้วใครมาขยับแขนหรือมือเขา เขาจะไม่รู้ว่าแขนหรือมือนั้นขยับไปอยู่ที่ไหน การไม่รู้นี้สามารถฝึกได้ และเมื่อฝึกแล้วมีผลช่วยให้อาการเกร็งลดลง และสั่งการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นด้วย

10. "กำลังใจ" มีความสำคัญมาก ควรสร้างความหวังที่อิงอยุ่กับความเป็นจริง มุ่งหวัง เป้าหมายที่เป็นไปได้ ติดตามผลดูความเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ จะทำให้มีแรงสู้ หากไม่มีแรงจูงใจ หากอยู่ในสภาพวิตกกังวลหรือเครียด การเรียนรู้ของสมองจะเกิดได้ไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้น นอกจาก จะต้องฝึกฝนร่างกายแล้ว ก็ต้องบริหารกำลังใจด้วยเสมอครับ

************************************************************************************

"ผมเป็นเส้นเลือดตีบ 10 เดือน โดยให้อาหารทางสาย ตอนนี้ฝึกกินน้ำทางปากกินได้ แต่พอกินเสร็จหายใจไม่ทัน ต้องนั่งสักพักถึงจะหายเพราะอะไรครับ? และผมยังเจาะคอด้วย"
อาการเหนื่อยหลังกินน้ำหรืออาหาร แสดงว่า อาจมีการสำลัก อาหารนั้นลงทางปาก แต่แทนที่จะไหลไปลงหลอดอาหาร อาจไปลงหลอดลมทางเดินหายใจบ้าง ทำให้เหนื่อย
คนปรกติเวลาสำลัก จะไออย่างแรง ไอจนกว่าจะหมดสิ่งแปลกปลอมในหลอดลม
แต่คนที่สำลักบ่อยๆจนชินแล้ว หรือคนที่ระบบประสาทไม่ปรกติ อาจสำลักแบบ "เงียบ" ได้ นับว่า อันตรายกว่าอีก
เพราะว่า หากสำลักบ่อยๆ ร่างกายได้รับเชื้อโรคเข้าไปในปอดบ่อยๆ สู้ไม่ไหว อาจเกิดปอดอักเสบ มีอาการไข้ ไอ หอบเหนื่อย หรือติดเชื้อในกระแสเลือดไปเลยก็เป็นได้
มีหมอประจำตัวอยู่แล้ว ควรติดต่อสอบถามกลับไป ควรทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด นะครับ
การเจาะคอ ไม่เป็นอุปสรรค ต่อการฝึกกลืน
เป็นตัวช่วยเสียด้วยซ้ำไป เพราะว่า หากกลืนสำลักลงหลอดลม ก็ยังมีช่องทางให้ ดูดสิ่งแปลกปลอม ออกมาทางช่องเจาะคอได้อีกทาง
ไม่ต้องรีบร้อนปิดช่องนี้ เมื่อไรกินได้ดี ไม่ไอสำลัก ค่อยคิดเรื่องปิดช่องเจาะคอก็ได้ครับผม

******************************************

"อากาศหนาวเกร็งมากๆเลย เดินติดๆขัดๆไปหมด ข้อพลิกด้วย แก้ยังไงครับ"
ทำไมเวลาอากาศหนาวแล้วเกร็งมาก?
ทำไมเวลารีบๆ หรือเวลา หาว ก็เกร็งด้วย?
แล้วทำไงจะบรรเทาได้?
อาการเกร็ง ทำให้ไม่สะดวก
ทำให้รำคาญ
ทำให้เคลื่อนไหวยาก
บางทีทำให้เจ็บปวดด้วย
ยิ่งในวันที่อากาศหนาว
หรือในเวลาที่รีบร้อน ตื่นเต้น
อาการเกร็งก็จะยิ่งมากขึ้น
บางทีไม่เกร็งแต่พอหาวแล้ว แขนเกร็งขาเกร็งยกงอขึ้นทันที
ไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นอย่างนี้
อันที่จริงมันก็เข้าไจได้ง่ายๆ
ว่าทำไม
สมองและระบบประสาทของเราเป็นตัวควบคุมการเคลื่อนไหวทั้งหมดของร่างกาย
ให้เป็นไปตาม "ใจ" คิด
ในที่นี้หมายถึง สมองส่วนบน หรือเปลือกสมอง ที่เป็นที่อยู่ของความนึกคิดและตัวตนของเรานะครับ
เวลาที่ป่วยแล้ว "ใจ" ไม่สามารถ "สั่งการ" ได้ดีสมบูรณ์
ระบบประสาทส่วนล่างๆมี "อิสระ"
ผมมักเรียกว่ามัน "แข็งเมือง"
กระด้างกระเดื่องต่อการบังคับการ
จาก "ใจ" ซึ่งอยู่ใน "ส่วนกลาง"
นอกจากสั่งการไม่ได้อย่างใจแล้ว
เวลามีอะไรมากระตุ้นระบบประสาทส่วนล่างๆนี้
มีอะไรมากระทบเขา เขาก็อาจตอบสนองตามถนัด
ทำให้เกิดอาการเกร็ง หรือการเคลื่อนไหวไปเองได้ครับ
เช่น อากาศหนาว ก็เป็นตัวกระตุ้นอย่างหนึ่ง
หรือการหาว ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง
ในคนปรกติ แม้เจอตัวกระตุ้นพวกนี้แล้ว ระบบประสาทส่วนล่างๆอยากเกร็งก็จริง
แต่มันไม่เกิดอาการเกร็งเพราะว่า สมองส่วนบนยังสามารถยับยั้งการเคลื่อนไหวนั้นๆได้ดีเป็นปรกติอยู่ครับ
เวลาที่คนเราใช้งานแขนข้างดี มันก็เกิดการเร้าให้ อยากจะเคลื่อนไหวร่างกายข้างตรงกันข้าม พร้อมๆกันไป หรือบางทีก็อยากเคลื่อนไหวร่างกายส่วนอื่นๆ พร้อมกันไปด้วย
เขาเรียกว่า mirrored movement
หรือ associated movement
แต่มันเกิดน้อยในคนปรกติ
แต่ในคนที่ป่วยทางสมองมาแล้ว
อาการพวกนี้ ก็จะเห็นได้ชัดขึ้นมา
อย่างเด็กๆประถมต้น หัดเขียนหนังสือ บางทีเราก็เคยเห็นว่า
มือเขียนหนังสือ ปากก็ขยับตามไปด้วย
มือตัดกรรไกร ปากก็อ้าหุบตามเป็นจังหวะไปด้วย
พอโตขึ้นสมองสั่งการได้ดีขึ้น อาการก็น้อยลงไปด้วย
ดังนั้น
คนไข้ทางสมอง หากสามารถทำให้สมองส่วนบนสามารถสั่งการระบบประสาทส่วนล่างๆได้เก่ง ได้แม่นยำ ได้อย่างดีขึ้นเท่าไร
ก็จะมีอาการเกร็งน้อยลงเท่านั้นครับ
การบำบัดที่ช่วยเรื่องพวกนี้ มีหลายอย่าง
แต่ตัวที่ได้ผลมากๆ ได้แก่
Perfetti method
และ
Vojta therapy ครับ
การฉีดยาลดเกร็ง เฉพาะจุด
การรับประทานยาลดเกร็ง
การใช้กายอุปกรณ์ดามเอาไว้ก็ช่วยได้

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมความรู้สำหรับโรคหลอดเลือดสมองและการฟื้นฟูจากเพจ Stroke BOOT CAMP

โพสต์ โดย siri » เสาร์ ก.พ. 13, 2021 11:08 pm

"เดินอย่างไรเรียกว่า เดินดี? ผมยังเดินไม่ดีเลย ขอคำแนะนำหน่อยครับ"

เป็นคำถามที่น่าสนใจครับ เพราะ
การเดิน "ปรกติ" นั้นมีลักษณะหลายอย่าง

#ถ้าผิดไปจากนี้ก็คือ_ผิดปรกติ

เดินทรงตัวได้มั่นคง ไม่เซ ไม่ล้ม ไม่ต้องเกาะพยุง
ควบคุมความเร็วได้ตามใจ เดินเร็วก็ได้ ช้าก็ได้
เดินๆอยู่จะหยุดยืนนิ่งๆก็ได้ จะเริ่มออกเดินเมื่อไรก็ทำได้ไม่เสียหลัก

เดินได้เร็วทันกันกับคนอื่นๆเขา
เดินได้ไกล ไม่เหนื่อยง่าย
เดินไม่ปวดไม่เจ็บ

การจะเดินได้อย่างที่ว่านี้ มักต้องเดินได้ท่าทางใกล้เคียงปรกติ
คือ...

การเดินสมมาตร ซ้ายขวาไม่ค่อยต่างกัน (symmetry)
การเดินมีความต่อเนื่อง ไม่ใช่การ ก้าวๆ หยุดๆ
การเดินมีความราบเรียบพอสมควร ไม่โขยกเขยก (continuity or flow)
การงอและการเหยีดข้อต่อต่างๆ เป็นไปตามที่ควรเป็น ตามแบบของวงจรการเดินปรกติ (normal kinematics according to phase of gait cycle)
กล้ามเนื้อต่างจะหดเกร็ง หรือคลายตัว ก็ได้จังหวะตามที่ควรเป็นเช่นกัน (normal concentric and eccentric muscles activation according to phase of gait cycle)

หากทำได้เช่นนี้ทั้งหมด เรียกได้ว่ามีการเดินที่ปรกติโดยสมบูรณ์

เป้าหมายการฟื้นฟูการเดิน คือทำให้ "ใกล้เคียงปรกติที่สุด"
แต่การเดินท่าปรกตินั้น จะทำได้ ก็ต่อเมื่อมี"ทักษะพื้นฐานที่มองไม่เห็น" เก่งพร้อมแล้ว
และนอกจากนั้น ต้องไ่ม่มีปัญหาแอบซ่อนอื่นๆ

#ดังนั้นพีงระวังกับดัก
หากเอาแต่ "ดัดแก้ท่าทาง"
แต่ไม่ฝึกพัฒนาแก้ไขปัจจัยพื้นฐานที่มองไม่เห็น
(hidden skill deficit, or hidden impairment)
ผึกไปก็อาจไม่ก้าวหน้าได้ครับ

************************************************

มีคนสอบถามหมอเกี่ยวกับปัญหาของคนไข้กรณีที่ว่า ไหล่ขยับได้น้อย ยกแขนไม่ถึงหู เพราะยกแล้วปวดใหล่ ทำให้คนไข้ไม่อยากกายภาพส่วนแขน ควรทำอย่างไรดี

คนไข้อ่อนแรงครึ๋งซีกส่วนมากที่ปวดใหล่ มักมีอาการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อไหล่
หากอาการน้อย จะปวดเฉพาะเวลา ทำกายบริหาร ยกแขนสูงๆ
แต่หากอาการรุนแรง จะปวดตลอดเวลาก็ได้

#ไม่ควรฝืนบริหาร
#ไม่ควรทำบริหารท่าที่ทำแล้วปวด
เพราะจะยิ่งทำให้ ปวดและซ้นอักเสบไม่หายเสียที

#ต้องลดการอักเสบเสียก่อน
อาการเช่นนี้ ควรต้องพบแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อประเมินความรุนแรง และ พิจารณาว่า จะต้องใช้ วิธีต่างช่วยลดปวดอักเสบได้ อย่างเหมาะสมกับอาการของคนไข้ยังไง

เช่น ยารับประทาน ยาฉีด กายภาพบำบัด การใส่ที่ประคองข้อใหล่ เป็นต้น

#การบริหารยกแขนขึ้นลงทำได้ในมุมที่ขยับแล้วไม่ปวด
หากยกสูงแล้วปวด ยกแค่มุมต่ำๆไปก่อนดีกว่า
ยิ่งหากคนไข้ มีอาการเกร็งกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่

เวลาที่ญาติพยายามช่วยพายกแขนสูงโดยใช้ แรงมือญาติ เร็วหรือแรงเกินไป
สู้กับแรงเกร็งของคนไข้กลายเป็นว่า เกิดแรงที่ขัดกัน ทำให้เกิดแรงเค้น ภายในข้อ
และทำให้เกิดอาการปวด มากขึ้นได้

#เวลาบริหารข้อใหล่ต้องทำช้าๆ
เพราะหากขยับช้าๆจะไม่เกิดแรงต้าน
ไม่ต้านก็ไม่มีความเครียดในข้อ และไม่ปวด

การบริหารข้อไหล่ ต้องไม่ปวดไม่เจ็บนะครับ
ห้ามใช้กำลัง ห้ามฝืนความเจ็บเด็ดขาดครับ

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “การแพทย์และสุขศึกษา (โรคภัย, การป้องกัน การรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ, เทคโนโลยีทางการแพทย์)”