รวมลิงค์ความรู้ครู Yodchai Boonprakob เรื่อง neuromuscular imbalance

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมลิงค์ความรู้ครู Yodchai Boonprakob เรื่อง neuromuscular imbalance

โพสต์ โดย siri » พุธ ก.พ. 03, 2021 12:55 am

Episode 257 Modic Change ความจริงที่หนีไม่พ้น
โลกวิชาการดึงดูดหลายต่อหลายชีวิตให้หลุดเข้าไปแล้วยากจะก้าวกลับออกมา
สรรพวิชาท้าทายเหนือกาลเวลา
แม้จะมีอายุยืนอยู่ได้ถึงหนึ่งร้อยปี ยังถือว่าน้อยเกินกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจทุกเรื่องได้อย่างลึกซึ้ง
โดยเฉพาะเรื่องของจิต
สิ่งเรียบง่ายที่กลายซับซ้อน ว่องไวและเปลี่ยนแปลงไปในชั่วเสี้ยววินาที
หลายครั้งธรรมชาติได้สอนความจริงให้เราเรียน แต่เราไม่เรียนและปฏิเสธจะเรียน หรือแม้แต่เรียนไปอย่างนั้นเพื่อให้ได้ชื่อแค่ว่า “เคยได้เรียน”
ธรรมชาติสอนให้เราเห็นถึงความเสื่อม การเกิดดับเกิดทุกเสี้ยววินาที
เมื่อตาเนื้อมองไม่ทัน เราจึงคิดว่าเราเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
หากเรามองลึกลงไปถึงระดับเซลล์ได้เองไม่ผ่านกล้องจุลทรรศน์ เราอาจต้องตกใจที่เห็นเซลล์นับพันล้านเซลล์ตายลงต่อหน้าต่อตา หรือเกิดขึ้นมาใหม่อย่างน่าอัศจรรย์
Modic change เป็นธรรมะอีกเรื่องหนึ่งที่ขอแบ่งปันให้หัวข้อนี้
1. Modic change เป็นคำอ้างถึงการเสื่อมสลายของกระดูกสันหลัง โครงสร้างที่เกี่ยวข้องคือ body ส่วนของ vertebral endplate ที่ขนาบบนและล่างของหมอนรองกระดูกสันหลัง และส่วนของหมอนรองกระดูกสันหลังเอง
2. ปัจจุบันนักรังสีวิทยาใช้ MRI เป็นเครื่องมือในการบ่งบอกถึง modic change และเมื่อพบสิ่งนี้จะรายงานว่าเป็นเรื่องของความเสื่อมมิใช่โรค และสัมพันธ์กับวัยที่เพิ่มมากขึ้น
3. แม้ว่า modic change ไม่ใช่โรค แต่สามารถทำให้เกิดอาการปวดหลังส่วนล่างได้และเป็นอาการปวดหลังเรื้อรังรักษาอย่างไรก็เพียงแค่ทุเลาแต่ไม่หาย จนบางครั้งนักกายภาพบำบัดเองไม่ได้วินิจฉัยแยกออกจาก spondylosis เนื่องจากพยาธิสภาพดังกล่าวทำให้เกิดอาการปวดได้เช่นกัน
4. Dr.Michael Modic ได้จำแนกชนิดของ Modic change ไว้ 3 ชนิด ในปี ค.ศ.1988 (ปีนั้นคุณภรทิพย์ นาคหิรัญกนกได้เป็นนางงามจักรวาลคนที่สองของไทย บังเอิญอีกนะครับ ในปีที่คุณอาภัสรา หงสกุล ได้เป็นนางงามจักรวาลคนแรก ในโลกวิชาการได้เกิดเรื่อง gate control theory ขึ้นเช่นกัน ปีนี้คือ ค.ศ.1965)
5. Modic type I เป็นลักณะที่เส้นเลือดเจริญเข้าไปมากในbody และพบอาการอักเสบร่วมกับการบวมของ body แต่ยังไม่พบว่าส่วนที่เป็นกระดูกฟองน้ำหรือ trabeculae และไขกระดูกมีความเสียหายเกิดขึ้นแต่อย่างใด
6. Modic type 2 เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงในไขกระดูกโดยมีไขมันแทรกอยู่ภายใน ส่วน Modic type 3 พบไม่มากนัก แต่ถ้าพบจะเห็นว่ากระดูกสันหลังส่วนที่เป็น trabeculae มีการแตกหักภายใน
7. ดังนั้นหากแพทย์บอกกับเราหมอนรองกระดูกสันหลังของเราเสื่อม สามารถเกี่ยวข้องกับภาวะหมอนรองกระดูกปูด (disc protusion) ภาวะหมอนรองกระดูกปลิ้น (disc herniation) ความสูงของหมอนรองกระดูกสันหลังลดลง การหนาตัวของ ligamentum flavum แต่ก่อนหน้านั้นเชื่อหรือไม่ว่า กระดูกสันหลังของเราเกิด modic type 1 แล้วเริ่มเสื่อมเข้าสู่ Modic type 2 แล้วจึงนำมาสู่ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม
8. แพทย์และนักวิทยาศาสตร์อีกหลายแขนงต่างต้องการทราบว่าอะไรคือสาเหตุของการเกิด Modic change จริงๆแน่ หากหาเหตุเจออาจนำไปสู่การรักษาที่ถูกวิธีก็ได้ และข้อมูลจากการศึกษาวิจัยก็ทำให้เราได้รู้ว่า Modic change ทำให้เราเกิดอาการปวดหลังตั้งแต่เป็นระดับปานกลางถึงปวดมากได้เช่นกัน
9. ในหมอนรองกระดูกสันหลังของเรามีโปรตีนเรียกว่า Glycosaminoglycans มีคุณสมบัติดูดซับน้ำเข้าหาตัวเขาได้ ดังนั้นเมื่อเราอยู่ในวัยเด็กหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ปริมาณน้ำในหมอนรองกระดูกสันหลังยังมาก เมื่อเรามีกิจกรรมหรือเล่นกีฬาอย่างหนักเราก็ไม่ค่อยปวดหลังมากนัก
10. แต่เมื่อเราเข้าสู่วัยกลางคนคือ หลังอายุ 30 ปี ปริมาณ glycosaminoglycans เริ่มลดลง (ไม่ใช่แค่แก่แล้วหน้าเหี่ยวนะครับ หมอนรองกระดูกยังเหี่ยวเลย) จึงกระทบต่อปริมาณน้ำในหมอนนั่นหมายถึง ยิ่งแก่ ความสูงของหมอนยิ่งลดลง เมื่อหมอนรองกระดูกสันหลังทรุดตัวลง หลังคาและพื้นคือ vertebral endplate ย่อมเกิดการทรุดตัวและฉีกขาด จุดนี้เองเป็นการเกิด modic change ขึ้นในกระดูกสันหลังของเรา
11. การป้องกันและการรักษา Modic change จึงมิอาจทำได้ด้วยศาสตร์แขนงใดแขนงหนึ่งแต่ต้องรักษาแบบบูรณาการ แรกสุด อย่าให้น้ำหนักตัวเพิ่ม การมีน้ำหนักตัวเพิ่มยิ่งเพิ่มแรงกดอัดต่อ vertebral endplate และโครงสร้างอื่นๆ ของกระดูกสันหลัง แต่ด้วย vertebral endplate คือส่วนที่อ่อนแอที่สุดจึงแตกหักได้ง่ายหากน้ำหนักตัวเรามากเกิน
12. แม้เราจะออกกำลังกายและเชื่อว่าการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวจะช่วยป้องกันแรงกดอัดต่อกระดูกสันหลังได้ แต่การได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์และครบถ้วนจึงเป็นสิ่งที่เราลืมไม่ได้ ถ้าเรากินไม่ดี ออกกำลังกายหนักเท่าใดยิ่งเท่ากับการเร่งให้เกิดการเสื่อมมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น การนอนเพื่อให้เกิดการซ่อมแซมและเกิดการไหลกลับของน้ำเข้าหมอนรองกระดูกสันหลังเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่น้อยกว่าปัจจัยที่กล่าวมาแล้วเช่นกัน นี่ยังไม่นับวัยฮอร์โมนว้าวุ่นนะครับ
Modic change เกิดแน่กับทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกคนต้องปวดหลัง (ส่วนใหญ่ปวดเลี่ยงไม่ได้ 5555555) ดังนั้นการยื้อเวลาเป็นสิ่งแรกที่เราควรทำ และหากเรามีความเสื่อมของกระดูกสันหลังแล้ว เราควรรักษาและดูแลเขาไปให้ดี หากปวดคอ หรือปวดหลังมากจำต้องพบแพทย์ หรือบุคลากรอื่นร่วมด้วย
แล้วเชื่อหรือยังว่า Modic change มาเป็นครูสอนธรรมะให้เรา
สูงสุดฟ้า ต่ำสุดดิน หนีเสื่อมไม่ได้ หนีตายไม่พ้น
Face to fact
ด้วยความรักยิ่ง
บรรณานุกรม
https://radiopaedia.org/articles/modic- ... te-changes
https://www.mychiro.com.my/.../deg.../m ... i-changes/

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมลิงค์ความรู้ครู Yodchai Boonprakob เรื่อง neuromuscular imbalance

โพสต์ โดย siri » ศุกร์ ก.พ. 05, 2021 1:31 pm

Episode 258 ปวดสะบัก ลามไปปวดคอ ไม่พอยังอาจไหล่ติด (กราบบบบบบ)
คุณยายทมยันตีเคยสอนครูว่า “คนที่เขียนเรื่องใดได้ลึกซึ้งไม่ใช่มาจากใจรักการเขียนเท่านั้น แหล่งวัตถุดิบสำคัญคือ อ่านมาก และผ่านเรื่องราวนั้นมาด้วยตนเอง”
แน่นอน ถ้าจะให้ตอบว่าครูเป็นสะบักจมมานานเท่าใด ตอบได้เลย
ตั้งแต่อายุ 25 ปี มาจนบัดนี้ on and off มาตลอด อย่างนี้ไม่น่าจะเรียกว่าเรื้อรังธรรมดา ต้องเรียกว่า เพื่อนตาย เพราะอีกไม่กี่ปีเราจะตายจากกันแล้ว 55555
สะบักจม ตามรากศัพท์จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ถือเป็นคำกิริยาไม่ใช่คำนาม หมายถึง อาการปวดบริเวณสะบักเนื่องจากเลือดไหลเวียนไม่สะดวก มีแม่คำเพียงหนึ่งคำ เป็นคำนามคือ “สะบัก” เมื่อมารวมกับคำกิริยา “จม” จึงกลายเป็นคำกิริยา หมายถึง “อาการจมลงของสะบักจากความเจ็บปวด” เพราะในสะบักจมกล้ามเนื้อรอบสะบักเกร็งและปวดจนรบกวนการเคลื่อนไหวของกระดูกสะบัก ในภาษาไทยแม่คำ “สะบัก” เกิดเป็นลูกคำได้สองแบบที่คนไทยใช้มาตลอดคือ “สะบักจม” และคำว่า “สะบักสะบอม” เป็นคำกิริยาแสดงถึงความบอบช้ำอย่างสุดจะทนได้ เช่น ถูกผัวซ้อมจนสะบักสะบอม เป็นต้น
1. เนื่องจากสะบักจมมีอาการและอาการแสดงเป็นชุดใหญ่ นักวิชาการจึงเรียกเป็นกลุ่มอาการสะบักจมหรือ scapulocostal syndrome ภาษาเหนือเรียก เอ็นเข้าแค๊บ ภาษาอีสานเรียก เอ็นเข้าเปี้ยงหรือเอ็นเข้าเคื่อง ส่วนภาษาใต้เรียก เส้นบักจม หรือเส้นบับจม (ใต้แบบสุดๆ)
2. เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ปวดได้บ่อยคือ กล้ามเนื้อ levator scapulae หากย้อนกลับไปอ่านตำราเก่าๆ ทางฝั่งตะวันตก ตอนนั้นยังไม่มีการกำหนดคำว่า scapulocostal syndrome จึงมีบางท่านเรียกว่า Levator scapulae syndrome
3. กลุ่มอาการสะบักจมเป็นส่วนย่อยในกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืด (myofascial pain syndrome) ดังนั้นลักษณะเด่นของนางคือ จุดกดเจ็บไก หรือ trigger point คือเมื่อกดลงไปยังจุดนี้จะมีอาการปวดแผ่ร้าวทางกาย หรือ somatic referred pain ไปยังบริเวณใกล้เคียง จากการอ้างอิงถึงงานของ Travell และ Simmons พบว่า จุดกดเจ็บไกของกล้ามเนื้อ levator scapulae ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดร้าวไปที่หัวไหล่ สะบักด้านใน และต้นคอ ถ้าปวดอยู่ตลอดเวลาแสดงว่าหนักแล้วนะจ๊ะ เพราะท่านจะปวดศีรษะตามมาได้ น่าสงสารมาก
4. ดังนั้นเมื่อเราทำการตรวจประเมินร่างกายพบจุดกดเจ็บบนกล้ามเนื้อ Levator scapulae เราต้องไม่ละเลยที่จะตรวจอาการปวดหัวที่มาจากคอหรือ cervicogenic headache เพื่อยืนยันการวินิจฉัยด้วยครับ
5. เนื่องจากกล้ามเนื้อ Levator scapulae เกาะจากกระดูกสันหลังบริเวณคอมายังมุมบนขอบในของกระดูกสะบัก ดังนั้นขอให้ท่านลุกขึ้นชันคอ กล้ามเนื้อมัดนี้จะทำงานทันที หากใครคนนั้นทั้งจ้องคอมพิวเตอร์และพิมพ์งานเป็นระยะเวลานาน ๆด้วยแล้ว ปลายบนและปลายล่างของนางต่างคนต่างทำงานสนุกสนานเลยทีเดียว ดังนั้นอาการปวดกล้ามเนื้อมัดนี้จึงจัดเข้าเป็น office syndrome ได้เช่นกัน
6. เมื่อคอของเราตั้งตรง กล้ามเนื้อ Levator scapulae ทำหน้าที่หมุนกระดูกสะบักลงด้านล่าง ดังนั้นเปรียบเหมือนขอบบนด้านในเคลื่อนขึ้นทางด้านบน การทำงานนี้จะร่วมกันกับกล้ามเนื้อ pectoralis minor และกล้ามเนื้อ Rhomboid ในทางตรงกันข้ามเมื่อกระดูกสะบักอยู่นิ่งๆ การทำงานของกล้ามเนื้อ Levator scapulae จะหมุนคอไปด้านเดียวกับด้านที่กล้ามเนื้อหดตัวและเอียงศีรษะไปด้านนั้นด้วย นี่เป็นกรณีที่กล้ามเนื้อหดตัวเพียงด้านเดียว หากทำงานพร้อมกันสองด้านจะช่วยในการเงยศีรษะไปทางด้านหลัง เหตุนี้เป็นไปได้ว่าเพราะเหตุใด คนที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ Levator scapulae จึงปวดกล้ามเนื้อ Rhomboid และ pectoralis minor ร่วมด้วยได้ครับ
7. ใครที่ต้องพิมพ์หนังสือ อ่านหนังสือ ใช้โทรศัพท์มือถือนานๆ ก็ยากที่จะเลี่ยงการเกิดจุดกดเจ็บไกที่กล้ามเนื้อมัดนี้ได้
8. ใครจะเชื่อว่า จุดกดเจ็บไกที่พบในกล้ามเนื้อ Levator scapulae 80 % เป็นจุดกดเจ็บไกที่อยู่เฉยๆก็ปวด หรือ active trigger point มีเพียง 20 % เท่านั้นเป็นจุดกดเจ็บไกแฝงหรือ latent trigger point คือต้องกดจึงจะปวด
9. การปล่อยปละละเลยทำให้นำไปสู่สิ่งที่น่ากลัวคือ stiff neck syndrome หรือคอติดเมื่อจะหมุนคอไปยังกล้ามเนื้อ Levator scapulae ด้านที่หดตัว
10. Dr Vladimir Janda ท่านทุ่มเทศึกษาและพยายามเชื่อมโยงองค์ความรู้นี้ให้คนรุ่นหลังได้เข้าใจกระจ่างขึ้นมากเกี่ยวกับ muscle imbalance โดยมีอรรถาธิบายว่า “ภาวะตึงเกินปกติของกล้ามเนื้อ Levator scapulae กลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของ Upper crossed syndrome”
11. จึงไม่แปลกว่าทำไม ผู้ป่วยกลุ่มอาการสะบักจมจึงมี muscle imbalance เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ และด้วยลักษณะจุดเกาะของเขา กล้ามเนื้อมัดนี้จึงเป็นเหตุของการเกิดอาการปวดคอได้เช่นกัน หากเรามองเรื่องเว็คเตอร์ของแรง เมื่อกล้ามเนื้อ Levator scapulae หดตัวจะเกิดแรงกดอัดต่อกระดูกสันหลังบริเวณคอ
12. ลองนึกภาพนะครับ ถ้ากล้ามเนื้อ Levator scapulae ด้านซ้าย tight กว่าด้านขวา คนๆนั้นมีแนวโน้มที่ศีรษะจะเอียงและหมุนไปทางด้านซ้าย แรงกดอัดที่เบี่ยงลงซ้ายจึงทำให้ facet joint ด้านซ้ายเสื่อมเร็วกว่าด้านขวา การเสียดสีของ facet joint ทำให้เกิดการพอกของหินปูนและอาจระคายเคืองรากประสาทที่เลี้ยงแขนทำให้เกิดอาการชาได้เช่นกัน ถึงตอนนี้ขอบอกตรงๆว่า หนหวยมาก
13. ยังยังฉันไม่ตาย แรงกดอัดที่เพิ่มขึ้นมีผลทำให้ความดันในหมอนรองกระดูกสันหลังหรือ intradiscal pressure เพิ่มขึ้น อยากร้องไห้ ยิ่งแก่ หมอนรองกระดูกสันหลังเองก็แห้ง ดันจะมาโดนแรงกดอัดเสียดสี เข้าใจเนาะทำไมครูบ่นทุกวัน ปวดคอ ปวดสะบัก ชาบ้าง ครบครัน 555555555 แล้วจะให้ชิงตายไปก่อนวัยชราก็ไม่ใช่เรื่องไหมครับ
14. จากต้นเหตุเพียงกล้ามเนื้อมัดเดียว เมื่อคอทรุด การเคลื่อนไหวของสะบักติดขัด นี่อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุของข้อไหล่ติดไหมครับ 55555555 ขอเป็นลมแป๊บ
15. การติดขัดการเคลื่อนไหวของกระดูกสะบักจากสะบักจม เป็นปัจจัยหนึ่งของการขัดขวางการขยายของโครงอกในเวลาหายใจเข้า และขัดขวางการคลายตัวของโครงอกของการหายใจออก นี่เองตอนที่ครูเรียน postural respiration อาจารย์ Ron Hruska จึงเน้นครูว่า เธอต้องรักษาแบบแผนการหายใจให้คนไข้ด้วย และที่สำคัญ ในกรณีที่ยืดกล้ามเนื้อ Levator scapulae มากไม่ได้เพราะเจ็บ เราควรใช้เทคนิค Proprioceptive neuromuscular inhibition ลด muscle tone ของเขาลง และทำ Fascial manipulation ร่วมด้วยเสมอ
การเขียนเรื่องนี้สิ้นสุดลงด้วยใจที่ย้อนไปคิดถึงเรื่อง “อิทัปปัจจยตา” ทุกอย่างมีเหตุและเกิดผลที่ตรงต่อเหตุเสมอ เมื่อมีเหตุเกิดต้องมีเหตุดับ
ไม่มีอะไรชั่วฟ้าดินสลาย
ธรรมชาติคือธรรมะ
การเรียนรู้ธรรมชาติคือ การเรียนรู้สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมดา ด้วยใจธรรมดา
ขอส่งความรักไปยังศิษย์ทุกคน โน้มนำ Clinical เข้าสู่จิตวิญญาณนะครับ
บรรณานุกรม
1. Upper half of the body. Second edition. Williams and Wilkins. Baltimore
2. Bull Hosp Jt 1993. Dis 53(1): 21-24
3. Bull Hosp Jt 1993. Dis 53(1): 21-24
4. Otolaryngol Head Neck Surgery 1997. 117(6): 671-80
5. Travel and Simons (1999) Myofascial pain and dysfunction. Volume 1. Upper half of the body. Second edition. Williams and Wilkins. Baltimore
6. Kendall PF and McCreary EK (1983), Muscles; Testmg and FunctIon, 3rd edition, Willhams and Willkims, Baltimore

*****************************************

Episode 259 Nerd Neck

ในทางคลินิกเราคงไม่คุ้นหูสักเท่าใดนักนะครับหากมีใครพูดคำว่า “Nerd neck” แท้จริงแล้วคำนี้เป็นคำความหมายเดียวกันกับ “Forward head posture” นั่นเอง

หากมองผิวเผินไม่คิดอะไรมาก

ก็แค่ศีรษะยื่นไปทางด้านหน้า ปรับท่าทางกลับเสียก็สิ้นเรื่อง

หรือไม่ก็ นิดหน่อยไม่เป็นไร เรายังเด็กมีเวลานั่งแบบนี้ได้อีกนาน

หรือจะแล้วแต่เหตุผลใดก็ตาม ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ตระหนักถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นหากเราปล่อยให้ Forward head posture อยู่กับเราจะเนื้อเยื่อบริเวณคอ และบ่าของเราเปลี่ยนแปลงรูปร่างและหน้าที่อย่างถาวร วันนี้เราจะมาทำความรู้จัก Forward head posture กันในแง่มุมที่ลึกซึ้งขึ้นนะครับ

1. ลองยืนตรงหลังแนบให้หัวไหล่ด้านหลังและส้นเท้าชิดกับผนังดูนะครับ สังเกตดูว่าด้านหลังของกะโหลกศีรษะท่านชิดกับผนังได้หรือไม่ ถ้าส่วนนี้ยื่นออกมาด้านหน้าหรือวางให้แนบผนังได้ลำบาก นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าท่านอาจมี Forward head posture ได้ครับ วันหนึ่งลองฝึกยืนแบบนี้ให้ได้สัก 1-2 นาที และพยายามกดหลังแนบกำแพง ผลของการยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อคอด้านหลัง บ่าไหล่ และหลังส่วนบน จะช่วยให้ท่านผ่อนอาการปวดจาก Forward head posture ได้ครับ

2. สาเหตุหลักของการเกิด Forward head posture ได้แก่ การก้มดูโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน การพิมพ์คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องโดยไม่พักระหว่างการทำงานเลย การขับรถ การแบกเป้หรือกระเป๋าที่มีน้ำหนักมาก หรือแม้แต่นอนหมอนที่สูงเกินไป (ลองนึกถึงเวลานอนหลับคาพนักโซฟาสิครับ ตื่นมาจะเมื่อนสักเพียงใด)

3. อุปนิสัยดังกล่าวถูกจัดเก็บไว้เป็นไฟล์เล็ก ๆในสมอง และสมองจะจดจำท่าทางต่าง ๆ และนานวันเข้าจะกลายเป็นความเคยชิน การแก้ไขความทรงจำเดิมเป็นการแก้ไขที่ยากมาก (หลายท่านยังจมกับความทรงจำที่ไม่ลืม และเมื่อเรายิ่งเพ่งมองหรือระลึกถึงความทรงจำนั้น ความฝังแน่นยิ่งมากขึ้นเหมือนตอกตะปูจนตะปูมิดไม้นั่นแหละครับ)

4. ปัจจัยรองลงมาที่อาจเกี่ยวข้องกับ Forward head posture อาจเกี่ยวกับ ประวัติการได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลังคอ กล้ามเนื้อก้มคอไม่แข็งแรง การหายใจผิดวิธี กีฬาบางประเภท (เบสบอล กอล์ฟ ฮอกกี้ หรือเทนนิส ดังนั้นนักกีฬาเหล่าเขาจึงระวังเรื่องการรักษาท่าทางในการเล่นไม่ให้ผิดจนเป็นนิสัยครับ) แต่เรื่องที่น่าสนใจมากคือ อาชีพบางอาชีพส่งผลให้เกิด Forward head posture ได้ง่าย เช่น นักกายภาพบำบัด (ยืนทำหัตบำบัดไม่ก้มคอคงทำไม่ได้) หมอนวดแผนไทย (ท่านเหล่านั้นต้องนั่งก้มคอนวดผู้ป่วยตลอดวัน)

5. ผลกระทบระยะสั้นของ Forward head posture เช่น กระดูกสันหลังบริเวณอกโก่งผิดปกติและยิ่งทำให้ไหล่งุ้มมากขึ้น กล้ามเนื้อด้านหลังคอเกร็งในขณะที่กล้ามเนื้อก้มคอเริ่มไม่แข็งแรง บางคนเกิดอาการเพลียล้าเรื้อรัง หายใจไม่อิ่ม บางคนปวดข้อต่อขากรรไกร และอาจมีผลกระทบข้างเคียงต่อการนอนหลับ การหยุดหายใจเวลาหลับ ชาแขนและมือ เป็นต้น

6. ผลกระทบระยะยาว เช่น เกิดภาวะข้อไหล่ติด (frozen shoulder) สะบักจม กระดูกคอเสื่อมหรืออักเสบ และการก้มคอไปด้านหน้าจะเกิดแรงกดอัดทางด้านหน้าของหมอนรองกระดูกสันหลังและอาจทำให้หมอนปลิ้นทับรากประสาทได้

7. Nerd neck exercise เป็นสิ่งที่เราควรฝึกบ่อย ๆ จนเกิดความคุ้นชิน เช่น ก้มคอให้คางชิดอกค้างไว้และหายใจเข้าทางจมูกออกทางปากสัก 3 รอบ จะคลายความตึงคอได้

8. หมุนศีรษะไปด้านใดด้านหนึ่งจนรู้สึกว่าตึง ค้างไว้หายใจเข้าทางจมูกและออกทางปากสัก 3 รอบแล้วสลับไปกระทำอีกด้านหนึ่ง

9. ยื่นศีรษะไปทางด้านหน้าค้างไว้ค้างไว้หายใจเข้าทางจมูกและออกทางปากสัก 3 รอบ

10. ยืนชิดผนังแล้วกดศีรษะ บ่า ไหล่ และหลังแนบกำแพง ค้างและหายใจเข้าออกสัก 10 รอบจึงค่อยผ่อนคลาย

จะเห็นได้ว่า Forward head posture หรือ Nerd neck มักตอบสนองดีต่อ การรักษาชนิดที่กระทำเองนั่นคือ การออกกำลังกาย หากผู้ป่วยที่มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีอาการชา ปวดรุนแรง การออกกำลังกายอาจต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือบุคลากรอื่น ๆที่ได้ผ่านการฝึกฝนมา
การรักษาชนิด passive เช่น หัตถบำบัด สามารถทุเลาอาการปวดและเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวคอได้ครับ แต่ควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย หลักการดังกล่าวเป็น Bidirectional treatment

ประเด็นที่น่าสนใจ
1. Forward head posture ก่อให้เกิดการปวดศีรษะได้หรือไม่อย่างไร
2. เขาเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการสะบักจม
3. เขากระทบการหายใจเพียงใด และส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมในระยะยาวอย่างไร

สิ่งเหล่านี้ครูจะเล่าให้ฟังเป็นประเด็นในเชิงคลินิกที่ลึกลง แต่ในวันนี้ขอปูพื้นฐานและสื่อสารกับบุคคลทั่วไปให้ท่านเหล่านั้นเข้าใจง่ายๆ และกลับมาปรับพฤติกรรมของตนเองก่อนที่จะสายเกินไปครับ
ผลใดที่เกิดกับกายและใจของเรา ตรงกับเหตุเสมอ
ไม่มีผู้ใดก่อเหตุร้ายแล้วได้ผลดี
เอาแค่คิดไม่ดี ใจเราก็มัวหมองแล้ว
ชีวิตหนึ่งเกิดมาแล้วอยากรักและอยากถูกรัก มีทุกข์และดิ้นรนจะพ้นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่พึ่งได้มากที่สุดคือ ตนเอง ครับ
ด้วยความรักยิ่ง
บรรณานุกรม
https://www.benevidawellness.com/how-to ... d-posture/
Fejer R, Kyvik KO, Hartvigsen J. The prevalence of neck pain in the world population: a systematic critical review of the literature. Eur Spine J. 2006;15(6):834–848.
Hoy DG, Protani M, De R, Buchbinder R. The epidemiology of neck pain. Best Pract Res Clin Rheumatol. 2010;24(6):783–792.
Genebra CVDS, Maciel NM, Bento TPF, Simeão SFAP, de Vitta A. Prevalence and factors associated with neck pain: a population-based study. Brazilian J Phys Ther. 2017;21(4):274–280.
Guzman J, Frcp C, Hurwitz EL, Carroll LJ, Haldeman S, Co P, et al. A new conceptual model of neck pain linking onset, course, and care: the Bone and Joint Decade 2000–2010 Task Force on Neck Pain and Its Associated Disorders. Eur Spine J. United States. 2010;33(4):14–23.
Mikkelsson M, Salminen JJ, Kautiainen H. Non-specific musculoskeletal pain in preadolescents. Prevalence and 1-year persistence. Pain. 1997;73:29–35.
แก้ไขล่าสุดโดย siri เมื่อ เสาร์ ก.พ. 13, 2021 8:54 pm, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมลิงค์ความรู้ครู Yodchai Boonprakob เรื่อง neuromuscular imbalance

โพสต์ โดย siri » เสาร์ ก.พ. 13, 2021 5:26 pm

Episode 260 การรักษากล้ามเนื้อเฉพาะในกลุ่ม Forward head posture
จากตอนที่ 259 ได้กล่าวพื้นฐานเกี่ยวกับ Forward head posture ไว้แล้ว ตอนที่ 260 นี้เราจะมาศึกษาในขั้นลึกซึ้งกว่าเดิม
1. ธรรมชาติแท้ดั้งเดิมของคอไม่ได้มี Forward head posture มาแต่กำเนิดถ้าไม่ได้มีความพิการผิดรูป แต่เมื่อเกิดจนกลายเป็นลักษณะเรื้อรัง เขาจะทำให้เกิด muscle imbalance และทำให้แรงกระทำต่อกระดูกสันหลังบริเวณคอผิดปกติไปได้
2. หลายท่านบอกว่าก็ฝึกให้เขานั่งดี ๆ แหมถ้าง่ายแบบที่ว่า ปัจจุบันคงไม่มีผู้ป่วย Forward head posture แล้วล่ะครับ เหมือนศีล 5 ใครก็รู้ครับ แต่รักษาได้หรือเปล่าเป็นอีกเรื่อง ย้อนกลับมา ไม่ใช่ไม่รู้ว่านั่งคอตรงนั้นดี ที่นั่งคอตรงกันไม่ได้อาจมาจาก ไม่ใส่ใจจะนั่งให้ดี หรือกล้ามเนื้อมีความไม่สมดุลของความตึงและความแข็งแรง กรณีหลังแม้อยากจะนั่งให้คอตรง มันทำไม่ได้จริง ๆ ค่า
3. จากการศึกษาวิจัยของ Janda ท่านกล่าวไว้ว่า กล้ามเนื้อก้มคอส่วนลึกหรือ deep cervical flexors เป็นกล้ามเนื้อที่มักไม่แข็งแรง ได้แก่ กล้ามเนื้อ longus capitis และ longus coli อยู่ด้านหน้า body ของกระดูกสันหลังบริเวณคอ หน้าที่เสริมความมั่นคงให้แก่คอทางด้านหน้า หากไม่แข็งแรงคน ๆ นั้นมักมีคางยื่นออกไปจากคอหรือ chin poking
4. กล้ามเนื้อ Erector spinae ไม่แข็งแรงในที่นี้เป็นส่วนที่เกาะกระดูกสันหลังบริเวณคอช่วงล่างและกระดูกสันหลังบริเวณอกช่วงบน ปกติกล้ามเนื้อกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในการตั้งศรีษะและลำคอให้ตรง และช่วยในการหมุนคอด้วย หากเขาไม่แข็งแรงเขาจะไม่สามารถรักษาส่วนโค้งปกติของคอไว้ได้ ยิ่งทำให้ศีรษะยื่นไปทางด้านหน้ามากขึ้น
5. กล้ามเนื้อที่ดึงกระดูกสะบักมาทางด้านหลังหรือ Shoulder blade retractors ได้แก่ กล้ามเนื้อ middle trapezius กล้ามเนื้อ rhomboid กล้ามเนื้อสองมัดนี้จะช่วยในการตรึงข้อไหล่ให้เหยียดตรงไปด้านหลังและขอใช้ภาษาชาวบ้านว่า “เปิดอก” คือให้การหายใจเข้าสบายและสะดวกขึ้น หากกล้ามเนื้อกลุ่มนี้ไม่แข็งแรงกระดูกสะบักจะเอียงไปทางด้านหน้ายิ่งไปทำให้ศีรษะยื่นไปทางด้านหน้ามากขึ้น ตอนนี้คงตอบได้แล้วนะครับว่า forward head posture ทำไมเกี่ยวกับสะบักจม ปวดคอ และหายใจลำบาก
จากหัวข้อและรายชื่อกล้ามเนื้อในข้อ 3-5 เราจะเน้นการกระตุ้นให้เกิดการหดตัวหรือการออกกำลังกายเพื่อเสริมความทนทานและกำลังครับ ส่วนท่าฝึกขอกล่าวต่อไปในรายละเอียด
กล้ามเนื้อที่มีแนวโน้มไม่แข็งแรงนี้เนื่องจากอยู่ในลักษณะที่ถูกยืดเป็นเวลานานหรือบางตำราเรียกว่า Locked long
หลักสังเกต
1. การตรวจประเมินร่างกายแล้วจะสรุปว่าใครไม่แข็งแรง ต้องระมัดระวังวิธีการตรวจนะครับ การให้เกรดกล้ามเนื้อจากแรงของตัวผู้รักษามีความคลาดเคลื่อนค่อนข้างมาก แต่จะตรวจด้วย EMG ก็ไม่คุ้ม ในการวิจัยจึงนิยมใช้ pressure back unit วัดหน่วยความดันที่เกิดจากแรงหดตัวของกล้ามเนื้อ
2. การที่บอกแข็งแรงไม่แข็งแรงต้องพิจารณา เพศ อายุ การเล่นกีฬาพื้นฐาน หรือแม้แต่โรคประจำตัวด้วยนะครับ
ต่อมาเรามาพิจารณากล้ามเนื้อที่ค่อนข้างตึง หรือ Locked short ของ Forward head posture กันบ้างนะครับ
1. กล้ามเนื้อใต้ฐานกะโหลกศีรษะหรือ suboccipital muscles ซึ่งมี 4 มัดเล็ก ๆ ดังที่เคยสอนไปแล้วในบทก่อน กล้ามเนื้อกลุ่มนี้ถือว่าเป็น proprioceptive muscles หรือกล้ามเนื้อที่ควบคุมเกี่ยวกับการตั้งคอและการรายงานความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวให้สมอง ใครที่มีปัญหาปวดใต้ท้ายทอยจากกล้ามเนื้อมัดนี้ในระดับรุนแรงหรือนานอาจทำให้สูญเสียความสามารถในการทรงตัวได้ครับ
2. กล้ามเนื้อหน้าอก หรือ Pectoral muscles ยิ่งเขาตึงมากเท่าไหร่ ไหล่สองข้างจะงุ้มมากขึ้นเท่านั้นและทำให้ศีรษะยื่นไปทางด้านหน้า หากมีวิบากกรรมหนักหน่อย ดัน tight สองด้านไม่เท่ากัน ส่งผลให้กระดูกสันหลังบริเวณอกเกิดการบิดหมุนรอบแกนดิ่งและทำให้ปวดหลังส่วนบนได้ นอกจากนั้นหาก tight มากจนกดทับเส้นเลือด axillary และส่วนของเส้นประสาทในร่างแห brachial plexus จนมีอาการปวดร้าวหรือชาลงปลายมือที่อาจเป็นกลุ่มย่อยของ thoracic outlet syndrome ได้ครับ
3. กล้ามเนื้อ levator scapulae ดังที่กล่าวมาแล้วในตอนที่ 257 เห็นไหมครับว่ากล้ามเนื้อมัดนี้มีบทบาทสำคัญในการยกกระดูกสะบัก และเสริมการเคลื่อนไหวของคอในเวลาเดียวกัน หากกล้ามเนื้อมัดนี้ tight จะทำให้เกิดแรงกดอัดต่อกระดูกสันหลังบริเวณคอ อาจทำให้เกิดแรงกระทำต่อหมอนรองกระดูกสันหลัง ข้อต่อ facet ซึ่งนำไปสู่ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นและอาจทำให้ข้อต่อเสื่อมได้เช่นกัน ยิ่งมาเน้นมัดนี้จึงเห็นว่า กลุ่มอาการสะบักจมเรื้อรัง ทำไมคุกคามคอและหมอนรองกระดูกสันหลังก็ได้จริงไหมครับ
หลักการรักษากล้ามเนื้อกลุ่ม tight จึงเลือกวิธีการยืด ไม่ว่าจะเป็นการยืดชนิดที่รักษา หรือการออกกำลังกายที่ยืดกล้ามเนื้อ เช่น การยืดด้วยท่าเฉพาะ การยืดด้วยโยคะ เป็นต้นครับ ส่วนตัวครูนิยมใช้การยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อด้วยลมหายใจหรือ PNI ครับ
หลักสังเกต
1. ไม่ว่ากล้ามเนื้อจะอยู่ใน locked short หรือ locked long สามารถมีจุดกดเจ็บไกได้เหมือนกันดังนั้นในบทความวิจัยปี 2020 กล่าวว่า “การออกกำลังกายที่ดีในกลุ่ม myofascial pain และ muscle imbalance ควรผสมผสานทั้งการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกำลังและเพิ่มความยืดหยุ่นไปด้วยกัน ไม่ควรเน้นอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป
2. การใช้หัตถบำบัดหรือเครื่องมือในการลดปวด เมื่อปวดทุเลาแล้วหากไม่ฝึกการออกกำลังกายผลจากการรักษาของท่านจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป และหากผู้ป่วยไม่ฝึกพฤติกรรมการดำเนินชีวิตเพื่อแก้ไขภาวะ Forward head posture อย่างจริงจัง การรักษาไม่ว่าจะทำอะไรแทบไม่ได้ช่วยผู้ป่วยเลยครับ
3. การตัดสินใจที่จะหายหรือไม่หาย ไม่ได้อยู่ที่ผู้รักษาครับ ผู้รักษาเป็นโค้ช แต่คนฝึกคือผู้ป่วย คนที่กำหนดว่าจะหายหรือทุเลาเป็นผู้ป่วย 80 % ผู้รักษาเพียง 20% เท่านั้นครับ
การรักษา muscle imbalance จึงจำเป็นต้องรักษาแบบองค์ลง อืมไม่ใช่ แบบองค์รวม การรักษากับวิชาชีพเฉพาะ การออกกำลังกาย การรักษาด้วยโภชนาการ การรักษาปรับสมดุลการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติมิให้เบี่ยงเบนไปเฉื่อยชาหรือเครียดเกินไป ทั้งนี้คือ เป็นการรักษาทางสายกลางจริง ๆ
บทความนี้หากเกิดประโยชน์หรือกุศลใดขอให้ผู้อ่านได้รับนะครับ จงมีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและจิตวิญญาณ
รักเสมอ
บรรณานุกรม
https://www.spine-health.com/.../forward-head-postures...
Muscolino JE. The muscle bone palpation manual with trigger points: referral patterns, and stretching. Elsevier, London, 2009.

*******************************************************

Episode 261 สะบักจม ตอนที่ 2 กล้ามเนื้อ Rhomboid
ถ้าจะต้องเขียนเรื่องสะบักจมให้สะใจ ต้องร่ายยาวให้ครบทุกมัด ตอนแรกๆท่านผู้อ่านอาจงง หลังจากอ่านเสร็จรับรองมั่วเลยครับ 555555 ปวดสะบักเป็นเรื่องใหญ่และต้องคิดเยอะมากเพราะโครงสร้างที่ทำให้ปวดสะบักมีมากมายจริง ๆ แต่ไม่เป็นไรนะครับ ครูจะพยายามเขียนเล่าให้นักเรียนอ่านไปเรื่อย ๆ
มีผู้รู้ท่านหนึ่งแนะนำว่า
“ทำไมไม่ทำคลิปสอนเลย”
ครูตอบท่านไปว่า
“ส่วนตัวชอบการเขียน สิ่งที่ร้อยเรียงด้วยความยากลำบาก บอกถึงความรักที่ลึกซึ้ง”
เหมือนหัวใจเรากว่าเราจะรับใครสักคนเข้ามาในใจ ต้องใช้เวลา ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานพอควร จึงจะเข้าใจกันและเดินทางกันไปได้นาน (ตลอดหรือเปล่าตอบไม่ได้ เพราะโลกมีแต่ความไม่แน่นอน”
การเขียนเป็นทักษะสุดท้ายในการถ่ายโอนชุดความคิด ยากนะครับ แต่ครูชอบ ครูว่าเป็นวิธีการคลาสสิคที่ไม่ล้าสมัย เสียดายแต่คนในปัจจุบันอ่านหนังสือน้อยลงมากครับ เออหนอ นอกเรื่องไปเยอะ กลับมาเรื่องอาการปวดกล้ามเนื้อ Rhomboid กันดีกว่านะครับ
1. กล้ามเนื้อ Rhomboid ถือว่าเป็นกล้ามเนื้อสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกล้ามเนื้อ Levator scapulae ตั้งแต่การพัฒนาในระยะเอมบริโอแล้วครับ
2. บางตำรากล่าวถึงกล้ามเนื้อ Rhomboid มีผลต่อการเกิดอาการปวดหลังด้านบนหรือ Superficial backache และพบว่าเขาสัมพันธ์กับอาการไหล่งุ้มหรือ Round shoulders ด้วย
3. บริเวณที่พบจุดกดเจ็บไกและบริเวณที่อาจพบอาการปวดแผ่ร้าวอยู่ขอบด้านในของกระดูกสะบัก ในบางคนเวลาขยับกระดูกสะบักอาจพบเสียงดังกรึ๊ด ๆ เหนียว ๆ บอกไม่ถูก ถ้าเป็นมากจนเป็นพังผืดแทรกจะเป็นปมแข็ง เวลาเข้าป่าเสือ หมาป่า หรือไฮยีน่าอาจต้องประชุมว่าจะกัดนางนี่ดีหรือไม่ เพราะอาจเขี้ยวหักได้ สิ่งนี้ทางคลินิกเรียกว่า snapping หรือ crunching noises
4. ในกรณีผู้ปวดเรื้อรังร่วมกับ central sensitization นั่นหมายถึงท่านมี active trigger point ท่านจะรู้สึกปวดด้านในกระดูกสะบักร้าวขึ้นท้ายทอยตลอดเวลา ตรวจสอบได้คือ ถ้ามีการขยับข้อไหล่ไปด้านหน้าและกลับหลังให้สะบักมีการเคลื่อนแบบกางออกสลับหุบเข้า อาการปวดจะทุเลาลงเล็กน้อย
5. อาการ 3 S ของกล้ามเนื้อ Rhomboid ที่ควรสังเกต คือ เขาเกิด Sprain เกิด strain หรือ เกิด spasm หรือเกิดทุกอย่างพร้อมกันก็ได้ กรณีที่เป็น sprain มักเกิดกับนักกีฬาเล่นเวทหรือกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวแขนอย่างรุนแรงจนเกิดการฉีกขาดของเอ็นยึดกระดูกที่อยู่ใกล้กล้ามเนื้อนี้
6. กรณี strain มักเกิดจากกล้ามเนื้อหรือเอ็นกล้ามเนื้อกระชากจนฉีกขาดบางส่วน ส่วน spasm มักเกิดกับการเคลื่อนไหวคอ ข้อไหล่ และสะบักผิดท่า เช่น จะล้มแล้วยั้งตัวไว้ แต่แต่เบรกรถกะทันหันแล้วยั้งศีรษะไว้มิให้กระชาก กล้ามเนื้อ Rhomboid จะเกร็งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว คนที่ขับรถทางไกลเป็นระยะเวลานาน กล้ามเนื้อ Rhomboid เสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดได้มาก
7. เนื่องจากจุดเกาะอยู่ระหว่างกระดูกสันหลังบริเวณอก คร่อมผ่านกระดูกซี่โครงทางด้านหลัง และเกาะที่ขอบในของกระดูกสะบัก กรณีเคลื่อนไหวศีรษะ ก้มคออ่านมือถือ หายใจ เคลื่อนไหวข้อไหล่และแขน สามารถกระตุ้นอาการปวดกล้ามเนื้อมัดนี้ได้ทุกอย่าง และหากกระทบถึงการหายใจจะเหนี่ยวนำให้กล้ามเนื้อช่วยหายใจมัดอื่น ๆ เกร็งตัวตามไปด้วย การขยายของ upper chest จะกระทำได้ยาก และเมื่อออกกำลังกายจึงทำให้เหนื่อยง่ายหายยากครับ
8. ใครบ้างที่เสี่ยง ตอบเลยครับ นักกีฬาที่ต้องใช้ข้อไหล่ เช่น ขว้างเบสบอส ตีเทนนิส วอลเล่ย์บอล ว่ายน้ำ ตีกอล์ฟ (เล่นไพ่นานก็น่าจะปวดได้นะครับ) และคนที่มักแบกหรือหิ้วกระเป๋าหนัก ดังเคยมีรายงานว่า คำว่า หนักเป็นนามธรรม หนักของใครคือของคนนั้น พิจารณานะครับ ถ้าแบกสิ่งของไม่นานแล้วเมื่อยนั่นหมายถึง อาจจะหนักไปสำหรับเรา
9. รักษาหายหรือไม่ คำถามนี้ตอบยากเพราะขึ้นกับปัจจัยมากมาย แต่หลักการที่ได้รับการยอมรับคือ ปรับอย่างไรให้กล้ามเนื้อมัดนี้ ไม่ tight และไม่ weak ปรับอย่างไรให้ความแข็งแรงทนทานของสองด้านพอๆกัน นั่นหมายถึง การป้องกัน muscle imbalance
10. เนื่องจากระบบการทำงานของกล้ามเนื้อนั้นเป็นชุด กล้ามเนื้อ Rhomboid ทำงานร่วมกับ Levator scapulae และกล้ามเนื้อ pectoralis minor ในการหมุนกระดูกสะบักลง เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพเราควรประเมินและรักษาชุดกล้ามเนื้อที่ทำงานร่วมกันอย่างลึกซึ้งครับ
11. หลังจากการลดปวดกล้ามเนื้อมัดนี้ได้ดีแล้วในช่วงของการฝึกออกกำลังกาย ควรเน้นเรื่อง การฝึกหายใจร่วมกับกล้ามเนื้อทรงท่ามัดอื่น ๆ ด้วยครับ บางครั้งการฝึกกล้ามเนื้อเพียงมัดเดียว เวลาไปทำงานกลุ่มกับคนอื่น กลับเข้ากับคนอื่นไม่ได้ พอตัวเองดีขึ้น แต่คนอื่นกลับปวดแทน อันนี้อาศัยทักษะของครูฝึกนะครับ
12. Posture กระตุ้นจุดกดเจ็บไกของกล้ามเนื้อ Rhomboid ให้สำแดงอาการคือ การนั่งโน้มตัวไปด้านหน้าพิมพ์คอมพิวเตอร์หรือเล่นมือถือนาน ๆ เราจะพบร่วมกับการนั่งไหล้งุ้มด้วยครับ
13. ผู้ที่มีกระดูกสันหลังคด (scoliosis) ความยาวขาสองด้านไม่เท่ากัน มักมีอาการปวดกล้ามเนื้อ Rhomboid ได้ง่าย
14. Therapist ที่ต้องการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ Rhomboid ควรตรวจประเมินปัญหาจากโครงสร้างต่อไปนี้ด้วย เพราะความผิดปกติของโครงสร้างที่จะกล่าวในข้อนี้ล้วนแต่ทำให้เกิดอาการปวดที่คล้ายกับปวดกล้ามเนื้อ Rhomboid ได้ โครงสร้างเหล่านั้นได้แก่ กระดูกสันหลังบริเวณคอ กระดูกสันหลังบริเวณอก กระดูกซี่โครง ข้อต่อ sacpulothoracic ส่วนโค้งของกระดูกสันหลังบริเวณคอต่อกับบริเวณอก หมอนรองกระดูกสันหลังบริเวณคอและอก การกดทับเส้นประสาท dorsal scapular อาการปวดกล้ามเนื้อ paraspinal กล้ามเนื้อ trapezius กล้ามเนื้อ serratus anterior และกล้ามเนื้อหน้าอก กล้ามเนื้อที่กล่าวมานี้อาจแสดงบริเวณปวดเหลื่อมซ้อนกับบริเวณปวดแผ่ร้าวของกล้ามเนื้อ Rhomboid
15. ท่าการออกกำลังกายเพื่อรักษาอาการปวด Rhomboid ที่นิยมใช้กันมาก ได้แก่ open book with pillow support และ shoulder flexion on wall with foam roller
16. open book with pillow support นอนตะแคงงอเข่างอสะโพก 90 องศา หนีบหมอนไว้ระหว่างเข่า ข้อไหล่สองข้างงอมาด้านหน้า 90 องศา ขณะหายใจออกกางข้อไหล่ด้านที่อยู่บนออกไปด้านหลังพร้อมกับหนีบหมอน ขณะหายใจเข้าหุบข้อไหล่กลับเข้ามาวางบนแขนอีกด้านหนึ่งพร้อมคลายการหนีบหมอน ทำซ้ำสัก 10 ครั้ง
17. shoulder flexion on wall with foam roller ท่านี้ต้องใช้ foam roller วางที่ผนัง ผู้ฝึกใช้แขนสองด้านกลิ้ง roller ขึ้นด้านบนขณะหายใจเข้า และกลิ้ง roller ลงล่างขณะหายใจออก ทำซ้ำ 10 ครั้งเช่นกันครับ
บรรณานุกรม
https://www.therehablab.com/updates?updates.php
https://theprehabguys.com/how-to-fix-rhomboid-pain/
https://www.healthline.com/health/rhomb ... n#symptoms
Desai MJ, Saini V, Saini S. Myofascial Pain Syndrome: A Treatment Review. Pain and Therapy. 2013 June; 2(1): 21-36
Yoo WG: Changes in pressure pain threshold of the upper trapezius, levator scapular and rhomboid muscles during continuous computer work. J Phys Ther Sci, 2013, 25: 1021–1022.
Sultan HE, Younis El-tantawi GA. Role of dorsal scapular nerve entrapment in unilateral interscapular pain. Arch Phys Med Rehabil. 2013;94:1118-1125.

**********************************************

Episode 262 สะบักจมกับอาการปวดคอ
สักสิบปีที่ผ่านมาคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่คงนึกถึงภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ช็อคโกแลต” ได้นะครับ เรื่องนี้ทำให้นางเอกจ๋า ญานิน แจ้งเกิดจากการเล่นบทบู๊โด่งดังไปทั่วเอเชีย ภายใต้คำฮิตว่า
เล่นจริงเจ็บจริง!!!
วลีเด็ดนี้ทำให้ครูอดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ขณะเขียนเรื่องสะบักจมกับอาการปวดคอ
“เขียนจริง ปวดจริง”
ตั้งคำถามแรกไว้ว่า “ทำไมนักวิทยาศาสตร์คิดว่าอาการปวดคอส่งผลต่ออาการปวดสะบักและในทางตรงกันข้ามหากมีอาการปวดสะบักอาจทำให้เกิดอาการปวดคอ”
เราลองมาทำความรู้จักกับเขากันเป็นข้อ ๆ นะครับ
1. ความสัมพันธ์ของอาการปวดสองบริเวณแบ่งเป็น อาการปวดสองบริเวณมีที่ใดที่หนึ่งเป็นเหตุนำให้เกิดอาการปวดอีกที่หนึ่ง หรืออาการปวดสองบริเวณนั้นไม่เกี่ยวข้องกันก็ได้ หรือคนเราอาจมีอาการปวดคอและอาการสะบักจมหรือปวดสะบักที่ไม่สัมพันธ์กันก็อาจเป็นไปได้ แต่ในวันนี้เราจะมาเน้นให้เห็นว่า ถ้าเกี่ยวข้องกันล่ะ นักวิทยาศาสตร์เขาคิดอย่างไร
2. แน่นอนครับ ไม่มีใครที่จับแพะชนแกะกันโดยไม่มีสาเหตุนำ แรกเริ่มอาจมีการสังเกตพบว่าผู้ป่วยปวดคอมีอาการปวดบริเวณสะบักร่วมด้วย จากนั้นจึงมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม ในปัจจุบันได้แบ่งขอบเขตงานวิจัยออกเป็นสามกลุ่มสำคัญ
3. กลุ่มแรก การศึกษาว่าความพร่องหน้าที่ของสะบัก หรือ scapular dysfunction เกี่ยวกับอาการปวดคอหรือไม่
4. กลุ่มสอง ในทางคลินิกเราจะตรวจประเมินได้อย่างไรว่าความพร่องหน้าที่ของสะบักเกี่ยวข้องกับอาการปวดคอจริง ทั้งปวดคอเป็นตัวนำและปวดสะบักเป็นตัวนำ
5. กลุ่มสาม การรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอร่วมกับปวดสะบัก ในตอนนี้ครูของนำเสนอเรื่อง scapular dysfunction กับ neck pain กันก่อนนะครับ
6. ก่อนที่จะเข้าสู่รายละเอียดครูขอสอนคำศัพท์ใหม่แก่นักเรียนบางท่านก่อนนะครับ หากกล้ามเนื้อใดเกาะระหว่างกระดูกสะบักไปยังกระดูกสันหลัง ในที่นี้เรียกว่า Axisoscapular muscles ครับ (Trapezius, levator scapulae, rhomboid หรือ serratus anterior แมนเบิ่ด)
7. จากการศึกษาในพนักงาน office สองกลุ่มคือ กลุ่มที่มีอาการและกลุ่มที่ไม่มีอาการ พบว่าในขณะที่พิมพ์คอมพิวเตอร์กลุ่มพนักงานที่มีอาการปวดคอเวลาพิมพ์คอมกระดูกสะบักจะเคลื่อนไปด้านหน้า หรือมี scapular protraction มากกว่ากลุ่มพนักงานที่ไม่มีอาการปวดคอ
8. การศึกษาอีกส่วนหนึ่งพบว่า เคลื่อนไหวหรือตำแหน่งของกระดูกสะบักเกิดไม่เท่ากันในคนทั่วไป ส่วนใหญ่สัมพันธ์กับแขนด้านที่ถนัด
9. นักวิชาการส่วนหนึ่งนำเอาเครื่องวัดสัญญาณไฟฟ้าในกล้ามเนื้อหรือ EMG และ MRI เข้ามาศึกษาการทำงานของกล้ามเนื้อกลุ่ม axioscapular เพื่อยืนยันให้แน่ชัด โดยเริ่มจากกล้ามเนื้อมัดใหญ่และศึกษาได้ง่ายคือ Upper trapezius
10. การศึกษาของ Zakharova-Luneva และคณและ Wegner และคณะพบว่า พนักงานที่มีอาการปวดคอขณะพิมพ์งานกล้ามเนื้อ middle trapezius มีคลื่นไฟฟ้าแสดงถึงการทำงานมากกว่ากลุ่มพนักงานที่ไม่มีอาการปวดคอ ในขณะที่ lower trapezius กลับดูเหมือนไม่แข็งแรงเท่ากับพนักงานที่ไม่มีอาการปวดคอ
11. การศึกษาเพิ่มเติมในผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอและไม่มีอาการปวดคอโดยให้ผู้ป่วยกางข้อไหล่และหมุนข้อไหล่ออกทางด้านนอกต้านแรงต้านและวัด EMG พบว่ากล้ามเนื้อ lower trapezius ของกลุ่มที่มีอาการปวดคอทำงานหนักมากกว่ากลุ่มที่ไม่มีอาการปวดคอ
12. สรุปว่าผลการศึกษาในข้อ 10 กับ 11 มีความขัดแย้งกันนะครับ สิ่งนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มกุมขมับเพราะพฤติกรรมแปลกของกล้ามเนื้อ Trapezius เขาเลยไม่กล้าสรุปว่าอะไรแน่ แต่บอกพวกเราว่าอาจเพราะว่าเขาวัดในวิธีการที่แตกต่างกัน เราก็ต้องงงกันต่อไปนะคะ
13. แต่นักวิชาการที่ทำการศึกษาต่อมาก็ไม่ยอมแพ้ และพบว่าในผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอมักพบว่ากล้ามเนื้อ upper trapezius จะมีความตึงตัวและก่อให้เกิดอาการปวดได้ สัมพันธ์กับการใช้งานซ้ำ ๆ และเป็นงานหนัก นอกจากนั้นยังมีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอร่วมกับปวดสะบักมักมีความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าได้ง่าย
14. ยังไม่พอหรือครับ เขายังศึกษากันต่อไปถึงกล้ามเนื้อ serratus anterior ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอขณะที่มีการยกแขนทำงานซึ่งมีองศาการเคลื่อนไหวของข้อไหล่แตกต่างกัน การศึกษานี้ นำเอา EMG และ muscle MRI มาใช้เป็นเครื่องมือ โดยงานของ Helgadottir และคณะพบว่ากล้ามเนื้อ serratus anterior ในกลุ่มที่มีอาการปวดคอจะถูกกระตุ้นให้ทำงานยาก หากพูดให้ง่ายคือ เมื่อปวดคอ การกระชับกระดูกสะบักโดยกล้ามเนื้อมัดนี้กลับแย่ลงเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ปวดคอ
15. ต่อมา Sheard และคณะ พบสิ่งที่ลึกเข้าไปอีกว่ากล้ามเนื้อ serratus anterior ส่วนบนและส่วนล่างของคนที่ปวดคอจะด้อยประสิทธิภาพลงในการเคลื่อนไหวข้อไหล่และสะบักเช่นกัน
16. Shahidi และคณะพบว่าในคนที่มีอาการปวดคอมักมีภาวะไม่แข็งแรงของกล้ามเนื้อ Rhomboid และ middle trapezius ดังนั้นการเกิดกลุ่มอาการสะบักจมจึงเกิดได้ง่ายกับคนที่ปวดคอมาก่อน
17. Peterson และคณะพบว่า หากเราปวดคอด้านซ้ายเรามักพบว่า lower trapezius ด้านซ้ายมักไม่แข็งแรงเท่าด้านขวา (หากปวดคอสองข้าง ดิฉันขอบอกว่าตัวใครตัวมัน555555)
สิ่งที่เราแบ่งปันกันมา 17 ข้อทำให้ครูสรุปให้นักเรียนได้เห็นว่า
1. คงจำเป็นแล้วล่ะที่เราต้องตรวจประเมินคนปวดคอกับปวดสะบักไปด้วยกัน และหาให้ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสัมพันธ์หรือไม่สัมพันธ์กันอย่างไร
2. การรักษาผู้ป่วยปวดคอ ต้องรักษาความผิดปกติของการใช้แขนร่วมด้วย
3. การรักษาผู้ป่วยปวดคอและมีอาการสะบักจม ต้องตรวจประเมินแบบแผนการหายใจร่วมด้วย และในบางรายอาจต้องพิจารณาว่าเขามีอาการปวดเอว เชิงกรานหรือข้อสะโพกร่วมด้วยหรือไม่ เพราะจากการปวดคอและปวดสะบัก อาจมีผลทำให้ขาสองด้านของผู้ป่วยยาวไม่เท่ากันได้
4. จริงหรือไม่ที่เราอาจพบผู้ป่วยปวดคอและสะบักซ้อนในผู้ป่วยที่ปวดข้อต่อขากรรไกรหรือ Temporomandibular disorder และถ้าเกี่ยวจริง ต้องมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างให้เราตามไปคลี่คลาย
เรื่องปวดคอและปวดสะบักถือเป็นมหากาพย์ที่เราต้องคุยกันต่ออีกหลายตอน เรื่องราวนี้อาจลึกลับซับซ้อนที่มองแยกระบบไม่ได้ นักกายภาพบำบัดหรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องอาจจะต้องมาคุยร่วมกันเสียด้วยซ้ำว่า คุณหมอจะทำอย่างไร นักกายภาพบำบัดทำอะไรได้บ้าง หรือครูฝึกออกกำลังกายจะฝึกเช่นไร รวมถึงนักโภชนาการ เภสัชกร
เรื่องนี้ชวนให้เราติดตามอย่างไม่มีวันจบ ครูยังคงเป็นเพื่อนนักเรียนเรื่อยไปนะครับ ถ้ายังมีแรงทำก็จะทำให้ดีที่สุด เราจะได้ไม่เสียดายว่าวันหนึ่งที่เราจากกันไปแล้วเราไม่ได้ทำดีต่อกัน
“เวลาเป็นสิ่งที่เราซื้อคืนกลับมาไม่ได้ หากเราจะแสดงออกซึ่งความดี ความรักกับใครก็รีบทำอย่ารอ และอย่าคิดว่าเขารู้แล้ว ยังไงก็รู้ เพราะเพียงชั่วสายลมพัด เราอาจไม่มีโอกาสนั้นอีกเลย”
รักนะคะ
บรรณานุกรม
Therapy, level 5. J Orthop Sports Phys Ther 2014;44(6):435–439. Epub 10 May 2014. doi:10.2519/jospt.2014.5038
https://www.jospt.org/doi/full/10.2519/jospt.2014.5038
https://www.mindandbodychiro.com.au/.../pain-spreading.../
http://physio.hey.nhs.uk/common-injurie ... k-injuries

*****************************************

Episode 263 Psoas syndrome
ครูบาอาจารย์บันทึกไว้ว่า กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ psoas พบได้น้อยมากพอ ๆกับหาแฟนดีดีสักคน คือถ้าเปรียบเทียบกับหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้น อาการปวดหลังส่วนล่าง อาการปวดข้อต่อกระเบนเหน็บ หรือข้อสะโพกอักเสบ เมื่อเทียบกับกลุ่มอาการนี้ถือว่ามีความชุกมากกว่าครับ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พบได้ไม่บ่อย เมื่อพบเข้ามาอาจทำให้เราหลงทางในการรักษาไปได้ครับ (เหมือนที่ตัวเองได้หลงทางไปพอสมควร) เพราะอาการและอาการแสดงคล้ายกับอาการปวดหลังส่วนล่างมากครับ มาครับเราเข้าไปเรียนรู้เรื่องของเขากันดีกว่า
1. กล้ามเนื้อ psoas มีสองมัดแยกกันเป็น major กับ minor เขามีจุดเกาะอยู่ระหว่างกระดูกสันหลังบริเวณอกระดับที่ 12 กระดูกสันหลังบริเวณตั้งแต่ระดับ 1-5 ลักษณะกล้ามเนื้อนั้นยาวมีคนศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยความยาวของกล้ามเนื้อมัดนี้ราว 16 นิ้ว ในบริเวณเดียวกันนี้เอง หากมีการเปรียบเทียบตำแหน่งกับกล้ามเนื้อ quadratus lumborum เขาจะอยู่หน้าและในต่อกล้ามเนื้อมัดนี้ ดังนั้นบริเวณที่มีอาการปวดแผ่ร้าวจะคล้ายกับ quadratus lumborum ได้ครับ ต้องแยกดีดี
2. พอเขาเกาะลงมายังด้านล่างเข้าสู่เชิงกราน กล้ามเนื้อ psoas จะผ่านด้านหน้าข้อต่อกระเบนเหน็บหรือ sacroiliac joint และแฝงเส้นใยกล้ามเนื้อไปกับกล้ามเนื้อชื่อ iliacus รวมกันเป็นกล้ามเนื้อ iliopsoas ไปเกาะปลายที่ด้านหลังและในต่อ lessor trochanter
3. เส้นประสาทที่เลี้ยงมาจาก lumbar plexus ระดับ L2-L4 เลี้ยงกล้ามเนื้อ psoas major และแขนงของ L1 เลี้ยงกล้ามเนื้อ psoas minor ส่วนเส้นประสาทไขสันหลัง L2-L3 เลี้ยงกล้ามเนื้อ iliacus ดังนั้นหากผู้ป่วยมีปัญหาของเส้นประสาทระดับนี้ควรตรวจเพิ่มเติมครับ
4. หน้าที่ของกล้ามเนื้อ Iliopsoas มีสองอย่างหลัก ๆ คือ ถ้าเขาหดตัวจากล่างขึ้นบนเขาจะช่วยในการงอข้อสะโพก คนที่เดินมาก ๆ ขับรถนาน ๆ กล้ามเนื้อมัดนี้มีแนวโน้ม tight ได้ครับ ในทางตรงกันข้ามหากตรึงจุดเกาะด้านล่างกล้ามเนื้อมัดนี้จะทำหน้าที่ก้มตัวมาทางด้านหน้า แต่เขามีความซับซ้อนที่เราอาจนึกไม่ถึงคือ
5. กล้ามเนื้อ psoas major เหมือนจะช่วยก้มลำตัว แต่ถ้ายืนตรงเขาจะทำหน้าที่ช่วยในการเกิด lumbar extension และทำให้เกิดส่วนโค้ง lordosis ของเอวครับ
6. กล้ามเนื้อ iliopsoas มีกำลังเล็กน้อยในการหมุนข้อสะโพกออกทางด้านนอกและช่วยกางข้อสะโพก ดังนั้นหากเราต้องการยืดกล้ามเนื้อมัดนี้ ควรเหยียดข้อสะโพกร่วมกับการหมุนข้อสะโพกเข้าด้านในเล็กน้อยหรือไม่หมุนข้อสะโพกเลยก็ได้ แต่หากเราเพิ่มการหุบข้อสะโพกจะได้ประสิทธิภาพการยืดมากขึ้น พูดง่าย ๆ คือ เวลายืดเขาควรเหยียดข้อสะโพก หุบข้อสะโพก ร่วม/ไม่ร่วมกับการหมุนข้อสะโพกเข้าด้านใน
7. กล้ามเนื้อ Iliopsoas มีเพื่อนหลายกลุ่มที่มาช่วยงอสะโพก ได้แก่ กล้ามเนื้อ rectus femoris กล้ามเนื้อ pectineus นอกจากนั้นกล้ามเนื้อ Sartorius กล้ามเนื้อ tensor fascia latae กล้ามเนื้อ gracilis และกลุ่ม adductors ก็มีส่วนช่วย กล้ามเนื้อในกลุ่มที่ว่ามามักมีแนวโน้ม tight ส่วน antagonist ได้แก่ กล้ามเนื้อ gluteus maximus มักไม่แข็งแรง และเสริมด้วยการ tight ของ hamstrings
8. จากข้อ 7 หากต้องการรักษากล้ามเนื้อ iliopsoas ควรตรวจความยาวและความแข็งแรงของเหล่าผองเพื่อนเขาด้วยนะครับ
9. จากการศึกษาพบว่า นักกีฬาที่เสี่ยงต่อการเป็น psoas syndrome ได้แก่ นักวิ่ง กีฬาที่ต้องกระโดด (พวกที่กระโดดเชือกต้องระวัง)
10. เล่ามาเป็นตุเป็นตะ เชื่อไหมครับ การศึกษาในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนของกลุ่มอาการนี้
11. ลองตรวจสอบอาการตนเองดูนะครับ ว่ามีสิ่งต่อไปนี้หรือไม่
11.1 มีอาการปวดหลังส่วนล่าง
11.2 ปวดบริเวณเอวต่อกับกระเบนเหน็บหรือ lumbosacral region หากผู้ป่วยเล่าอาการมักจะบอกเราว่าปวดตรงเอวและก้นร้าวลงไปกระเบนเหน็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลุกจากท่านั่งขึ้นมายืน
11.3 ยิ่งพยายามยืนตรงยิ่งปวดหลังและสะโพก
11.4 บางคนปวดเชิงกรานและขาหนีบ
11.5 บางจังหวะของการเดินแทบจะเรียกว่าปวดจนต้องลากเท้า
12. อย่าเพิ่งตกใจนะครับถ้าอ่านมาถึงข้อนี้ จากการศึกษาพบว่าอาการปวดดังกล่าวอาจเกิดในคนที่มีปัญหาเหล่านี้ได้ เช่น นิ่วในไต ไส้เลื่อน ถุงน้ำของข้อสะโพกอักเสบ ต่อมลูกหมากอักเสบ หรือแม้แต่มะเร็งลำไส้ สิ่งเหล่านี้ต้องได้รับการยืนยันจากแพทย์เท่านั้นครับ
13. จากการวินิจฉัยที่ยากเย็นดังนั้น การศึกษาที่ผ่านมาจึงกล่าวแต่เพียงวิธีการรักษาที่เหมาะสมและดีสุดในเวลานี้คือการออกกำลังกาย ซึ่งมีแนวทางคือ เป็นการออกกำลังกายชนิด active ร่วมกับ passive ของกระดูกสันหลังบริเวณเอวและกระเบนเหน็บ ข้อสะโพก ร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อ iliopsoas (ดังที่บอกวิธียืด) หรือถ้าไม่ยืดก็ต้องใช้รีเฟล็กซ์ยับยั้งครับ การออกกำลังกายกล้ามเนื้อมัดนี้ควรฝึกแบบ closed kinematics chain exercise จะได้ผลดีกว่า open
14. สิ่งที่อยากกระซิบบอกอีกนิดคือ กล้ามเนื้อ psoas เป็นตัวรับแรงกระทำจากส่วนบนของร่างกายผ่านกล้ามเนื้อ erector spinae ดังนั้นการรักษา psoas อย่าละเลย erector spinae นะครับ
บทความนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากคนไข้คนหนึ่ง....ขอบคุณนะคะ ที่จุดประกายความคิดให้ติดตามเสาะหาองค์ความรู้เรื่องนี้และได้ทบทวน Myokinematic restoration ที่ร่ำเรียนมาให้แยบคายมากขึ้น
ขอให้เวลาที่เหลืออยู่ในโลกนี้ของครูได้ทำสิ่งดีงามและมีคุณค่าทิ้งไว้แก่คนรุ่นหลัง ตั้งใจว่าก่อนตายจะเขียนให้ได้ถึง Episode 1000 รออ่านนะครับ
บรรณานุกรม
• Tufo A, Desai GJ, Cox WJ. Psoas syndrome: a frequently missed diagnosis. J Am Osteopath Assoc. 2012 Aug;112(8):522-8.
• Agar M, Broadbent A, Chye R. The management of malignant psoas syndrome: case reports and literature review. J Pain Symptom Manage. 2004 Sep;28(3):282-93. Accessed 11/14/2018.
• Gharaibeh K, Lopez-Ruiz A, Yousuf T. Psoas Muscle Infiltration Masquerading Distant Adenocarcinoma. Case Reports in Gastrointestinal Medicine. 2014:986453. Accessed 11/14/2018.
• Stevens MJ, Gonet YM. Malignant psoas syndrome: recognition of an oncologic entity. Australas Radiol. 1990 May;34(2):150-4.
• Stevens MJ, Atkinson C, Broadbent AM. The malignant psoas syndrome revisited: case report, mechanisms, and current therapeutic options. J Palliat Med. 2010 Feb;13(2):211-6.
• Karageanes SJ. Principles of Manual Sports Medicine. Lippincott Williams & Wilkins; 2005.
• Chila AG. Foundations of Osteopathic Medicine. Lippincott Williams & Wilkins; 2010.
https://my.clevelandclinic.org/.../15721-psoas-syndrome
https://www.optimaphysio.com/.../how-good-is-your-psoas...

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมลิงค์ความรู้ครู Yodchai Boonprakob เรื่อง neuromuscular imbalance

โพสต์ โดย siri » จันทร์ มี.ค. 08, 2021 11:33 pm

Episode 264 ความเจ็บปวดที่ฝังจำ
ในโลกของ Neuroscience ได้จารึกชื่อครูท่านหนึ่งไว้ให้โลกจำคือ Ronald Melzack
ใครเรียนเรื่องปวดแล้วไม่รู้จักท่าน ก็เหมือนมาขอนแก่นแล้วไม่ไปลอดใต้ขอนไม้นั่นแหละครับ
ทฤษฎี Gate control ของท่านโด่งดังไปทั่วโลก และยังคงเป็นสิ่งที่ไม่ได้เลือนหายไปกับกาลเวลา ทฤษฎีดังกล่าวเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1965 จำง่ายปีนั้น คุณอาภัสรา หงสกุลได้เป็นนางงามจักวาล และต่อมาแม้ทฤษฎีที่ท่านคิดค้นในปี ค.ศ.1990 จะไม่ปังเท่า แต่ก็กระตุกโลกให้สะเทือนกับองค์ความรู้เรื่องนี้ไม่น้อยครับ
The neuromatrix theory of pain!!!!
ทฤษฎีนี้ได้กล่าวว่า “อาการปวดที่เรารู้สึกได้อาจไม่จำเป็นที่สมองต้องแปลสัญญาณที่มาจากเนื้อเยื่อซึ่งบาดเจ็บเสมอไป บางครั้งร่องรอยความเจ็บปดวอาจเกิดขึ้นเองจากเครือข่ายของเซลล์ประสาทในสมองของเรานี่เอง”
ความเจ็บปวดถือเป็นความทรงจำอย่างหนึ่งที่สมองเก็บบันทึกไว้ ดังนั้นบางครั้งรอยโรคที่เกิดอยู่บริเวณกล้ามเนื้อหรือข้อต่อได้หายไปแล้ว แต่สมองยังแปลว่าเจ็บได้นะครับ
และเมื่อความรู้สึกเจ็บปวดพ่วงไปกับระบบลิมบิคที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ด้วยแล้ว
ไม่แปลกเลยที่ ยิ่งเครียดยิ่งปวด!!!!!
ทฤษฎี neuromatrix จึงได้รับความนิยมมาใช้ในการอธิบายอาการปวดเรื้อรังหรืออาการปวดจากการทำลายเนื้อเยื่อระบบประสาท เช่น Phantom limb pain คือ ตัดแขนไปแล้วแต่ยังรู้สึกเหมือนมีแขนอยู่ร่วมกับมีอาการปวด
เครือข่ายผิดปกติของเซลล์ประสาทในสมองที่ก่อให้เกิดอาการปวดนี่เอง บ้างเราเรียกว่า Neurosignature บ้างก็เรียกว่า รอยเปื้อนในสมอง
ทฤษฎีนี้เองได้นำให้นักวิชาการและบุคลากรทางการแพทย์เริ่มมองเห็นวิธีการรับมือกับอาการปวดของคนไข้แบบสหวิชาชีพหรือ Multidisciplinary approach เพราะเขาเริ่มเข้าใจว่าอาการปวดเรื้อรังอาจไม่ได้เกิดจากบริเวณที่มีการบาดเจ็บเท่านั้นแล้ว แต่ยังมีองค์ประกอบอีกมากมายที่ผสมผสานกันก่ออาการปวดออกมา
ยิ่งปวดนาน สมองยิ่งปรับตัว
ยิ่งปวดนาน อาการปวดยิ่งซับซ้อน
ความปวดกับความเครียดจึงเป็นเป้าหมายให้นักวิชาการเดินทางเข้าไปสืบค้นหาความจริงอย่างต่อเนื่องและดูเหมือนว่า ยิ่งเราวิ่งตามเข้าไปเป้าหมายก็วิ่งหนีเรา
จากองค์ความรู้เกี่ยวกับ The body-self neuromatrix มีสิ่งหนึ่งที่สะกิดใจให้ตระหนักคือ การเกิด neuromatrix มีส่วนเกี่ยวพันตั้งแต่ระดับจีน (gene) และการกระจายของเครือข่ายผิดปกตินี้ไม่อาจคาดเดาว่าจะเกิดที่ส่วนใดของสมองได้บ้าง
ดังนั้นคนที่ปวดเรื้อรัง ทำไมพฤติกรรมเปลี่ยน ทำไมทัศนคติเปลี่ยน แม้แต่การเรียนรู้ก็ยังเปลี่ยน
ปวดเรื้อรังถ้าปวดมาก บางคนหงุดหงิด บางคนก้าวร้าว
ปวดเรื้อรังบางคนปลงได้ บางคนท้อแท้ และบางคนมองลบสุดสุดไปเลยว่า
“ทำไมฉันโชคร้ายกว่าคนอื่นที่ต้องปวด (catastrophizing sensation)”
นั่นคือสิ่งสะท้อนทัศนคติหรือไม่
บางคนก็เจ็บจนเข้าใจ
ทฤษฎีนี้ทำให้วงการวิชาการเริ่มตื่นตัวนำรูปแบบชีวจิตวิทยาสังคม (The Biopsychosocial model) มาอธิบายเรื่องอาการปวดว่า เกี่ยวทั้งปัจจัยด้านกาย ด้านจิต และสังคม
เรารู้น้อย เราจึงหวงร่างกายของเรามาก
เราท่องได้ ว่าคนเราต้องแก่ ต้องป่วย ต้องตาย
แต่ทำไมป่วยเรากังวล พอใกล้ตายเราจึงอยากอยู่ต่อ
หรือหมดหวังเราก็ปล่อยกายนี้ไปตามยถากรรม ปล่อยแต่กายแต่ใจยึดไว้เต็มๆ
เพราะรูปกับนามนั้นรวมกัน เรามีความเป็นเจ้าของ เราจึงมีความคาดหวัง
เมื่อไม่เป็นดังหวังเราจึงเห็นเป็นทุกข์
แนวทางการรักษาอาการปวดเรื้อรังจึงไม่ได้สอนว่า “งั้นเธอก็ปลงเถอะ แล้วก็อยู่กับความปวดด้วยความเจ็บปวดใจไปด้วยก็แล้วกัน”
แต่รูปแบบชีวจิตวิทยาสังคมต้องการเน้นให้เราเห็นว่า
รอยโรคอยู่ตรงไหนก็ไปรักษาตรงนั้นแหละ
แต่การปรับเปลี่ยน neuroplasticity ด้วยการเข้าใจ ยอมรับ การฝึก synapse ใหม่ๆในสมองให้เด่นขึ้นมา จึงจะมีผลลดความเด่นของ neuromatrix ลงได้
การข่มความผิดปกติของ Neuromatrix อาจทำได้จาก ไปสนใจสิ่งอื่นให้จดจ่อ บ้างก็เรียกว่า mindfulness เช่น ปวดกล้ามเนื้อแต่ไปอยู่กับลมหายใจ สิ่งนี้ครูบาอาจารย์สอนว่าเป็นสมถะ
การเข้าใจและการยอมรับจริง ๆ ไม่ได้เกิดได้จากคนสอน แต่จากปัญญาหรือ synaptic pathway ในสมองของเราเองที่สามารถเชื่อมโยงไตร่ตรอง จนมองขาดว่า เราจะอยู่อย่างไรแบบไม่ทรมาน
เจ็บจนเข้าใจ
ดังนั้นเชื่อเถอะครับว่า
“ถ้าใครคิดว่ามาหาครูแล้วใช้ manual therapy อย่างเดียวแล้วจะหาย อาจไม่ใช่สิ่งที่ใช้ แม้แต่การออกกำลังกายก็อาจจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่ทุกวิธีการรักษาจะเป็นเหมือนสายน้ำแต่ละสายที่จะไหลลงสู่มหาสมุทร”
น้ำในมหาสมุทรแยกไม่ได้หรอกครับว่ามาจากคงคา เจ้าพระยา หรือแม่น้ำไนล์
การเยียวยาอาการปวดเรื้อรังจึงเหมือนมหาสมุทรที่รวมการรักษาหลากหลายเฉกเช่นแม่น้ำหลายสายที่ไหลมารวมกัน
เมื่อถึงเวลา......เขาจะดีขึ้น
แต่จงเชื่อเถิดว่า ถ้ายังไม่สิ้นอายุขัย ร่างกายจะปรับตัวจนเราอยู่ได้ตามสภาพ หากมีการฝึกฝนทางจิตใจร่วมด้วยแล้ว
เราจะอยู่ได้อย่างไม่ทรมาน
ถูกผิดเช่นไร ลูกกราบแทบเท้าขอขมาพระศาสดาพุทธเจ้าผู้ทรงไว้ซึ่งมหาปัญญา และมหากรุณาธิคุณอันหาที่เปรียบมิได้
กระแสกรรมพาคนเราเวียนว่ายมาเจอกันครั้งแล้วครั้งเล่า
เราเจ็บปวดแล้วเจ็บปวดอีก เพราะธรรมชาติมิได้ฟังการสวดอ้อนวอนของเรา
เขาดำเนินของเขาไป เราต่างหากที่ต้องอยู่กับธรรมชาติ
เวลาของคนเราสั้นยาวไม่เท่ากันและไม่รู้ว่าจะจากกันวันไหน
ด้วยความรักยิ่ง
บรรณานุกรม
1. Chapman, C. Richard (1996). "Neuromatrix theory". Pain Forum. 5 (2): 139–142. doi:10.1016/S1082-3174(96)80051-1.
2. ^ Melzack, Ronald (1990). "Phantom limbs and the concept of a neuromatrix". Trends in Neurosciences. 13 (3): 88–92. doi:10.1016/0166-2236(90)90179-E. PMID 1691874. S2CID 8639462.
3. ^ Fuchs, Perry N.; Peng, Yuan Bo; Boyette-Davis, Jessica A.; Uhelski, Megan L. (5 May 2014). "The anterior cingulate cortex and pain processing". Frontiers in Integrative Neuroscience. 8: 35. doi:10.3389/fnint.2014.00035. PMC 4017137. PMID 24829554. A number of different lines of evidence indicate that the ACC is a critical brain region that is part of the neuromatrix involved in pain processing
4. https://link.springer.com/cha.../10.100 ... 0-5640-6_2

****************************************************

Episode 265 กล้ามเนื้อ Psoas เธอเป็นมากกว่ากล้ามเนื้อช่วยเดิน
เป็นเรื่องยากที่จะเล่าเรื่องของกล้ามเนื้อ Psoas ให้จบได้ตอนเดียว ถ้าใครได้อ่านตอนก่อนครูได้เล่าถึง อาการปวดกล้ามเนื้อมัดนี้ และในตอนนี้จะเน้นให้เห็นว่า เขามีหลากหลายหน้าที่จะเรานึกไม่ถึงทั้งหมด
และขอบอกว่า กล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆนี้สามารถรบกวนสุขภาพที่ดีของเราได้หลายระบบเลยทีเดียวถ้าเขาเกิดเกเรขึ้นมา
1. ทบทวนอีกครั้งว่ากล้ามเนื้อ psoas ถือว่าเป็นกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว มีจุดเกาะที่แปลกคือ ด้านบนมีใยกล้ามเนื้อประสาทไปกับกะบังลม กระดูกสันหลังบริเวณอกชิ้นที่ 12 กระดูกสันหลังบริเวณเอวทั้ง 5 ชิ่น และหมอนรองกระดูกสันหลังระดับที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงผ่านเข้าไปในเชิงกรานและไปเกาะที่ lessor trochanter ของกระดูกต้นขา โดยรวมเอ็นกล้ามเนื้อกับ iliacus
2. อย่าลืมแผ่น fascia ที่หุ้ม psoas นะครับ แผ่นพังผืดของเขาจะเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อสะโพก เอว และเชิงกรานรวมถึงไปเชื่อมต่อกับแผ่นพังผืดของอวัยวะภายในช่องท้องด้วย
3. ยามเราหายใจกล้ามเนื้อ psoas จะทำงานร่วมกับกะบังลม แม้ไม่ได้ช่วยให้ปอดขยายแต่อย่าลืมว่า เวลาที่เราหายใจเราต้องการความมั่นคงของกระดูกสันหลังเมื่อตั้งตรงไม่ว่าจะนั่งหรือยืน ถ้ากล้ามเนื้อมัดนี้ tight มากเราจะเอวแอ่นหรือมี lordotic curve มากขึ้น การขยายของโครงอกขณะหายใจเข้าจะลำบากขึ้นครับ ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่า ทำไมคนที่มีกล้ามเนื้อมัดนี้ tight จึงเป็นส่วนหนึ่งของการใจตื้นขึ้น และเสี่ยงต่ออาการปวดหลังได้ครับ
4. เนื่องจากแผ่นพังผืดที่หุ้มกล้ามเนื้อ psoas ไปหุ้มกะบังลมและกระดูกสันหลังด้วย หากเรามีความเครียด อัตราการหายในของเราจะเปลี่ยนเพราะว่า ความเครียดสามารถเร่งเร้าระบบประสาท sympathetic ให้เราหายใจถี่ขึ้น ผลคือ จะเกิดการเร่งเร้าทางอ้อมต่อกล้ามเนื้อ psoas และยิ่งทำให้คนนั้นมีอาการปวดขาหนีบ ปวดหลัง หรือปวดสะโพก ร่วมกับภาวะวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หรือภาวะเครียดได้ หลักการ body and mind connection นี่เองที่ทำให้เราเกิดแบบแผนการฝึกการหายใจและใช้ลมหายใจยับยั้งอาการปวดกล้ามเนื้อได้ (ท่าฝึกอยู่ในส่วนปฏิบัติการนะครับ)
5. ด้วยจุดเกาะของ psoas อยู่ด้านหน้าต่อกระดูกสันหลัง และอยู่ด้านหลังของอวัยวะของระบบทางเดินอาหารที่เลี้ยงด้วย Enteric nervous system รวมถึงหลอดเลือดและหลอดน้ำเหลืองของอวัยวะเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับตำแหน่งกล้ามเนื้อ psoas นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งคาดว่า การตึงหรือ tight ของกล้ามเนื้อนี้อาจส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะใน เช่น ลำไส้ใหญ่ (เขาอยู่ใกล้กัน) มดลูก หรืออวัยวะเพศ ก็ได้ ในทางตรงกันข้าม ศาสตร์ทางด้าน visceral manipulation เชื่อว่าการนวดอวัยวะในช่องท้องอาจส่งผลต่อการคลายกล้ามเนื้อที่อยู่รอบ ๆ และหนึ่งในนั้นมีกล้ามเนื้อ psoas ด้วยครับ
6. ปัจจัยที่ทำให้ psoas เกิดความผิดปกติได้รับการจัดลำดับคือ ความเครียดเรื้อรัง (แท้จริงแล้วความเครียดส่งผลต่อกล้ามเนื้อลายแทบทุกมัดในร่างกายและยังรบกวนการทำงานของอวัยวะทุกระบบ) ต่อมาคือ การนั่งทำงานหรือขับรถนาน ๆ การทำงานของ psoas ในท่าทางดังกล่าวนอกจากจะส่งเสริมให้กล้ามเนื้อ tight มากขึ้นแล้ว ยังทำให้เกิดคำสั่งยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อก้น และอาจนำไปสู่ภาวะไม่แข็งแรงของกล้ามเนื้อ gluteus maximus และอาจทำให้กล้ามเนื้อหมุนข้อสะโพกออกด้านนอกเกิด tight ตามมาจากภาวะไม่สมดุลนี้
7. กล้ามเนื้อหมุนข้อสะโพกออกด้านนอกมัดที่คนรู้จักดีคือ กล้ามเนื้อ piriformis และอาจระคายเคืองต่อเส้นประสาท sciatic และชาลงปลายเท้าได้ ดังนั้นถ้าต้องนั่งนาน ๆ ควรพักลุกเดินบ้าง หรือยืดกล้ามเนื้อมัดนี้บ้างนะครับ
8. คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า กล้ามเนื้อ psoas เป็นกล้ามเนื้อที่มีแนวโน้ม tight เท่านั้น ขอบอกไม่จำเป็นนะครับ นั่นหมายถึงคนส่วนใหญ่ บางคน weak ก็มีครับ ตรวจประเมินให้ดีแล้วกัน แต่ถ้าเขา tight มักทำให้เราตรวจพบว่า ผู้ป่วยมักมีขาสั้นยาวไม่เท่ากัน (สาเหตุส่วนหนึ่งเท่านั้น) เมื่อยืนหรือนั่งเอวแอ่นมาก (อันนี้ต้องตรวจกล้ามเนื้อหลังร่วมด้วย)
9. แต่ถ้ากล้ามเนื้อ psoas มีภาวะ weak เราจะพบหลังแบนที่ระดับเอว และมักพบร่วมกับภาวะ tight ของ hamstrings และนั่นหมายถึง จะเกิดผลรบกวนความมั่นคงของข้อต่อกระเบนเหน็บ และทำให้ปวดรังเรื้อรังได้อีกแบบด้วยครับ
10. หากมีใครถามว่า “อวัยวะใดวางตัวแนบอยู่บนกล้ามเนื้อ psoas” คำตอบคือ ไตและต่อมหมวกไต เมื่อเราหายใจเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพการหดตัวคลายตัวของ psoas จะเหมือนการนวดไตและเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงไตและต่อมหมวกไต และเราทราบกันดีแล้วว่าต่อมหมวกไตมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียด นั่นทำให้นักวิชาการอยากรู้ต่อไปแล้วว่า นี่ใช่ไหมที่ทำให้พวกเขาคิดว่า การทำงานของ psoas มีความเกี่ยวข้องกับความเครียดและการหายใจ อย่างไรเสีย ในอนาคตน่าจะมีงานวิจัยออกมาแสดงองค์ความรู้นี้มากยิ่งขึ้น
โดยสรุป องค์ความรู้สำคัญในการป้องกันและรักษากล้ามเนื้อ psoas ที่มีภาวะ tight คือ
1. ออกกำลังกายด้วยการยืด ทำด้วยวิธีใดให้ผู้เกี่ยวข้องแต่ละวิชาชีพคิดต่อเองนะครับ แต่การยืดที่ดีต้องไม่ยืดจนเกิดการบาดเจ็บครับ
2. หลีกเลี่ยงการนั่งนาน ๆ ต้องเปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ
3. ฝึกการหายใจร่วมกับการยับยั้งภาวะหดตัวมากเกินของกล้ามเนื้อ psoas ศาสตร์ที่ครูเรียนมาคือ postural respiration
4. ฝึกการหายใจร่วมกับการขยับเชิงกรานในการรักษา lordotic curve ให้เป็นปกติ
แม้ว่าในอาทิตย์นี้จะเป็นช่วงเวลาที่หนักหน่วงช่วงหนึ่งของชีวิต แต่ใจตัวเองไม่เคยหยุดรักที่จะอ่านและเขียน และทำสิ่งที่ตัวเองรัก
ความรักและความศรัทธาไม่ทำให้เราหันหลังกับใครหรือสิ่งใด
แต่นั่นเราย่อมรู้ได้ด้วยปัญญาของเราเอง หาทำให้คนอื่นมาซาบซึ้งหรือเข้าใจเราได้ไม่
สุดท้าย สิ่งดีที่มาจากใจ วาจา และกาย ของเรา จะคุ้มครองตัวเราผู้เป็นคนสร้างเหตุเสมอ
จงอย่าหันหลังให้กับความดี
จงอย่าทิ้งศรัทธาและปัญญาแห่งธรรมชาติ
เพราะหากในวินาทีนี้ผ่านไป เราจะย้อนกลับมาแก้ไขสิ่งใดไม่ได้อีกเลย
ด้วยความรัก
บรรณานุกรม
• Tufo A, Desai GJ, Cox WJ. Psoas syndrome: a frequently missed diagnosis. J Am Osteopath Assoc. 2012 Aug;112(8):522-8.
• Agar M, Broadbent A, Chye R. The management of malignant psoas syndrome: case reports and literature review. J Pain Symptom Manage. 2004 Sep;28(3):282-93. Accessed 11/14/2018.
• Gharaibeh K, Lopez-Ruiz A, Yousuf T. Psoas Muscle Infiltration Masquerading Distant Adenocarcinoma. Case Reports in Gastrointestinal Medicine. 2014:986453. Accessed 11/14/2018.
• Stevens MJ, Gonet YM. Malignant psoas syndrome: recognition of an oncologic entity. Australas Radiol. 1990 May;34(2):150-4.
• Stevens MJ, Atkinson C, Broadbent AM. The malignant psoas syndrome revisited: case report, mechanisms, and current therapeutic options. J Palliat Med. 2010 Feb;13(2):211-6.
• Karageanes SJ. Principles of Manual Sports Medicine. Lippincott Williams & Wilkins; 2005.
• Chila AG. Foundations of Osteopathic Medicine. Lippincott Williams & Wilkins; 2010.
https://my.clevelandclinic.org/.../15721-psoas-syndrome
https://www.optimaphysio.com/.../how-good-is-your-psoas...

*****************************************************************

Episode 266 ปวดกล้ามเนื้อและพังผืดเกี่ยวกับการหายใจด้วยหรือ
หลังจากที่คนไข้ของฉันลุกขึ้นจากเตียง เธอหันมายิ้มกับฉันแล้วพูดเบา ๆ ว่า
“หนูเหมือนกลับไปเป็นสาวอีกครั้ง ไม่ทราบอุปาทานหรือเปล่า แต่ยืนแล้วอาการปวดคอและปวดสะบักหายไปแทบหมด หัตถบำบัดผสมการหายใจเป็นเรื่องแปลกจริงค่ะ”
“แต่ไม่หายตลอดนะคะหมอ หมอฝึกฝนให้ตลอดนะคะ ลมหายใจคือการรักษาไว้ซึ่งกายและจิตวิญญาณของเรา เราเจอกันแค่เพียงอาทิตย์ละครั้งแต่หมอจะหายด้วยตัวหมอเองนะคะ”
ภาพเส้นเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อคอและสมองในห้วงความคิดของฉันเด่นชัด และฉันกราบครูแพทย์แผนไทยที่พัฒนากลไกการปิดประตูลมให้ฉันนำมาประยุกต์กับการรักษาสะบักจมครั้งนี้ ด้วยหลักการที่เหมือนกัน
Myofascial release หรือการนวดคลายกล้ามเนื้อและพังผืดทำให้เนื้อเยื่อนี้นุ่มตัว เมื่อกล้ามเนื้อคลาย หลอดเลือดเล็ก ๆที่เลี้ยงกล้ามเนื้อขยายตัว ปริมาณก๊าซออกซิเจนไปยังจุดกดเจ็บไกมากพอที่จะทำให้ระดับความปวดลดลง ถ้าอ้างอิงจากทฤษฎี Energy crisis จากองค์ความรู้นี้ถ้าเราตามแขนงย่อยของหลอดเลือดได้ เราจะรู้ตำแหน่งที่จะกดค้างให้หลอดเลือดตีบลงชั่วคราว แล้วจึงปล่อยให้สอดคล้องกับการหายใจของผู้ป่วยเอง หลังจากนั้นแหละที่ผู้ป่วยต้องไปฝึกฝนการหายใจต่อ
เพราะสิ่งที่ฉันถามตัวเองคือ คนไข้ต้องวนอีกกี่รอบเพราะแค่ทุเลา ไม่ได้หายไปจริง ๆจากอาการปวดของจุดกดเจ็บไก
คำตอบที่ผุดขึ้น ทำอย่างไรก็ได้ให้ก๊าซออกซิเจนไปยังจุดกดเจ็บไกให้ได้นานที่สุดก่อนที่จะเกร็งขึ้นมาอีกจากการใช้งานกล้ามเนื้อ
คำตอบเดียวเท่านั้น การหายใจ
เพราะการหายใจนำไปสู่การผสมผสานกับการออกกำลังกายได้
การฝึกการหายใจอาจแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้สองกลุ่มคือ
ฝึกเพื่อประกอบการออกกำลังกาย หายใจให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของกาย
และฝึกการหายใจเพื่อให้การหายใจมีศักยภาพในการรักษาไว้ซึ่งชีวิตได้นานเท่าที่จะทำได้
สองวิธีการนี้ต่างกัน
โยคะถือเป็นศาสตร์ล้ำลึกที่เดินทางผ่านกาลเวลาและข้อสงสัยของนักวิทยาศาสตร์มาอย่างสง่าผ่าเผยหลายพันปี
ปราณยามะสามารถฝึกแยกได้ และนำมาฝึกร่วมกับอาสนะดังที่นิยมกันในโลกปัจจุบัน
การได้เรียนหลักสูตรการหายใจขั้นสูงครั้งนี้ทำให้รู้ว่า สิ่งที่นักกายภาพบำบัดคนหนี่งอย่างฉันเคยเรียนมา นั่นเรียกว่า ฝุ่น
ครูโยคะหลายคน ไม่ว่าจะเป็นครูไกด์ ครูสุข ครูตั้ว ครูนิล และอีกหลายท่านฉันถือเป็นครูที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะรู้อานาปานสติศาสตร์
“โยมไปเรียนนะให้แตกฉาน แล้วเอาความรู้นั้นมาช่วยกันกับเพื่อน ๆ” พระรุจ โพธิญาณกล่าวแก่ฉันโดยเมตตา
ฉันคิดว่า นักเรียนของฉันคงพร้อมแล้วที่จะตามฉันไปด้วยกัน ในโลกแห่งการหายใจ
1. คนเราสามารถควบคุมการหายใจได้ส่วนหนึ่ง นั่นคือ เราสามารถหายใจเร็ว หายใจช้าได้ในสภาวะปกติ แต่ถ้าเราเครียด เราเหนื่อย เราโกรธ การหายใจของเราจะตกอยู่ในอิทธิพลของระบบประสาทอัตโนมัติทันที และยิ่ง sympathetic เด่นเท่าใด หมายถึงยิ่งเครียด เรายิ่งหายใจถี่ ตื้นและไม่อิ่ม
2. ในสภาวะที่ตกอยู่ในความเครียด รีเฟล็กซ์การกระตุ้นกล้ามเนื้อให้เกร็งจะเกิดขึ้นทั่วร่างกาย และมีผลต่อกล้ามเนื้อหายใจด้วยเช่นกัน ยิ่งกล้ามเนื้อเกร็ง กล้ามเนื้อยิ่งขาดออกซิเจน ภายในเลือดและกล้ามเนื้อจะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น ความเป็นกรดยิ่งกระตุ้นให้ต้องหายใจ และกระตุ้นตัวรับความเจ็บปวดในกล้ามเนื้อและพังผืด ยิ่งเครียด ยิ่งเกร็ง ยิ่งเกร็ง ก็ต้องหายใจถี่ขึ้น อย่างไม่จบไม่สิ้นกันเสียที นี่ไม่นับความดันเลือดที่พุ่งกระฉูดจากความเครียด
3. หลักการของโยคีจึงสอนให้เราเห็นความจำเป็นต่อการหายใจให้เปี่ยมด้วยคุณภาพโดยมีหลักการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ดังนี้
- การหายใจด้วยท้อง (abdominal breathing) ดีกว่าการหายใจด้วยหน้าอก (chest breathing) ธรรมชาติเขาจึงให้การหายใจแบบหลังเก็บไว้ตอนออกกำลังกายแล้วเหนื่อยหรือเครียดค่อยทำงาน
- การหายใจผ่านรูจมูกดีกว่าผ่านทางปาก เนื่องจากได้รับการทำให้อากาศอุ่นและไม่ทำลายทางเดินหายใจส่วนต้น
- การหายใจช้า และไม่พยายามหายใจออกด้วยแรงเบ่ง เป็นสิ่งที่ควรทำ ยกเว้นในการฝึกการหายใจบางชนิดที่ต้องผ่อนลมหายใจออกแรงกว่าปกติ
- จังหวะการหายใจที่สม่ำเสมอ ต้องอาศัยการรู้ตัวเป็นฐานสำคัญ
4. ดังนั้นในบทนี้จึงขออนุญาตเล่าเรื่องการเปรียบเทียบระหว่าง abdominal breathing กับ chest breathing เป็นปฐมบทก่อนนะครับ
5. หากพิจารณาจากภาพจะเห็นว่า การหายใจด้วยท้องยอดสามเหลี่ยมจะอยู่ด้านบน ส่วนการหายใจแบบอกนั้นยอดสามเหลี่ยมจะอยู่ด้านล่าง ดังนั้นจากภาวะปกติสู่ภาวะเครียดย่อมทำให้สามเหลี่ยมที่ฐานอยู่ล่างตีลังกาเอาฐานขึ้นบนได้ หรือพูดในเชิงวิทยาศาตร์คือ เมื่อเครียดหรือเหนื่อย หรือปวด หรือป่วยก็ตามแต่ แบบแผนการหายใจจะเปลี่ยนเป็น chest breathing หรือแม้แต่เราเผลอทำงานครับ แค่ดูมือถือ พิมพ์คอมพิวเตอร์ ก็ทำให้เราใช้ chest breathing ได้ทันที แล้วผลออกมาคือเราเหนื่อยและเพลียมากจากปริมาณออกซิเจนที่ไม่ดีพอ
6. จากท่านั่งพิมพ์งาน ท่าอ่านมือถือ จนลืม abdominal breathing แล้วกลับไปใช้ chest breathing นี่เอง การศึกษาส่วนหนึ่งพบว่า นี่เป็นเหตุต่อการส่งเสริมการเกิดจุดกดเจ็บไกในกล้ามเนื้อได้ง่ายมาก เพราะจะมีใครสักกี่คนที่พิมพ์งานหรืออ่านมือถือสังเกตการหายใจด้วยท้องจริงไหมครับ
7. ดังนั้นเชื่อหรือยังว่า ทำไม Myofascial pain ที่ไม่ฝึกหายใจ รักษาไปก็ได้เพียงทุเลา เมื่อกลับไปสู่ท่าทางเดิมก็กลับมาปวดเหมือนเก่า ฝึกหายใจแล้ว ควบคุมการทรงท่า ออกกำลังกายทั้งเพิ่มกำลังและเพิ่มความยืดหยุ่นนี่เอง ทำให้เกิดการรักษาแบบองค์รวม
8. ถ้าเป็น office syndrome แล้วมีภาวะกล้ามเนื้อท้องหดสั้นจากการนั่งหลังค่อม ผลกระทบคือการหายใจด้วยท้องยิ่งยากเข้าไปอีก ที่สำคัญ ปอดส่วนล่างจะขยายไม่ดีเลยครับ ต่อไปไม่นานร่างกายของท่านจะถูกรบกวนอีกหลายระบบ
9. ต่อมาพวกที่ทำงานหน้าคอมหรือมือถือ เกือบทั้งร้อยไหล่ยก นั่นหมายถึงกล้ามเนื้อ trapezius กล้ามเนื้อ scalene และกล้ามเนื้อ sternocleidomastoid จะอยู่ในlock short พอกล้ามเนื้อเหล่านี้หดสั้นตลอดเวลา ใครจะปล่อยให้ซี่โครงส่วนบนเคลื่อนลงล่างขณะหายใจออกได้จริงไหมครับ เข้าก็ยาก ออกก็ยาก
10. จากข้อ 9 ปวดคอ ปวดสะบัก ปวดเอว มันมาเป็นชุดจริงไหม
เรื่องที่เรามองเห็นว่าง่าย “หายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ” แต่ลองเผลอทำงานเพลินสิครับ
การหายใจจะผิดรูปแบบและใช้ upper chest ทันที
ธรรมชาติเขาเก็บ chest breathing ไว้ในยามฉุกเฉิน ก็อย่าเอามาใช้เป็นหลักนะครับ เพราะการหายใจผิดจะเก็บเป็นความทรงจำระหว่าง synapse ในสมอง หากชินแล้วแก้ยากมากครับ
จึงขอย้ำเตือนให้เห็นว่า chest breathing หรือสามเหลี่ยมหัวกลับนี้ใช้กล้ามเนื้อระหว่างซี่โครง กล้ามเนื้อ accessory เช่น trapezius กล้ามเนื้อ scalene กล้ามเนื้อ SCM กล้ามเนื้อ pectoral ซึ่งมีประสิทธิภาพน้อยกว่ากะบังลม กล้ามเนื้อท้อง กล้ามเนื้อหลังและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา
โอม..นมัชศิวะยะ พ่อผู้ที่มีแต่ความหวังดี inner voice ที่ชักพาให้เรียนรู้สิ่งที่ดีงามกราบในความเมตตาขององค์ท่าน
พระเจ้าและแม่พระที่รักลูกไม่เสื่อมคลาย
ขอบคุณครูโยคะทุกท่านที่รักและให้โอกาสฉันได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ แม้จะไม่มีความสามารถในด้านอาสนะแม้แต่น้อย แต่ก็ขอแบ่งปันสิ่งที่พอรู้บ้างมามอบให้กันด้วยความรัก
แม้ความรักจะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา
แต่เรารับรู้ได้ด้วยใจ
บรรณานุกรม
Block RA, Arnott DP, Quigley B, Lynch WC 1989 Unilateral nostril breathing influences lateralized cognitive performance. Brain and Cognition 9(2): 181-190
Brena SF 1972 Yoga and medicine. Julian Press, New York, p 91 Cappo BM, Holmes DS 1984 The utility of prolonged respiratory exhalation for reducing physiological and psychological arousal in non-threatening and threatening situations. Journal of Psychosomatic Research 28(4): 265-273
Farhi D 1996 The breathing book. Henry Holt, New York Hendricks G 1995 Conscious breathing. Bantam Books, New York Hymes A, Nuernberger P 1980 Breathing patterns found in heart attack patients.

**************************************************************

pisode 267 Alternate nostril breathing!!!
“จำไว้นะจะเขียนอะไรต้องนอบน้อม ศรัทธา โดยเฉพาะหากจะต้องเขียนศาสตร์แห่งภควันต้องรักในทุกตัวอักษร อย่าคิดว่างมงาย น้ำมันหอม ผงภูติ และมนตรา ไม่ใช่นำมาเพื่ออวดอ้างหรือศรัทธาแบบโง่เขลา แต่เป็นการถ่อมใจเป็นทางผ่านของตัวหนังสือแห่งความรัก เข้าไปอยู่ในใจของคนอ่าน” ยายจ๋าทมยันตีเน้นทุกคำยามที่สอนฉัน
ช่วงเวลาในเทวาลัยทุกเสี้ยววินาทีไม่เคยลืมและจะไม่ลืม
Paper หลายสิบเรื่องที่ฉันคัดลอกไว้ ตีความ วิเคราะห์ และทบทวนกลับไปกลับมาอย่างประณีตบรรจง นั่นไม่น้อยไปกว่าการทบทวนบทเรียนกับนักหายใจระดับโลกอย่าง Win Hof ครูที่ทำให้ฉันซาบซึ้งและตั้งใจจะนำสิ่งที่เรียนมาผสมผสานกับศาสตร์ทางกายภาพบำบัดให้ได้
ฉันไม่ได้เขียนวิธีการฝึกปราณยามะในฐานะของผู้เชี่ยวชาญ แต่ฉันเขียนในแง่มุมของนักเรียนคนหนึ่งที่ฝึกปราณยามะแล้วสุขภาพของตนเองดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ฉันยังนำความรู้อันน้อยนิดที่ตนเองมีประยุกต์ในการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากอาการปวดเรื้อรังด้วย
ลมหายใจแห่งความมหัศจรรย์
ฉันรักพระพุทธเจ้าและพระศิวะเจ้าขึ้นมาจนสุดหัวใจ อานาปานสติศาสตร์เป็นองค์ความรู้กลางที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งด้วยความหมายที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้
ใจต้องแลกด้วยใจ!!!!
ท่านที่ฝึกโยคะหรือเป็นครูโยคะ ท่านเหล่านั้นอาจไม่รู้สึกแปลกใจกับคำว่า
“Alternate nostril breathing”
แต่สำหรับนักกายภาพบำบัดอย่างฉัน การหายใจสลับรูจมูกซ้ายขวาเป็นการเดินทางเข้าสู่โลกใหม่ของฉันจริง ๆ
แต่สิ่งที่ครูบอกกับฉันเสมอคือ
“จงใช้ความเป็น Neuropharmacologist และ Physical Therapist ของลูกคลี่คลายให้ศาสตร์โบราณเชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์โดยมี evidence base ที่ชัดเจน”
ไม่ใช่เพื่อความร่ำรวย ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง
แต่เพื่อรัก และเพื่อเกื้อกูลกัลยาณมิตร
เพื่อความกตัญญูต่อสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดจากคุรุด้วยความนอบน้อม เรื่องราวของ Alternate nostril breathing จึงสรุปไว้เป็นข้อ ๆ ดังนี้
1. โยคีในสมัยโบราณได้สังเกตและถ่ายโอนองค์ความรู้ธรรมชาติแก่ศิษย์รุ่นหลัง ให้สังเกตว่าทำไมโพรงจมูกของคนสุขภาพดีทั่วไป ไม่ได้โล่งทั้งสองรูตลอดเวลา แต่กลับพบการตีบหรือรู้สึกหายใจไม่โล่ง (congestion) สลับรูซ้ายและขวาไปมาทุก 1-3 ชั่วโมง สิ่งนี้ทุกคนทดสอบกับตนเองได้โดยปิดจมูกด้านใดด้านหนึ่ง แล้วหายใจเข้าด้วยรูจมูกด้านที่เหลือ จะพบว่า รูจมูกทั้งสองรูไม่ได้โล่งเท่ากัน
2. นักประสาทวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาวิจัยและพบว่า เมื่อรูจมูกด้านใดหายใจได้โล่งแสดงว่าสมองใหญ่ (cerebrum) ด้านตรงกันข้ามกับรู้จมูกทำงานมากกว่า (เป็นการศึกษาจากคลื่นไฟฟ้าสมอง) ในทางโยคะเองก็มีศาสตร์ที่ศึกษาในแนวนี้ จากหลักฐานอ้างอิงกล่าวถึง Swara yogis หรือ Nadi Shodhana yoga ไว้อย่างแยบคาย
3. จากการศึกษาวิจัยพบว่าการหายใจสลับรูจมูกมีคุณแก่ร่างกายหลายด้าน เช่น การฝึกดังกล่าววันละสามสิบนาทีเป็นเวลา 12 อาทิตย์ทำให้อาสาสมัครลดความเครียดซึ่งประเมินจากการลดลงของความดันเลือด อัตราการหายใจ และอัตราการเต้นของหัวใจ
4. มีผู้นำวิธีการหายใจนี้มาใช้กับนักกีฬาว่ายน้ำพบว่า ในการฝึกฝนสองเดือนสมรรถภาพทางกายและ sport performance ดีขึ้น แต่ในข้อสรุปอาจเป็นผลรวมระหว่างการฝึกว่ายน้ำร่วมด้วย
5. จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ ในปี ค.ศ.2018 พบว่า การหายใจแบบสลับรูซ้ายขวา ช่วยการพัฒนาความจำ การทำงานของระบบ metabolism ลดภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า อย่างไรก็ตาม การฝึกหายใจตามหลักโยคีโบราณยังมีอีกหลายวิธี ซึ่งฉันจะนำมาเล่าภายหลังจากเรียนสำเร็จก็แล้วกัน
6. Alternative nostril breathing มีหลักฐานการตีพิมพ์ถึงวิธีการคือ ฝึกในท่านั่งแล้วใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วนางของมือขวาปิดรูจมูกสลับด้านซ้ายและขวา เริ่มจากปิดรูจมูกซ้ายหายใจเข้าทางรูจมูกขวา จากนั้นปิดรูจมูกขวาและหายใจออกทางรูจมูกซ้าย แล้วปิดรูจมูกขวาหายใจเข้าทางรูจมูกซ้าย จากนั้นปิดรูจมูกซ้ายแล้วหายใจออกทางรูจมูกขวา
7. โดยกล่างอ้างว่า ควรทำซ้ำ 15-20 ครั้ง และพยายามให้ลมหายใจออกยาวกว่าลมหายใจเข้า (รายละเอียดเหล่านี้ครูโยคะที่เชี่ยวชาญปราณยามะจะตอบได้ดีกว่าฉัน กราบไปถึงครูสุข ครูไกด์ ครูนิล ครูน้าว ครูแวว และครูตั้วด้วยนะคะ)
8. น่าเสียดายที่พลังยุทธฉันไม่สูงพอที่จะลงลึกไปถึงปรัชญาแห่งพระเวทโบราณว่า ศาสตร์แห่งปราณปลุกเร้าจุดก่อเกิดพลังงาน Kundalini ได้ ซึ่งตำแหน่งทางกายวิภาคศาสตร์ของขดพลังงานที่บ้างก็เรียกว่า ขดพลังงาน วงล้อพลังงาน หรือขดพลังงานพญานาค อยู่แถวกระดูกกระเบนเหน็บ ซึ่งมองเข้าไปในระบบประสาทส่วนกลางจะมีส่วนสัมพันธ์กับระบบประสาท parasympathetic มาก หากใน paper ส่วนหนึ่งพยายามอธิบายว่าการหายใจด้วยรูจมูกสองรู้มีการส่งผ่านพลังงานเป็น สองแนว ขนานไปกับกระดูกสันหลัง ซึ่งไปตรงกับ sympathetic chain ด้วย
9. การหายใจมีการขยับของกระดูกสันหลังบริเวณคอ อก และเอวรวมถึงกระเบนเหน็บ และมีการเคลื่อนไหวของซี่โครง หากเป็นไปตามหลักการทางประสาทกายวิภาคศาสตร์ การหายใจที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพย่อมทำให้เกิดการขยับของระบบประสาท sympathetic และ parasympathetic ไปด้วยกัน หรือนี่อาจเป็นไปได้ว่า การทำปราณยามะ โดยเฉพาะ Alternate nostril breathing จัดเป็น Stabilizing exercise สำหรับระบบประสาททั้งระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทอัตโนมัติ
10. เมื่ออัตราการทำงานของ sympathetic และ parasympathetic เข้าสู่สมดุล เป็นการสะท้อนให้เห็น ภาวะตื่นรู้ที่ไม่ใช่ความเครียด หากศึกษาจาก HRV หรือ Heart rate variability สิ่งนี้จะสะท้อนให้เห็น LF/HF ค่าเข้าใกล้หนึ่ง LF คือ sym ส่วน HF คือ parasym
กราบครูโยคะทุกท่านในโลกที่สืบสานสิ่งที่ดีงามต่อตัวท่านและผู้อื่น
ศาสตร์ของท่านงดงาม ลึกล้ำ และมีความเป็นสากล
ที่ใดมีลมหายใจ ที่นั่นมีออกซิเจน
ที่ใดมีออกซิเจน ที่นั่นมีชีวิต
ที่ใดมีชีวิต ที่นั่นมีปัญญาญาณ
ฉันเขียนได้เท่านี้เท่าที่กำลังนักกายภาพบำบัดคนหนึ่งจะทำได้ ผิดพลาดประการใดขอขมาครูทุกท่านจากใจ
บรรณานุกรม
Saoji AA, B.R. Raghavendra, N.K. Manjunath. Effects of yogic breath regulation: A narrative review of scientific evidence. Journal of Ayurveda and Integrative Medicine, 2019-01-01, Volume 10, Issue 1, Pages 50-58
Shannahoff-Khalsa D 1991 Lateralized rhythms of the central and autonomic nervous system. International Journal of Psychopysiology 11(3): 222-251
Shannahoff-Khalsa DS, Kennedy B 1993 The effects of unilateral forced nostril breathing on the heart. International Journal of Nemoscience 73(102): 47-60
Telles S, Nagarathna R, Nagendra HR 1994 Breathing through a particular nostril can alter metabolism and autonomic activities. Indian Journal of Physiology and Pharmacology 38(2): 133-137
Telles S, Nagarathna R, Nagendra HR 1996 Physiological measures of right nostril breathing. Journal of Alternative and Complementary Medicine 2(4): 479-484
Thomas AP 1993 Yoga and cardiovascular function. Journal of the International Association of Yoga Therapists 4:39-4 1, p 40

***************************************************

Episode 268 Postural imbalance และกะบังลม
ฉันเฝ้าพิจารณาคำว่า Classic ด้วยความอิ่มในหัวใจ เพราะคำบางคำ เข้าใจได้แต่อธิบายยาก หากวันนี้ต้องบอกความรู้สึกของคำว่าคลาสสิคฉันขอใช้ประโยคนี้แทนความรู้สึกทั้งหมดว่า
“คลาสสิคเป็นสิ่งดั้งเดิมอันทรงคุณค่า”
ถ้าไม่มีถ่านเก่า จะไม่มีไฟใหม่
ถ้าไม่มีความคลาสสิคขององค์ความรู้ในอดีต นักวิชาการสมัยใหม่อาจต้องวิ่งงมหาคำตอบยากเย็นแสนเข็ญ หรืออาจจะไม่เจอเลยก็ได้
ปรัชญาโบราณจึงสอนให้เรานบนอบครู
แม้คลื่นแห่งโลกสมัยใหม่ได้พยายามลบเลือนคำว่า “ครู” ออกไปจากหัวใจใครหลายคน แต่คนเหล่านี้กลับหนี กฎ อันเป็นจริงไปไม่ได้
ธรรมชาตินี่แหละเป็นครูของเรา เราจึงควรศึกษาธรรมชาติด้วยความเป็นกลาง
คนที่เข้าใจธรรมชาติจะได้เรียนรู้ความจริง
ผู้ที่พบความจริง ผู้นั้นพบอิสระ
Goldthwaite เป็นบุคคลที่ฉันกราบในความเป็นครูของท่าน แม้องค์ความรู้ที่ท่านถ่ายทอดไว้ในอดีตตั้งแต่ปี ค.ศ.1930 แต่นั่นนับเป็นความคลาสสิคให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ได้เรียนรู้ว่า
“การเกิด postural imbalance มีผลกระทบต่อกะบังลมของเราอย่างไร”
องค์ความรู้ในบทนี้ฉันขอให้เกิดผลแก่นักเรียนที่ได้อ่าน และเราอาจได้หาคำตอบด้วยกันว่า เราฝึกการควบคุม posture กับการหายใจไปด้วยกัน ไม่ว่าท่านจะกล่าวถึง อาสนะกับปราณยามะ หรือกล่าวถึงการออกกำลังกายเพื่อการบำบัด หรือการเคลื่อนไหวบำบัด ก็ตาม องค์ความรู้ที่เป็นกลางอาจช่วยให้ท่านหยิบจับไปใช้ประโยชน์ได้บ้างไม่มากก็น้อย ฉันขอเล่าเป็นข้อ ๆ ดังนี้
1. คำว่า Postural stress กล่าวได้หลายแง่มุม แต่ใน sense ของบริบทนี้ Goldthwaite ได้อ้างอิงถึง ความผิดปกติของ posture ที่ส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น fascia ข้อต่อ กระดูก แต่ท่านกลับเน้นให้เราตระหนักว่า posture ไม่ดีจะส่งผลรบกวนกะบังลมและทำให้กะบังลมเกิด weakness
2. การค้นพบในหลายสิบปีต่อมาพบว่า “กล้ามเนื้อที่ควบคุม posture จะมีหน้าที่ช่วยในการหายใจ และมี fascia ไปหุ้มและเชื่อมต่อกะบังลมเสมอ เช่น กล้ามเนื้อท้อง กล้ามเนื้อหลัง หรือแม้แต่กล้ามเนื้อพื้นเชิงกราน ต่างก็ติดต่อสื่อสารกับกะบังลมเสมอในการประสานงานให้ความดันในช่องท้องเป็นปกติ
3. หากกล้ามเนื้อหลัง tight กล้ามเนื้อหน้าท้อง และกล้ามเนื้อพื้นเชิงกราน weak ผู้ที่ลำบากคือกะบังลมเพราะการทำงานชดเชยด้วยการหายใจให้ดีในสภาพที่เพื่อน ๆ กำลังแย่ เป็นเรื่องที่ลำบากเหลือเกิน ดังนั้นในการฝึกอาสนะแล้วไม่ฝึกการหายใจ หรือออกกำลังกายชนิดใดแล้วไม่ปรับแบบแผนการหายใจ จึงเปรียบเสมือนต่างคนต่างไปคนละทิศละทาง และนี่อาจเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ postural imbalance แก้ด้วย exercise อย่างเดียวไม่ได้ ถ้าไม่ปรับการหายใจ เพราะปัจจัยเหล่านี้กระทบ abdominal breathing
4. องค์ประกอบด้านบนหมายถึง กล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ และกล้ามเนื้อยกซี่โครงขึ้นรวมถึงกล้ามเนื้อที่ปล่อยซี่โครงให้ลดระดับลง เป็นส่วนที่รบกวนกะบังลมทางด้านบนเช่นกัน วันใดที่คนเราปวดคอ ปวดบ่า หรือข้อไหล่ติด (Frozen shoulder) ย่อมมีผลต่อการยกของโครงอกส่วนบน คือกระทบต่อ upper chest breathing
5. การทำ postural correction จึงไม่สามารถแยกฝึกองค์ประกอบบนหรือล่างแยกจากกันได้แบบสมบูรณ์ การทำ body reading ก็อาศัยหลักการมองการเชื่อมต่อทาง kinematics การฝึกอาสนะก็ต้องมองการเชื่อมต่อทั้งหมด แล้วการจะหาวิธีหาปัญหาที่เป็นรากแท้จริงต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝนมากเพียงใด
6. หากผู้ป่วยมีอายุมาก มีโรคประจำตัวที่มีผลต่อระบบหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด หรือแม้แต่กระดูกสันหลังเสื่อม กะบังลมคงปวดหัวที่จะพาชีวิตนี้รอดไปอย่างมีคุณภาพ
7. Goldwaite จึงได้บัญญัติคำว่า ร่างกายที่ห่อเหี่ยวหรือ The drooped body ขึ้นมา ไม่ใช่เป็นการเหี่ยวแบบเหี่ยวย่น แต่เป็นภาวะที่ร่างกายเกิด imbalance ไปทุกส่วน โดยมีมูลเหตุมาจาก การเคลื่อนไหวของกะบังลมผิดปกติ หรือพูดง่ายกว่านั้นคือ การหายใจผิดปกตินั่นเอง
8. ปรมาจารย์ท่านนี้จุดประกายให้นักวิชาการในรุ่นต่อมาพบว่า เมื่อคนเราหายใจไม่ปกติ มี posture ที่ไม่สมดุล สิ่งที่ตามมาคือ อาการปวดเรื้อรัง หรือ chronic pain ที่ไม่สามารถรักษาหายขาดได้ อาการปวดมีผลต่อการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งแกนความเครียดหรือ Hypothalamo-adrenal axis ทำงานหนักขึ้นในการสร้าง cortisol ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียด และมีผลทำให้เกิดความไม่สมดุลของระบบประสาท sympathetic และ parasympathetic
9. จากข้อ 8 mood disorders เช่น ภาวะวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ตลอดจน การนอนหลับ การหิวการอิ่ม หรือแม้แต่ภูมิคุ้มกันก็รวนไปหมด
10. การ generate ชุดความแปรปรวนส่งผลต่อสมองหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็น amygdala ถูกเร่งเร้าจนผู้ป่วยกลัว การกดการทำงานของ insular cortex, cingulate gyrus และ prefrontal cortex มีส่วนทำให้พฤติกรรมของผู้ป่วยต่อบุคคลรอบข้าง และสังคมที่เขาอาศัยอยู่ได้รับผลกระทบ และในทางตรงกันข้าม ผู้ป่วยเหล่านี้สั่นสะเทือนจากพฤติกรรมลบของคนรอบข้างและสังคมที่ไม่เป็นใจและทำให้เขายิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ และนี่คือ ที่มาของการพัฒนารูปแบบ Biopsychosocial ขึ้นมาเพื่อกู้สถานการณ์ โดยมีนัยว่า การรักษาอาการปวดหรือป่วยของคนหนึ่งคน ไม่ใช่รักษาเพียงด้านชีววิทยาเท่านั้น จิตใจและสังคมที่อยู่รอบผู้ป่วย ผู้ป่วยจะเรียนรู้การยอมรับและเข้าใจได้อย่างไร ในการมีชีวิตต่อไปกับปัญหา
11. กลับมาที่ postural imbalance อีกครั้ง ทำไมนักวิชาการสมัยใหม่เริ่มมองเห็นการแก้ไขเรื่องการหายใจว่าควรควบคู่ไปกับการปรับ posture ทฤษฎีในโลกใหม่มองถึง การ flow ของเลือด การเกื้อกูลเซลล์ด้วยออกซิเจน ในขณะที่โลกอินเดียโบราณพบเรื่อง ปราณและพลังงาน การหมุนวนขององค์ความรู้มาจรดกันอย่างน่าอัศจรรย์
12. การหายใจที่ดีไม่ใช่มีผลต่อการปรับสมดุลการใช้ออกซิเจนของเซลล์เท่านั้น แต่การหายใจปกติที่มีคุณภาพยังมีผลต่อการปรับค่ากรดด่างในเลือด และในตอนต่อไปท่านจะได้เรียนรู้ไปกับฉันว่า acidosis และ alkalosis มีความสัมพันธ์กับการหายใจอย่างไร ทำไมร่างกายเราฉลาดในการปรับตัว แล้วเราสามารถนำวิธีการหายใจไปช่วยการปรับตัวของร่างกายในภาวะดังกล่าวอย่างไร
13. โดยสรุป เราควรถ่องแท้ว่า ลมหายใจปรับสมดุลของ sym และ parasym ได้อย่างไร ลมหายใจลดระดับการเร่งเร้าแกนความเครียดเมื่อไหร่ และลมหายใจช่วยให้การปรับตัวของเซลล์ประสาทหรือ neuroplasticity ได้อย่างไร ส่วนจะผ่านวิธีใดสุดแล้วแต่พวกท่านจะเลือกใช้ครับ
ฉันเป็นเพียงอณูเล็ก ๆ ในจักรวาล วันนี้ฉันได้คุยกับคนที่ฉันรักคนหนึ่งว่า
“การเรียนมากทำให้เรามีอัตตาในตัวเรามาก การที่เราคิดว่าเราเก่ง เราเลิศกว่าใคร เป็นการถูกล่อหลอกให้หลงทาง ถ้าเราเก่งจริง เราต้องชนะครู คือธรรมชาติได้สิ”
ตราบใดที่เราหยุดความเสื่อม ความเจ็บป่วย และความตาย ไม่ได้ เรายังต้องหยุดฟังครูคือ ธรรมชาติ เรื่อยไป
ฉันเองก็อยู่ในธรรมชาตินี้ หนีไม่พ้น
จึงมีเพียงเสียงหนึ่งที่อยากบอกคนที่ฉันรักว่า
“จงใช้เวลาสั้น ๆ ที่ไม่รู้ว่าจะตายวันใด ทำตนเองและผู้อื่นให้มีความสุข”
บรรณานุกรม
Chaitow L, DeLany J. Clinical application of neuromuscular techniques. Churchill Livingstone, London, 2008.
https://www.posturalrestoration.com/the-science

*************************************************

Episode 269 Paradoxical muscle function ที่ว่าแน่ไม่แน่เสมอไป
ย้อนเวลากลับไปสามปีก่อนเมื่อฉันได้รู้จักพระอาจารย์จิตต์ จิตสังวโร ท่านได้รับฉันเป็นศิษย์และให้หนังสือหลายเล่มแก่ฉันเพื่อให้เบิกบานทางจิตวิญญาณ หนึ่งในหนังสือเหล่านั้นชื่อเรื่องหนึ่งสะดุดตาสุดใจฉันมากคือ
“Not always so” หรือพูดง่าย ๆ ว่า “ไม่แน่เสมอไป” หนังสือเล่มนี้ได้สอนฉันให้รับมือกับธรรมชาติข้อสำคัญ ที่ใครจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ
ก็ต้องยอม เพราะสรรพสิ่งไม่มีจีรังยั่งยืน เกิดดับนับไม่ถ้วน
วันนี้ฉันหวนย้อนกลับไปอ่านหนังสือเล่มนั้นอีกครั้ง และด้วยเหตุปัจจัยที่พร้อมฉันจึงเริ่มการเขียนบทความชื่อ “Paradoxical muscle function”
รากฐานความคิดของบทความตอนนี้คือ “กล้ามเนื้อบางมัดในร่างกายสามารถทำหน้าที่ตรงกันข้ามกันหรือเกิด paradoxical function ได้”
ฉันขอแบ่งเรื่องราวนี้ออกเป็นสามตอน เพื่อให้สะดวกต่อนักเรียนทุกคน
1. จากการศึกษาพบว่า ในร่างกายมนุษย์มีกล้ามเนื้อ piriformis กล้ามเนื้อ iliopsoasกล้ามเนื้อ sternocleidomastoid และกล้ามเนื้อกลุ่ม hip adductor ที่แสดงบทบาท paradoxical function ได้เด่นชัด
2. เรามาทำความรู้จักกับกล้ามเนื้อ piriformis กันก่อนนะครับ กล้ามเนื้อมัดนี้ตำราแพทย์แผนไทยเรียกว่า กล้ามเนื้อตานกเอี้ยง ซึ่งจากพื้นฐานเกี่ยวกับโรค piriformis syndrome เราพบอาการเด่น คือ อาการปวดตามเส้นประสาท sciatic จากการกดทับของกล้ามเนื้อให้ผู้ป่วยแสดงอาการชาและปวดร้าวจากก้นลงขา
3. จากหลักฐานทางกายวิภาคศาสตร์พบว่าจุดเกาะต้นคือ ด้านหน้าของกระดูกกระเบนเหน็บ ส่วนจุดเกาะปลายคือ greater trochanter ของกระดูกต้นขา หน้าที่หลัก คือ กางข้อสะโพก หมุนข้อสะโพกออกทางด้านนอกและเหยียดข้อสะโพก
4. กล้ามเนื้อ piriformis มักได้รับผลกระทบจากการ weak ของกล้ามเนื้อ gluteus maximus จากองค์ความรู้ด้าน muscle imbalance ปรมาจารย์ Janda ได้กล่าวว่า บุคคลที่นั่งทำงานหรือขับรถเป็นเวลานาน ๆ กล้ามเนื้อ iliopsoas มีการหดตัวแบบสั้นเข้าหรือ concentric contraction ส่งคำสั่งยับยั้งผ่านกลไก reciprocal inhibition ไปยังกล้ามเนื้อ gluteus maximus ในระยะยาวกล้ามเนื้อก้นมัดใหญ่นี้จึง weak
5. และนี่เองที่ทำให้กล้ามเนื้อ piriformis หมุนข้อสะโพกออกทางด้านนอกได้ง่าย และมีแนวโน้ม tight จึงส่งผลให้เกิดการหดตัวมากจนกดเบียดเส้นประสาท sciatic ได้ แต่นั่นไม่ใช่ทุกคน
6. การรักษาพื้นฐานเชื่อว่า เรามักให้นิยมใช้การยืดกล้ามเนื้อมัดนี้ หรือใช้เทคนิคยับยั้งเพื่อให้กล้ามเนื้อ piriformis มีความยืดหยุ่นดีขึ้น แต่ต้องฝึกกำลังกล้ามเนื้อ gluteus maximus ด้วยเพื่อมิให้เกิดซ้ำ และต้องยืดหรือขยับกล้ามเนื้อ iliopsoas เพื่อลดความแรงของ reciprocal inhibition ดังที่กล่าวมา
7. การศึกษาของ Lehmkuhl และ Smith ในปี ค.ศ.1983 ทำให้นักวิชาการต้องหยุดฟังในผลการศึกษาว่า กล้ามเนื้อ piriformis มี paradoxical function นั่นคือ เขาจะหมุนข้อสะโพกออกทางด้านนอกถ้าเรางอสะโพกไม่เกิน 60 องศา แต่เมื่องอสะโพกเกิน 60 องศาขึ้นไปกล้ามเนื้อมัดนี้จะกลายเป็นกล้ามเนื้อหมุนข้อสะโพกเข้าทางด้านในแทน
8. ในปีเดียวกัน ปรมาจารย์ด้าน myofascial pain syndrome คือ Travell และ Simmons ได้เสนอวิธีการยืดกล้ามเนื้อมัดนี้ออกเป็นสองกรณี
9. กรณีที่เราต้องการยืดกล้ามเนื้อ piriformis ในมุมงอสะโพกไม่เกิน 60 องศา เราจะหมุนข้อสะโพกเข้าทางด้านในร่วมกับการหุบข้อสะโพก
10. แต่เมื่อใดก็ตามที่ข้อสะโพกงอเกิน 60 องศา การยืดกล้ามเนื้อมัดนี้ควรหมุนข้อสะโพกออกทางด้านนอกร่วมกับการหุบข้อสะโพก
11. และพอสรุปได้ว่า หากเราต้องการตรวจสอบกล้ามเนื้อ piriformis ว่า tight หรือไม่ ความยาวเป็นเช่นไร เราควรทำในมุมที่ข้อสะโพกงอไม่เกิน 60 องศาจึงทำให้เขาแสดงหน้าที่หลักออกมา เราจึงคลายข้อสงสัยได้ว่า ทำไมการยืดกล้ามเนื้อ piriformis ด้วยตนเองจึงหมุนข้อสะโพกออกทางด้านนอก เพราะจากรูปหากเราต้องการยืดกล้ามเนื้อ piriformis ด้านขวาเราจึงใช้ขาขวาไขว้บนขาซ้าย และให้ฝ่าเท้าซ้ายแตะผนังจัดให้กระดูกกระเบนเหน็บแนบพื้นได้ดี มุมงอสะโพกที่เกิน 60 องศาจึงทำให้ข้อสะโพกจำต้องหมุนออกด้านนอกในการยืดเขา ท่านี้บางตำราเรียกว่า The figure 4 stretch
คำถามที่เราควรนำไปคิดต่อคือ
1. ในกรณีที่เกิด sciatica pain เราควรยืดกล้ามเนื้อมัดนี้ในมุมงอสะโพกเช่นไร มากหรือน้อยกว่า 60 องศา
2. เราควรรักษากล้ามเนื้อ superior และ inferior gemilli และ quadratus femoris ร่วมด้วยหรือไม่
3. หากกล้ามเนื้อ piriformis เกิด tight จะส่งผลต่อกล้ามเนื้อพื้นเชิงกรานและไปกระทบต่อการหายใจเช่นไร หรือมีผลกระทบต่อ spinal curve ด้วยหรือไม่
เป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับ
วันนี้ฉันได้ฟังลูกหลานกายภาพบำบัดมาอภิปรายเรื่อง The Biopsychosocial model แล้วดีใจที่วงการวิชาชีพเรามีคลื่นลูกหลังที่มีความสามารถ สำหรับฉันในฐานะรุ่นพี่หรือจะครู หรืออะไรก็แล้วแต่ จะพยายามช่วยเหลือพวกเขาอย่างเต็มที่เท่าที่ความสามารถของตนพึงกระทำได้
แต่เชื่อเถอะ not always so!!
ไม่มีอะไรแน่หรอก เพราะที่แน่ ๆ คือมันไม่แน่นั่นเอง
บรรณานุกรม
Alter M 1996 Science of Flexibility, 2nd edit. Human Kinetics, Champaign, IL Chaitow L 1996 Muscle Energy Techniques. Churchill Livingstone, New York, NY
Janda V, Schmidt HJA 1982 Muscles as a Pathogenic Factor in Back Pain. International Federation of Manipulative Physical Therapists Proceedings, Christchurch, New Zealand
Johnson C, Reid JG 1991 Lumbar compressiveand shear forces during various trunk curl-up exercises. Clin Biomech 6: 97-104.
Kendall FP, McCreary EK 1983 Muscles: Testing and function, 3rd edit. Williams & Wilkins, Baltimore, MD Lehmkuhl LD, Smith LK 1983

**************************************************

Episode 270 Paradoxical muscle function II: เกิดอะไรเมื่อ sit up test แล้วหลังแอ่น
ในการเรียนรู้อันแสนเรียบง่าย หากเราวิเคราะห์ลึกซึ้งละเอียดอ่อน
ความเรียบง่ายอาจสอนบางอย่างให้เราเห็นความล้ำลึกของธรรมชาติได้
ฉันได้มองคำถามซึ่งผุดขึ้นมาในใจขณะที่เห็นการทดสอบ forward bending ของลำตัว จากท่านอนหงายชันเข่า แล้วยกลำตัวขึ้นมาทางด้านบน โดยทั่วไปการทดสอบนี้ต้องการให้เรามองไปยังกล้ามเนื้อที่ยกลำตัวขึ้น เช่น กล้ามเนื้อหน้าท้อง หรือกล้ามเนื้องอสะโพก
แต่ในการทดสอบกำลังกล้ามเนื้อดังกล่าว ฉันเกิดคำถามว่า เพราะอะไรในคนปกติเมื่อยกลำตัวขึ้นความแอ่นของเอวหรือ lordosis ลดลง ในขณะที่คนที่มีความผิดปกติของกล้ามเนื้อมัดหนึ่งอาจทำให้ขณะที่ยกลำตัวขึ้นบริเวณเอวของเขายังคงปรากฏ lordosis อยู่อย่างนั้น
เมื่อวานฉันได้เกริ่นมาก่อนแล้วว่า paradoxical muscle function คือ มุมของข้อต่อที่เปลี่ยนไปอาจส่งผลให้หน้าที่ของกล้ามเนื้อมัดหนึ่งเปลี่ยนไปจากเดิมได้ เช่น กล้ามเนื้อ piriformis แต่ในวันนี้ ฉันจะพาทุกท่านเข้าไปเรียนรู้สมาชิกต่อมานั่นคือ กล้ามเนื้อ Iliopsoas กันบ้าง ซึ่งในด้าน Kinesiology ได้กล่าวไว้ว่า กล้ามเนื้อมัดนี้สามารถเกิด paradoxical situation ได้เช่นกัน งั้นเรามาเริ่มทำความรู้จักเขากันทีละข้อนะครับ
1. กล้ามเนื้อ iliopsoas ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ iliacus และ psoas รวมกันจากกระดูกสันหลังส่วนเอว ส่วนของกระดูก ilium รวมกันมาเกาะปลายที่ lessor trochanter ของกระดูกต้นขา
2. หน้าที่ของเขาอยู่ที่การตรึงปลายบนหรือปลายล่าง หากตึงปลายบน กล้ามเนื้อมัดนี้สามารถทำให้เกิดการงอ การกาง และหมุนข้อสะโพกออกทางด้านนอก
3. หากปลายล่างตรึงไว้เขาจะกลับมาทำหน้าที่ก้มลำตัวมาทางด้านหน้า โดยถือว่าเป็นกล้ามเนื้อ synergist ของกล้ามเนื้อ rectus abdominis ในทางวิชา Kinesiology กล้ามเนื้อ synergist เป็นนักแสดงตัวประกอบที่ช่วยให้ตัวละครหลักทำหน้าที่ได้ดีขึ้นครับ
4. แต่คนเรามักมีท่าทางที่กระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อiliopsoas ได้มากกว่าปกติ เช่น นั่งหรือขับรถนาน ๆ จากการศึกษาของ Johnson และ Reid ในปี ค.ศ.1991 พวกเขาพบว่า หากกล้ามเนื้อ iliopsoas ทำงานมากเกินหรือเกิด tightness จะส่งผลให้เมื่อทำการก้มลำตัวจะทำให้เกิด lumbar strain ได้ง่าย หรือพูดง่าย ๆคือ เราจะปวดหลังได้ง่ายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขณะที่เราก้มลำตัวไปทางด้านหน้า แรงกระทำของ iliopsoas จะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหลังเกิดการกระชากแล้วปวดได้ครับ
5. จากการศึกษาของ Janda ได้กล่าวเน้นว่า paradoxical response ของกล้ามเนื้อ iliopsoas เกิดได้ในสองกรณีคือ ตัวของเขาเองเกิดการ tight และ/หรือ กล้ามเนื้อ erector spinae tight ร่วมด้วย
6. เช่นนี้เอง ภาวะ tightness ดังกล่าวจึงรบกวนจังหวะการก้มลำตัวหรือ lumbopelvis rhythm คือแทนที่ก้มลำตัวมาทางด้านหน้า ส่วนโค้ง lordosis จะลดลง แต่กลับเอวแอ่นตลอดเวลานั่นเอง
7. หากอธิบายสนุก ๆ คือ ตัวละครหลักคือ กล้ามเนื้อ rectus abdominis เขาเป็นตัวหลักในการก้มลำตัว แต่ตอนนี้ถูกขโมยซีนโดย iliopsoas มาเด่นแทน ด้วยแนวเวกเตอร์แรงการหดตัวของกล้ามเนื้อ iliopsoas นี้เองจึงทำให้เอวแอ่นขณะก้มลำตัว
8. หากเราตรวจประเมินแล้วเจอ นั่นเป็นสัญญาณบอกว่า ผู้ป่วยหรือนักกีฬาหากฝึก sit-up จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหลังส่วนล่างมากกว่าคนทั่วไป การยับยั้งหรือลดการทำงานของ iliopsoas ขณะฝึก sit-up จึงต้องเปลี่ยนจากการวางเท้าราบ เป็นใช้ส้นเท้าแตะพื้นแทน เพื่อลดแรงกระทำต่อหลังจากการ tight นั่นเอง และวิธีนี้เองเป็นการ train เรียบง่ายที่ดึงเอาตัวละครหลักมาดึงลำตัวได้เช่นเดิม นั่นคือลดบาทตัวละครสมทบลงครับ
กล้ามเนื้อ Iliopsoas เป็นกล้ามเนื้อที่รับแรงกระทำจากกล้ามเนื้อ Erector spinae เพื่อส่งแรงลงสะโพก เข่า ข้อเท้าและฝ่าเท้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการละเลยความยืดหยุ่นของเขา นอกจากจะส่งเสริมให้ปวดเอวได้ง่าย ยังทำให้ alignment ส่วนล่างซึ่งหมายถึงขาทั้งหมดรับแรงผิดปกติ ในทางตรงกันข้าม สิ่งนี้ก็สอนเราว่า หากเราพบ tightness ของ iliopsoas เราควรดูกล้ามเนื้อสะโพก เข่า หรือข้อเท้าร่วมด้วย ว่าเขาปรับตัวต่อ tightness ของ iliopsoas อย่างไร หรือว่าความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อรยางค์ล่างเป็นตัวเหนี่ยวนำให้ iliopsoas tight ก็ได้ จริงไหมครับ
และลองคิดอีกมุมว่า หากการ tight ของ iliopsoas ถ้าทำให้ส่วนโค้งของกระดูกสันหลังผิดปกติได้ ทำไมเขาจะรบกวนแบบแผนการหายใจไม่ได้
ความเรียบง่ายอาจสะท้อนความซับซ้อน
ความซับซ้อนสอนเราว่า Interbeing มีอยู่จริงในโลกใบนี้
ภายในร่างกายยังพึ่งพากัน เกื้อกูลกันตั้งแต่ระดับอณู เซลล์ อวัยวะ จนมาเป็นร่างกาย คนทุกคนในโลกนี้ย่อมต้องพึ่งพาและเกื้อกูลกันเหมือนร่างกายเรา
เมตตาค้ำจุนโลก
คำเรียบง่ายที่ไม่เคยล้าสมัย
มาสร้างสรรค์สิ่งดีดีให้กันนะครับ
ไปเตรียม Clubhouse ก่อนนะครับ วันนี้ต้องพูดเรื่อง การใช้กัญชาในวงการกายภาพบำบัด ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะรอดไหมนี่ 55555 แต่ไม่เป็นไรครับ
การเป็นตัวละครสมทบที่ดีต้องทำให้ตัวละครหลักเด่น เพื่อให้ละครเรื่องหนึ่งออกมางดงามตราตรึงใจผู้ชมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ
บรรณานุกรม
Kendall FP, McCreary EK 1983 Muscles: Testing and function, 3rd edn.
Williams & Wilkins, Baltimore, MD Lehmkuhl LD, Smith LK 1983
Brunnstrom's Clinical Kinesiology, 4th edn. F. A. Davis Co., Philadelphia, PA Liebenson CS (ed) Rehabilitation of the Spine: A Practitioner's Manual.

************************************************************************

Episode 271 Sternocleidomastoid pain ปวดคอที่มากกว่าปวดคอ
เวลาที่เราเข้ายิม.......ฉันเชื่อว่าเราได้รับการสอนจากธรรมชาติขณะที่เราเล่นเวท เพราะว่าวันหนึ่งฉันก็เริ่มเห็นสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจตัวฉันเองว่า
“ถ้ากล้ามเนื้อมัดใดมัดหนึ่งในตัวเรามีกำลังที่จะยกน้ำหนักขนาด 10 กิโลกรัมได้ แต่หากเราฝืนไปยกน้ำหนัก 20 กิโลกรัมทันที เราจะบาดเจ็บ และถ้าเราไม่อยากบาดเจ็บ เราต้องเพียรและสั่งสมการฝึกฝนที่จะสู้กับแรงต้านทานที่เพิ่มขึ้น”
ต้องอาศัยความเพียร วินัย อดทน และต้องการเวลา
หรือกว่าคนสองคนจะรักกันได้...เขาต้องผ่านทุกข์ ผ่านสุข มาด้วยกัน ร่วมแบ่งปัน ปรับตัว อดทน และสุดท้ายต้องเสียสละในการเข้าใจทั้งใจเราและใจเขาเสมอ และก็มีไม่กี่คนในชีวิตนะครับ ที่เราเกิดมาแล้วอยากฟังเรื่องราวทั้งทุกข์และสุขของเขา....นี่คือ เพื่อนชีวิต
การเขียนหนังสือก็เช่นกัน............ต้องเริ่มจากการอ่าน เพียร สะสมความรู้วันแล้ววันเล่า จนเราเข้าใจอย่างลุ่มลึก องค์ความรู้ที่ถ่ายทอด ไม่ใช่เพียงแค่ดี Evidence base หลากหลาย หากแต่ต้องงาม งามด้วยความคิดที่เป็นกลาง งามด้วยการเปิดกว้างรับฟัง งามที่จะรอความเบิกบานทางปัญญา
วันนี้ฉันยังคงยืนอยู่บนเรื่อง Paradoxical muscle function ตอนที่สาม แต่วันนี้ฉันจะเล่าเรื่องราวของกล้ามเนื้อ Sternocleidomastoid (SCM) ซึ่งกล้ามเนื้อมัดนี้เราไม่ค่อยได้ตรวจประเมินหรือทำการรักษากันอย่างเป็นจริงเป็นจังเท่าใดนัก
1. เรามักไม่เจออาการปวดของกล้ามเนื้อ Sternocleidomastoid เดี่ยว ๆ บ่อยนัก แต่สิ่งที่เราพบคือ เขาจะมีอาการร่วมกับปวดคอของกล้ามเนื้อมัดอื่น ๆ ร่วมด้วย และที่น่าสนใจ เรามักพบว่ากล้ามเนื้อกลุ่มก้มคอ หรือ neck flexors มักจะ weak ร่วมด้วย
2. จุดเกาะต้นของกล้ามเนื้อมัดนี้อยู่ที่ด้านข้างของฐานกะโหลกที่เรียกว่า mastoid process และมาเกาะปลายที่กระดูกอก ส่วน manubrium และส่วนกลางของกระดูกไหปลาร้า (clavicle)
3. หน้าที่การทำงานแบ่งเป็น หดตัวด้านเดียวหรือว่าหดตัวสองด้าน กรณีที่หดตัวด้านเดียว แรงการหดตัวทำให้เกิดการหมุนคอไปทางด้านตรงกันข้ามแต่ว่าเอียงคอไปทางด้านเดียวกัน ยกตัวอย่าง กล้ามเนื้อ SCM ด้านขวาหดตัวด้านเดียวจะทำให้เกิดการหมุนคอไปทางด้านซ้ายแต่เอียงคอไปทางด้านขวา
4. กรณีที่หดตัวพร้อมกันสองด้าน สามารถแบ่งเป็นสองหน้าที่ย่อยอีก คือทำให้กระดูกสันหลังบริเวณคอส่วนล่างเกิด flexion หรืองอ ในขณะที่กระดูกสันหลังบริเวณคอส่วนบนเกิด extension หรือเหยียด
5. ด้วยธรรมชาติกำหนดให้ SCM มีบทบาทสำคัญในการตั้งศีรษะ ดังนั้นกล้ามเนื้อมัดนี้ถือว่าเป็นมัดสำคัญที่ทำให้เกิดอาการปวดคอได้ง่ายมัดหนึ่งทีเดียวครับ
6. สาเหตุการเกิดอาการปวดมีมากมายเมื่อสรุปออกมาพบว่าเกี่ยวข้องกับท่าทางในชีวิตประจำวันทั้งนั้น เช่น นั่งศีรษะยื่นและไหล่งุ้มดูคอมหรือมือถือ มีอาชีพที่ต้องก้มคอนาน ๆ (ทันตแพทย์ หมอนวดแผนไทย พนักงานคอมพิวเตอร์ นักศึกษา เป็นต้น) เอียงคอหนีบมือถือแล้วคุย และอาจพบในขณะนอนหลับบนหมอนที่สูงหรือแข็งเกินไปได้
7. อาการปวดกล้ามเนื้อ SCM มีความงุนงงมากคือ ปวดหู ปวดบริเวณใบหน้า บางคนปวดตา เวียนหัว คลื่นไส้ ปวดลำคอเวลากลืนอาหาร และปวดหัวเหมือนไมเกรน พอพูดแบบนี้เลยยิ่งยากมากเพราะเราต้องตรวจประเมินแยกโรคว่าเกิดจาก SCM จริงหรือไม่ครับ แต่ที่สังเกตร่วมได้เลยคือ คอแข็ง (ไม่ใช่ดื่มเหล้าไม่เมานะครับ) ผู้ป่วยจะหันคอไปด้านข้างลำบากด้วยอาการตึงหรือปวดกล้ามเนื้อ SCM ด้านตรงข้ามครับ
8. สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ paradoxical muscle function คือ เมื่อเราทดสอบผู้ป่วยให้ทำ The supine neck flexion test โดยให้ผู้ป่วยนอนหงายแล้วยกศีรษะขึ้นด้านบน จะเกิดสิ่งใดขึ้นกับผู้ป่วยถ้าผู้ป่วยมี deep neck flexors หรือกล้ามเนื้อกลุ่มก้มคอชั้นลึก weak
9. ถ้าคนปกตินอนหงายแล้วยกศีรษะขึ้นด้านบน กระดูก upper cervical จะไม่แอ่นหรือเกิด extension ขณะยก แต่ถ้ายกศีรษะขึ้นแล้วเกิดการแอ่นของกระดูกสันหลังบริเวณคอด้านบนจะบ่งบอกสิ่งผิดปกติคือ การ weak ของ deep neck flexor และการหดตัวที่มากเกินไปของกล้ามเนื้อ SCM และที่สำคัญเขาจะเหนี่ยวนำให้เกิดการหดตัวอย่างรุนแรงของกล้ามเนื้อใต้ฐานกะโหลกคือ กล้ามเนื้อ suboccipital ดังนั้นจึงปวดคอแล้วทำไมปวดหัวด้วยนะครับ
10. แนวทางการรักษากล้ามเนื้อ SCM และ deep neck flexor weak จึงประกอบด้วย การลดปวดหรือยับยั้งการหดตัวของ SCM การคลายกล้ามเนื้อฐานกะโหลก และการฝึกการออกกำลังกายเจาะจงไปยังกลุ่มกล้ามเนื้อก้มคอชั้นลึก
11. การออกกำลังกายดังกล่าวได้แก่ การนั่งก้มและเหยียดคอไปมาช้า ๆ การเอียงคอไปทางด้านข้าง รวมถึงการหมุนคอ ทั้งหมดให้ทำในช่วงที่ไม่มีอาการปวด นอกจากนั้น นิยมให้ผู้ป่วยนั่งแล้วฝึกยื่นคางไปด้านหน้าและดึงกลับหลัง อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายชนิดจำเพาะที่ลึกซึ้งกว่านี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรที่มีประสบการณ์
ฉันเดินทางมาถึงตอนที่ 271 ด้วยความงงงัน แต่ก็นับว่าใช้เวลาหลายปีเลยทีเดียว การอ่านหนังสือทีละเล็กละน้อย เรียนเพิ่มเติมในสิ่งที่อยากรู้ ฝึกฝนกับผู้ป่วยแทบทุกวัน ในวันนี้ปัญญาที่ตกผลึกคือ
“เราแทบไม่รู้อะไรเลยบนโลกใบนี้ สิ่งที่เราเคยเชื่อ บัดนี้ก็เปลี่ยนไป สิ่งที่เราไม่เคยเชื่อวันนี้อาจกลับเป็นจริงขึ้นมา”
เพราะว่า “มันไม่แน่เสมอไป นี่แหละคือแน่ที่สุด”
บรรณานุกรม
Travell J, Simons D 1983 Myofascial Pain & Dysfunction, 2nd edn. Williams & Wilkins, Baltimore, MD
https://www.medicalnewstoday.com/.../st ... idomastoid...
https://comstockpt.com/.../sternocleidomastoid-pain.../

****************************************************************

Episode 272 Run through pain
ฉันมีโอกาสได้อ่านบทความหนึ่งประกอบการเขียนเรื่อง Paradoxical muscle function นั่นก็คือ
อาการปวดขาหนีบในนักวิ่ง
ฉันไม่ได้เป็นนักวิ่ง!!! หากอ่านแบบเผิน ๆ ฉันก็คิดแบบฉันว่า
การเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้ปวดขาหนีบได้
แต่ความยากกลับอยู่ตรงที่ “อาการปวดขาหนีบมาจากหลากหลายสาเหตุ”
คงต้องแยกแยะศึกษาเป็นประเด็นไปเท่านั้น และคงต้องใช้เวลานานพอสมควรสำหรับคนพื้นฐานน้อยเช่นฉัน
แม้ฉันจะไม่ใช่นักวิ่ง แต่โลกแห่งความรู้เกี่ยวกับความผิดปกติของนักวิ่งเรียกให้ฉันเข้าไปภายใน
ไม่รู้ก็ต้องเรียน เท่านั้น เรียนจากกาย กายของเรานี้แหละคือแหล่งความรู้ที่มหัศจรรย์
ไม่ผิดหวังเลย!!
ฉันได้รับความรู้มากมายจากตัวอักษรนับหมื่นนับพัน แต่ละคำ แต่ละประโยค สอนให้อ่าน สอนให้คิด สอนให้วิเคราะห์อย่างเป็นเหตุผล และตกผลึกร้อยเรียงออกมาเป็นข้อ ๆ ดังนี้
1. อาการปวดขาหนีบอาจมาจากการฉีกขาดบางส่วนของ เอ็นยึดกระดูก กล้ามเนื้อหรือเอ็นกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กล้ามเนื้อกลุ่มหุบข้อสะโพกหรือ hip adductor
2. อาการของผู้ป่วย ได้แก่ อาการปวดบริเวณท้องน้อยและอาจมีอาการปวดแผ่ร้าวไปยังต้นขาด้านบนและด้านในของขาหนีบ ในผู้ชายบางคนอาจรู้สึกปวดบริเวณอัณฑะ อาการปวดบริเวณฝีเย็บ (บริเวณระหว่างอวัยวะสืบพันธุ์กับรูทวารหนัก) ขณะเดินหรือวิ่งพบอาการปวดต้นขาด้านบนหรือขาหนีบ มีอาการปวดขณะไอ หรือจาม หรือขณะที่เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง หลังตื่นนอนหลังจากวันที่วิ่งจะปวดขาหนีบมาก เป็นต้น
3. ระดับอาการปวดจะเพิ่มมากขึ้นหากนักวิ่งหรือผู้ป่วยท่านนั้นมีกล้ามเนื้องอสะโพก tight และมีกล้ามเนื้อก้น weak ความถี่และความหนักในการซ้อมที่มากและไม่ได้พักเพียงพอให้เนื้อเยื่อที่บาดเจ็บได้รับการฟื้นสภาพ
4. ในบทนี้เรามาเน้นถึงหนึ่งในสาเหตุของอาการปวดขาหนีบของนักวิ่ง นั่นคือ กล้ามเนื้อหุบสะโพกนะครับ จุดเกาะต้นของกล้ามเนื้อคือ pubic symphysis และ obturator foramen จุดเกาะปลายอยู่ที่ linear aspera ของกระดูกต้นขา
5. ในแง่ของ paradoxical muscle function พบว่า ใยกล้ามเนื้อหุบข้อสะโพกมีการเชื่อมไปด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนหลังของกล้ามเนื้อไปเชื่อมกับกล้ามเนื้อ hamstrings ทำให้มีหน้าที่เหยียดข้อสะโพกได้ ในขณะที่ส่วนหน้าของกล้ามเนื้อไปเชื่อมกับ iliopsoas และกล้ามเนื้อ rectus femoris หนึ่งในสมาชิก Quadriceps femoris บางครั้งเขาจึงทำหน้าที่ช่วยงอข้อสะโพกได้ด้วยเช่นกัน
6. ดังนั้นเวลาเราใช้ การยกขาหรือ straight leg raise (SLR) เข้ามาตรวจ เราควรคำนึงในความลึกซึ้งดังนี้ กรณีที่นักวิ่งท่านนั้นมีอาการติดขัดบริเวณข้อสะโพกขณะที่ยกขาขึ้น หากเราทำการยับยั้งหรือยืดกล้ามเนื้อหุบข้อสะโพก แล้วสามารถยกต่อไปในมุมที่มากขึ้น ทำให้เราต้องคิดเสมอว่า ช่วงการงอสะโพกขณะวิ่งของนักวิ่งกล้ามเนื้อหุบข้อสะโพกทำงานหนักขึ้น ควรทำการรักษา iliopsoas กล้ามเนื้อ rectus femoris ไปกับ hip adductor ครับ
7. หากท่านยับยั้ง hip adductor แล้ว นักวิ่งยังไม่สามารถเพิ่มมุมงอสะโพกจากการทดสอบ SLR ได้ ตอนนี้เราต้องกลับไปยับยั้งกล้ามเนื้อ hamstrings ร่วมด้วยครับ ในทำนองเดียวกันนี้ หากนักวิ่งท่านนั้นเหยียดข้อสะโพกไปทางด้านหลังลำบากและมีอาการปวดขาหนีบ ท่านต้องยับยั้ง hip adductor ร่วมกับการกระตุ้นการเหยียดข้อสะโพกไปพร้อมกัน แล้วยังไม่ได้ผล ควรเพิ่มการยับยั้ง hypertonic tone ของกล้ามเนื้อ iliopsoas กล้ามเนื้อ tensor fascia latae และ rectus femoris เข้ามาช่วยครับ
8. จากการศึกษาพบว่า นักวิ่งที่มีอาการปวดขาหนีบควรฝึก การออกกำลังกล้ามเนื้อพื้นเชิงกราน การเสริมกำลังกล้ามเนื้อก้น การเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อข้อสะโพกทุกด้าน และที่สำคัญคือ การฝึกนั้นควรสัมพันธ์กับการฝึกหายใจเสมอ เพราะนักวิ่งมีแบบแผนการหายใจขณะวิ่งที่พิเศษกว่าตอนเดินและตอนยืน เนื่องจากนักวิ่งจำเป็นต้องใช้ upper chest ในการหายใจขณะวิ่ง ดังนั้นขณะฝึกการออกกำลังกายอื่นจึงต้องเน้นการฝึก abdominal breathing ให้นักวิ่งเสมอครับ
ลูกศิษย์ของฉันหลายคนถามฉันว่า “การรักษานักวิ่งที่มีอาการปวดขาหนีบต้องทำเช่นนี้เสมอใช่ไหม”
ฉันตอบทันที “แล้วแต่ผู้รักษาจะเชื่อ เราไม่มีหน้าที่ทำให้ใครเชื่อ นำเสนอความคิดแล้วจงวาง แต่ในความคิดที่เราแบ่งปันเราต้องศึกษาให้ดี เขียนให้ดี เขียนให้งาม บอกกันแต่ไม่บังคับ แล้วถามหัวใจตัวเอง มีความสุขไหมที่ได้ทำ”
ฉันขอใช้สามบรรทัดนี้ขอบคุณใครบางคนผู้ซึ่งสอนให้ฉันรู้จักคำว่า “การเสียสละความเข้าใจความรู้สึกตนเอง”
การเข้าใจความรู้สึกตนเอง เห็นชุดความคิดแห่งความสุขของตนเองโดยไม่ได้เข้าใจชุดความสุขหรือความรู้สึกของคนอื่น ไม่ใช่มิตรภาพแท้ เป็นความรักที่สร้างเงื่อนไข นั่นเป็นความยึดมั่นมากกว่าเมตตา ขอบคุณนะครับ
บรรณานุกรม
Alter M 1996 Science of Flexibility, 2rid edn. Human Kinetics,
Champaign, IL Chaitow L 1996 Muscle Energy Techniques. Churchill Livingstone, New York,
NY Janda V, Schmidt HJA 1982 Muscles as a Pathogenic Factor in Back Pain. International Federation of Manipulative Physical Therapists Proceedings, Christchurch, New Zealand

*****************************************************************************

Episode 273 Axioscapular pain ปวดคอกับปวดสะบักเกี่ยวกันหรือไม่
เรามักไม่ค่อยได้ยินคำว่า “Axioscapular muscles” บ่อยนัก ถ้าฉันอยากจะบอกนักเรียนว่าทำใจให้สบาย ให้ใจของเราเรียนรู้ไปรากศัพท์ง่าย ๆ ไม่ต้องพยายามจนปวดหัว
คำว่า “Axis” คือ แกน แกนในที่นี้คือ กระดูกสันหลัง นั่นเอง
คำว่า “Scapula” คือ กระดูกสะบัก
ดังนั้น Axioscapular muscles ย่อมหมายถึง กล้ามเนื้อที่เกาะจากกระดูกสันหลังไปยังกระดูกสันหลัง
เรื่องราวที่น่าสนใจติดตามคือ อาการปวดคอมีความสัมพันธ์กับการทำงานผิดปกติของกระดูกสะบัก จึงทำให้เกิดคำถามว่า
คำใดที่นำมาใช้แทนคำว่า การทำงานผิดปกติของกระดูกสะบัก คำตอบคือ scapular dysfunction ถ้าคำนี้เป็นบ้าน ย่อมต้องมีห้องเล็ก ๆ แบ่งภายในบ้าน ดังนั้น scapular dysfunction จะรวมถึง สะบักจม (scaoulocostal syndrome) สะบักลอย (scapular dyskinesis) เพราะไม่ว่าจะสะบักจมหรือสะบักลอย ที่แน่ ๆ คือ ตำแหน่งของกระดูกสะบักขณะพักย่อมเปลี่ยนไปจากที่มันควรจะเป็น
ลองมาทำความเข้าใจไปด้วยกันทีละข้อนะครับ
1. กล้ามเนื้อกลุ่ม axioscapular ได้แก่ กล้ามเนื้อ upper trapezius และกล้ามเนื้อ levator scapulae สองมัดนี้พบในผู้ที่มีอาการปวดคอและปวดสะบักเสมอ
2. นักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาวิจัยเพื่อย้ำจุดยืนสำคัญว่า scapular dysfunction มักเกิดร่วมกับอาการปวดคอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาชีพที่ต้องกางแขนตั้งคอทำงานเป็นเวลานาน ๆ ทันตแพทย์ ศัลยแพทย์ นักกายภาพบำบัด คุณหมอนวดแผนไทยและแผนปัจจุบัน พนักงานแคชเชียร์ตามห้าง หรือแม้แต่นักศึกษา อยู่ในกลุ่มเสี่ยงนี้ทั้งหมด
3. จุดที่งานวิจัยออกมาเผยข้อลึกลับแก่วงการวิชาการ น่าจะเป็นการศึกษาที่พบว่าพนักงานออฟฟิศที่ปวดคอและปวดสะบักจะมีการเคลื่อนมาทางด้านหน้าของกระดูกสะบักหรือ scapular protraction มากกว่าพนักงานออฟฟิศที่ไม่มีอาการปวด
4. การศึกษาต่อมายิ่งเน้นย้ำองค์ความรู้ลึกซึ้งลงไปอีกว่า การเกิด scapular dysfunction มีความสัมพันธ์กับแขนด้านที่ถนัดด้วย และสัมพันธ์กับคอด้านที่ปวดไปในตัว เช่น ปวดคอด้านขวา มักปวดร่วมกับสะบักขวา และเป็นกลุ่มที่ถนัดแขนขวา แต่ก็มีงานวิจัยบางส่วนที่พบว่า อาการปวดสะบักอาจพบในด้านตรงกันข้ามกับคอด้านที่ปวด และให้ความคิดเห็นว่าอาจเกิดจากการเคลื่อนไหวชดเชยคอด้านที่ปวดและไปทำงานในแขนด้านตรงข้ามแทน ใครถูกใครผิด ยังต้องรอผลการศึกษาต่อไป อย่างนี้ไหมเล่าที่โบราณมีคำว่า ถูกเวลา ถูกสถานที่ เหตุปัจจัยพอจะทราบเอง
5. ในคนที่มีอาชีพต้องนั่งตั้งคอตรงร่วมกับการใช้ข้อไหล่ดังที่กล่าวมาในข้อ 2 จึงทำให้นักวิชาการมุ่งสังเกตไปยัง ภาวะ tightness ของกล้ามเนื้อ Upper trapezius กล้ามเนื้อ Levator scapulae โดยเน้นการยืดและการยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อสองมัดนี้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอและสะบัก
6. แต่โชคไม่ดีครับ หากละเลยไม่ตรวจประเมินภาวะ tightness ของ pectoralis minor การรักษามักไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ทำไมเป็นเช่นนั้น ?
7. เพราะการหดสั้นของกล้ามเนื้อ pectoralis minor ทำให้เกิดแรงดึงของข้อไหล่ให้งุ้มมาด้านหน้า กระดูกสะบักยิ่งเกิด anterior tilting ร่วมกับการหมุนเข้าทางด้านใน ดังนั้นเมื่อกางแขนหรือข้อไหล่แล้วกระดูกสะบักไม่ยอมหมุนขึ้น ย่อมปวดเป็นธรรมดา
8. และที่หนักกว่านั้นคือ เมื่อกระดูกสะบักเกิดการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งดังข้อ 7 กล้ามเนื้อกลุ่ม Rhomboid จะถูกยืดยาวและ weak ลงในที่สุด จึงเกิดคำว่า มันไม่แน่ เพราะคนที่สะบักจมนาน ๆ จากกล้ามเนื้อ upper trapezius กล้ามเนื้อ levator scapulae และกล้ามเนื้อ pectoralis minor มีภาวะ tight ไปนาน ๆ ต่อมากล้ามเนื้อกลุ่ม rhomboid จึงเกิดภาะวะ weak อ้าว จากสะบักที่จม จมไปจมมา ปลายด้านในกลับกระเดิดขึ้น กลายเป็นสะบักลอยซะงั้น นี่แหละครับ ความไม่เที่ยง
9. การฝึก scapular stabilizing exercise จึงมักไม่ได้ผลดีหากใช้เดี่ยว ๆ แต่พบว่าหากบรรจุโปรแกรมการฝึกนี้เข้ากับ neck exercise โดยเน้นการเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ neck flexor และยืดหรือยับยั้ง neck extensor จะได้ผลดียิ่งขึ้น
10. การออกกำลังกายทั้งหมดเป็นการฝึก synaptic plasticity ใหม่ให้แก่สมอง คือให้เกิดวงจรการเรียนรู้ของสมองต่อการออกแรงกล้ามเนื้อดังกล่าวให้สมดุล แต่ผู้ฝึกที่เก่งจะต้องฝึกวิธีการรู้ตัวให้แก่ผู้ป่วยว่า จะรู้ได้อย่างไรว่า posture ไม่ดีแล้ว คือ ไม่ต้องรอให้ปวดแต่ปรับท่าทางได้เลยในเวลาทำงาน
11. การเปลี่ยนนิสัยจึงเป็นเรื่องยาก การฝึก ergonomic คือการเจริญสติปัฏฐานนั่นเอง คนไม่มีสติจะไม่รู้ว่า posture เปลี่ยนไปแล้ว ต้องฝึกอยู่เสมอจนจิตเกิดทักษะ ไม่ต้องจำ แต่ปรับท่าได้เลย สิ่งนี้เรียกว่า skill
12. รากฐานของ Mindfulness movement therapy คือ การออกแบบวิธีการเคลื่อนไหวให้ร่างกายบันทึกข้อมูลด้วยสติ และสติต่อเนื่องจึงเหนี่ยวนำให้โปรแกรมความจำในสมองเริ่มพัฒนากลายเป็นทักษะระยะยาวที่จะไม่ลืมอีก
13. วิธีการออกกำลังกายแม้ว่าจะมีท่าเลิศประเสริฐศรีเท่าใด หากคำว่า ไม่ชอบ คำเดียวเกิดในสมองของผู้ป่วย ถือว่า set zero เลยครับ ไม่มีทางรักษาได้เลย ดังนั้นการออกกำลังกายจึงเกิดท่าทางใหม่ ๆ ขึ้นมากมาย นอกจากกายจะได้ฝึกการเคลื่อนไหวแล้ว ใจที่เกิดความสุขขณะเคลื่อนไหวย่อมเป็นทางนำไปสู่ทักษะแท้จริงได้ง่าย
หากจะลงมือทำสิ่งใด อย่าลืม สามคำนี้นะครับ
ความรัก ความงาม และความจริง
ทำทุกอย่างด้วยความรัก มองเห็นความงดงามแห่งการกระทำ และยอมรับในผลด้วยความจริง
ขอส่งความรักไปให้ทุกท่านในค่ำคืนนี้นะครับ
บรรณานุกรม
Falla D. and Unravelling the complexity of muscle impairment in chronic neck pain. Man Ther. 2004; 9: 125– 133.
Helgadottir H, , Kristjansson E, , Mottram S, , Karduna A, , Jonsson H, Jr. and Altered scapular orientation during arm elevation in patients with insidious onset neck pain and whiplash-associated disorder. J Orthop Sports Phys Ther. 2010; 40: 784– 791.
Szeto GP, , Straker L, , Raine S. and A field comparison of neck and shoulder postures in symptomatic and asymptomatic office workers. Appl Ergon. 2002; 33: 75– 84.
https://www.physio-pedia.com/Superior_Scapula_and...

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมลิงค์ความรู้ครู Yodchai Boonprakob เรื่อง neuromuscular imbalance

โพสต์ โดย siri » เสาร์ เม.ย. 17, 2021 12:06 pm

Episode 274 ฟังเสียงดัดข้อต่อ (Joint cavitation) ให้ลึกซึ้ง
วันนี้ภาพของคุณยายเมื่อตอนที่ฉันเป็นเด็กแจ่มจ้าในความทรงจำ ร่างเล็กบอบบางของยายนั่งขัดสมาธิมือประสานที่ท้ายทอย โดยมีพี่นาง (หมอนวดแผนโบราณคนโปรดของยาย) ใช้มือสองข้างสอดไปจับไหล่ยาย ขณะที่เข่าของเธอด้านหนึ่งวางกลางหลัง พี่นางยืดหลังของยายขึ้นพร้อมกับเสียงกระดูกสันหลังของยายลั่นราวปืนกล
สักครู่ยายก็เรอออกมา แล้วบอกพี่นางว่า
“หายปวดหลังแล้ว สบายตัว”
“เสียงอะไรครับยาย” ฉันว่า
“หลังมันลั่น”
“ทำไมลั่นล่ะยาย” ฉันซักด้วยความอยากรู้ ยายไม่ได้ตอบแต่บอกว่า
“จะถามอะไรนักหนา ลูกอีช่างซัก”
“แม่หนูชื่อลี ไม่ได้ชื่อ ช่างซัก” ฉันไม่ได้อยู่รอยายด่าหรอกนะ แค่อยากกวนประสาทให้ยายโมโหเล่น
“ยายจ๋าาาาา”
คราวนี้ยายอยู่ในท่าเตรียมพร้อม
“ถ้าถามอีกคำ กูถีบตกเรือนแน่”
เท่านั้นแหละ....ฉันก็เหาะหายไปในอากาศเลย ใครอยู่ก็โง่ละ
นั่นนับเป็นคราวแรกที่ฉันรู้จัก Joint cavitation หรือเสียงลั่นจากข้อต่อเวลาโดนแรงกระทำ
อีกไม่นานเมื่อได้มาเรียนกายภาพบำบัด ฉันจึงได้เรียน Spinal manipulation หรือการดัดกระดูกสันหลังด้วยเกรด 5 อีกครั้ง ซึ่งสมัยนั้นเราเรียนกันนิดหน่อยเรียกได้ว่าพอทำเป็น จนมีโอกาสได้ฝึกและเรียนเกี่ยวกับการดัดข้อกับนักกายภาพบำบัดที่ Perth ออสเตรเลียเมื่อครั้งไปฝึกงานระยะสั้นที่นั่น
เสียงลั่นของข้อต่อ หรือ cavitation จึงเป็นเสียงสะกดหัวใจให้อยากเรียนรู้ลึกซึ้ง
วันนี้ขอแบ่งปันประสบการณ์ให้กับผู้อ่านเป็นข้อ ๆ ดังนี้นะครับ
1. การดัดข้อต่อ บ้างเรียก manipulation หรือ joint realignment ก็ได้ แต่มีอีกชื่อที่ฉันชอบเพราะว่าสื่อชัดเจนคือ high velocity low amplitude (HVLA) นั่นเป็นการย้ำเตือนว่า เทคนิคการดัดข้อต่อที่ดี ต้องเร็วที่สุด เบาที่สุด และเกิดการขจัดน้อยที่สุด ไม่ใช้แรงกระชากรุนแรงจนบาดเจ็บ เหมือนเวลาเราดัดนิ้ว เราไม่ต้องดัดแรง เสียงการปลดล็อกของข้อต่อก็เกิดขึ้นได้แล้ว
2. ฝรั่งอาจเรียกเสียงลั่นของข้อต่อว่า pop sound เนื่องจากเสียงคงไปเหมือนกับข้าวโพกคั่วที่ระเบิดเมื่อโดนความร้อนกระมัง
3. การดัดข้อต่อมีหลายวิชาชีพนำมาใช้ประกอบการรักษา ได้แก่ นักกายภาพบำบัด Chiropractor, Osteopath รวมถึงหมอนวดแผนโบราณด้วย จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า Hippocrates ได้นำวิชาดัดข้อต่อหรือจัดกระดูกมาใช้ตั้งแต่ราว คริสตศักราชที่ 5 โดยมีความเชื่อว่า “หากปรับแนวการเรียงตัวของข้อต่อได้เหมาะสม โรคที่เกี่ยวกับข้อต่อจะทุเลาหรือหายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดัดกระดูกสันหลัง
4. ในบทนี้ฉันขอเล่าในขอบเขตว่า “เมื่อเราดัดข้อต่อ เสียงดังนั้นเกิดจากอะไรได้บ้าง” เท่านี้ในตอนนี้นะครับ เดี๋ยวจะเตลิดเปิดเปิงไปไกล หลายสิบปีมานี้นักวิทยาศาสตร์อยากรู้เหมือนกับฉันว่า เสียงดังจากข้อต่อเกิดจากสิ่งใดได้บ้าง ซึ่งเขาสรุปได้ว่า การใช้แรงกระทำต่อข้อต่ออย่างรวดเร็วเป็นการทำลายสุญญากาศในช่องว่างภายในข้อต่อให้เสียไป และมีการไหลของน้ำไขข้อหรือ synovial fluid ไหลออกมาอย่างรวดเร็ว และในเวลานั้นเองความดันในข้อต่อที่ลดลงแบบฉับพลันทำให้ก๊าซภายในน้ำไขข้อ เช่น ก๊าซออกซิเจน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซไนโตรเจนผุดเป็นฟองขึ้นมาพร้อมกันจึงเกิดเป็นเสียงลั่นในข้อต่อขึ้น เมื่อข้อต่อได้ลั่นไปแล้วเราดัดข้อต่ออีกทันที จะไม่เกิดเสียง cavitation ได้อีกต้องรอประมาณ 15 นาทีเมื่อน้ำไขข้อไหลกลับสู่ข้อต่อเช่นเดิมจึงจะดัดแล้วเกิดเสียงได้อีก จากการศึกษาเพิ่มเติมพบว่า เสียงลั่นในข้อต่ออาจเกิดการที่เอ็นยึดกระดูกถูกยืดอย่างรวดเร็ว การติดขัดภายในข้อต่อถูกขยับออก ก็เป็นได้เช่นกัน
5. อย่างไรก็ตาม โรคบางโรค เช่น hip snapping syndrome เกิดจากเอ็นกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกครูดเวลาเคลื่อนไหว หรือการเสียดสีของ scar tissue ก็ทำให้ข้อสะโพกลั่นเองได้ นั่นอาจนึกถึง เสียงอ้าปากแล้วข้อต่อขากรรไกรเกิดลั่น (จะเล่าให้ฟังอีกที) หรือเสียงลั่นในข้อเข่าก็มี
6. เราจำเป็นต้องดัดข้อต่อรักษาผู้ป่วยทุกคนหรือไม่ คำตอบคือ ไม่จำเป็น ประสบการณ์และทักษะของผู้รักษาเขาจะรู้ดีว่า ทำหรือไม่ทำ แม้แต่อาชีพ Chiropractor เอง พวกเขามีความชำนาญมาก และเลือกเทคนิคการดัดข้อต่อที่สอดคล้องกับผลการอ่านฟิลม์ x-ray ประกอบเลยนะครับ
7. แต่สิ่งที่เราควรตระหนักก่อนเลือกใช้ หลักสำคัญคือ เราต้องรู้ว่า ผู้ป่วยมีปัญหาจาก malalignment จริงหรือไม่ เช่น หากผู้ป่วยมี malalignment แต่เขาปวดเอวจากหมอนรองกระดูกสันหลัง นี่เป็นข้อห้ามในการดัด
8. หลักจำง่าย ๆ คือ Malalignment แบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่มีอาการ กับกลุ่มที่ไม่มีอาการ และกลุ่มที่มีอาการ เช่น อาการปวด และยังแบ่งย่อยออกเป็นสองกลุ่ม คือ อาการปวดนั้นเกิดจาก malalignment กับปวดจากโครงสร้างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับ malalignment ที่เป็นอยู่ สิ่งนี้แหละครับ เราต้องทำการตรวจประเมินร่างกายอย่างละเอียดก่อน และต้องแม่นยำถึงข้อบ่งชี้ ข้อห้าม และข้อควรระวัง
9. การดัดข้อต่อหรือการจัดกระดูกไม่ควรรักษาเดี่ยว ๆ ควรมีการรักษาโครงสร้างอื่นร่วมด้วย หลายท่านใช้วิธีการลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อและพังผืดก่อนดัดข้อ แต่หลายคนก็มองตรงกันข้ามคือ ดัดข้อต่อก่อนให้ยับยั้ง reflex การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ เรื่องของเรื่องคือ เราต้องตรวจได้ว่า อะไรคือเหตุ แล้วแก้ไข
10. ผู้ป่วยบางรายได้รับการนวดหรือการคลายกล้ามเนื้อและพังผืด การเรียงตัวของข้อต่อก็กลับมาปกติ หากเป็นเช่นนี้ก็ไม่ต้องดัดข้อต่ออีก
11. การดัดข้อต่อ หากทำบ่อย ๆ ก็มีผลต่อความมั่นคงของข้อต่อเช่นกัน เพราะผู้ป่วยหลายรายที่โดนดัดข้อต่อบ่อยแล้วเกิดภาวะข้อหลวม ดังนั้นการออกกำลังกายหลังจากดัดข้อ เพื่อให้แรงการหดตัวของกล้ามเนื้อส่งผลให้ข้อต่อกระชับก็มีความจำเป็นเช่นกัน
12. การดัดข้อต่อกระดูกสันหลังบริเวณคอ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยผู้มีทักษะขั้นสูง อย่าลืมว่าที่ transverse foramen มีเส้นเลือดแดง vertebral artery อยู่ หากผู้ป่วยมีปัญหาของหลอดเลือดนี้ ห้ามดัดข้อต่อกระดูกสันหลังบริเวณคอโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยหมดสติได้ครับ
แม้ว่าเราจะไม่ได้จบเรื่องการดัดข้อต่อลงในตอนเดียวได้ ฉันมั่นใจว่าท่านผู้อ่านจะเข้าใจขึ้นมาบ้างเกี่ยวกับกลไกที่ทำให้เกิดเสียงลั่นในข้อต่อหรือ joint cavitation มากขึ้นกว่าเดิม
เทคนิคทุกเทคนิคย่อมมีดีในตัวของเขา
คล้ายกระบี่
หากผู้ถือกระบี่ไม่รู้เคล็ดวิชา ย่อมไม่สามารถใช้กระบี่ได้อย่างทรงพลังและเกิดผลอย่างเต็มที่
การปลดพันธนาการของข้อต่อที่ end feel เป็นทักษะที่ยากที่สุดในวิชาการดัดข้อต่อ ถ้าท่านไม่เจอความรู้สึกนั้นจริงแท้แล้ว ท่านส่งแรงดัด จะเกิดการบาดเจ็บต่อข้อต่อได้ครับ
ด้วยความรักเสมอ
Keep on practicing นะครับ
บรรณานุกรม
1. Richard Boggs, Hammaming in the Sham: A Journey Through the Turkish Baths of Damascus, Aleppo and Beyond, 2012, ISBN 1859643256, p. 161
2. ^ Shmerling, Robert H. (14 May 2018). "Knuckle cracking: Annoying & harmful, or just annoying?". How do we know that knuckle cracking is harmless?. health.harvard.edu. Retrieved 19 July 2019. One study published in 1990 found that among 74 people who regularly cracked their knuckles, their average grip strength was lower and there were more instances of hand swelling than among 226 people who did not crack their knuckles. However, the incidence of arthritis was the same in both groups.
3. ^ Jump up to:a b Dvorsky, George. "Simulation May Finally Explain Why Knuckle Cracking Makes That Awful Sound". Gizmodo. Retrieved 30 March 2018.
4. ^ Knapton, Sarah (15 April 2015). "Why knuckle cracking makes a popping sound, and why it might be beneficial". The Daily Telegraph. London. Retrieved 17 December 2016.
5. ^ Sample, Ian; editor, science (15 April 2015). "Cracked it! Scientists solve puzzle of why knuckles pop when pulled". The Guardian. London. Retrieved 20 September 2016.
6. ^ Jump up to:a b c Protopapas M, Cymet T, Protapapas M (1 May 2002). "Joint cracking and popping: understanding noises that accompany articular release". J Am Osteopath Assoc. 102 (5): 283–7. PMID 12033758. Archived from the original on 27 September 2007. Retrieved 2 March 2007.
7. ^ Jump up to:a b Gregory N. Kawchuk; Jerome Fryer; Jacob L. Jaremko; Hongbo Zeng; Lindsay Rowe; Richard Thompson (2015). "Real-Time Visualization of Joint Cavitation". PLOS One. 10 (6): 384–390. Bibcode:2015PLoSO..1019470K. doi:10.1371/journal.pone.0119470. PMC 4398549. PMID 25875374.
8. ^ Brodeur R. (1995). "The audible release associated with joint manipulation". J Manipulative Physiol Ther. 18 (3): 155–64. PMID 7790795.
9. ^ Maigne, Jean-Yves; Vautravers, Philippe (September 2003). "Mechanism of action of spinal manipulative therapy". Joint Bone Spine. 70 (5): 336–341. doi:10.1016/S1297-319X(03)00074-5. PMID 14563460.

******************************************************************************************************

Episode 275 หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม
“ยายจ๋ายาย โรคห่าคือโรคอหิวาตกโรคใช่ไหมจ๊ะ” ยายมองหน้าฉันแล้วบ้วนน้ำหมากลงกระโถน พอหยิบผ้าซับริมฝีปากเสร็จ ยายก็ส่ายหน้ายิ้ม ๆ แล้วตอบว่า
“โรคห่าไม่ใช่เรียกจำเพาะโรคอย่างที่เอ็งเข้าใจหรอก ที่มาของคำว่า ห่า มาจากห่าฝน เวลาฝนตกลงมาอย่างรวดเร็วรุนแรงเขาเรียกกันว่า ห่า ทีนี้พอเกิดโรคระบาดที่ลุกลามไปอย่างรวดเร็วคนโบราณเขาเลยเรียก โรคห่า” ฉันพยักหน้าไปโดยยังไม่เข้าใจดีนัก แต่เข้าใจอีกเรื่องว่า
หรืออาจเพราะฉันเป็นพวกทำอะไรรวดเร็ว ยายเลยชมว่า อีห่า!!!!
ต้องใช่แน่เลย ยายชมแน่ ๆ ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น
“เวลาเกิดไข้ป่วง ไข้รากสาด ไข้อีดำอีแดง ไข้กาฬ ไข้มหาเมฆ ไข้มหานิล คนติดกันเร็ว เขาก็เรียกรวม ๆ ว่า ห่ากิน”
วันนั้นฉันทำตาปริบ ๆ ไม่รู้จักสักกะโรค
เสียดายจัง วันนี้ยายไม่ได้อยู่ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ฟัง ว่าบนโลกใบนี้ที่ยายเคยมีชีวิตอยู่นั้น มีโรคห่าแบบใหม่เกิดขึ้นแล้ว
COVID-19 !!!!!!
ฉันว่าท่านผู้อ่านคงงงแหละว่าฉันจะเล่าเรื่องอะไรวันนี้ บอกเลยขอเล่าโรคชนิดหนึ่งแต่เป็นกลุ่ม โรคไม่ห่า และขอเลือกโรคหมอนรองกระดูกเสื่อมก็แล้วกันจ้า
1. เราไม่ค่อยคุ้นกับคำว่า IDD กันหรือครับ คำนี้ตัวเต็มคือ Intervertebral disc degeneration หรือพูดง่าย ๆ คือ หมอนรองกระดูกเสื่อม แม้การเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลังจะไม่ใช่โรค เพราะคนเราย่อมเสื่อมไปตามธรรมดา แก่แล้วก็ต้องป่วยต้องตาย แก่แล้วก็หย่อนก็ยานจะมีตึงก็แต่หูนั่นแหละ
2. แม้ว่า IDD จะไม่ใช่โรค แต่การทรุดตัวลงของหมอนรองกระดูกสันหลังก็นำมาสู่อาการปวดคอ ปวดหลังส่วนบนและส่วนล่าง ถ้าใครบอกว่า อายุ วรรณะ สุขะ พละ ก็ให้รู้นะว่า ท่านให้พรตามมรรยาท แก่แล้วจะเอาพละมาจากไหนกันเล่า
3. แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่มีหมอนรองกระดูกเสื่อมจะต้องปวดคอ ปวดหลัง หรือปวดเอวเสมอไป หากผู้สูงวัยรู้จักป้องกันตนเอง คำว่า ป้องกัน ต้องเริ่มตั้งแต่วัยหนุ่มสาวด้วยนะครับ เหมือนทาครีมบำรุงผิวหน้า จะไปเริ่มตอน 60 ครีมคงจะงงแหละไม่รู้จะทะลุทะลวงไปช่วยตรงไหนก่อน การเสริมสร้างนิสัยรักษาท่าทางในชีวิตประจำวันให้ดี การออกกำลังกายที่เหมาะสม การพักผ่อน และปล่อยวางกับเรื่องหนัก ๆ มันต้องฝึกกันจนเป็นนิสัย
4. ฉันมักจะพูดกับนักเรียนของฉันเสมอว่า การเรียนควรเข้าไปยังต้นตอ อย่าเอาปลายมาขยายแล้วก็นึกกันเองว่ารู้ดีแล้ว คุณยายทมยันตีจึงเน้นกับฉันหนักหนาว่า ถ้าอ่านหนังสือไม่ถึงหนึ่งพันเล่มอย่าริเป็นนักเขียน เมื่อเป็นเช่นนี้ ฉันก็ขอลงไปยังการเสื่อมในระดับชีวโมเลกุลก็แล้วกัน แต่ท่านผู้อ่านไม่ต้องกังวลนะ โปรดไว้ใจ และไปด้วยกันนะครับ
5. ถ้านักเรียนคนใดอธิบายว่า หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมเกิดจากวัย และกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรงพอที่จะพยุงการทรุดตัวลงของหมอนรองกระดูกสันหลัง ก็จะได้คะแนน 1 ใน 5 เท่านั้น แต่ก่อนไปยังการเสื่อมลงในห้าด้านของหมอนรองกระดูกสันหลัง ท่านผู้อ่านทั่วไปควรทราบว่า หมอนรองกระดูกสันหลังมีส่วนในเป็นเจลลี่เรียกว่า nucleus pulposus หรือ NP (และควรทราบนะจ๊ะว่า NP คือส่วนที่หลงเหลือของ Notochod ในคนเรานี่เอง) และมีส่วนนอกที่เรียงตัวกันคล้ายเปลือกหัวหอม มีเส้นใยคอลลาเจนไขว้กันในแต่ละชั้นเพื่อให้รับแรงกระทำได้หลายทิศทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรงบิดหมุน ขณะที่เรามีการเคลื่อนไหว มิฉะนั้น เวลาทำอาสนะโยคะแล้วบิดตัว หมอนรองกระดูกอาจกระเด็นไปใส่คนข้าง ๆ ได้ อันนี้หยอกจ้า ชั้นนอกเรียกว่า Annulus fibrosus หรือ AF
6. เพดานและพื้นขนาบบนล่างของหมอนเป็นส่วนที่อ่อนแอที่สุด และฉีกขาดได้ง่าย เรียกว่า Vertebral end plate หรือ VEP
7. การเสื่อมสลายของ NP เนื่องมาจาก การเสื่อมลงของโปรตีนชื่อว่า sulfated glycosamoniglycans (S-GAG) Hyaluronan และเส้นใยคอลลาเจน โปรตีนใน NP เป็นโมเลกุลที่มีขั้วจึงดูดน้ำเข้าหาตัวเขาได้ดี ดังนั้นหมอนรองกระดูกสันหลังของเด็กหรือวัยหนุ่มสาวจะอิ่มน้ำ และเส้นใยคอลลาเจนก็แข็งแรง เมื่อมีแรงกดอัดผ่านกระดูกสันหลังขณะเคลื่อนไหว NP จึงรับและกระจายแรงได้ดี แต่เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน โปรตีนย่อมเสื่อมสลาย การดูดซับน้ำย่อมแย่ลง NP เริ่มแห้ง หมอนจึงเริ่มทรุดตัวลง การทรุดตัวลงทำให้เซลล์ Fibroblast เร่งสร้างเส้นใยคอลลาเจนออกมาทดแทน แต่เจ้ากรรม เส้นใยมันก็แก่เนาะ มันก็พันกันวุ่นวายเรียกว่า crosslink เลยไม่ค่อยได้ช่วยอะไรจ้า ส่วน Hyaluronan กลับเพิ่มขึ้น ทั้งหมดเป็นสัญญาณบอกเหตุว่า มีการสลายโปรตีนและน้ำตาลใน NP แล้ว
8. ต่อมาคือกลไกการเสื่อมลงของ AF ชั้นนอกของหมอนรองกระดูกสันหลัง แม้ว่ากลไกชัดเจนยังไม่สามารถสรุปได้ แต่ว่ากันว่าการฉีกขาดของ AF มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น การออกกำลังกายที่หนักเกินไป อนุมูลอิสระ พันธุกรรม การอักเสบที่เกิดบ่อยในคนสูงอายุหรือคนอ้วน รวมถึง DNA ถูกทำลายด้วย แต่สิ่งที่คุกคามน่ากลัวมากคือ การยกของหนักและบิดตัว หากกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรงจริง น้ำหนักที่ยก การบิดลำตัวขณะยก การยกด้วยความเร็วสูง (สิ่งของหรือเล่นเวทก็ได้) แรงกระชากนั้นอาจทำให้ AF ขาด และ NP ไหลออกมาระคายรากประสาทได้ทันที ที่เราคุ้นชินกับคำว่า หมอนรองกระดูกปลิ้นหรือ HNP สอบถามจากผู้ป่วยว่ากันว่า แสบร้อนเหมือนมีไฟเผาขา (ลองดูนะครับ)
9. ในเซลล์ทั่วไป เมื่อโปรตีนเสื่อมสลายร่างกายก็มีกลไกสร้างทดแทน แต่นั่น อาจใช้ไม่ได้กับ DNA ภาวะที่ DNA ถูกทำลายเขาต้องการการซ่อมแซม จากการศึกษาพบว่า ระดับของสารชนิดหนึ่งคือ Ercc1/D เกี่ยวข้องกับภาวะซ่อมแซม DNA บกพร่อง นำไปสู่ การลดลงของ Proteoglycans (ทำให้หมอนมีน้ำน้อยลงจริงไหม) หมอนรองกระดูกทรุดตัว และเร่งกระบวนการชราของเซลล์หรือ cellular senescence
10. ตรงปลายของโครโมโซมมีโครงสร้างหนึ่งเรียกว่า telomere ทุกครั้งที่เซลล์แบ่งตัว telomere จะหดสั้นลงเรื่อย ๆ จนเมื่อใดกุดหมด เซลล์นั้นจะหมดอายุขัยลง และสิ่งที่เร่งให้เซลล์ตายเร็วมักเป็น ความเครียด จึงมีคนศึกษา stress-induced premature senescence (SIPS) และพบว่าปัจจัยนี้อาจเกี่ยวกับการเร่งการทำลาย DNA ของหมอนรองกระดูกสันหลังได้ด้วย นอกจากนั้นยังพบต่อไปอีกว่าในคนสูงอายุ หมอนรองกระดูกสันหลังมักมีตัว Cytokine ที่กระตุ้นการอักเสบได้ง่าย คือ IL-1 หรือ Interleukin-1 ในระดับสูง ศาสตร์ทางด้านชีวโมเลกุลก็เน้นอีกว่า ยิ่งมีอนุมูลอิสระมากเท่าใดการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลังยิ่งเกิดง่ายขึ้นเท่านั้น องค์ความรู้นี้เองทำให้คนเราต้องดูแลตนเองด้านโภชนาการด้วยนะครับ
สรุปแล้วคือ หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมจาก 5 ด้านหลักคือ
-การเสื่อมลงของ NP และ AF ดังที่ว่ามา
-ความสูงของหมอนลดลง กระดูกสันหลังเสื่อม ขาดการออกกำลังกาย กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรง
-การบาดเจ็บของ DNA
-ภาวะเร่งการชราของเซลล์
-การเพิ่มปริมาณของอนุมูลอิสระ
แม้จะไม่ได้มาเร็วแบบห่าฝน หรือไม่ได้เป็นกลุ่มโรคห่า แต่การดำเนินมาของการเสื่อม หาหนทางหยุดได้ยากกว่าโรคห่านะครับ อนาคตเราอาจมีวัคซีน COVID-19 แต่เราคงไม่มีทางหยุดเสื่อม หยุดแก่ หรือหยุดตายได้หรอกครับ
การเจริญความตายอย่างแจ่มใสคือ การยอมรับด้วยความเข้าใจ และป้องกันดูแลอย่างไม่ยึด
ความรักเหมือนกัน..............ใครจะรักใครเท่าเดิมทุกวันได้ ไม่มากขึ้นก็น้อยลง หรือเคยรักแล้วไม่รักก็มีถมไป การยอมรับด้วยความเข้าใจทั้งเราและเขา การป้องกันดูแลความสัมพันธ์ไม่ให้แตกร้าว
คือ การยอมรับโดยไม่สร้างเงื่อนไข ทำได้ยากมาก แต่ถ้าทำได้ ปีกแห่งรักของท่านจะแข็งแรง ท่านก็ทะนุถนอมไว้ให้ดีที่สุดทำได้เท่านั้นเอง
เพราะไม่นาน เราต้องจากกันแน่นอน ไม่จากเป็นก็จากตาย รักนะครับ
บรรณานุกรม
1. The Department of Economic and Social Affairs of the United Nations Secretariat. World Population Prospects The 2015 Revision. Available from: http://esa.un.org/.../Pub.../FIles/Key_ ... P_2015.pdf
2. Anderson GBJ, Bouchard J, Bozic KJ, et al. The Burden of Musculoskeletal Diseases in the United States, 1st ed. 2008. Available from: http://www.boneandjointburden.org/ docs/The Burden of Musculoskeletal Diseases in the United States (BMUS) 1st Edition (2008).pdf.
3. Derby R, Lee SH, Kim BJ. Discography. Interventional Spine: An algorithmic approach. Philadelphia: Elsevier; 2008. 291-302 p. [Google Scholar]
4. Murray CJ, Atkinson C, Bhalla K, et al. The state of US health, 1990-2010: burden of diseases, injuries, and risk factors. JAMA 2013;310:591-608. [PMC free article] [PubMed] [Google Scholar]
5. Lou X, Pietrodon R, Sun SX, et al. Estimates and patterns of direct health care expenditures among individuals with back pain in the United States. Spine. 2004;29(1):79-86. [PubMed] [Google Scholar]
6. Dillon C, Rasch E, Gu Q, et al. Prevalence of knee osteoarthritis in the United States: arthritis data from the Third National Health and Nutrition Examination Survey 1991-1994. J Rheumatol. 2006;33:2271-2279. [PubMed] [Google Scholar]

*********************************************************************************************************

Episode 276 เส้นจม!!!!!
“ต่อเอ๊ยไปตามพี่นางมานวดยายหน่อยสิ หมู่นี้นั่งทำขนมเยอะ เส้นจมไปหมดแล้ว” สิ้นเสียงยายฉันต้องวิ่งปรื๋อไปตามหมอนวดคู่ใจยายทันที เพราะถ้ามีต่อเอ๊ยครั้งที่สอง เสถียรภาพของชีวิตของฉันอาจสั่นคลอนได้
ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเรายังไม่มีเทคโนโลยีอะไรมากมายนัก การได้วิ่งเล่นไปตามคันดินในสวนหมากที่บางครั้งอาจต้องใส่เกียร์เร็วสุดเพื่อหนีฝูงห่านซึ่งชอบไล่จิกคนไม่เลือกหน้า นับว่าเป็นเรื่องสนุกมากสำหรับฉัน
บ้านพี่นางเป็นบ้านไม้สองชั้นเก่าคร่ำคร่าตั้งอยู่ท่ามกลางสวนหมากร่มครึ้ม
“พี่นาง พี่นางครับ ยายให้มาตามไปนวด” ฉันพยายามเดินเข้าไปใกล้บ้าน ยายมักจะดุถ้าตะโกนเสียงดัง
ผู้ดีต้องไม่พูดเสียงดัง (เพราะคำสอนยายนี่แหละทำให้ครั้งหนึ่งฉันถูกยายตีฐานไม่รีบตะโกนบอกว่าตำรวจมาขณะที่ยายเล่นไพ่ตองกับเพื่อน ๆ ก็บอกฉันเองว่าผู้ดีต้องพูดเบา ๆ)
“เส้นจมอีกแล้วล่ะสิ” พี่นางหญิงวัยกลางคนผอมเหมือนกระดูกเดินได้เดินบ่นเบา ๆ ตอนลงบันไดเรือนมา
“ครับ เห็นยายบ่นว่าปวดเพราะทำขนมนาน แต่หนูว่าตอนเล่นไพ่ตองนานกว่าตั้งเยอะ” พี่นางระเบิดหัวเราะเสียงดัง
“พูดดีไป ระวังเหอะจะโดนก้านมะยม” ฉันหันหลังโชว์น่องที่มีริ้วแดงจาง ๆ จากก้านมะยมประทานจากยายให้พี่นางดู
“ไปซนอะไรล่ะถึงโดนตี”
“ไม่ได้ทำอะไรสักนิด” พี่นางจ้องตาฉัน แน่นอน ใครจะเชื่อในสิ่งที่ฉันพูด ฉันเลยตอบอ่อย ๆว่า
“แอบขโมยกินหมากของยาย ปูนกัดปากเจ่อเลย”
“สมน้ำหน้า ไป ไปนวดเส้นจมยายกันดีกว่า”
คำว่า “เส้นจม” ที่ฉันได้ยินตอนเป็นเด็ก ฉันไม่รู้หรอกว่าคืออะไร
ตอนโตขึ้นมาเรียนกายภาพบำบัด ก็ได้ยินผู้ป่วยสูงอายุพูดคำนี้กันบ่อย ๆ วันนี้ก็เลยจะมาเล่าเรื่องเส้นจมให้ท่านผู้อ่านได้เรียนกันนะครับ
1. คำว่า “เส้นจม” เป็นคำนาม แปลว่า อาการที่หลอดเลือดถูกกล้ามเนื้อหดเกร็งและกดเส้นเลือดให้จมลงลึกกว่าปกติ มิได้หมายถึง กล้ามเนื้อจมลึกลงไปยังกระดูกอย่างที่หลายคนเข้าใจ
2. การนั่งทำงานนาน ๆ การออกกำลังกายอย่างหนัก หรือแม้แต่ในยุคนี้ที่คนเราใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเล่นโทรศัพท์มือถือ โอกาสที่กล้ามเนื้อเกร็งและเบียดหลอดเลือดให้จมลึกลงย่อมเกิดได้บ่อย อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและเส้นจม จึงไม่ได้เกิดแต่กับคนแก่อีกต่อไปแล้ว เด็กน้อย วัยรุ่น หรือวัยทำงานต่างก็พบปัญหาเส้นจมกันทั้งนั้น
3. การไหลเวียนของเลือดนั้นมีความสำคัญต่อการเกิดจุดกดเจ็บไกหรือ trigger point ภายในกล้ามเนื้อมากครับ เนื่องจาก การหดตัว การคลายตัว และการเก็บกลับแคลเซียม ในกระบวนการหดตัวของกล้ามเนื้อลายต้องอาศัยสารที่ให้พลังงาน คือ Adenosine triphosphate หรือ ATP ซึ่งเกิดจากการหายใจระดับเซลล์ที่ใช้ออกซิเจนเป็นตัวละครหลัก ออกซิเจนอยู่ในเลือด และเลือดอยู่ในเส้นเลือด หากเส้นเลือดถูกเบียดหรือไหลเวียนไม่ดี ผลคือ กล้ามเนื้อส่วนปลายมักหดตัวค้างเกร็งไม่ปล่อย
4. การขาดแคลน ATP เพื่อให้กล้ามเนื้อหดและคลายตัวได้อย่างธรรมชาติ ทำให้กล้ามเนื้อในระดับหน่วยเล็ก ๆ ที่เรียกว่า sarcomere เกิดการเกร็ง และสร้างเป็นปมในกล้ามเนื้อ นานวันเข้ากลายเป็น จุดกดเจ็บไก เหตุที่เรียกว่า จุดกดเจ็บไก เนื่องจากเวลาเรากดลงไปที่ปมแข็งในกล้ามเนื้อ จะมีอาการปวดแผ่ร้าวราวกับลั่นไกปืนครับ
5. เมื่อเลือดนำพาออกซิเจนเข้าไปยังกล้ามเนื้อไม่ได้ จึงทำให้เกิดการกระตุ้นตัวรับความเจ็บปวดในกล้ามเนื้อและกระตุ้นการเกร็งของกล้ามเนื้อผ่านรีเฟล็กซ์ (spasm reflex) นั่นหมายความว่า กล้ามเนื้อที่ขาดออกซิเจนหากมีการใช้พลังงานต่อจะมีความเป็นกรดเนื่องจากการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ และยิ่งกระตุ้นตัวรับความเจ็บปวดที่ไวต่อกรดด้วย สรุป ยิ่งขาดเลือด กล้ามเนื้อยิ่งเกร็ง ยิ่งเกร็งก็ยิ่งปวด ยิ่งปวดก็ยิ่งเกร็ง
6. การนวดคลายเส้นจุดมุ่งหมายคือ ให้แรงเชิงกลทำให้กล้ามเนื้อนุ่มตัว เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัว เส้นเลือดที่ถูกเบียดก็จะคลายตัวทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น อาการเส้นจมจึงคลาย
7. ความเข้าใจว่า เส้นจม ต้องกดให้แรงให้ลึก ซ้ำ ๆ ไม่งั้นเส้นจะไม่ลอย (บางท่านเมื่อได้รับแรงกดจนเซลล์หลั่งสารอักเสบออกมา หลายคนจึงระบมหลังการได้รับหัตถบำบัดได้ สิ่งนี้ต้องระมัดระวังตามประสบการณ์และการตอบสนองต่อผู้ป่วย) ประเด็นนี้คิดว่า ถ้าเส้นจมเป็นปัญหาจากเส้นเลือดถูกเบียด หากผู้ป่วยได้รับการยืด การกดเบา ๆ การออกกำลังกายชนิดให้เกิดการคลายของกล้ามเนื้อและเส้นเลือด (animal flow รวมถึง Yoga) การประคบร้อน การใช้คลื่นเหนือเสียง Shock wave หรือ Lazer ต่างก็มีหลักการเพิ่มการไหลเวียนเลือดและต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้น ดังนั้นอาจไม่ต้องกดแรง ๆก็ได้นะครับ
8. หลักการของ postural respiration ก็เช่นกัน เขายึดหลักว่า หากกล้ามเนื้อได้รับการรักษาให้คลายตัวลงแล้ว ควรตามด้วยการหายใจที่มีประสิทธิภาพ ออกซิเจนจะถูกนำส่งไปตามเส้นเลือดได้ดีขึ้น
9. การกดประตูลมก็มีหลักการกดเส้นเลือดใหญ่ให้อุดกั้นชั่วคราว เมื่อปล่อยเลือดจะไหลไปยังส่วนปลายดีขึ้น การไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้นทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายได้ครับ
ที่ใดมีเลือด ที่นั่นมีการส่งออกซิเจน
ที่ใดมีออกซิเจน ที่นั่นมีชีวิต
ชีวิตกับลมหายใจจึงสัมพันธ์กันแนบแน่นแยกจากกันไม่ได้
ลมหายใจให้ชีวิตทางกาย
และลมหายใจที่ตื่นรู้ให้ชีวิตทางจิตวิญญาณ
คิดถึงยายนะจ๊ะ การจากกันทางกายสภาพที่แตกดับไปตามธรรมชาติอันควรเป็น แต่ไม่ได้ทำให้ความทรงจำดีงามที่ฉันมีต่อยายแตกดับไปในร่างกายอันเสื่อมของฉันได้แม้แต่น้อย ยังรักและไม่มีเหตุผลที่จะหยุดรัก
บรรณานุกรม
https://www.painscience.com/arti.../tox ... points.php
Kendall FP, McCreary EK 1983 Muscles: Testing and function, 3rd edn.
Williams & Wilkins, Baltimore, MD Lehmkuhl LD, Smith LK 1983
Brunnstrom's Clinical Kinesiology, 4th edn. F. A. Davis Co., Philadelphia, PA Liebenson CS (ed) Rehabilitation of the Spine: A Practitioner's Manual.

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมลิงค์ความรู้ครู Yodchai Boonprakob เรื่อง neuromuscular imbalance

โพสต์ โดย siri » เสาร์ เม.ย. 17, 2021 12:06 pm

Episode 277 นั่งนานเชิงกรานเอียง
“ว้าย แม่ลี นอนทำอะไรนี่ ผีบ้านผีเรือนหนีหมด” เสียงยายร้องลั่นเมื่อเห็นแม่ของฉันนอนตะแคงกางสะโพกยกขาขึ้นพร้อมนับจำนวนครั้ง
“ออกกำลังกายตามหนังสือค่ะแม่” แม่ว่าและไม่ลดละที่จะกางขาให้ครบจำนวนครั้งตามคำแนะนำ ฉันนั่งมองสองสาวสอง Gen สนทนากันเงียบ ๆ ที่ต้องบอกเช่นนี้เพราะสมัยก่อนห้ามเด็กออกความเห็นนะจ๊ะ เข้าร่วมฟังผู้ใหญ่สนทนากันใกล้ ๆ ก็ไม่ได้ (คนโบราณเขาสอนไม่ให้ยุ่งเรื่องชาวบ้าน 5555) โชคดีตอนนั้นนั่งทำการบ้านอยู่เลยไม่โดนไล่ ฉันก็เนียนทำการบ้านไป ตาแอบชำเลืองนิด ๆ แต่พองาม ส่วนหูน่ะตั้งใจฟังว่าสองนางคุยอะไรกัน (ฉันถือว่าแม่กับยายไม่ใช่ชาวบ้านเลยยุ่งได้5555)
“เขาว่ากล้ามเนื้อสะโพกแข็งแรงจะได้ไม่เจ็บสะโพกค่ะแม่” แม่สลับกางสะโพกอีกด้าน ฉันเห็นยายอ้าปากหวอหน้าตาเหมือนแม่ทำผิดประเพณีไทยอะไรสักอย่าง ได้แต่แอบยิ้มกับตัวเอง
“เป็นผู้หญิงจะกางแข้งกางขาได้อย่างไร”
“อ้าวแม่ ลีออกกำลังกาย แล้วก็ออกกำลังกายในบ้าน”
“โอ๊ย ในไหนก็ไม่งามทั้งนั้น ผีบ้านผีเรือนท่านเห็นจะตกใจ”
ก็ยังดีกว่าต้องเห็นผีบ้านผีเรือนเสียเองนะยายนะถ้าพวกท่านปรากฏกาย ฉันนี่แหละตายก่อน เพราะกลัวผีมาก
คำสอนยายยังมีอีกเยอะ เช่น
ผู้หญิงห้ามนอนหงาย5555555 ถ้าพี่เลี้ยงคนไหนนอนหงายยามนอนกลางวัน ยายจะปลุกและดุทันทีให้เปลี่ยนท่านอน
“แม่คุณ นอนหงายเข้าไป ระวังพระรามจะแผลงศรใส่นะยะ” ตอนเป็นเด็กก็งง ทำไมจำกัดสิทธิ์ให้พระรามเท่านั้นไม่ยักให้หนุมานปักตรีเพชรใส่บ้าง (เข้าใจใช่ไหมลูกอีช่างซักเป็นยังไง)
“แม่จ๋า หนูขออนุญาตนอนหงายนะ” ตอนนั้นคงลืมตัวคิดว่าตัวเองเป็นลูกสาว
“ขออนุญาตทำไม อยากนอนหงายก็นอนไปสิเอ้อ ลูกคนนี้”
“ก็หนูอยากเห็นพระราม เพราะยายบอกว่านอนหงายแล้วพระรามจะแผลงศรใส่ หนูจะได้ถามท่านถึงตอนศึกไมยราพเลยนะแม่ จะได้ไม่ต้องอ่าน สอบผ่านฉลุย”
ไม่มีเสียงใดออกจากปากแม่ นอกจาก เสียงไม้บรรทัดฟาดลงบนแขนฉันแบบ moderate level
จะเห็นได้ว่ายุคนั้นการออกกำลังกายเพื่อแก้ปัญหา muscle imbalance มีอยู่แล้วไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โยคะ คนอินเดียโบราณนำโยคะมาใช้เพื่อแก้ไข muscle imbalance ปรับปรุงแบบแผนการหายใจรวมถึงการฝึกสมาธิร่วมกันไปเลย
วันนี้ฉันอยากให้ผู้อ่านได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องหัวข้อหนึ่งใน muscle imbalance กันบ้างนั่นคือ
การนั่งนานเชิงกรานเอียง มีที่ไปที่มาเป็นอย่างไร
1. คำว่าเชิงกรานเอียงต้องมาคุยกันก่อนว่าเอียงในระนาบใด ในที่นี้เป็นการเอียงในระนาบแบ่งหน้าหลังหรือ coranal plane ดังนั้นถ้าจะพูดแบบประชาชนทั่วไปคือ สะโพกยักสูงขึ้นซ้ายและขวาไม่เท่ากันนั่นเอง
2. ต่อมาคือ นั่งนาน หมายถึง นั่งทำงานบนเก้าอี้ หรือนั่งขัดสมาธิ เราจำเป็นต้องแยก เพราะสอง position นี้การทำงานของกล้ามเนื้อที่ทรงท่ามีความแตกต่างกันเล็กน้อย ฉันขอเล่าเรื่องนั่งทำงานบนเก้าอี้ก่อนก็แล้วกัน
3. หลักการที่ท่านผู้อ่านควรทราบคือคำว่า การส่งคำสั่งยับยั้งไปยังกล้ามเนื้อด้านตรงข้ามหรือ reciprocal inhibition ก่อนนะจ๊ะ กลไกนี้ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ท่านนั่งบนเก้าอี้ กล้ามเนื้องอสะโพกเด่น ๆ คือ กล้ามเนื้อ iliopsoas อยู่ในหดสั้น (concentric contraction) จริงไหมจ๊ะ ดังนั้นเขาจะส่งคำสั่งยับยั้งไปกล้ามเนื้อเหยียดสะโพก คือกลุ่มกล้ามเนื้อก้น ให้ลดแรงต้านทานลง เพื่อให้การงอสะโพกเกิดขึ้นได้ไม่ติดขัด
4. ดังนั้นคนหลายคนจึงบอกว่า ถ้าคำสั่งยับยั้งเกิดอยู่นาน กล้ามเนื้อที่ถูกยับยั้งจะ weak อันนี้ขอตอบว่า ไม่ได้ weak กันง่าย ๆ จ้า คน ๆนั้นคงต้องนั่งวันละหลายชั่วโมง เช่น ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือขับรถหลายชั่วโมงต่อวัน และกว่าที่จะ weak ผลยับยั้งนั้นต้องสะสมแรมเดือน แรมปี ถ้าหากเขามีการออกกำลังกายอย่างถูกต้องโอกาสที่จะ weak ก็น้อยลงจริงไหมจ๊ะ
5. อีกประเด็นที่เราได้ยินกันบ่อยคือ “อย่านั่งทำงานนาน ให้ลุกเปลี่ยนท่าบ้าง” หากมองในมุมของระบบประสาท ถ้าเรานั่งกล้ามเนื้องอสะโพกมีการส่งคำสั่งยับยั้งไปยังกล้ามเนื้อเหยียดสะโพก แต่เมื่อเราเปลี่ยนมายืนกล้ามเนื้อเหยียดสะโพกก็จะทำงานเด่นขึ้นและมีคำสั่งยับยั้งไปยังกล้ามเนื้องอสะโพกได้เช่นกัน การเคลื่อนไหวจึงเป็นยาวิเศษของคนด้วยประการฉะนี้
6. กลับมาที่นั่งนาน กล้ามเนื้อที่ทำงานหนักนอกจากจะเป็นกล้ามเนื้องอสะโพกแล้วก็ยังมีกล้ามเนื้อเหยียดหลัง ทั้งกล้ามเนื้อ erector spinae กล้ามเนื้อ multifidi กล้ามเนื้อ quadratus lumborum ด้วยจ้ะ กล้ามเนื้อเหล่านี้อยู่ใน locked short จึงมีแนวโน้ม tight
7. เมื่อกล้ามเนื้อเหยียดหลังทำงานหนัก คำสั่งยับยั้งไปที่กล้ามเนื้อหน้าท้องก็จะมาก แล้วคนที่นั่งทำงานมีสักกี่คนจ๊ะที่หายใจออกแล้วแขม่วท้องเพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้องทำงาน ไม่มีเท่าไหร่หรอกส่วนใหญ่พุงสวดอยู่หน้าคอมนั่นแหละ แนวโน้มกล้ามเนื้อหน้าท้องจึงค่อนไปทาง weak
8. เมื่อกล้ามเนื้องอสะโพก locked short นาน ๆ ก้นก็จะ weak ลงได้ ถ้าไม่ได้รับการฝึก ความเดือดร้อนจะเริ่มเข้าไปคุกคามกลุ่มกล้ามเนื้อด้านข้างข้อสะโพก ได้แก่ Gluteus medius, gluteus minimus, tensor fascia latae (TFL) และ iliotibial band (ITB) บางคนก็เรียกว่า lateral line บางคนก็เรียกว่า Trochanteric fan (คนที่เรียกแบบนี้เพราะเรียกตามจุดเกาะของกล้ามเนื้อที่เกาะไปยัง greater trochanter ของกระดูกต้นขา)
9. กลุ่มกล้ามเนื้อในข้อ 8 มีส่วนสำคัญในการรักษาความมั่นคงของเชิงกรานและสะโพกทางด้านข้าง และสนับสนุนกิจกรรมสำคัญ เช่น การขึ้นลงบันได การเดิน การวิ่ง การปั่นจักรยาน จากการนั่งนาน กล้ามเนื้อก้นมีแนวโน้ม weak ในขณะที่ TFL และ ITB ค่อนข้างจะ tight เวกเตอร์การหดตัวของ sling จะส่งแรงกระทำหักล้างและส่งภาระหนักไปยังข้อเข่าด้านนอก ดังนั้นในคนที่นั่งนานนอกจากจะปวดเอวแล้ว มักจะปวดเข่าตามมา
10. กล้ามเนื้อก้นที่ค่อนข้าง weak จะทำให้แรงการหมุนข้อสะโพกเข้าน้อยลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อกลุ่มหมุนข้อสะโพกออกด้านนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง piriformis เกิดการ tight จนในบางรายทับเส้นประสาท sciatic จนเกิดอาการปวดร้าวตามเส้นประสาทที่เรียกว่า sciatic pain ได้ครับ
11. TFL ทำงานร่วมกับกล้ามเนื้อก้นในการส่งแรงให้หัวกระดูกสะโพกชิดกับเบ้าหรือ actebulum เมื่อก้นดันไป weak เจ้า TFL ก็ทำงานให้ข้อสะโพกมั่นคงได้น้อยลง Teamwork เสียไปแล้ว และสิ่งนี้เองเริ่มทำให้เชิงกรานมีการเอียง หลายคนก็เถียงว่า “ก็ถ้ามันเป็นสองข้างเท่ากัน เชิงกรานจะเอียงได้อย่างไร” ก็ต้องถามท่านกลับคืนว่า “ผัวรักเมียหลวงกับเมียน้อยเท่ากันไหมล่ะ ว้าย ลืมตัว คือคนเราถนัดขวาและซ้ายไม่เท่ากัน ยากที่กล้ามเนื้อสองด้านของร่างกายจะแข็งแรงเท่ากันนะจ๊ะ”
12. นอกจากนั้น TFL ยังช่วยส่งแรงให้ขาด้านที่เหยียดพื้นตรึงตำแหน่งเชิงกรานไว้ ทำให้เชิงกรานด้านตรงกันข้ามไม่หล่นลงขณะที่ขาอีกด้านก้าวพ้นพื้น ดังนั้นหลายคนที่เกิดปัญหานี้ขึ้นจึงทดสอบ Trendelenburg sign ได้ผลบวก เช่น ยืนด้วยขาขวาแตะพื้น ส่วนขาซ้ายยกขึ้น หากได้ผลบวกคือ เชิงกรานด้านซ้าย drop ลง นั่นหมายถึง กล้ามเนื้อก้นด้านขวาค่อนข้าง weak โดยเฉพาะอย่างยิ่ง gluteus medius
จากองค์ความรู้ทั้ง 12 ข้อนี้ทำให้ฉันเกิดแนวคิดสำคัญคือ
1. การแก้ไขการเอียงของเชิงกรานในระนาบ coronal เราต้องตรวจภาวะกล้ามเนื้อทำงานไม่สมดุลให้ครบ \
2. เมื่อเชิงกรานมีการเอียง ความตึงตัวของกล้ามเนื้อหายใจและทรงท่าสองด้านจะทำงานไม่เท่ากัน หากเราแก้ไขด้วย exercise กล้ามเนื้อแล้ว เราควรปรับแบบแผนการหายใจให้เข้าสู่ปกติให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ด้วย
3. การวิเคราะห์การเอียงของเชิงกรานต้องตรวจแยกจากกระดูกสันหลังคด กระดูกขาสั้นยาวไม่เท่ากัน ให้ได้ ถ้าวิเคราะห์ผิด การให้โปรแกรมการรักษาจะผิดทางทันที
4. Domino effect เป็นเรื่องสำคัญที่เราควรทราบ เพราะหากเกิด muscle imbalance แล้วจะเหนี่ยวนำการทำงานของกล้ามเนื้อรวนไปทั้งลำตัว ทั้งขา ไม่ได้ปวดแค่เอว สะโพกหรือเข่า แต่อาจปวดทั้งตัว
ไม่ว่าโลกจะหมุนเหวี่ยงให้เกิดเทคนิคใหม่ ๆ ขึ้นมามากมาย แต่ฉันอยากบอกกับนักเรียนทุกท่านว่า Back to the basic และสิ่งสำคัญคือ
เราหาปัญหาได้ตรงหรือไม่ และการจะหาปัญหาได้ตรงนั่นหมายถึงพื้นฐานของเราต้องแม่นยำด้วยจ้ะ
ส้มตำเป็นอาหารอร่อยก็จริง แต่ไม่ใช่ทุกคนจะชอบส้มตำ
วิธีการรักษาดีหมดทุกวิธี แต่ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะต้องดีขึ้น
เพราะทุกอย่าง มันไม่แน่
บรรณานุกรม
1. Kiapour A, Joukar A, Elgafy H, Erbulut DU, Agarwal AK, Goel VK. Biomechanics of the sacroiliac joint: anatomy, function, biomechanics, sexual dimorphism, and causes of pain. International journal of spine surgery. 2020 Feb 1;14(s1): S3-13.
2. Zlomislic V, Garfin SR. Anatomy and Biomechanics of the Sacroiliac Joint. Techniques in Orthopaedics. 2019 Jun 1;34(2):70-5.
3. Le Huec JC, Bourret S, Thompson W, Daulouede C, Cloché T. A painful unknown: sacroiliac joint diagnosis and treatment. EFORT Open Reviews. 2020 Oct;5(10):691-8.
4. Toyohara R, Kurosawa D, Hammer N, Werner M, Honda K, Sekiguchi Y, Izumi SI, Murakami E, Ozawa H, Ohashi T. Finite element analysis of load transition on sacroiliac joint during bipedal walking. Scientific reports. 2020 Aug 13;10(1):1-0.
5. Willard F.H, Vleeming A, Schuenke M.D, Danneels L & Schleip R. The thoracolumbar fascia: anatomy, function and clinical considerations. Journal of Anatomy 2012; 221(6): 507-36
6. Pool-Goudzwaard A.L, Vleeming A, Stoeckart R, Snijders C. J & Mens J.M.A. Insufficient lumbopelvic stability: a clinical, anatomical and biomechanical approach to ‘a-specific’ low back pain. Manual Therapy. 1998; 3(1): 12-20
7. Vleeming A, Stoeckart R, Volkers, ACW, Snijders CJ. Relation between form and function in the sacroiliac joint. Part 1: Clinical anatomical aspects. Spine 1990a; 15(2): 130-132.
https://www.pinterest.co.uk

**********************************************************************************

Episode 278 ปวดคอจนปวดหัว (Cervicogenic headache: CGH)
เสียงข้อความดังขึ้นราวตีสาม ฉันเป็นคนตื่นไวมากและที่สำคัญคืนนี้ดันลืมปิดเสียงเสียด้วย
“คิดถึงน้องมาก” ไม่ว่าจะง่วงหรือเหนื่อยแค่ไหน ถ้าเป็นพี่สาวคนนี้ฉันจะไม่เคยเหนื่อยแม้แต่ครั้งเดียว ฉันตอบข้อความนั้นไปอย่างรวดเร็ว
“คิดถึงพี่มากเหมือนกันจ้า เราสองพี่น้องต้องหาเวลาไปกินข้าวกันเสียแล้วล่ะ”
“ได้เลย เสาร์อาทิตย์ที่น้องเข้ามาสอน บอกล่วงหน้านะ เออแต่อาทิตย์นี้พี่ต้องไปร้องเพลงงาน Concert หาทุนช่วยเหลือศิลปินแห่งชาติ ครูชาลี อินทรวิจิตร ท่านป่วยอยู่ ICU”
“คิดถึงท่านจังพี่ ตอนน้องออกอัลบั้มของตัวเองตอนเป็นเด็ก ครูชาลีเมตตาแต่งเพลงให้น้องด้วยหนึ่งเพลง ทุกวันนี้ยังระลึกถึงพระคุณท่านตลอด พี่จะร้องเพลงอะไรจ๊ะ”
“ไม่เคยรักใครเท่าเธอ พี่ชอบเพลงนี้ แต่เสียงสูงตอนนี้พี่มีปัญหา ตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุที่คอคราวเล่นละครเวทีเสียงพี่เปลี่ยน บางทีปวดคอลามไปปวดหัวเลยนะต่อ”
เราสองคนพี่น้องมักจะคุยเรื่องสุขภาพกันเสียส่วนใหญ่ ด้วยความที่นางเป็นนักร้องในดวงใจของน้อง นางเป็นอะไรฉันเป็นด้วยก็แล้วกัน และก็จริงนะ อาการปวดคอขึ้นหัวลงสะบักฉันเป็นจนมันกลายเป็นเพื่อนแท้ของฉันไปแล้ว แต่นิสัยบางอย่างฉันก็ไม่ขอเหมือนนางนะ เช่น ล้างห้องน้ำตอนตีหนึ่ง อันนี้ไม่ไหวจริง ๆ หรือไปกินข้าวผัดกระเพราะเอาถุงพลาสติกคลุมหัว 55555 อันนี้ฉันก็ไม่เกี่ยว แต่นั่งโต๊ะเดียวกันคนก็มองสิจ๊ะ
เคยคิดเล่น ๆ ว่า
ถ้าแฟนติดเราเหมือนอาการปวดคงดีเนาะ!!!!! 5555555
คำว่า “ปวดคอลามไปถึงปวดหัว” ทำให้ฉันนึกถึงเรื่อง “Cervicogenic headache” ขึ้นมาทันที หลายคนอาจปวดหัวแล้วทำให้กล้ามเนื้อคอเกร็ง แต่ในเรื่องที่ฉันกำลังจะแบ่งปันประสบการณ์ให้นักเรียนวันนี้กลับเป็นอาการปวดหัวที่มีต้นเหตุมาจากคอ ซึ่งพอสรุปเป็นหัวข้อได้ดังนี้
1. อาการปวดคอแล้วลามมาปวดหัวหรือ CGH มักพบด้านใดด้านหนึ่งแล้วทำให้คอติดหมุนหรือเอียงไปด้านข้างลำบาก เราจะรู้สึกปวดบ่า ปวดคอ และหนักท้ายทอย อาการปวดมีลักษณะเป็นปวดตื้อ ๆ
2. CGH ถือเป็นอาการปวดหัวแบบ secondary เพราะไม่ได้มีเหตุมาจากในศีรษะโดยตรง อาการนั้นมีความคล้ายกับไมเกรน และ tennsion-type headache ดังนั้นการวินิจฉัยแยกโรคต้องอาศัยประสบการณ์พอสมควรจ้ะ
3. หลักสังเกตคือ เราจะปวดด้านหลังของคอ และมีอาการปวดแผ่ร้าวไปยังท้ายทอย ขมับ เบ้าตาและหน้าผากได้
4. บางคนปวดลงบ่า ไหล่ และแขนด้านเดียวกันกับด้านที่ปวดคอ ร่วมกับการเคลื่อนไหวคอไม่สะดวกเพราะรู้สึกติดหรือปวด
5. อาการทางสายตาพบว่ามองเห็นภาพเบลอในบางคน และมีตาบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ
6. สาเหตุนั้นมีมากมาย เช่น เกิดก้อนเนื้อบริเวณคอ กระดูกสันหลังบริเวณคอหักจากอุบัติเหตุ รถเบรกกะทันหันแล้วคอสะบัด รวมถึงกระดูกสันหลังบริเวณคอเสื่อม
7. อาการที่บอกว่าท่าไม่ดีแล้วต้องรีบปรึกษาแพทย์ ได้แก่ ปวดหัวจนเวียนหัวแล้วอาเจียน เกิดอาการสับสน เมื่ออุดจมูกแล้วหายใจออกเกิดอาการปวดคอเพิ่มขึ้น (Valsalva maneuver) คอติดเคลื่อนไหวลำบากและบวม หรือชาร้าวลงแขน เป็นต้น
8. จากหลักฐานด้านประสาทวิทยาศาสตร์พบว่า เส้นประสาทไขสันหลังระดับคอ 1-3 สัมพันธ์กับนิวเคลียสชนิดหนึ่งเรียกว่า trigeminocervical nucleus เราทราบกันดีว่า เส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 หรือ trigeminal nerve เกี่ยวข้องกับความรู้สึกปวดบริเวณใบหน้า ตา ขมับ ดังนั้นเมื่อเกิดอะไรกับ Upper cervical spine จึงส่งผลให้อาการปวดแผ่ร้าวไปยังบริเวณดังกล่าวได้
9. แม้ว่า CGH มีสาเหตุหลากหลาย แต่หนึ่งในนั้นเกิดจากท่าทางของเรากับภาวะเสื่อมตามวัย เช่น ก้มคอดูโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน การพิมพ์คอมพิวเตอร์ การทำหัตถการของทันตแพทย์ การก้มคอรักษาคนไข้ของนักกายภาพบำบัด หรือท่านั่งของหมอนวดแผนไทย การก้มคอร่วมกับไหล่งุ้มเป็นปัจจัยที่เร่งให้ให้มีอาการปวดคอได้ง่าย และมีสิ่งหนึ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ ถ้าก้มคอร่วมกับการใช้สายตาจ้องจอคอมหรือจอมือถือ
10. ท่าทางในข้อ 9 มีกระตุ้นให้กล้ามเนื้อใต้ฐานกะโหลกหรือ suboccipital muscles ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อสำคัญที่ช่วยให้คอกับลูกตาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากกระดูกสันหลังบริเวณคอระดับบนเกิดปัญหาหรือใช้สายตามาก ๆ กล้ามเนื้อนี้จะทำงานหนักด้วยการเกร็งหนักกว่าปกติ ยิ่งทำให้เรามีอาการปวดคอแล้วร้าวไปยังหัวได้ง่ายจ้า
11. ดังนั้นหากใครที่ต้องมีกิจกรรมดังกล่าว ท่านควรมีวิธีการคลายกล้ามเนื้อ suboccipital ได้ง่าย ๆ คือ หลับตา ขณะหายใจเข้าตำแหน่งของลูกตาจะอยู่ตรงกลาง หายใจออกกลอกตาไปด้านบน หายใจเข้ากลอกลูกตาลงมาที่เดิม ทำเช่นนี้แต่เปลี่ยนทิศทางการกลอกลูกตาขณะหายใจออกไปในทิศทางต่าง ๆ กัน เช่น บน ล่าง ข้างซ้าย และขวา การกระทำเช่นนี้จะมีผลคลายกล้ามเนื้อ suboccipital ผ่าน trigeminocervical reflex ได้จ้ะ
12. ท่านควรหาเวลาออกกำลังกายกล้ามเนื้อคอ กล้ามเนื้อสะบัก โดยค้นวิธีการเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อก้มคอ กล้ามเนื้อสะบัก เช่น scapular stabilizing exercise ประกอบ และหากท่านต้องการประสิทธิภาพของการออกกำลังกายที่ดีขึ้นควรฝึกร่วมกับ deep breathing หรือ alkaline breathing (ซึ่งมีรายละเอียดดังจะกล่าวต่อไป)
13. อย่างไรก็ตาม CGH เกิดจากงานและความเสื่อม ท่านควรเตือนตัวเองว่าการพักระหว่างการทำงาน เช่น ขยับคอ หรือพักสายตา มีความจำเป็นมาก หากท่านรับการรักษาเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ระวังท่าทางหรือไม่ยอมออกกำลังกาย สมการความเสื่อมจะพาท่านไปสู่ที่แก้ไขได้ยาก
14. CGH เกี่ยวข้องกับ stress โดยตรง หากอาการปวดรุนแรงมากจะกระทบต่อการนอนหลับ ความอยากอาหาร การมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง บางคนเกิดภาวะซึมเศร้า ก็ได้
กระดูกสันหลังบริเวณคอต้องรับน้ำหนักกะโหลกศีรษะตลอดชีวิตตราบใดที่เรานั่ง ยืน หรือเดิน เมื่อคอของเราก้ม เอียงหรือหมุนไปจากแนวตรงปกติ จะมีผลกระตุ้นให้กล้ามเนื้อคอต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับท่าทางผิดปกติ ในวัยเด็กเราอาจไม่รู้สึกอะไรเพราะว่าความแข็งแรงย่อมไม่ปรากฏอาการเหมือนคนในวัยเสื่อม ร่างกายเราสร้าง Neutral zone ของคอไว้ว่า อย่าก้มหรือเงยเกิน 30 องศา อย่าเอียงเกิน 15 องศา และอย่าหมุนเกิน 30 องศา นึกได้เมื่อไหร่ปรับคอกลับมาตรงนะจ๊ะ
“ส่งใจไปลุ้นเพลงไม่เคยรักใครเท่าเธอนะจ๊ะพี่สาวคนดี”
ขอยอมรับว่ารักเธอคลั่งไคล้ ฝังจิตฝังใจไม่เคยรักใครเท่าเธอ
มอบดวงใจเสนอ มั่นเสมอแด่เธอด้วยความรักใคร่
ปัจจุบันเพลงแบบนี้ไม่มีใครแต่งได้แล้ว โลกหมุนเวียนเปลี่ยนไป ความไพเราะมันคนละแบบ แต่เพลงใหม่ ๆ ก็เพราะนะจ๊ะหลายเพลงก็แอบเอามาร้องด้วย ขออธิษฐานจิตให้คุณครู ชาลี อินทรวิจิตร สุขภาพแข็งแรงหายป่วยนะครับ
บรรณานุกรม
Goodman, C, Fuller, K. Pathology: Implications for the Physical Therapist. 3rd ed. St. Louis: Saunders Elsevier, 2009. (Level of evidence 5)
UZ Leuven, Anatomie van de cervicale wervelkolom, 2013. (Level of evidence 5)
Al Khalili Y, Jain S, Murphy PB. 2019 Headache, Cervicogenic. Available from:https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK507862/ (last accessed 1.2.2020)
Becker WJ. Cervicogenic Headache: Evidence that the neck is a pain generator. Headache. 2010;4 699-705 (Level of evidence 3A)
Jull G, Stanton W. Predictors of responsiveness to physiotherapy management of cervicogenic headache. Cephalalgia. 2005;25:101-108.(Level of evidence 1B)

***********************************************************************************

Episode 279 เสียงคลิกในข้อสะโพก (Hip snapping syndrome)
“ต่อเอ๊ย อยู่ไหนมาหายายหน่อย” เสียงเรียกครั้งของยายยามเรียกหาฉันจะอยู่ในระดับ chest tone
“ต่อ” เสียงครั้งที่สองของยายเลื่อนมาโฟกัสด้านหน้าของปากเรียก mouth tone จะด้วยการตอบสนองต่อเสียงของฉันไม่ทันใจยาย เสียงครั้งที่สามนี้แหละดังลั่นบ้านเพราะเป็น head tone
“นังต่อออออออออออ”
“มาแล้วจ้ะ” รีบวิ่งมาราวลมสลาตัน
“ยายบอกกี่ครั้งแล้ว เวลาผู้ใหญ่เรียกให้ขานรับ ยายเรียกสามหันแล้วนะทำอะไรอยู่”
“ยายบอกว่าเวลามีอะไรอยู่ในปากไม่ให้พูดจ้า” เมื่อครู่ฉันยัดขนมครกเข้าไปสองคู่พร้อมกันจะขานอย่างไรเล่ายายจ๋า
“อ้าว อีนี่มาย้อน”
“เปล่าย้อน” แม้เป็นการแสดงเหตุผล แต่ในยุคสมัยหนึ่งเด็กมีหน้าที่ฟัง หลายคนอาจจะมองว่าล้าสมัย แต่ลองประยุกต์มาใช้กับคนใกล้ตัวสิจ๊ะ เช่น เวลาแฟนโมโหหรือเหนื่อย เขาคงไม่อยากฟังคำอธิบายใด ๆ นอกจากฟังจริงไหม ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงบ่นว่า
“นี่เหนื่อยจังเลยคุณ งานก็เยอะ งานเก่ายังไม่ไป งานใหม่มาอีกแล้ว” คุณผู้ชายจำไว้เถิดว่าเขาอยากให้คุณฟังและรับรู้ความเหนื่อยยากของเขา แต่ชุดความคิดของผู้ชายก็อยากช่วยและให้ข้อคิดแก้ไขไปยังต้นตอของปัญหา ผู้ชายส่วนใหญ่จะบอกว่า
“แล้วไปรับมาทำ ทำไม เหนื่อยก็ไม่ต้องไปรับมาเพิ่ม รับมาแล้วก็มาบ่น”
555555555 คราวนี้แหละก็จะมีเสียงกรี๊ดดดดดดด ดังลั่นบ้าน 55555555
หรือบางทีที่ผู้ชายเข้าถ้ำ ผู้หญิงเห็นความเงียบอันผิดปกติใจจึงปรารถนาอยากมีส่วนร่วม
“คุณเป็นอะไรคะ เครียดเรื่องอะไรบอกได้นะ”
“ไม่มีอะไร” เขามักจะตอบแล้วเงียบต่อไป เพราะต้องการเวลาและความเป็นส่วนตัวในการแก้ไขปัญหานั้น
“ไม่จริง ต้องมีอะไรสิคะ คุณเปลี่ยนไป” เพราะผู้หญิงเชื่อว่าเมื่อรักกันแล้วต้องร่วมทุกข์ร่วมสุข เต็มร้อยไปเลยจ้า (ต่อมดัดจริตของสตรีเราจะฟูเวลานี้แหละจ้า)
“บอกว่าไม่มีอะไร ก็ไม่มีอะไรสิ” เสียงอันเข้มขึ้นนี่เองทำให้ผู้หญิงแปลไปอีกทิศทางหนึ่งว่าเขารักเธอน้อยลง จึงเกิดการกรี๊ดดดดดด ตามมาอีกครั้ง 5555555
กลับมาที่ยายของฉันดีกว่า วันนี้ยายฉันอารมณ์มิสู้ดีนัก แต่ว่าฉันรู้แหละ 555555
วันนี้นางเสียไพ่ตอง......
“มาเหยียบหลังให้ยายหน่อย เมื่อไปทั้งตัวแล้ว ยายนางก็ดันไม่อยู่ไปต่างจังหวัดเสียนี่” ฉันรับคำแล้วเดินเหยียบไปบนหลังยาย พอถึงบั้นเอวที่มีชายกระเบนเหน็บอยู่ ฉันพยายามใช้นิ้วโป้งเท้างัดให้ปมโจงกระเบนหลุดให้ได้ แต่ไม่ยักกะง่ายอย่างที่คิด
“เดี๋ยวโดนตี จะมาหมุนหัวแม่เท้างัดผ้ายายทำไมยะ ไม่หลุดหรอก”
“แหม ยายรู้ทัน” ฉันย่ำ ๆ ไปบนหลัง ก้น และต้นขาด้านหลังของยายแบบเสียไม่ได้ เพราะยังอยากไปกินขนมที่เหลือค้างไว้กับการ์ตูนไซอิ๋วเล่มโปรด เพราะลุ้นว่าปีศาจกระดูกขาวจะหลอกเห้งเจียสำเร็จหรือไม่
“อ้าว ๆ หลังยายพังพอดี อีหลานคนนี้ ห่วงเล่นห่วงกิน ใช้ให้เหยียบทีไรทำราวกับจะโค่นเขาพระสุเมรุ” ยายหยิบยกหนึ่งในแม่ไม้มวยไทยมาอ้าง
“เขาพระสุเมรุอยู่ไหนจ๊ะยาย”
“อยู่ศูนย์กลางของโลก เขาพระสุเมรุส่วนฐานเรียก ตรีกูฏ มีเขาล้อมรอบ 7 ทิวคือ สัตบริภัณฑ์ และยังมีหิมาลัยรวมอยู่ด้วย พ่อศิวะทรงใช้ไคลกับเหงื่อปั้นขึ้นมาเลยนะ”
ฉันลงมานั่งฟังยายที่พื้น หลอกให้ยายเล่า ยายก็ชอบเล่าชอบสอนโดยลืมไปว่าอีหลานตัวแสบเลิกเหยียบไปแล้วเพราะขี้เกียจ
“ยายเคยเจอพ่อศิวะหรือจ๊ะ” เท่านั้นแหละยายก็ยันตัวขึ้นนั่งพลางง้างขาจะถีบฉัน 55555555
เสียงคลิกในข้อสะโพกของยายทำให้ยายจ๋าจำต้องจับขาตัวเองขยับเบา ๆ เหมือนจะให้ข้อสะโพกลงล็อค เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ยายทราบจากหมอกระดูกว่า ข้อสะโพกของยายผิดปกติหรือเสื่อมไปแล้ว
“ยากดีมีจน เกิดแล้วแก่ แก่แล้วป่วย ป่วยแล้วตายทุกคนแหละต่อเอ๊ย”
ภาพของยายทำให้ฉันอยากเล่าเรื่อง เสียงคลิกในข้อสะโพกให้ท่านผู้อ่านได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะจ๊ะ
1. Snapping hip syndrome เป็นกลุ่มอาการที่ข้อสะโพกมีเสียง pop หรือคลิกขณะที่มีการเคลื่อนไหวของข้อสะโพก เมืองนอกเมืองนาเรียกว่า Dancer’s hip
2. กลุ่มอาการเสียงในข้อสะโพกแบ่งออกเป็นสามกลุ่มหลักจ้า กลุ่มที่หนึ่งเป็นเสียงคลิกทางด้านหน้าของข้อสะโพก เรียกว่า internal snapping hip กลุ่มนี้มักเกิดจากเอ็นกล้ามเนื้อ iliopsoas เคลื่อนไปชนกับขอบกระดูกเชิงกรานส่วน iliopectineal eminence หรือเอ็นกล้ามเนื้อ rectus femoris ของ Quadriceps เคลื่อนไปชนกับหัวกระดูกสะโพกด้านหน้า
3. เอ็นกล้ามเนื้อทั้งสองมัดนี้ช่วยในการงอข้อสะโพก ดังนั้นคนที่เป็น snapping hip กลุ่มนี้จึงได้ยินเสียงคลิกเมื่อเดินหรือวิ่ง หรือตอนลุกจากเก้าอี้ขึ้นมายืน หรือยืนหมุนข้อสะโพก ในบางคนจะเกิดอาการปวดแปลบด้านหน้าข้อสะโพกและร้าวไปตามขาหนีบ และยิ่งมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวอาการปวดยิ่งเพิ่มมากขึ้น หนักกว่านั้นคือเหนี่ยวนำให้ถุงน้ำหน้าข้อสะโพกอักเสบหรือ iliopsoas bursitis ได้ด้วยจ้า
4. กลุ่มที่สองเรียก external snapping hip เกิดจากกล้ามเนื้อหรือเอ็นกล้ามเนื้อมีการไถลไปบน greater trochanter ซึ่งเป็นปุ่มกระดูกใหญ่ด้านข้างของหัวกระดูกต้นขา และนั่นหมายถึงการไถลของ iliotibial band และไปเหนี่ยวนำให้เอ็นกล้ามเนื้อก้นมัดใหญ่คือ gluteus maximus ที่มาเกาะยัง greater trochanter ด้วยกันไถลไปด้วยกัน แบบเรามีเรา
5. ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีเสียงคลิกเวลาวิ่งหรือเดินขึ้นลงบันได อาการปวดแปลบจะเกิดด้านข้างข้อสะโพก และอาจทำให้เกิดการอักเสบของถุงน้ำด้านข้างคือ trochanteric bursitis หากต้องเล่นไพ่จะนั่งขัดสมาธิไม่ได้นะจ๊ะเพราะจะเสียดสีและเจ็บมาก นอนตะแคงก็ไม่รอดจ้า บางตำราเรียกว่า Iliotibial band syndrome
6. ต่อมาเป็น snapping hip กลุ่มสุดท้ายที่เกิดจากการบาดเจ็บของกระดูกอ่อนภายในข้อสะโพก สาเหตุอาจเกิดจาก กระดูกอ่อนรอบเบ้าข้อสะโพกหรือ acetabular labrum ฉีกขาด กระดูกอ่อนผิวข้อของข้อสะโพกเองสึกกร่อน หากเป็นในวัยเด็กหรือผู้ใหญ่ตอนต้นมักสัมพันธ์กับอุบัติเหตุ แต่หากเป็นวัยกลางคนถึงวัยชราเป็นความเสื่อมของข้อจ้า
ในตอนหน้าฉันจะเล่าเรื่องการรักษานะจ๊ะ ตอนนี้ยาวไปแล้ว เดี๋ยวท่านผู้อ่านจะเป็นลมไปก่อน สรุปว่า เรื่องของยายขายกินได้ตลอดเลย 555555
บรรณานุกรม
• Konczak CR, Ames R. Relief of internal snapping hip syndrome in a marathon runner after chiropractic treatment. Journal of Manipulative and Physiological Therapeutics 2005;28(1):e1-7.
Via AG, Fioruzzi A, Randelli F. Diagnosis and Management of Snapping Hip Syndrome: A Comprehensive Review of Literature. Rheumatology (Sunnyvale) 2017;7(228):2161-1149.
• Idjadi J, Meislin R. Symptomatic snapping hip: targeted treatment for maximum pain relief. The Physician and Sportsmedicine 2004;32(1):25-31.
• Byrd JT. Snapping hip. Operative Techniques in Sports Medicine 2005;13(1):46-54.
• Jump up↑ Hinojosa T. EBP - Snapping Hip. Available from https://www.youtube.com/watch?v=wiWHd_j7aX0 (accessed 15/11/2020).
• Brignall CG, Stainsby GD. The snapping hip. Treatment by Z-plasty. The Journal of Bone and Joint Surgery. British volume 1991;73(2):253-4.

*******************************************************************************************

Episode 280 กล้ามเนื้อหน้าท้องที่ถูกลืม
“อย่าลืมบุญคุณ ก เอ๋ย ก ไก่ นะลูก กว่าเจ้าจะโตขึ้นมาอ่านประโยคได้ เจ้าต้องผ่าน ก ไก่ มาก่อนเสมอ” ทุกทีหลังทำการบ้านเสร็จยายมักจะสอนเรื่องความกตัญญูด้วยถ้อยคำหลากหลายเท่าที่ยายจะสอนได้ แม่ก็เป็นอีกคนเช่นกันที่เน้นย้ำกับลูกคนนี้เสมอ แม้กระทั่งจะร้องเพลงสักเพลงหนึ่ง แม่ย้ำเสมอว่า
“ต้นฉบับเป็นใคร ใครเป็นผู้ประพันธ์ และถ้าหาได้ว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงนี้ด้วยแล้ว ทุกองค์ประกอบจะทำให้การถ่ายทอดอารมณ์เพลงเป็นไปอย่างดีเยี่ยม”
นั่นหมายความว่า ต้องกลับไปที่ Basic
พื้นฐานที่แม่นยำจะส่งต่อถึงองค์ความรู้ในเชิงประยุกต์ จริง ๆ เทคนิคทุกอย่างในโลกนี้ล้วนแล้วแต่มาจาก basic ทั้งสิ้น ใครจะเขียนประโยคงดงามสักเพียงใด แต่เขาต้องผ่าน ก ไก่ มาก่อนเสมอ วันนี้เราย้อนกลับไปพื้นฐานกายวิภาคศาสตร์เกี่ยวกับกล้ามเนื้อหน้าท้องมัดหนึ่งที่บางคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อ หรือบางคนเคยได้ยินแต่ลืมไปแล้วนะจ๊ะ
กล้ามเนื้อ Pyramidalis!!!!
1. กล้ามเนื้อ Pyramidalis เป็นกล้ามเนื้อรูปสามเหลี่ยมคู่หนึ่งของผนังท้องด้านหน้า ว่ากันว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะมีกล้ามเนื้อมัดนี้ หากว่ามีจะพบกล้ามเนื้อ pyramidalis เกาะด้านข้างของ linea alba หรือเส้นกลางหน้าท้องใยกล้ามเนื้ออาจแยกยากจากกล้ามเนื้อ rectus abdominis
2. จากตำแหน่งของกล้ามเนื้อที่เกาะ linea alba นี่เองทำให้เมื่อหดตัวจึงส่งผลให้เกิดแรงดึงต่อเส้นกลางหน้าท้องถึงจะเป็นกล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ แต่กลับมีหน้าที่หลากหลายมาก เช่น เพิ่มความดันในช่องท้องเวลาเบ่ง ไอ จาม และการหายใจออกแรง ๆ ในคนที่ฝึกการหายใจหรือฝึกโยคะ กล้ามเนื้อมัดนี้จะทำงานเด่นชัดขณะที่หายใจออกร่วมกับการแขม่วท้อง
3. จุดเกาะต้นของกล้ามเนื้อ pyramidalis อยู่ที่ pubic symphysis และสันกระดูก pubis แต่ความแปลกอยู่ที่จุดเกาะบริเวณ symphysis เป็นเส้นใยที่คล้าย ligament ในขณะที่ส่วนที่เกาะกับสันกระดูกมีลักษณะเป็นเส้นใยของ tendon ด้วยธรรมชาติเช่นนี้จึงทำให้กล้ามเนื้อมัดนี้แม้จะเล็กแต่มีความแข็งแรงที่จะดึงเส้นกลางหน้าท้องให้ตึงและช่วยแขม่วท้องขณะหายใจออกได้เลยทีเดียว
4. กล้ามเนื้อ pyramidalis วางตัวอยู่ภายใน rectus sheath หรือแผ่นพังผืดหุ้มกล้ามเนื้อ rectus abdominis และแผ่นพังผืดเดียวกันนี้เชื่อมต่อไปยังกล้ามเนื้อหน้าท้อง external abdominal oblique กล้ามเนื้อ internal abdominal oblique และกล้ามเนื้อ transversus abdominis กล้ามเนื้อหน้าท้องทั้งหมดจึงทำงานร่วมกันทั้งในบทบาทการทรงท่าและการหายใจ
5. กล้ามเนื้อมัดนี้เลี้ยงด้วยเส้นประสาทไขสันหลัง T12 หรือ subcostal nerve และมีแขนงเส้นเลือดแดงคือ inferior epigastric มาเลี้ยง
6. เมื่อเราทำ planking หรือ sit up หรือแม้แต่การฝึกหายใจออกร่วมกับการแขม่วท้อง กล้ามเนื้อ pyramidalis จะดึงเส้นกลางหน้าท้องให้ตึง ส่งผลเพิ่มความดันในช่องท้อง นักกายวิภาคศาสตร์เชื่อว่าบทบาทของเขาที่เด่น ๆ คือ การป้องกันอันตรายให้อวัยวะภายในช่องท้อง และช่วยในการหายใจออกอย่างแรง การร้องเพลง การไอ การจาม หรือการเบ่ง เป็นต้น
7. ประเด็นที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่งคือ กล้ามเนื้อมัดนี้เกาะทางด้านเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อ adductor longus ที่ทำหน้าที่หุบข้อสะโพก ดังนั้นในนักวิ่งอาจพบอาการปวดด้านล่างส่วนกลางของท้องไปยังขาหนีบได้ครับ องค์ความรู้นี้จึงสนับสนุนเรื่อง abdominal adductor syndrome ดังเขียนมาก่อนหน้านี้
จากองค์ความรู้นี้เองทำให้ฉันคิดว่า ต้องสานต่อเรื่องนี้กับ anterior oblique sling ที่เป็นการเชื่อมต่อไขว้กล้ามเนื้อด้านหน้าลำตัวกับการเดินและการวิ่งรวมถึงอาการปวดบริเวณหน้าท้องว่าทำไมไปเกี่ยวข้องกับขาหนีบและจะเล่าเรื่องการออกกำลังกายกับหัตถบำบัดในการรักษาต่อไปด้วย
บรรณานุกรม
1. Shapiro, L. E.; Kim, J. H.; Lee, S. J.; Yoo, J. J.; Atala, A.; Ko, I. K. (2016-01-01), Lee, Sang Jin; Yoo, James J.; Atala, Anthony (eds.), "Chapter 16 - In Situ Volumetric Muscle Repair", In Situ Tissue Regeneration, Boston: Academic Press, pp. 295–312, ISBN 978-0-12-802225-2, retrieved 2021-01-23
2. ^ "7 Vestigial Features of the Human Body". Encyclopedia Britannica. Retrieved 2017-11-09.

*******************************************************************************

Episode 281 สัมผัสแห่งการลดปวด
“ครูครับ ผมไปอ่านหนังสือ Pain มาตอนหนึ่งในหนังสือบอกว่า ความเจ็บปวดไม่ใช่ความทรมาน ผมไม่เข้าใจครับ เมื่อคนเราเจ็บปวดเราก็ต้องทรมานสิครับ เมื่อคืนผมปวดฟันผมทรมานแทบตายนอนไม่หลับเลย” เด็กน้อยวัยยี่สิบถามฉันด้วยแววตาสงสัย
“ครูขาหนูอยากรู้ว่าทำไมสัมผัสร่างกายแล้วอาการปวดลดลงค่ะ” อีกคนหนึ่งก็อยากรู้
“เอาทีละเรื่องดีไหมลูก” เจ้าของคำถามและเพื่อน ๆ กลุ่มใหญ่นั่งลงล้อมตัวฉัน
นักเรียนเป็นโลกใบหนึ่งของฉัน ไม่ว่าชีวิตจะเจออะไรแค่ฉันหาพบหน้าเขา ฉันไม่เคยกลัวอะไรอีกเลย เราเจอกันแทบทุกวัน รุ่นแล้ว รุ่นเล่า นับเข้ามาถึงรุ่นนี้ เป็นจำนวน 29 รุ่นแล้วที่ฉันได้เป็นครูของพวกเขามา
“อาการปวดที่มีรอยโรคเป็นทุกข์ทางกาย มีอยู่จริงและแก้ไขได้ เช่น กล้ามเนื้อเกร็งแล้วปวดเราลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อเขาก็ทุเลาหรือหายได้ มะเร็งเป็นทุกข์ทางกายที่รู้เหตุ รู้ตำแหน่ง แต่ทุกข์ทางใจมันไม่มีตำแหน่งอยู่จริง” ฉันเอ่ยเสียงเรียบ ๆ
“งงค่ะ”
“ครูก็งง” เราระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกัน หนี่งในนักเรียนกลุ่มนี้เข้ามากอดฉัน
“แม่ครับเล่าหน่อยอยากรู้”
“ความเจ็บปวดทางกาย ไม่ได้ทำให้ทรมาน แต่ความทรมานจากความเจ็บปวดทางกาย คือ ไม่อยากปวด ไม่อยากป่วย ความอยากหรือไม่อยากนี่แหละคือต้นตอของทุกข์ทางใจ”
“โห ซับซ้อนจัง”
“จิตมนุษย์ซับซ้อน เพราะสมองใหญ่ของเรามีวิวัฒนาการมาซับซ้อน เราเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่พูดไม่ตรงกับใจได้นะลูก”
“ถ้าอย่างนั้นทุกข์ทางใจก็ไม่มีต้นตอจริง ๆ ใช่ไหมครับ”
“รอยโรคไม่มี แต่มาจากความคิดในสมอง สังเกตไหม เรามักใช้คำพูดกับคนอื่นว่า อยากให้เขาเข้าใจเรา ทำไมเขาไม่เข้าใจเราเลย แต่เราล่ะลูก เราเข้าใจคนอื่นทุกเวลา ทุกคนหรือไม่ คนที่เราเกลียด เรายังไม่เข้าใจและไม่พร้อมจะเข้าใจในตัวเขาในใจเขาสักอย่างจริงไหม” ไม่มีเสียงตอบจากนักเรียนนอกจากอาการพยักหน้าพร้อมกัน
“แค่เราบอกว่า เราไม่ต้องการอะไรมาก ขอแค่เข้าใจเราเท่านั้นก็พอ แต่รู้ไหมลูก นี่แหละคือเราขอทุกอย่างเลย และถ้าเราไม่ได้ เราก็ทุกข์ เราก็ทรมาน เหมือนเราอยากหายจากอาการปวด เราไม่ยอมรับไงคะ ว่าเมื่อมีรอยโรคมันต้องปวด การผลักไสนี่หรือเปล่าทำให้เราทรมาน”
ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความต้องการถูกรัก
ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความริษยา ความโกรธ
มันมาจากปัญหาที่ไม่มีรอยโรค
มันมาจากความเห็นแก่ตัวของเรา
เราอยากได้ความรักจากคนรักตลอดเวลา แต่เรากลับไม่ได้รักเขาตลอดเวลา
เราเกลียดการนินทาว่าร้าย แต่เราก็วิพากษ์วิจารณ์คนอื่นอย่างเมามันส์ทั้งจริงและไม่จริง
นี่คือ
เราต้องการความเข้าใจจากผู้อื่นซึ่งอยู่บนพื้นฐานความไม่เข้าใจของเราเอง!!!
ความสุขของเราจึงถูกกำหนดจาก คนอื่น แทนที่จะเป็นตัวเราเอง
“แล้วการที่เราสัมผัสร่างกายผู้ป่วยแล้วเขาทุเลาปวดลง นั่นหมายความว่า เขาสบายใจใช่ไหมคะ เขารู้สึกผ่อนคลายจึงไม่ปวด”
“ไม่ทั้งหมด กลไกการลดปวดมีอยู่จริงนะลูก ย้อนไป ปี ค.ศ. 1965 ปรมาจารย์ด้านปวดของโลกคือ Melzack และ Wall ได้คิดค้นทฤษฎีควบคุมประตู หรือ gate control ขึ้นมา ทุกวันนี้ทฤษฎีนี้ยังคงเป็นที่ยอมรับกันอยู่ เราลองนึกภาพในไขสันหลังเรานะคะ บริเวณ dorsal horn ที่เรียกว่า substantia gelatinosa หรือ SG บริเวณนี้มี Tramsmission cell ในการส่งต่อสัญญาณปวดไปยังสมอง” ฉันหยิบแผนภาพ gate control มากางให้เขาดูตำแหน่งที่ว่าไปเมื่อครู่
“ระบบกลไกประตูใน SG เกี่ยวข้องกับการรับสัญญาณจากใยประสาทขนาดใหญ่และใยประสาทขนาดเล็ก การสัมผัส การนวด การกด การคลึง เป็นการกระตุ้นใยประสาทขนาดใหญ่ซึ่งมีผลยับยั้งการส่งประสาทรับความเจ็บปวดไปยังสมอง แต่ถ้าใยประสาทขนาดเล็กได้รับการกระตุ้นจะส่งผลให้เกิดการเปิดประตูให้สัญญานความเจ็บปวดผ่านไปแปลที่สมองได้”
“นั่นหมายความว่า หัตถบำบัดเป็นการระงับปวดขาขึ้นโดยกระตุ้นผ่านเส้นใยประสาทขนาดใหญ่ใช่ไหมครับ”
“ใช่จ้ะ แต่ประตูในไขสันหลังยังได้รับคำสั่งจากกลไกระงับปวดขาลงจากสมองส่วน PAG หรือ Periaqueductal grey และ medulla ที่ส่งปลายประสาทมาระงับปวดใน dorsal horn ด้วยจ้ะ”
“ครูขา แล้วอาการปวดนอกจากจะวิ่งในวิถีไขสันหลังแล้ว ยังมีการเชื่อมโยงไปยังสมองส่วนใดบ้างคะ” ฉันมองไปรอบ ๆ แล้วว่า
“ใครจะช่วยครูตอบ” หนึ่งในนั้นยกมือขึ้น
“ความกลัวครับครู ความกลัว ความวิตกกังวลสร้างสัญญาณจาก amygdala แล้วมีผลต่อการกระตุ้นแกนความเครียดในร่างกาย ยิ่งกลัว ยิ่งเครียด แล้วยิ่งปวดครับ” อีกคนรีบยกมือตอบตามมา
“การมีสมาธิ จดจ่อกับลมหายใจจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ครับครู เป็นการเบี่ยงเบนความสนใจออกจากอาการปวด”
“ลมหายใจเป็นฐานกายที่มหัศจรรย์มากลูก เป็นหนึ่งในเส้นทางของความอิสระ”
“ตอนนี้หนูเข้าใจแล้วค่ะครู เวลาศอกหนูไปซูน (ชน) โต๊ะ มันเจ็บแต่พอเอามือคลึงเบา ๆ อาการปวดลดลง เพราะเรากระตุ้นใยประสาทขนาดใหญ่ที่รับสัมผัสนี่เอง”
“หืย บ้านนอกเนาะ ซูน ว่าซั่น ชนย่ะ ชน มาหาใช้ซูน บ้านนอก”
“สั่มกันแหละค่ะลูก ว่าซั่น นี่ภาษากลางเนาะ” แล้วเราก็ฮาแตกกันอีกครั้ง
บทสนทนาล้อมวงของเราวันนี้สอนให้เรารู้ว่า
1. ความทุกข์ทรมานจากอาการปวดเกิดจากความต้องการไม่ปวดของเรานั่นเอง
2. การกระตุ้นใยประสาทขนาดใหญ่ผ่านการสัมผัสสามารถระงับการปวดขาขึ้นและเชื่อมโยงกับการการลดสัญญาณกระตุ้นแกนความเครียดได้ เวลาเราทุกข์แค่คนสัมผัสเราเบา ๆ เรายังรู้สึกดีได้เลย
3. ปัญหาบางอย่างมีต้นตอ ปัญหาบางอย่างเกิดจากความคิดที่เราต้องการแบบหนึ่งแต่เราไม่ได้อย่างใจ ทั้ง ๆ ที่ โลกก็ดำเนินไปตามปกติ ก็เท่านั้นเอง โลกนี้ใครจะมาใครจะไป ใครจะรักใครจะเกลียด ใครจะอยู่ใครจะทิ้ง มันอยู่ที่เรายึดเกาะความเห็นแก่ตัวเราหรือไม่เท่านั้น แย่งชิงเข้าใจก่อน วางก่อน เบาก่อน (ฝึกไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ชิน)
บรรณานุกรม
1. Moayedi, M.; Davis, K. D. (3 October 2012). "Theories of pain: from specificity to gate control". Journal of Neurophysiology. 109 (1): 5–12. doi:10.1152/jn.00457.2012. PMID 23034364.
2. ^ Jump up to:a b Meldrum, Marcia L. "Physiology of pain". Encyclopædia Britannica. Retrieved 27 April 2014. The theory of pain that most accurately accounts for the physical and psychological aspects of pain is the gate-control theory
3. ^ Mander, Rosemary (2010). Pain in Childbearing and its Control: Key Issues for Midwives and Women. John Wiley & Sons. ISBN 9781444392067.

***********************************************************************************

Episode 282 การฟื้นฟูกล้ามเนื้อ Quadriceps femoris ด้วยหน้าท้อง
ครั้งหนึ่งในชีวิต...เมื่อยังเป็นนักศึกษา ภาพจำติดตาที่ไม่เคยลืมเลือนไปจากใจฉันเลยคือ ภาพของครูร่างเล็กแบบบางหอบตำราเล่มหนาปึ้กขัดแย้งกับรูปร่างของท่านเสียเหลือเกิน เดินออกจากห้องสมุดคณะแทบทุกวัน
จากวันแรกที่ได้เป็นศิษย์ของครู (รองศาสตราจารย์เพ็ญพิมล ธัมมรัคคิต หรือครูเอ๋) จนวันนี้ไม่มีวันไหนไม่คิดถึงครูเลย ฉันพบท่านเป็นครั้งสุดท้ายที่โรงพยาบาลเปาโล ตอนนั้นครูเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกแล้วด้วยมะเร็งตับลุกลามไปทั่วร่างกาย แต่ไม่ว่าร่างกายท่านจะทรุดโทรมสักเพียงใด สิ่งหนึ่งไม่เคยหมดไปจากหัวใจของครูเอ๋คือ ความรักในอาชีพครู
“ฉันเป็นครู ถึงครูจะตายความเป็นครูของครูไม่มีวันตาย” เสียงแหบแห้งของท่านแน่วแน่แม้สั่นเครือ ท่านมองหน้าฉันก่อนจะพูดว่า
“สัญญากับครูนะต่อ ต่อจะเป็นอาจารย์กายภาพบำบัดจนเกษียณ สัญญานะ อย่าทิ้งน้องกายภาพบำบัด ต่อต้องเป็นครูที่ดี ครูเชื่อ ต่อเกิดมาเพื่ออาชีพครูเท่านั้นจำไว้”
มีเพียงน้ำตาเท่านั้นหล่นกระทบมือของท่านแทนคำตอบ จากวันนั้นไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข กายภาพบำบัดมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นบ้านของฉัน ถ้าไม่หมดลมหายใจก่อน ฉันจะอยู่บ้านจนวันสุดท้าย และเมื่อตายแล้วฉันขอให้กระดูกของฉันมาแขวนไว้ที่ห้องเพ็ญพิมลเหมือนตอนมีชีวิตนะ
ความกว้างของขอบฟ้าวัดด้วยความรู้สึก!!!
เราส่งความรักให้คนที่เรารักได้แม้จะไกลกันสุดขอบฟ้า หรือไม่มีวันได้เจอกันอีกแล้วในชีวิตนี้ก็ตาม และเมื่อมั่นใจว่าเราทุกคนต้องจากกันไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย ความสำคัญมั่นหมายเกลียดชังจึงไม่ควรเพาะบ่มไว้ในใจของเราเลย
อย่าสร้างเงื่อนไขในความรักปล่อยความเห็นแก่ตัวคุ้นชินจนไม่ฟังเสียงหัวใจคนอื่นเลย!
ทุกบทความที่ฉันเขียนลงบนเพจ หากมีอานิสงส์ใดใดเกิดขึ้นฉันขออุทิศให้ครูเอ๋ และครูทุกท่านของฉัน แม้วันนี้โลกจะเจริญด้วยเทคโนโลยีหรือแหล่งความรู้ใด
หากนักเรียนไม่มีครู ชีวิตของนักเรียนหามีวันสำเร็จได้ไม่
วันนี้ฉันขอแบ่งปันประสบการณ์เรื่องหนึ่งที่เรียนมาจาก postural respiration และคิดว่าท่านผู้อ่านจะได้รับความรู้บ้าง นั่นคือ
การฝึกกล้ามเนื้อ quadriceps ร่วมกับหน้าท้อง มาลองติดตามกันนะจ๊ะ
1. ในโปรแกรมการฟื้นฟูสำหรับความผิดปกติของข้อเข่า เช่น อาการปวดลูกสะบ้า เอ็นไขว้ข้อเข่าด้านหน้าขาด หรือการฉีกของแผ่น meniscus การออกกำลังกายกล้ามเนื้อ Quadriceps หรือกล้ามเนื้อด้านหน้าต้นขาถือว่าเป็นโปรแกรมหลักที่นักกายภาพบำบัดหรือ trainer ที่เกี่ยวข้องจะรู้โดยทั่วกันว่าสำคัญมากเพียงใด
2. เมื่อใดที่ข้อเข่าได้รับอันตรายจะส่งผลต่อลำความแข็งแรงและการทำงานของกล้ามเนื้อ quadriceps ทันที นั่นหมายความว่า การลุกขึ้นยืนหรือจากยืนลงนั่ง การยืน และการเดินจะสูญเสียสมดุลตามกันไป
3. นักชีวกลศาสตร์ได้ค้นพบองค์ความรู้สำคัญเรื่องหนึ่งคือ หากนักกีฬาหรือผู้ป่วยที่บาดเจ็บข้อเข่ามีความผิดปกติของกระดูกสันหลังบริเวณเอวและเชิงกราน เช่น เอวแอ่นร่วมกับการหมุนของเชิงกรานไปทางด้านหน้ามากเกินไป อาจทำให้ข้อสะโพกเกิดการหมุนเข้าทางด้านในและมีเข่าหัวเข่าชิดกันหรือ knock knee ตามมาได้ง่าย
4. หากผู้รักษาละเลยไม่แก้ไขแบบแผนการเคลื่อนไหวชดเชยหรือ compensatory movement ดังกล่าวแล้ว ประสิทธิภาพของการออกกำลังกายจะไม่เกิดขึ้นและยังทำให้เสี่ยงต่อการปวดหลังอีกด้วย
5. นักวิชาการเริ่มตื่นตัวสนใจการเชื่อมต่อทาง kinematics ของเอวและเชิงกรานที่มีต่อการทำงานของขา โดยเน้นถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาการปวดหลังกับอาการปวดเข่า ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ กล้ามเนื้อก้นไม่แข็งแรงทำให้ปวดหลังและปวดข้อเข่าร่วมกัน
6. สิ่งที่ปราชญ์เหล่านั้นเน้นย้ำคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้กระดูกสันหลังบริเวณเอวมีการเรียงตัวที่ดี นี่เองที่ครูโยคะเน้นการรักษาแนวแกนกลางลำตัวให้ปกติก่อนฝึกแขนหรือขา และนี่เป็นที่มาว่าทำไม ในสิบปีให้หลังมานี้ การออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวได้รับความนิยมอย่างมากมาย (แม้จะมีมาตั้งแต่โบราณแล้ว) นั่นเพราะ องค์ความรู้ชีวกลศาสตร์ได้ถูกขยี้ให้ผสานกับโรคจนคนเราเริ่มหันมาเห็นว่า เขาเกี่ยวข้องกันจริง ๆ
7. ตำนานการฝึกสร้างชื่อเสียงให้แก่นักออกกำลังกายชื่อก้องโลกคือ Kisner ในปี ค.ศ. 2002 ครูท่านนี้ได้สร้างคำศัพท์ให้คือเทคนิค AE หรือ Abdominal Enhancement และแตกย่อยออกมาเป็น การแขม่วท้องขณะหายใจออกหรือ เทคนิค Abdominal drawing-in (AD) โยคะทำมาก่อนแล้วเป็นพันปี
8. จากนั้นอีกไม่นานองค์ความรู้เกี่ยวกับ AD แพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วในฐานะที่เป็นวิธีการออกกำลังกายสำคัญที่สามารถปรับ posture และเพิ่มความมั่นคงให้แก่ลำตัวได้อย่างเป็นเลิศ (ช่วงหลังนี้พิลาทิสเองก็ได้รับความนิยมตามมาติด ๆ เช่นกัน)
9. AE หรือการ recruit กล้ามเนื้อหน้าท้องในขณะออกกำลังกายฟื้นฟูสภาพของขา กลายเป็นหัวข้อวิจัยที่สร้างความตื่นเต้นให้วงการวิทยาศาสตร์การกีฬาเช่นกัน ว่ากันว่า เทคนิค AE ผ่านการเร่งเร้ากล้ามเนื้อ transversus abdominis กล้ามเนื้อ internal oblique กล้ามเนื้อก้น และแผ่นพังผืด thoracolumbar มีผลเพิ่มความดันในช่องท้องและกระชับ fascia ให้หลังมีความมั่นคง ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของสะโพก ข้อเข่า และข้อเท้าดีขึ้นด้วยเข่นกัน
10. ปี ค.ศ. 2017 Barbosa และคณะพบว่าในคนที่ฝึกโยคะและพิลาทิส ขณะที่หายใจออกและมีการเร่งเร้ากล้ามเนื้อหน้าท้อง เกิดการเร่งเร้าการทำงานของกล้ามเนื้อ rectus femoris หนึ่งในสมาชิกของ quadriceps และกล้ามเนื้อ biceps femoris ซึ่งเป็นส่วนของ hamstrings ให้เกิดแรงหดตัวมากขึ้นอย่างชัดเจน พวกเขาจึงย้ำว่า จะดีกว่าไหมหากให้โปรแกรมฟื้นฟูกล้ามเนื้อ quadriceps แล้วควรส่งเสริมด้วยการหายใจและการเร่งเร้ากล้ามเนื้อหน้าท้องร่วมด้วย
11. และในปี ค.ศ. 2020 ภายใต้การนำของ Harput และคณะ พบว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเทคนิค AE ที่มี squat เป็นท่าหลักดีต่อการฟื้นฟูความผิดปกติของข้อเข่าจริงหรือไม่ และในงานชิ้นนี้ลึกล้ำลงไปกว่านั้นคือ ฝึกหน้าท้อง การหายใจ และขาสองข้างกับขาข้างเดียว อย่างไหนเลิศกว่ากัน ยังไม่พอจ้า พวกนางยังนำท่าการฝึก single leg raise (SLR) ท่า single leg wall squat (SLWS) และ forward lunge (FL) มาดูเลยว่า ถ้าฝึกแบบไม่สนใจกล้ามเนื้อหน้าท้องกับการหายใจ กับฝึกร่วมกล้ามเนื้อหน้าท้องและการหายใจ ใครจะเจ๋งกว่ากัน
12. ภายใต้สมมุติฐานว่า การทำงานของ vastus medialis กล้ามเนื้อ rectus femoris และ vastus lateralis จะแจ่มแจ๋วแข็งแรงเร็วหากฝึกร่วมกับหน้าท้องและฝึกด้วยขาเพียงด้านเดียว
13. แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ผลการศึกษาในปี 2020 สามารถสรุปได้เพียงว่าเมื่อฝึกฟื้นฟูข้อเข่าด้วยท่าดังกล่าวบนขาข้างเดียวร่วมกับการหายใจและ AE มีผลทำให้คลื่นไฟฟ้าการหดตัวของกล้ามเนื้อในข้อ 12 สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นั่นหมายความว่า เมื่อฝึกหน้าท้อง การหายใจกับการออกกำลังกายข้อเข่าบนขาด้านเดียวทำให้เกิดความมั่นคงของข้อเข่าเพิ่มจริง แต่กำลังกล้ามเนื้อเพิ่มหรือไม่ ยังต้องศึกษาต่อไปในอนาคต
14. อย่างไรก็ตาม นักวิจัยทั้งหมดได้สร้างองค์ความรู้ที่ impact และจุดประกายให้ปี 2021 จะเกิดความรู้ใหม่ ๆ ตามมาอีกมากมาย
ในการเป็นนักวิชาการ ท่านผู้อ่านควรศึกษาต่อไปอย่างลึกซึ้ง จากการเรียนต่อด้าน postural respiration ของฉัน ทำให้ฉันเชื่อด้วยหัวใจว่า
1. กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเป็นตัวส่งแรงกระทำให้แขนและขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. การหายใจคือ base ซึ่งทิ้งไม่ได้ในการฝึกการออกกำลังกาย
3. Postural respiration สอนให้เห็นว่าลูกเล่นในการออกแบบการหายใจ ช่วยเร่งเร้าหรือยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อได้จริง ผ่านกลไก respiratory regulation ซึ่งวิชานี้ยากมากจะกล่าวในตอนเดียวได้ สนุกและลึกล้ำมากจ้า
4. กล้ามเนื้อ กระดูก หัวใจ ไต ปอด และสมอง เป็นกัลยาณมิตรของการออกกำลังกาย
บรรณานุกรม
Yoon, T.-L., & Kim, K.-S. (2013). Effect of craniocervical flexion on muscle activities of abdominal and cervical muscles during abdominal curl-up exercise. Physical Therapy Korea, 20, 32–39.
Akuthota, V., & Nadler, S. F. (2004). Core strengthening. Archives of Physical Medicine and Rehabilitation, 85, S86–S92.
Andersen, L. L., Magnusson, S. P., Nielsen, M., Haleem, J., Poulsen, K., & Aagaard, P. (2006). Neuromuscular activation in conventional therapeutic exercises and heavy resistance exercises: Implications for rehabilitation. Physical Therapy, 86, 683–697.
Ayotte, N. W., Stetts, D. M., Keenan, G., & Greenway, E. H. (2007). Electromyographical analysis of selected lower extremity muscles during 5 unilateral weight bearing exercises. The Journal of Orthopaedic and Sports Physical Therapy, 37, 48–55.
Barbosa, A. C., Martins, F. M., Silva, A. F., Coelho, A. C., Intelangelo, L., & Vieira, E. R. (2017). Activity of lower limb muscles during squat with and without abdominal drawing-in and Pilates breathing. The Journal of Strength & Conditioning Research, 31, 3018–3023.
Barton, C. J., Lack, S., Hemmings, S., Tufail, S., & Morrissey, D. (2015). The 'Best Practice Guide to Conservative Management of Patellofemoral Pain': incorporating level 1 evidence with expert clinical reasoning. Br J Sports Med, 49, 923–934.

*********************************************************************************************

Episode 283 Body decoding I ปวดหัวจากฐานกะโหลกมีผลถึงเชิงกราน
อาการปวดหัวมีสาเหตุหลากหลายและซับซ้อน ในหนึ่งหลายของเหตุนั้นครั้งหนึ่งในชีวิตคิดว่าหลายท่านคงเคยประสบมาด้วยตนเอง นั่นคือ อาการปวดท้ายทอยและปวดหัว ภาษาทางการแพทย์เรียกว่า The suboccipital headache โดย subocciput แปลว่า ใต้ท้ายทอย นั่นเอง
หากกระดูกท้ายทอยเรียกว่า C0 กระดูกสันหลังบริเวณคอชิ้นที่ 1 และ 2 จึงเรียกว่า C1-C2 กล้ามเนื้อ suboccipital มีจุดเกาะอยู่ระหว่างกระดูกสามระดับนี้ จึงทำหน้าที่ในการหมุนศีรษะและกระดูกสันหลังบริเวณคอช่วงบน (upper cervical spine) ธรรมชาติสร้างให้ใน 1 กรัมของใยกล้ามเนื้อมีตัวรับความรู้สึกเคลื่อนไหวหรือ proprioceptor มากเป็น top 3 ของกล้ามเนื้อทั้งหมด ด้วยเขาต้องหดตัวหันหัวให้สัมพันธ์กับสิ่งเร้า ตำราหลายเล่มจึงอ้างว่ากล้ามเนื้อ suboccipital เป็น proprioceptive muscles และถ้าใครมีอาการปวดท้ายทอย ปวดคอ และปวดศีรษะเรื้อรังจะส่งผลให้การรับรู้ตำแหน่งของร่างกายและความสัมพันธ์ของหัวและคอในการเคลื่อนที่เสียไปด้วย
สมาชิกของกล้ามเนื้อ suboccipital แต่ละด้านมีกล้ามเนื้อ 4 มัดย่อย ได้แก่ กล้ามเนื้อเกาะศีรษะตรงด้านหลังมัดใหญ่และมัดเล็ก (Rectui capitis posterior major and minor) กล้ามเนื้อเฉียงบนและล่าง (Obligui superior and inferior) วันดีคืนดีกล้ามเนื้อมัดนี้เกิดเกร็งจึงส่งผลให้เกิดการกดทับเส้นประสาท suboccipital จึงเกิดอาการปวดหัวที่คล้ายกับไมเกรนได้
มีผู้รวบรวมสาเหตุที่อาจทำให้เกิดอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ suboccipital ไว้มากมาย เช่น ปวดกล้ามเนื้อลูกตาเวลาเปลี่ยนแว่นใหม่ นั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์โดยมีลักษณะก้มคอไปทางด้านหน้านาน ๆ หรืออุบัติเหตุรถเบรกกะทันหันจนคอสะบัดรุนแรง
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการปวดท้ายทอยและปวดหัวรุนแรง บางคนปวดร้าวมาที่หน้าผากและเบ้าตาได้ หากเป็นในระดับรุนแรงบางคนอาเจียนและมองเห็นภาพไม่ชัดเจนอาการเช่นนี้ทำให้แยกยากจากไมเกรน
“ปวดท้ายทอยร้าวเหมือนมีแถบรัดหัวมายังเบ้าตา”
จากการศึกษาของปรมาจารย์ Janda ท่านกล่าวไว้ว่า “กล้ามเนื้อ suboccipital มัก tight มากกว่า weak และเมื่อ tight ไปนาน ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ กลุ่มนี้ปรับตัวสร้าง พังผืดผิดปกติแทรก สิ่งที่น่ากลัวก็คือ ตรงบริเวณ C2 ด้านในมีเยื่อหุ้มไขสันหลังมาเกาะส่วนด้านนอกกล้ามเนื้อ suboccipital ก็มาเกาะให้เกิดการหมุน ถ้ากล้ามเนื้อเกร็งตัวค้าง ตามด้วย tight แล้วเราเกิดคอหมุนตลอดเวลา นั่นหมายถึงเยื่อหุ้มไขสันหลังจะถูกบิดด้วย
วันเวลาผ่านไปอาการปวดท้ายทอยจะยิ่งทวีความรุนแรงและตามด้วยอาการชาเนื่องจากแรงบิดหมุนของ C2 มีผลต่อความตึงของไขสันหลังและเส้นประสาทไขสันหลัง ดังนั้นสิ่งที่น่าสังเกตคือ คนที่นอนคว่ำ (stomach sleeper) พวกเขาจะนอนคว่ำและหันหัวไปทิศเดิมด้วยความเคยชิน จึงทำให้เกิดการสูญเสียการตั้งศีรษะบนคอให้สมดุลได้ และเกิดอาการปวดท้ายทอยและหัวได้บ่อย
มีการรายงานว่าการบิดหมุนของกระดูก C2 ร่วมกับอาการปวดท้ายทอยและหัวบางคนมีอาการชาร้าวลงขาได้ หากเรามองตามหลักฟิสิกส์เราจะเข้าใจว่าเมื่อไขสันหลังด้านบนโดยบิดหมุนค้าง ความตึงของเส้นประสาทไขสันหลังระดับอก เอว และกระเบนเหน็บย่อมได้รับแรงบิดหมุนตามไปด้วย
ดังนั้นในการทำ Body decoding แล้วพบว่า C0-C1-C2 มีการบิดหมุน ไม่อยู่ในแนวตรง การแก้ไขจึงต้องมองลงไปจนถึงกระดูกสันหลังบริเวณเอวและกระเบนเหน็บร่วมด้วยเสมอ เมื่อมองย้อนกลับมาคือ การออกกำลังกายที่มีการคลายเชิงกรานและบิดให้ขา เชิงกราน เอว กลับคืนสู่ normal alignment แล้ว บางรายทำให้อาการที่คอดีขึ้นได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การรักษาที่ดีควรหาเหตุหลักให้เจอ แก้ไขเหตุหลักแล้วจึงรักษาเหตุรอง
เทคนิค OFRDF ที่ฉันได้พัฒนาขึ้นและลูกศิษย์คือ เต๋า ได้ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.2021 ไปหมาด ๆ จึงไม่ใช่แค่เทคนิคที่คลาย superficial back line เท่านั้น แต่ความล้ำอยู่ที่การควบคุมจังหวะการขยับ upper C สัมพันธ์กับเชิงกรานและข้อเท้า ซึ่งในอนาคตเราควรหา neurodynamic mechanism ให้เจอ ขอบคุณเต๋าที่ศึกษาอย่างเต็มที่และจะให้รุ่นน้องสานต่อในอนาคตให้สมกับที่เต๋าสร้างเส้นทางไว้ให้พวกเขา
สรุปแนวทางการรักษาอาการปวดท้ายทอยและหัวจากกล้ามเนื้อ suboccipital
1. ทำ Body decoding ส่วนหัวและคอให้ออกว่า สมาชิกของกล้ามเนื้อกลุ่มมัดใดดึงแนวของ upper cervical spine ให้ผิดปกติ ถ้า tight ให้ใช้เทคนิคยับยั้งและ realignment กลับ และเน้นเทคนิคการเพิ่มเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ suboccipital โดยอาศัยแรงดันจากการหายใจช่วยพวกเขา
2. ทำ Body decoding ส่วนเชิงกรานว่ามี malalignment หรือไม่ และมีผลกระทบต่อคอส่วนบนหรือไม่อย่างไร จึงจะเลือกเทคนิค cervico-sacral jump มาใช้ในการรักษา (เทคนิคที่กระทำต่อคอและเชิงกรานให้สัมพันธ์ต่อการส่งสัญญาณการรับแรงกระทำขึ้นบนและลงล่าง)
3. สอนการรักษาท่าทางให้คอตั้งตรง ด้วยการจดจำ movement corrective exercise ซึ่งแล้วแต่ว่าสำนักใดจะแก้ไขอย่างไร ตรงนี้เป็นปลายเปิดอิสระ
4. สำหรับส่วนตัวแล้ว ฉันจะเพิ่มการปรับแบบแผนการหายใจ และลดการหมุนต่อเส้นเลือด vertebral ที่ผ่านกระดูกสันหลังบริเวณคอ ด้วยเทคนิคจำเพาะต่อคอผสานการหายใจเข้าไป
ความรู้แม้จะลึกเพียงใด แต่พื้นฐานยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืม
บทความนี้ขอเขียนให้หมอป๊อ น้องชายที่น่ารักและมีพระคุณยิ่งต่อฉัน หมอบอส หมอกุ๊กไก่ ท่านดั่งตฤณ น้องเดย์และน้องตั้ว การพบกันของพวกเราครั้งนี้เป็นกุศลเหลือเกิน ขอบคุณนะคะ
บรรณานุกรม
1National Institute of Neurological Disorders and Stroke at the National Institutes of Health [NIH page]
2 Hauser RA, McCullough H. Dextrose Prolotherapy for recurring headache and migraine pain. Practical Pain Management. 2009:58-65. [Google Scholar]
3 Sahai‐Srivastava S, Zheng L. Occipital neuralgia with and without migraine: difference in pain characteristics and risk factors. Headache: The Journal of Head and Face Pain. 2011 Jan;51(1):124-8. [Google Scholar]
4 Williams KA, Lawson RM, Perurena OH, Coppin JD. Management of Chronic Migraine and Occipital Neuralgia in Post 9/11 Combat Veterans. Military Medicine. 2019 Jan 23. [Google Scholar]
5 Yang DJ, Kang DH. Comparison of muscular fatigue and tone of neck according to craniocervical flexion exercise and suboccipital relaxation in cervicogenic headache patients. Journal of physical therapy science. 2017;29(5):869-73. [Google Scholar]
suboccipital-triangle-headaches/

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมลิงค์ความรู้ครู Yodchai Boonprakob เรื่อง neuromuscular imbalance

โพสต์ โดย siri » เสาร์ เม.ย. 17, 2021 12:08 pm

Episode 284 Creep กับอาการปวดหลังเนื่องจากหมอนรองกระดูกสันหลังยุบ
“เดี๋ยวนะฉันหอบสังขารมารักษาอาการปวดเอวกับแก เพื่อมาฟังแกบอกให้ฉันพักการนั่งทำงานเป็นระยะ ๆ แล้วลุกขึ้นยืนนี่นะนังต่อ เศรษฐกิจแบบนี้ฉันต้องเร่งทำงานขนาดไหน มัวแต่มาเปลี่ยนอิริยาบถจะทันกินไหมนี่” เพื่อนรักของฉันแหวเสียงดัง ฉันอยากจะเอาหัวอัลตราซาวด์โขกลงบนกระบาลของมันเหลือเกิน ถ้าไม่ติดว่าสภาวิชาชีพกายภาพบำบัดจะยึดใบประกอบวิชาชีพของฉันล่ะก็ อยากจะแถมถีบมันตกเตียงให้รู้แล้วรู้รอดไป
“เออสิ ถ้าหล่อนอยากรักษาไปตลอดชีวิตก็ตามใจ”
“ถ้าแกไม่มีเหตุผลเพียงพอ ฉันก็ไม่ยอมทำตาม” นางยักไหล่ด้วยความคุ้นเคย ฉันหมั่นไส้เพื่อนคนนี้มาก แต่ต้องอธิบายให้มันฟัง เพราะการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเป็นหน้าที่หลักประการหนึ่งของอาชีพฉัน
“หล่อนจำฟิสิกส์เรื่อง creep ได้ไหม” ฉันว่า นางไม่ตอบแต่พยักหน้าแทน
“โอเค เรามาเริ่มทบทวนจาก creep กันก่อน มันคือแรงกระทำต่อเนื้อเยื่อหรือวัตถุคงที่ เมื่อเวลาเปลี่ยนไป รูปร่างของวัตถุเปลี่ยนแปลงได้ใช่ไหม ดังนั้นเวลาที่แกนั่งทำงานนาน ๆ ไม่ขยับตัวออกจากเก้าอี้เลย น้ำหนักตัวของแกผ่านกระดูกสันหลังเป็นเวลานาน ๆ เกิด creep ไหม”
“นี่ฉันไม่ใช่นักศึกษาของแกนะ” เสียงของนางเริ่มงอแง ฉันถลึงตาใส่
“ตอบ”
“เออ เกิด creep”
“โครงสร้างกึ่งของเหลวของหมอนรองกระดูกสันหลังต้องรับแรงกระทำคงที่นาน ๆ จะเกิดการปรับตัวให้โมเลกุลของน้ำไหลออกจากหมอนรองกระดูกสันหลัง หมอนจะเตี้ยลงชั่วคราว”
“น้ำไหลออกได้ ก็ไหลเข้าได้” นางเถียง สมัยเรียนนางได้รับขนานนามว่า ลูกสาวขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด
“นั่นสิยะ ฉันถึงให้แกขยับตัว หลีกเลี่ยงการนั่งทำงานนาน ๆ เมื่อแกเปลี่ยนท่าทาง จะเกิดการกระตุ้นการ pump ของเหลวกลับเข้าหมอนได้ แต่ก็อย่าชะล่าใจนะ หมอนรองกระดูกสันหลังของวัยทองอย่างพวกเรา การดูดน้ำกลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด”
“แรง วาจาอกุศล” นางบ่นเบา ๆ พลางนั่งขยับเชิงกรานไปมาตามวิธีการออกกำลังกายที่ฉันสอนให้ สรุปแล้วคือ หมอนรองกระดูกสันหลังเกิด creep จากการนั่งหรือยืนนิ่ง ๆ เป็นเวลานาน ๆ แม้ว่าน้ำหนักตัวของคนเราจะคงที่ก็ตาม แต่สามารถทำให้เกิดการทรุดตัวของหมอนรองกระดูกสันหลังได้จากแรงกดอัดทำให้โมเลกุลของน้ำไหลออกมาจากหมอนรองกระดูกสันหลังด้วยกลไก creep ดังนั้นความสูงของร่างกายเราจะลดลงประมาณ 20 % ในหนึ่งวันเรียกว่า Diurnal change
การทรุดต่ำลงของหมอนทำให้กล้ามเนื้อรอบ ๆ ต้องหดตัวเกร็งในการป้องกันอันตราย หากคน ๆ นั้น มีกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวไม่สมดุล การกระจายแรงกระทำจากน้ำหนักตัวย่อมผิดปกติ หากการทรุดตัวลงของหมอนทำให้ข้อต่อระหว่างกระดูกสันหลังเคลื่อนมาเสียดสีกันมากขึ้น นานไปจะกระตุ้นการพอกของหินปูนและอาจระคายเคืองรากประสาทจนเกิดอาการชาร้าวหรือปวดร้าวลงขาได้เช่นกัน
“แล้วการขยับตัวเปลี่ยนจากท่านั่งมายืนมันช่วยได้ไงยะ”
“การเปลี่ยนแปลงท่าทางช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดของแรงกระทำและส่งผลกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อทั้งร่างกายให้ปรับตัวต่อท่าทางที่แกเปลี่ยน ส่วนหนึ่งทำให้เกิดแรง pump ของเหลวกลับเข้าหมอน แต่การไหลของน้ำกลับเข้าหมอนจะชัดเจนเมื่อแกนอน นี่แหละเป็นเหตุผลพอแกตื่นนอนใหม่ ๆ แกถึงสูงขึ้นกว่าตอนบ่ายไง”
“งั้นระหว่างการทำงานฉันก็ลงนอนบ่อย ๆ ถึงจะดีสิ”
“ถ้าเป็นเจ้าของบริษัทก็ทำได้ แต่ถ้าเป็นพนักงานก็เตรียมหางานใหม่ได้เลย เจ้านายที่ไหนเขาจะให้แกนอนเป็นระยะล่ะอีนี่”
“อย่าเพิ่งโมโห เล่าต่อ ฉันชักเริ่มสนุก”
ฉันหยิบภาพกระดูกสันหลังสองชิ้นให้เพื่อนดูแล้วว่า
“การเชื่อมต่อกันของกระดูกสันหลังในภาพเหมือนเราต่อวงจรไฟฟ้าแหละ ตรง n คือหมอนรองกระดูกสันหลังเวลาที่เขายุบตัวหรือยืดตัวมีผลต่อ E1 และ E2 ถ้าแกสังเกตดี ๆ หากหมอนยุบมาก E1 จะทรุดลงทางด้านหลัง การเสียดสีของกระดูกนี่อาจระคายต่อรากประสาท และกระตุ้นตัวรับความเจ็บปวด และส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังของแกเกร็งมากขึ้นด้วยนะ”
“โอ้โหแก ปัจจัยรบกวนมันมากเลยนะนี่”
“มากเลยล่ะ อันดับแรก ถ้าแกแก่ น้ำในหมอนก็น้อย การดูดกลับก็น้อย กระดูกก็พรุน หล่อนออกกำลังกายให้ตายบางทีแทบไม่ช่วย การออกกำลังกายแม้ว่าจะมีคุณแต่ถ้าแกออกกำลังกายหนักเกินไปและเลือกชนิดที่ไม่เหมาะสมกับวัยแกก็บาดเจ็บจากแรงกระแทกได้นะ”
“ฉันอยากไปเล่นบันจี้จั๊มพ์” นางบอกพลางเชิดหน้า
“ได้ ฉันจะไปรอแกที่ศาลาห้าวัดหนองแวง”
“งั้นเวลานั่งทำงานนอกจากจะเปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ แล้ว ฉันควรนั่งตัวตรงดิกเลยใช่เปล่า”
“ไม่ใช่ ส่วนโค้งกระดูกสันหลังบริเวณเอวของแกมันแอ่นเล็กน้อยจริงไหม ถ้าแกขยับให้มันงอบ้าง แอ่นบ้างจะเกิดประโยชน์มากกว่าอยู่นิ่ง ๆ”
นี่เองทำให้ฉันนึกถึงการสอนเรื่องข้อดีของ flexed posture ปานกลาง กับข้อดีของการรักษา lordosis ของเอว ฉันขอสรุปเป็นข้อ ๆ ดังนี้
1. ข้อดีของ moderate flexed posture ได้แก่ ช่วยกระจายความเค้นต่อหมอนรองกระดูกสันหลัง เพิ่มการขนส่งสารอาหารและการไหลเวียนเลือดให้หมอน ลดแรงกระทำต่อข้อต่อ facet ทางด้านหลัง เป็นการถ่างรูระหว่างกระดูกสันหลังและ canal ดังนั้นในคนที่มีรูกระดูกสันหลังแคบการก้มลำตัวจึงทำให้อาการทุเลาขึ้น และที่คนไม่ค่อยนึกถึงคือ การก้มตัวไปด้านหน้ามีผลต่อการฝึกแผ่น fascia ด้านหลังให้แข็งแรงขึ้น ทำให้เราเห็นว่าคนที่ฝึกอาสนะโยคะด้วยการก้มตัวไปทางด้านหน้า แผ่นพังผืดด้านหลังจะปรับตัวแข็งแรงขึ้นในการต้านทานการเคลื่อนไหว
2. ข้อดีของการรักษา lordotic curve ของเอว ได้แก่ ลดความดันที่กระทำต่อส่วนในของหมอนรองกระดูกสันหลังหรือ nucleus pulposus ลดแรงกดอัดต่อด้านหน้าของหมอนรองกระดูกสันหลัง ช่วยกระจายน้ำหนักตัวขณะที่มีการเคลื่อนไหว และลึกซึ้งกว่านั้นคือ ช่วยกระตุ้น stretch reflex ของกล้ามเนื้อหลังให้ทำงานดีขึ้น ในคนแก่ที่ lordotic curve ของเอวหายไป กล้ามเนื้อจะไวต่อการทรงตัวน้อยลง นั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หลังค่อมกว่าเดิม การฝึกรักษา lordosis ด้วยการฝึก pelvic tilt จึงควรทำไปตลอดอย่าได้ละเลย
“เออ ขอบใจแกนะนังต่อ จริง ๆ แล้ว ถ้าผู้ป่วยช่วยในการดูแลตนเอง นักกายภาพบำบัดหรือครูฝึกคงไม่เหนื่อยนะแก”
“อีกอย่าง ลดน้ำหนักด้วยนะยะ การรักษาน้ำหนักตัวไม่ให้เตลิดเปิดเปิง เป็นการลดแรงกดอัดต่อกระดูกสันหลัง”
“เออ รู้แล้วน่า เดี๋ยวไปให้หมอดูดไขมันออกให้ก็ได้เร็วดี”
“ไหน ๆ ก็ไปแล้ว ให้หมอเย็บปากแกด้วยแล้วกันจะได้กินน้อย พูดน้อยลง”
และแล้วการรักษาก็สิ้นสุดลงด้วยสันติ นางแตะบ่าฉันเบา ๆ
“ขอบใจนะ แกยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อฉันเสมอมา ยังไงก็อวยพรให้แกมีความสุข อ้อ มีผัวด้วยเลยนะปีนี้ อยู่มานานจนหมอนแห้งแล้วนี่ 55555555”
“อีบ้า.......อีกะโหลกไขว้”
บรรณานุกรม
Adam MA, Bogduk N, Burton K, Dolan P. The Biomechanics of back pain. 3rd edit. Churchill Livingstone, London, 2013.

*******************************************************************************

Episode 285 คุณค่าของคาร์บอนไดออกไซด์ เสียดายถ้าท่านไม่ได้อ่าน
ในโลกนี้ไม่มีคำว่า “บังเอิญ” ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแต่มีเหตุผลในตัวของเขาเอง แต่เรื่องที่น่าเสียดายคือ หลายคนพลาดโอกาสเรียนรู้ในการเจริญขึ้นทางจิตวิญญาณจากบทเรียนที่เจอ
จากพระอาจารย์สุมโนภิกขุ พระอาจารย์จิตต์ หลวงพ่อกล้วย หลวงตาสิริ Ron Hruska อาจารย์ Wim Hof อาจารย์ Dylan Werner จนมาถึงท่านดังตฤณ ครูทุกท่านถ่ายทอดศาสตร์แห่งการหายใจในหลากหลายมิติ จนวันหนึ่งฉันเห็นคุณค่าของการหายใจจนขอใช้ปัญญาอันน้อยนิดนี้เขียนปรัชญาของเขาในแง่มุมวิทยาศาสตร์ตอบแทนคุณของครูอาจารย์ทุกท่านด้วยความนอบน้อม
แต่นั่น ย่อมยากจะเขียนจบลงได้ภายในหนึ่งตอน และยากกว่านั้นคือจะอธิบายด้วยภาษาแห่งธรรมชาติให้ซึมซาบเข้าไปในใจท่านผู้อ่านได้อย่างไร การเขียนบทนี้จึงเป็นหนึ่งในบทที่เขียนยากมากสำหรับตัวฉันเอง
“เป็นไงบ้างต่อ” ท่านดังตฤณถามฉันด้วยน้ำเสียงแห่งความเมตตา ตั้งแต่ชีวิตได้พบท่าน ท่านได้ถ่ายทอดธรรมชาติแห่งลมหายใจให้ฉันอย่างละมุนในจิตวิญญาณ คล้ายแสงสว่างลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาทดแทนความมืดในห้องให้สว่างไสวอย่างอวลอุ่นในใจ
“หลังจากพบพี่ตุลย์แล้วจิตได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างบอกไม่ถูกครับ เหมือนเราเป็นเด็ก ใสใส”
“ภาวะฝุ่นตลบบดบังทัศนวิสัยในจิตของต่อคลี่คลายลงแล้ว ต่อเลยมองเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น ทั้งที่ต่อควรจะเห็นได้ตั้งนานแล้ว ตอนนี้ต่อเริ่มใช้การหายใจผ่านความรู้สึกทางกาย ต่อเคลียร์ความคิดได้ จึงเห็นร่างกายสดใสเป็นระยะ ๆ นี่เริ่มใกล้เคียงกับการเห็นกายเป็นความไม่เที่ยง ต่อยอดและอดทนอีกนิดนะอีกไม่นานจะกลายเป็นวิปัสสนาเต็มรูปแบบ จำไว้ไม่ต้องบังคับแต่จงใช้ความเป็นนักกายภาพบำบัดพิจารณาให้เห็นว่า ขณะหายใจเข้าเห็นโครงอกขยายออกอย่างไร กะบังลมหดตัวอย่างไร ขณะหายใจออกเห็นโครงอกยุบตัวอย่างไร กะบังลมคลายตัวอย่างไร ทำให้ต่อเนื่อง อีกไม่นานต่อจะมาเล่าให้พี่ฟังเองว่าพบอะไรจากการหายใจ” ท่านกล่าวย้ำอีกว่า
“จำไว้นะ ต่อไปตัวต่อเองจะนำสิ่งนี้ไปสอนคนอีกมากมาย เกิดกุศลแก่คนทั่วไป จงเชื่อมโยงศาสตร์นี้ด้วยปรัชญาแห่งวิทยาศาสตร์”
ฉันจึงเริ่มจรดปากกา ผสมผสานสิ่งที่เรียนเกี่ยวกับ postural respiration ถ่ายโอนทีละเรื่องผ่านสายตาของท่านผู้อ่าน
อาจารย์ Wim Hof ตั้งคำถามว่า “ทำไมเวลาเราหายใจเข้าออกเร็ว ๆ เราอาจเวียนหัว ทำไมการฝึกกลั้นลมหายใจทำให้เราหายใจได้ดีขึ้น และทำไมเรามีการฝึกแบบแผนการหายใจหลายรูปแบบมาก สังเกตจากศาสตร์แห่งปราณยามะของโยคะได้เลย วิธีการหายใจหลากหลายรูปแบบสามารถนำมาใช้รักษาโรคทางกายและจิตวิญญาณได้จริง แต่คน ๆ นั้นต้องเข้าใจจริง”
ถ้าท่านคิดว่า ท่านต้องหายใจเพราะระดับออกซิเจนในเลือดของท่านลดลงล่ะก็ ท่านยังไม่เข้าใจการหายใจจริง ๆ ครับ
ทุกลมหายใจเข้าออกของท่านมี คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นตัวกำหนด ไม่ว่าจะเป็นความลึกหรืออัตราการหายใจก๊าซชนิดนี้ที่ละลายอยู่ในเลือดของท่านจะทำให้ท่านต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการหายใจอย่างหนีไม่ได้
เมื่อท่านเริ่มต้นเรียนท่านควรเข้าใจก่อนว่าการแตกตัวของคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดของท่านมีผลทำให้ค่า pH ลดต่ำลงหรือมีความเป็นกรดมากขึ้น ตัวรับรู้สารเคมีหรือ chemoreceptor นี้แบ่งเป็นสองชนิด ได้แก่ central chemoreceptor ซึ่งมีตำแหน่งอยู่ในสมองส่วนเมดัลลาออบลองกาตา และ peripheral chemoreceptor อยู่ภายใน carotid body ใกล้กับส่วนโค้งเส้นเลือดแดงใหญ่เอออต้า หรือ aortic arch
พึงจำไว้ว่า การเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์เป็นตัวกระตุ้นลมหายใจเฮือกต่อไป เข้าใจแล้วนะจ๊ะว่า ถ้าใครบอกว่าจะกลั้นใจตายเพราะไม่ได้เรา มันโกหก 555555 มันทำไม่ได้จ้า.....
หากใครเป็นศิษย์ของ Wim Hof หรือฝึกปราณ จะเห็นว่าเรามีจังหวะการหายใจเข้าออกเร็ว เรามีการกลั้นลมหายใจชั่วครู่ (ของ Wim Hof ไม่ครู่ค่ะ กลั้นเป็นนาทีเลย แต่ฝึกสม่ำเสมอทำได้นะ) เกิดอะไรขึ้นในร่างกายเราในสถานการณ์เช่นนี้ เราจึงต้องมาเข้าใจธรรมชาติเรื่องหนึ่งก่อน
สิ่งที่ปรมาจารย์ท่านหนึ่งคือ Dylan Werner กล่าวไว้ในหนังสือ Illuminated Breath ว่า “หลังจากผมได้กลั้นลมหายใจค้างไว้และวัดระดับออกซิเจนในเลือดพบว่า ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนไม่ได้ต่ำลงเลยจนกระทั่งผมกลั้นลมหายใจถึงสามนาที ผมจึงต้องกลับมาหายใจอีกครั้ง”
เกิดอะไรขึ้น.....ทำไม Dylan จึงกลั้นหายใจได้ถึงสามนาที หากระดับออกซิเจนในเลือดไม่ต่ำลงนั่นหมายความว่า ฮีโมลโกลบินบนเม็ดเลือดแดงต้องเกิดการปรับตัวบางอย่างขึ้นแน่นอน นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบิล ชื่อ Christian Bohrth ได้อธิบายปรากฏการณ์นี้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2447 (แม่เจ้ารู้มาร้อยกว่าปีแล้ว) เขากล่าวว่าความสามารถในการจับออกซิเจนของฮีโมโกลบินนั้นแปรผกผันกับความเป็นกรดและความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ แปลง่าย ๆ ว่า ถ้าเลือดเป็นกรดฮีโมโกลบินจะปล่อยออกซิเจนมาชดเชยกันเราตาย และนี่แหละคือที่มาของ The Bohr effect
การกลั้นลมหายใจ.....ทางปราณยามะเชื่อว่า เป็นการเค้นเอาศักยภาพของฮีโมโกลบินให้ปล่อยออกซิเจนออกมา หรือแม้แต่ขณะที่เราออกกำลังกายเมื่อคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นจากเนื้อเยื่อนอกจากฮีโมโกลบินปล่อยออกซิเจนได้ดีแล้ว ส่วนหนึ่งของกรดจะกระตุ้นให้เราเพิ่มอัตราการหายใจด้วย ดังนั้นผู้ฝึกปราณหรือ Wim Hof ในการกลั้นลมหายใจจึงต้องการผลของ The Bohr effect และทำให้ร่างกายปรับแบบแผนการหายใจได้ดีขึ้นเมื่อฝึกฝนจนชำนาญ และเมื่อท่านจำได้ว่าทำไมคนที่หายใจถี่หรือ hyperventilation เราจึงแก้ไขด้วยการให้เข้าคลุมถุงพลาสติกครอบจมูกนั่นเพราะเราต้องการให้ระดับคาร์บอนได้ออกไซด์เพิ่มขึ้นลดความเป็นด่าง ซึ่งจะลดการเกร็งหรือมือจีบได้นั่นเอง
คุณค่าของคาร์บอนไดออกไซด์ยังช่วยขยายหลอดลมให้เราหายใจได้โล่ง ถ้าเราได้เรียนระบบประสาทอัตโนมัติเราจะเข้าใจว่า การขยายของหลอดลมอาศัยระบบประสาท sympathetic (ถ้าไม่งั้นเราจะด่าไม่ทันคนอื่นค่ะ) และยังช่วยให้หลอดเลือดเกิดการขยายตัวได้ด้วย นั่นหมายความว่า สามารถช่วยลดความดันเลือดและยอมให้เลือดไหลเวียนไปยังปลายแขนและขาได้ดีขึ้นลดการทำงานของหัวใจ
ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราปล่อยให้คาร์บอนได้ออกไซด์ในเลือดมีระดับต่ำลง หรือ hypocapnia หลอดลมและเส้นเลือดจะหดตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองจะหดตัวส่งผลกระทบต่อการรับออกซิเจนของสมอง และนี่เองเราจึงเวียนหัว การกลั้นลมหายใจจึงบรรจุเป็นวิธีการปรับแบบแผนการหายใจเพื่อหวังผลจาก The Bohr effect
โลกแห่งวิชาการจะลึกล้ำไปเช่นไร แต่การค้นพบไม่ได้ชาญฉลาดไปกว่าการมีอยู่จริงของธรรมชาติ การค้นพบความจริงจากลมหายใจ ไม่สามารถกระทำได้ด้วยการอ่าน แต่ท่านจะพบได้ด้วยการหายใจอย่างรู้ตื่น เมื่อท่านรู้ตื่น สักวันท่านจะรู้เบิกบาน
สิ่งใดเป็นกุศลจากงานเขียนชิ้นนี้ ฉันขอให้ความดีนั้นคุ้มครองท่านผู้อ่าน แม้ว่าเราอาจมีศาสนาที่แตกต่างกัน แต่ลมหายใจของเรามีออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์เหมือนกัน
ทุกข์จึงไม่มี ทุกข์พุทธ ทุกข์ฮินดู หรือทุกข์อิสลาม ความรักก็ไม่มีศาสนาเช่นกัน
รักแท้มีอยู่จริง......กราบครูดังตฤณในความรักที่งดงามของท่าน และการนำทางฉันมาส่งสู่ถนนของรักแท้ที่วางเงื่อนไขทุกอย่างลงอย่างทะนุถนอม
บรรณานุกรม
Chaitow L, DeLany J. Clinical application of neuromuscular tecniques. Churchill livingstone, London, 2008.
Werner D. Illuminated breath. Victoru Belt Publishing Inc, 2021.

*************************************************************************************************

Episode 286 บทบาทของ Nitric oxide กับการหายใจ (ปราณ)
องค์ความรู้จากการค้นพบ.....วงการวิชาการตื่นตะลึงเพราะเป็นเรื่องใหม่
แต่สำหรับธรรมชาติแล้ว....สิ่งเหล่านั้นมีอยู่แล้วมิใช่เรื่องใหม่ แต่การพบเจอใหม่หากนำมาประยุกต์ใช้ให้ถูกทางย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายของเราและของผู้อื่นได้
เหมือนตัวละครหนึ่งคือ ไนตริกออกไซด์ หรือ NO
แม้ว่าเขามีอยู่ในร่างกายของเราและมีบทบาทหน้าที่ของเขาชัดเจน แต่เราค้นพบเขาเมื่อไม่นานมานี้เอง คือ ราวปี ค.ศ. 1987 นักวิทยาศาสตร์พบว่า NO คือโมเลกุลแห่งชีวิต ถ้าเราขาด NO ชีวิตของเราอาจต้องพบกับโรคร้ายหลายชนิดที่เกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจได้ (ประเด็นนี้แพทย์จะสามารถคลี่คลายได้อย่างงดงาม)
“เขามีคุณแก่เราอย่างไร?”
เด่นที่สุด น่าจะเป็นคุณสมบัติในการลดความดันเลือด เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นและอาจมีผลป้องกันการแตกของหลอดเลือดในสมอง หรือป้องกันการเสื่อมสภาพของกล้ามเนื้อหัวใจจากการขาดเลือดได้ นั่นเป็นเพราะนิสัยของเขาคือ เป็นสารขยายหลอดเลือด บทบาทหน้าที่ของ NO มีหลากหลายมากและยากจะเขียนให้จบในตอนเดียวได้ ดังนั้นฉันขอมุ่งประเด็นไปยังการหายใจกับ NO เท่านั้น
ฉันขอสรุปเป็นเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการหายใจเป็นข้อ ๆ ดังนี้นะจ๊ะ
1. ถ้าใครได้อ่านตอนที่ 285 เรื่อง The Bohr Effect คงจำได้ว่า carbon dioxide เป็นปัจจัยกระตุ้นให้ฮีโมโกลบินปล่อยออกซิเจนให้เซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนเราฝึกกักหรือกลั้นลมหายใจ เช่นกัน NO เป็นผู้ช่วยของ CO2 ทำให้เซลล์ใช้ออกซิเจนเพิ่มขึ้นถึง 20 %
2. NO มีผลคลายกล้ามเนื้อเรียบที่บุอยู่บริเวณผนังหลอดเลือดและช่วยทำให้หลอดเลือดเกิดการขยายตัว จึงมีผลต่อการควบคุมและลดความดันเลือด นอกจากนั้น NO มีผลทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่นจึงทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นเช่นกัน (ใครสนใจรายละเอียดต้องไปศึกษาการสังเคราะห์ NO ผ่าน Nitric oxide synthase จ้า)
3. บาง paper กล่าวถึงผลของ NO ว่าช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอล ลดการสร้างคราบในรูของหลอดเลือด จึงมีส่วนป้องกันหลอดเลือดอุดตันและช่วยป้องกันอาการหัวใจขาดเลือดได้ เพราะจากการศึกษาส่วนหนึ่งพบว่า ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาความดันเลือดสูงและโรคหัวใจจะมีระดับ NO ต่ำ จึงทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอัมพาตครึ่งซีกจากปัญหาหลอดเลือดในสมองแตกได้
4. และมีงานวิจัยที่เสนอแนวคิดว่า หากผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อโรคในข้อสาม ได้ฝึกปราณ หรือฝึกการหายใจที่ดีจะมีผลต่อการเพิ่ม NO ได้ (กลไกในการเพิ่มท้าทายให้ฉันอ่าน paper นับสามสิบเรื่องตามมา) สิ่งที่ให้ฉันสนใจมากคือ เราเพิ่ม NO จากอาหาร หรือจากการออกกำลังกาย หรือการหายใจ หรือทั้งหมด อยากรู้มากกกกกก
5. ด้วยธรรมชาติที่เป็นสารขยายหลอดเลือด คุณประโยชน์อีกด้านหนึ่งของ NO คือ ช่วยเพิ่มเลือดและออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อที่หดตัวในขณะที่มีการเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย รวมถึงทุเลาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อจากการคั่งของกรดแลคติก และอาการปวดกล้ามเนื้อจากการบาดเจ็บหรือ Delayed-onset muscle soreness (DOMs) ในระยะการต้านอนุมูลอิสระ (การแบ่งระยะสามช่วงของ DOMs ได้ลงไว้ในตอนก่อนเรียบร้อยแล้ว)
6. ฉันได้ติดตามการหายใจของโยคะเรื่อง การฝึกปราณยามะเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเพิ่ม NO ด้วยเทคนิค Bee humming คือ ใช้นิ้วอุดหูสองข้าง หายใจเข้าและเมื่อหายใจออกให้ฮัมแบบปิดปาก แรงสั่นสะเทือนไปตามกะโหลกศีรษะทำให้หลอดเลือดเล็ก ๆ ที่บุดตามผนัง sinus ในกะโหลกสร้าง NO ออกมา อีกวิธีหนึ่งคือ Alternative nostril breathing หรือหายใจด้วยจมูกทีละด้านสลับกัน เป็นที่น่าเสียดาย ที่ยังขาด paper อธิบายกลไกการสร้าง NO ที่ชัดเจน ฉันสัญญาว่าจะพยายามติดตามเนื้อหาส่วนนี้มาให้มากที่สุด
7. งานวิจัยส่วนหนึ่งกล่าวให้ NO มีหน้าที่คล้ายสารสื่อประสาทหรือ neurotransmitter และพบว่าการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทดีขึ้น เกิด neuroplasticity ง่ายขึ้น นั่นหมายถึง NO อาจมีผลต่อการเพิ่มความจำ การเรียนรู้ ก็ย่อมได้
8. ทางปราณยามะวิถี ไม่นิยมการหายใจด้วยปาก และมี paper ที่อธิบายว่า การหายใจเข้าทางปากจะสร้าง NO ได้น้อยกว่าการหายใจเข้าออกทางจมูก และพบว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการหายใจเข้าออกช้ากับเร็ว การหายใจช้า ๆ มีผลต่อการต่อความผ่อนคลายและลดความแรงของระบบประสาท sympathetic ได้
เรื่องราวของ NO ยังมีอีกมากมายแต่ไม่สามารถเขียนลงได้ในตอนเดียว หัวข้อต่อไปที่อยากจะเขียนคือ NO กับความเครียด เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากจ้ะ ส่วนที่ไกลตัวออกไปคือผลการขยายหลอดเลือดของ NO กับอารมณ์ทางเพศที่เกี่ยวข้องกับไวอะกร้า ฉันขอมิกล่าวถึงก็แล้วกัน
ส่วนที่ฉันสนใจคือ
1. การรับประทานที่เกี่ยวข้องกับกรดอะมิโน arginine มีผลต่อการเพิ่ม NO ได้อย่างไร
2. การออกกำลังกายและการฝึกปราณเพิ่ม NO ได้ด้วยกลไกใด
แต่ที่หัวใจฉันอิ่มมากคือ การหายใจเป็นมหัศจรรย์แห่งการตื่นรู้
สองประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่ฉันจะเสาะแสวงมาเล่าจากการเรียนกับท่าน Wim Hof ให้ได้ และไม่นานฉันอาจจะได้รู้ว่า หลังการทำ myofascial release แล้วตามด้วยปราณจะแจ่มแจ๋วอย่างไร ในแง่การลดปัจจัยกระตุ้นจุดกดเจ็บไก รออ่านนะจ๊ะ
บรรณานุกรม
Anbar, M., 1995. Nitric oxide: a synchronizing chemical messenger. Experientia 51, 545–550.
Andersson, K.E., 2003. Erectile physiological and pathophysiological pathways involved in erectile dysfunction. J. Urol. 170, S6–S13.
Arancio, O., Kiebler, M., Lee, C.J., Lev-Ram, V., Tsien, R.Y., Kandel, E.R., Hawkins, R.D., 1996. Nitric oxide acts directly in the presynaptic neuron to produce long-term potentiation in cultured hippocampal neurons. Cell 87, 1025–1035.
Bogdanov, M.B., Wurtman, R.J., 1997. Possible involvement of nitric oxide in NMDAinduced glutamate release in the rat striatum: an in vivo microdialysis study. Neurosci. Lett. 221, 197–201.
Boulton, C.L., Southam, E., Garthwaite, J., 1995. Nitric oxide-dependent long-term potentiation is blocked by a specific inhibitor of soluble guanylyl cyclase. Neuroscience 69, 699–703.
Bredt, D.S., Hwang, P.M., Snyder, S.H., 1990. Localization of nitric oxide synthase indicating a neural role for nitric oxide. Nature 347, 768–770.
Bredt, D.S., Snyder, S.H., 1990. Isolation of nitric oxide synthetase, a calmodulinrequiring enzyme. Proc. Natl. Acad. Sci. U.S.A. 87, 682–685.
Brenman, J.E., Bredt, D.S., 1997. Synaptic signaling by nitric oxide. Curr. Opin. Neurobiol. 7, 374–378. Briggs, C.A., 1992.

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “การแพทย์และสุขศึกษา (โรคภัย, การป้องกัน การรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ, เทคโนโลยีทางการแพทย์)”