โรคความดันเลือดสูง (vdo หมอสันต์ชุดรักษาโรคด้วยตัวเอง)

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

โรคความดันเลือดสูง (vdo หมอสันต์ชุดรักษาโรคด้วยตัวเอง)

โพสต์ โดย siri » พฤหัสฯ. ม.ค. 28, 2021 3:17 pm

Ep3: โรคความดันเลือดสูง (vdo หมอสันต์ชุดรักษาโรคด้วยตัวเอง)

.
สวัสดีครับ ผม สันต์ ใจยอดศิลป์ นะครับ

เทปนี้เป็น episode ที่ 3 ในชุดรักษาโรคด้วยตัวเอง ครั้งนี้เราจะคุยกันถึงเรื่องการรักษาโรคความดันเลือดสูง ท่านอาจจะเคยเข้าใจว่าโรคความดันเลือดสูงต้องให้หมอรักษาให้เท่านั้น นั่นเป็นความเข้าใจผิดนะครับ

90% ของโรคนี้เป็นส่วนที่ตัวผู้ป่วยเป็นผู้รักษา เพราะโรคความดันเลือดสูงเกิดจากอาหารและการใช้ชีวิต การจะแก้ต้นเหตุต้องแก้ที่อาหารและการใช้ชีวิต ส่วนที่หมอจะเป็นผู้รักษาให้นั้นเป็นเพียง 10% ของโรค ซึ่งเป็นส่วนการใช้ยาแก้ปลายเหตุและการรักษาภาวะแทรกซ้อน เพราะว่าในปัจจุบันนี้เราไม่มียาอะไรที่จะไปรักษาให้โรคความดันเลือดสูงหายได้ น้ำหนักจึงมาตกที่การรักษาด้วยตนเองที่เราจะคุยกันในวันนี้เป็นเรื่องหลัก

.
A. ความดันเลือดคืออะไร

ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับความดันเลือดหน่อย มันคือแรงดันที่เพิ่มขึ้นในหลอดเลือดขณะที่หัวใจอัดเลือดเข้าไปในระบบหลอดเลือด ซึ่งวัดออกมาได้สองค่า คือ ความดันตัวบน (systolic BP) ซึ่งวัดขณะหัวใจบีบตัว และความดันตัวล่าง (diastolic pressure) ซึ่งวัดขณะหัวใจคลายตัว

นิยามโรคความดันเลือดสูง

+ ความดันเลือดปกติ (normal BP) คือเมื่อความดันเลือดต่ำกว่า 120/80 มม.
+ ความดันเพิ่มขึ้น (elevated BP) คือเมื่อความดันสูงผิดปกติแต่ยังต่ำกว่า 130/80
+ เป็นโรคความดันเลือดสูงระยะที่หนึ่ง เมื่อความดันสูงตั้งแต่ 130/80 ขึ้นไป แต่ไม่ถึง 140/90
+ เป็นโรคความดันสูงระยะที่สอง เมื่อความดันเลือดสูงตั้งแต่ 140/90 ขึ้นไปแต่ไม่ถึง 180/120
+ เป็นโรคความดันสูงวิกฤติ (Hypertensive crisis) เมื่อความด้นสูงตั้งแต่ 180/120 ขึ้นไป

.
B. การวินิจฉัยความดันเลือดสูง

โรคความดันเลือดสูงสามารถวินิจฉัยด้วยตนเองที่บ้านได้ โดยการวัดความดันเลือดด้วยเครื่องวัดความดันแบบอัตโนมัติ ที่ได้รับการรับรองจาก อย.แล้ว งานวิจัย PAMELA พบว่า การวัดความดันที่บ้านและที่โรงพยาบาลมีความแม่นยำที่ประเมินจากความสัมพันธ์กับการดำเนินของโรคไม่ต่างกัน ในการวัดความดันควรวัดอย่างน้อยสองรอบ ห่างกันอย่างน้อยสองสัปดาห์

.
C. วิธีวัดความดันด้วยตนเองที่บ้าน

นี่เป็นเครื่องวัดความดันอัตโนมัติ ซึ่งผมแนะนำมากว่า คนเป็นความดันเลือดสูงควรจะซื้อไว้ เพราะมันเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากถ้ารู้จักใช้ ก่อนอื่นมาเรียนวิธีวัดความดันด้วยตัวเอง ผมจะทำให้ดูนะ

1. จะต้องงดสูบบุหรี่และงดดื่มกาแฟอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงก่อนการวัดความดัน กาแฟไม่มีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคความดันเลือดสูง แต่การดื่มกาแฟก่อนวัดความดันจะทำให้ได้ค่าความดันสูงกว่าความเป็นจริง

2. เข้าห้องสุขา ขับถ่ายปัสสาวะอุจจาระให้เรียบร้อยก่อนวัดความดัน เพราะความดันเลือดจะสูงกว่าความเป็นจริงหากกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระ

3. ไม่ควรรีบวัดความดันเมื่อเพิ่งเดินทางมาถึง หรือเมื่อเพิ่งออกกำลังกายมาใหม่ๆ การออกกำลังกายมีผลต่อความดันเลือดได้สองทาง คือ ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้นหากเป็นการออกแรงแบบรีบร้อนลนลาน หรือทำให้ความดันเลือดลดลง หากเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับหนักพอควรแต่ผ่อนคลาย

4. ในการวัดความดันให้นั่งหลังตรง แขนพาดบนโต๊ะ

5. ถลกแขนเสื้อขึ้นให้พ้นแขนข้างที่จะวัด การวัดทั้งๆที่สวมเสื้อแขนยาวอยู่ หากเป็นเสื้อที่ตัดเย็บจากผ้าหนา ผลของความดันที่ได้จะต่ำกว่าความเป็นจริง

6. เอาคัฟพองลม (cuff) พันรอบแขนส่วนต้น ให้คัฟอยู่ระหว่างข้อศอกและรักแร้

7. หายใจเข้าออกธรรมดา ไม่ต้องกลั้นหายใจ

8. กดปุ่มวัด (ON) แล้วรอให้เครื่องทำงาน ซึ่งใช้เวลานานประมาณหนึ่งนาที เมื่อทำงานจบแล้ว เครื่องจะรายงานออกมาเป็นตัวเลข 3 ตัว คือ (1) ความดันตัวบน (2) ความดันตัวล่าง (3) ชีพจร (อัตราการเต้นของหัวใจ) ให้จดบันทึกค่าทั้งสามไว้

9. กดปุ่มวัดรอบต่อไป ทำอย่างนี้จนครบสามรอบ

10. เอาค่าที่ได้จากสามรอบมาหารเฉลี่ย มีวิธีเฉลี่ยหลายแบบ แบบที่นิยมกันมากคือ เอาค่าวัดครั้งแรกทิ้งไปก่อน เอาค่าที่สองกับค่าที่สามมาบวกกัน และหารสองออกมาเป็นค่าเฉลี่ย

หรือจะให้ง่ายกว่านั้น ท่านเลือกเอาค่าที่ท่านพอใจที่สุดก็ได้ นั่นก็คือ เอาค่าที่วัดได้ต่ำที่สุดนั่นแหละเป็นค่าจริง เพราะความดันเลือดที่สัมพันธ์กับจุดจบที่เลวร้ายของโรคคือ ความดันเส้นพื้นฐาน base line หมายความว่าความดันที่ไม่ได้เกิดจากอะไรกระตุ้นระหว่างทำกิจกรรมหรือระหว่างการวัด ดังนั้นการเลือกใช้ค่าต่ำที่สุดก็เป็นวิธีที่ยอมรับได้เหมือนกัน

11. ไม่จำเป็นต้องวัดความดันบ่อยเกินไป หากอยู่ในระหว่างการรักษาเปลี่ยนยาลดความดัน ให้วัดความดันหนึ่งครั้งต่อสองสัปดาห์ หากความดันคงที่แล้วและไม่มีแผนจะเปลี่ยนขนาดยา ให้วัดเดือนละครั้งก็พอ สำหรับคนที่ผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคความดันเลือดสูง วัดปีละครั้งก็พอ

.
D. วิธีรักษาโรคความดันเลือดสูงด้วยตัวเอง

การรักษาโรคความดันเลือดสูง เริ่มต้นด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตเสมอ ไม่ใช่เริ่มต้นด้วยยา การปรับเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตเพื่อรักษาความดันเลือดสูงทำได้โดย

1. กรณีที่มีน้ำหนักเกิน หรือเป็นโรคอ้วน ให้มุ่งที่การลดน้ำหนักลง คนเป็นโรคความดันเลือดสูงให้ถือคติว่า ผอมดีกว่าอ้วน คนที่น้ำหนักเกินหรืออ้วน หากลดน้ำหนักลงได้ 10 กก. ความดันตัวบนจะลดลงได้สูงสุดถึง 20 มม.

2. ต้องเปลี่ยนอาหาร เพราะโรคความดันเลือดสูงเป็นโรคที่เกิดจากอาหาร จึงต้องเปลี่ยนอาหารที่กินอยู่เดิม มากินอาหารที่มีไขมันต่ำมีแคลอรี่ต่ำและมีผักผลไม้มากๆ หากกินอาหารมังสะวิรัติเลยได้ยิ่งดี

สถาบันสุขภาพแห่งชาติอเมริกันได้วิจัยอาหารลดความดัน (DASH diet) ที่เน้นการกินผักผลไม้ ถั่ว นัท และกินอาหารโปรตีนที่ไม่มีไขมันติดมาด้วย รวมทั้งปลา อาหารทะเล นมไร้ไขมัน โดยลดน้ำมันและน้ำตาลลงเหลือแต่น้อย อาหารชนิดนี้เป็นอาหารยอดนิยมติดต่อกันมาหลายปี และงานวิจัยอาหารแบบนี้พบว่าช่วยลดความดันตัวบนลงได้ถึง 14 มม.

นอกจากนี้ควรสนใจอาหารพืชที่ลดความดันได้โดดเด่น เช่น แฟล็กซีด (ป่นสองกินช้อนโต๊ะต่อวันลดความดันตัวบนได้สูงสุด 15 มม), บีทรูท (น้ำปั่น 500 ซีซี.วันละสองครั้ง ลดความดันตัวบนได้ 5 มม.), ผักชีฝรั่ง เป็นต้น คนเป็นโรคความดันเลือดสูงควรกินอาหารในกลุ่มนี้เป็นอาหารประจำวัน

3. เริ่มต้นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กล่าวคือ

3.1) ออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว วิ่งจ๊อกกิ้ง เต้น ทำงานขุดดินทำสวน ให้ถึงระดับหนักพอควร คือ ออกแรงให้มีอาการหอบเหนื่อยแฮ่กๆ จนร้องเพลงไม่ได้ แต่ยังพูดได้ สัปดาห์ละอย่างน้อย 150 นาที

3.2) ออกกำลังกายแบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หรือเล่นกล้าม อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ในแต่ละครั้งควรได้ฝึกความแข็งแรงของกลุ่มกล้ามเนื้อสำคัญทุกกลุ่ม โดยใช้ท่าฝึกกล้ามเนื้อแบบมาตรฐาน แต่ละท่าทำอย่างน้อย 1-3 เซ็ต แต่ละเซ็ททำซ้ำอย่างน้อย 8-15 ครั้ง

3.3) ในกรณีที่เป็นผู้สูงวัย ควรเพิ่มการออกกำลังกายเพื่อเสริมการทรงตัวไปด้วย

3.4) เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตให้มีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวทั้งวัน โดยอาจใช้วิธีติดเครื่องนับก้าวไว้เตือนตัวเองให้เคลื่อนไหว ในแต่ละวันควรเคลื่อนไหวได้วันละประมาณ 10,000 – 15,000 ก้าว หรือมากกว่านั้นยิ่งดี
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความดันตัวบนลงได้ถึง 9 มม.

4. การลดเกลือในอาหารลงให้เหลือระดับจืดสนิท (ไม่เกิน 1500 กรัมของเกลือแกงต่อวัน) จะลดความดันตัวบนลงได้มากถึง 8 มม. นอกจากนี้ควรพิจารณาการทดแทนเกลือแกง (โซเดียม) ด้วยเกลือลดความดัน (โปตัสเซียม) อนึ่ง เนื่องจากโปตัสเซียมมีมากในอาหารผักผลไม้ การกินผักผลไม้ให้มากขึ้นก็เป็นวิธีได้เกลือโปตัสเซียมอีกทางหนึ่ง

5. ถ้าดื่มแอลกอฮอล์อยู่มากกว่าวันละสองดริ๊งค์ ให้ลดลงมาเหลือระดับไม่เกินวันละสองดริ๊งค์ หรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์ไปเลย จะลดความดันตัวบนลงได้อีกถึง 4 มม.

6. เริ่มลงมือจัดการความเครียดของตัวเองอย่างเป็นระบบ เพราะความดันเลือดสูงส่วนหนึ่งเป็นผลจากการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติซึ่งผูกโยงอยู่กับการสนองตอบต่อสิ่งคุกคาม เมื่อเครียดความดันเลือดก็สูงขึ้น

การจัดการความเครียดให้เน้นที่การฝึกวางความคิด ด้วยเทคนิคเช่น
(1) การผ่อนคลายกล้ามเนื้อร่างกาย
(2) การดึงความสนใจออกมาจากความคิด
(3) การเอาความสนใจจดจ่อที่ลมหายใจ
(4) การเอาความสนใจจดจ่อที่ความรู้สึกบนผิวกาย
(5) การกระตุ้นตัวเองให้ตื่นอยู่เสมอ
(6) การยอมรับทุกอย่างตามที่มันเป็น
(7) การสอบสวนความคิดเพื่อทิ้งความคิด
(8) การฝึกสมาธิ
(8) การฝึกรำมวยจีน
(9) การฝึกโยคะภาวนา

.
E. หลักฐานวิจัยสนับสนุนให้มุ่งลดความดันเลือดด้วยการเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตแทนการใช้ยา เช่น

งานวิจัยความเสี่ยงโรคหัวใจคนหนุ่มสาว (CARDIA)[1] ซึ่งตามดูคนหนุ่มสาว 5,115 คน นาน 15 ปี พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างการกินพืช (ธัญพืชไม่ขัดสี ผัก ผลไม้ ถั่ว นัท) กับการลดความดันเลือด เป็นความสัมพันธ์แบบยิ่งกินมากยิ่งลดมาก (dose dependent) ขณะเดียวกันก็พบความสัมพันธ์ในทางตรงข้ามกับการบริโภคเนื้อสัตว์ คือยิ่งกินเนื้อสัตว์มาก ยิ่งมีความดันเลือดสูงขึ้นมาก

งานวิจัยในยุโรป (EPIC trial)[2] ซึ่งวิเคราะห์คนอังกฤษ 11,004 คนพบว่าในบรรดาคนสี่กลุ่ม คือกลุ่มกินเนื้อสัตว์ กลุ่มกินปลา กลุ่มมังสะวิรัติ กลุ่มกินเจ (vegan) พบว่ากลุ่มกินเนื้อสัตว์มีความดันสูงสุด กลุ่มกินเจหรือ vegan มีความดันต่ำสุด

งานวิจัยยำรวมข้อมูลติดตามสุขภาพพยาบาล (NHS) และบุคลากรแพทย์ (HPFS) ของฮาร์วาร์ด [3] ซึ่งมีคนถูกติดตาม 188,518 คน (2,936,359 คนปี) พบว่าการกินเนื้อสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งปูปลากุ้งหอยเป็ดไก่ไข่นม ล้วนสัมพันธ์กับการเป็นความดันเลือดสูง

.
F. การบริหารยาความดันเลือดสูงด้วยตนเอง

รักษาความดันเลือดสูงด้วยยาเป็นสิ่งจำเป็น หากมีเหตุให้ปรับวิธีใช้ชีวิตไม่สำเร็จหรือทำแล้วยังไม่สามารถลดความดันเลือดลงมาอยู่ในระดับปกติได้ การสั่งการรักษาด้วยยาทำโดยแพทย์เท่านั้น แต่ผู้ป่วยควรร่วมบริหารยาที่แพทย์สั่งด้วยตนเองเพื่อให้ได้ผลจากการใช้ยาสูงสุด

งานวิจัยของฮาร์วาร์ด [4] ได้ทำการทดลองรักษาความดันเลือดสูงโดยเอาบ้านของผู้ป่วยเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เอาโรงพยาบาลเป็นที่ตั้ง (home based treatment) ให้ผู้ป่วยวัดความดันตัวเองที่บ้านแล้วสื่อสารผ่านโทรศัพท์ หรือ on line กับผู้ช่วยแพทย์ทุกสองสัปดาห์เพื่อปรับยาโดยไม่ต้องนัดคนไข้มาโรงพยาบาล พบว่าวิธีนี้อัตราการควบคุมความดันเลือดได้สำเร็จเพิ่มจาก 50% หากรักษาในโรงพยาบาล ขึ้นมาเป็น 81% เมื่อรักษาที่บ้าน นี่นับว่าเป็นวิธีรักษาความดันเลือดสูงที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดเท่าที่มีรายงานไว้ในวารสารการแพทย์ทั่วโลก

.
G. วิธีที่ผู้ป่วยจะช่วยบริหารยาลดความดันของตัวเองคู่ขนานไปกับการปรับเปลี่ยนวิธีใช้ชืวิต คือ

1. จะต้องทราบว่าตัวเองกินยาชื่ออะไรอยู่บ้าง แต่ละตัวกินขนาดเท่าใด และแต่ละตัวมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง เพราะผลข้างเคียงของยาลดความดันมักจะรุนแรง เช่น เป็นลมหมดสติ หรือลื่นตกหกล้มกระดูกหัก เป็นต้น

2. วัดความดันเลือดตนเองที่บ้านทุกสองสัปดาห์

3. จะต้องเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตก่อนที่จะคิดลดยา คือ เปลี่ยนอาหาร ออกกำลังกาย จัดการความเครียด นำหน้าการลดยา จนเมื่อวัดความดันแล้วพบว่า ลงมาต่ำอยู่ในระดับปกติอย่างต่อเนื่องจึงค่อยเริ่มการลดยา

4. เมื่อความดันลงมาอยู่ในระดับปกติ (ต่ำกว่า 120/80) ต่อเนื่องกันเกิน 2 สัปดาห์ ให้ทดลองลดยาลดความดันลง โดยลดทีละตัว ตัวที่ลดให้ลดที่ละครึ่งโดส

เช่น เดิมกินเม็ดละ 25 มก. วันละเม็ด ก็ลดเหลือครึ่งเม็ด เป็นต้น แล้วกินยาในขนาดใหม่ไปนาน 2 สัปดาห์ แล้ววัดความดันเพื่อประเมินผล หากความดันยังอยู่ในเกณฑ์ปกติก็ลดขนาดลงไปอีกครึ่งหนึ่ง เช่น เหลือครึ่งเม็ดวันเว้นวัน แล้วอีก 2 สัปดาห์วัดความดันเพื่อประเมินผลอีก หากความดันยังอยู่ในเกณฑ์ปกติก็เลิกยาตัวนั้นไปได้ แล้วตามวัดดูอีกเมื่อครบ 2 สัปดาห์ หากความดันยังปกติก็เริ่มลดยาตัวที่สอง เป็นต้น

5. ไม่ควรลดหรือเปลี่ยนขนาดยาภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ก่อนครบกำหนดนัดไปพบแพทย์

6. เมื่อไปพบแพทย์ทุกครั้ง จะต้องแจ้งให้แพทย์ทราบอย่างละเอียดว่า 2 สัปดาห์ก่อนหน้านั้นกินยาอยู่กี่อย่าง อย่างละกี่ มก.

7. ในกรณีที่วัดความดันที่บ้านได้ขึ้นๆลงๆในวันเดียวกัน ขึ้นก็สูงมาก ลงก็ต่ำมาก เมื่อครบกำหนดไปพบแพทย์ให้แสดงผลการวัดนั้นให้แพทย์ทราบด้วย เพราะมันเป็นหลักฐานอย่างดีที่แสดงถึงการผันแปรความดันในแต่ละวัน (diurnal variation) ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน

นี่เป็นข้อมูลชี้เบาะแสว่า คนไข้สูงอายุที่ความดันผันแปรมากจะมีโอกาสจะลื่นตกหกล้มกระดูกหักมาก หากแพทย์พยายามที่จะเอาความดันเลือดช่วงที่ขึ้นสูงลงมาต่ำมากเกินไป คนไข้อย่างนี้แพทย์จะยอมรับให้ความดันเลือดอยู่ไปทางข้างสูงเพราะกลุ่มนี้ลื่นตกหกล้มง่าย

อนึ่ง ในการบริหารยาในผู้สุงอายุ ควรระวังไม่ให้ขนาดยามากเกินอันจะมีผลให้ความดันเลือดตกมากเกินไป กล่าวคือ วิจัยหนึ่งชื่อ JATOS trial [6] ได้เอาคนเป็นความดันเลือดสูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมาราว 4,400 คน จับฉลากแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละ 2200 คน กลุ่มหนึ่งคุมเข้มให้ความดันตัวบนต่ำกว่า 140 มม. อีกกลุ่มหนึ่งปล่อยให้ขึ้นไปสูงกว่า 140 มม. แต่ไม่เกิน 150 มม. แล้วติดตามการป่วยและการตายไปสองปี ปรากฏว่าการป่วยและการตายไม่ได้ต่างกันเลย แถมตอนท้ายๆของงานวิจัยพวกที่ปล่อยให้ความดันสูงขึ้นไปถึง 150 ดูจะป่วยและตายน้อยกว่าเสียอีก

อีกงานวิจัยหนึ่ง ชื่องานวิจัย VALISH [7] เขาเอาคนเป็นความดันสูงอายุเกิน 60 ปี มาสามพันกว่าคน จับฉลากแบ่งเป็นสองกลุ่มๆละ 1,630 คน กลุ่มหนึ่งกดความดันไว้ไม่ให้เกิน 140 มม. อีกกลุ่มหนึ่งปล่อยขึ้นไปได้ถึง 150 เช่นกัน แต่คราวนี้ตามดูถึงสามปี คราวนี้ผลแตกต่างกันชัดเจนว่า พวกที่หมอปล่อยให้ความดันสูงขึ้นไปได้ถึง 150 มม. ป่วยและตายน้อยกว่าพวกที่หมอกดความดันไว้ต่ำกว่า 140 มม.อย่างต่อเนื่อง

อีกงานวิจัยหนึ่ง [8] ที่ยืนยันว่าความดันตัวบนที่ต่ำกว่า 110 มม.ในคนสูงอายุนั้นต่ำเกินไปและเป็นอันตราย คือ งานวิจัยติดตามดูคนไข้ความดันเลือดสูงที่เอาประกันสุขภาพกับไกเซอร์เพอร์มาเนนเต้ในแคลิฟอร์เนียใต้ จำนวน 470,000 คนเป็นเวลานาน 1 ปี พบว่าคนไข้ที่วัดความดันตัวบนได้ต่ำกว่า 110 มม. แม้เพียงครั้งเดียว มีโอกาสลื่นตกหกล้มและเข้าห้องฉุกเฉินมากกว่าคนไข้ที่วัดความดันตัวบนได้สูงกว่า 110 มม.ทุกครั้งถึง 50%

หลักฐานผลเสียของการความดันเลือดในคนสูงอายุลงมาต่ำเกินไปนี้ ได้ถูกนำมาทำเป็นแนวปฏิบัติของคณะทำงานร่วมรักษาความดันเลือดสูง JNC8 [9] เมื่อปีค.ศ. 2014 (ซึ่งต่อมาถูกทดแทนด้วยแนวปฏิบัติใหม่ในปี 2017)

.
H. สรุป

วันนี้เราคุยกันถึงการรักษาโรคความดันเลือดสูงด้วยตัวเอง ตั้งแต่ทำความรู้จักว่าความดันมันเกิดจากไหน มีวิธีวัดอย่างไร เท่าใดจึงจะเรียกว่าสูง และเมื่อสูงแล้วเราต้องรักษาตัวเองอย่างไร ในกรณีที่ต้องใช้ยาเราต้องบริหารยาอย่างไร ทั้งหมดนี้ผมขอทวนซ้ำส่วนที่สำคัญที่สุดสองส่วนเท่านั้น

ส่วนที่หนึ่ง คือ การรักษาตัวเองเมื่อเป็นความดันเลือดสูง มีประเด็นสำคัญห้าอย่างคือ
(1) ลดน้ำหนัก ไม่ให้อ้วน
(2) ออกกำลังกาย
(3) กินอาหารที่มีพืชผักผลไม้เป็นหลักและมีไขมันต่ำ
(4) ลดเกลือในอาหารลง
(5) ถ้าดื่มแอลกอฮอล์มากให้ลดหรือเลิกซะ

ส่วนที่สอง คือการบริหารยาลดความดัน ซึ่งมีหลักว่า
(1) ต้องรู้ชื่อ ขนาด และผลข้างเคียงของยาทุกตัว
(2) ช่วงเปลี่ยนยาควรวัดความดันทุกสองสัปดาห์
(3) การจะลดยาต้องเปลี่ยนการกินการใช้ชีวิตจนความดันลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติก่อน จึงจะเริ่มลดยา
(4) ลดทีละตัว แต่ละตัวลดทีละครึ่ง แล้วทอดเวลาประเมินผลนาน 2 สัปดาห์ จนเหลือขนาดต่ำมากเช่นครึ่งเม็ดวันเว้นวันแล้วก็หยุดยา
(5) ก่อนไปหาหมอสองสัปดาห์ห้ามเปลี่ยนขนาดยา
(6) เมื่อไปหาหมอแล้วต้องบอกหมอว่าได้ลดหรือเลิกยาอะไรไปบ้างตั้งแต่เมื่อไหร่
(7) ถ้าความดันที่บ้านขึ้นๆลงๆมาก หรือต่างกับที่ รพ.มาก ต้องบอกหมอด้วย
(8) ถ้าอายุมากไม่ควรให้ความดันตัวบนลงต่ำกว่า 110 มม.

โอเค. เราคุยกันมานานพอควรแล้ว ได้เวลาจากกัน ไว้พบกันใน episode หน้า สวัสดีครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

.
https://youtu.be/zrukLuJhwqs

siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: โรคความดันเลือดสูง (vdo หมอสันต์ชุดรักษาโรคด้วยตัวเอง)

โพสต์ โดย siri » จันทร์ มี.ค. 08, 2021 7:10 pm

#เส้นเลือดสมองแตก #ความดันสูงต้องระวัง #อันตรายถึงชีวิต
ดูจากรูป ก็น่ากลัวแล้วใช่ไหมคะ⚡️ แต่ชีวิตจริง ทั้งคนไข้ และครอบครัว จะรู้เลยค่ะว่าโรคนี้มันน่ากลัวกว่าที่คิดมากจริง ๆ ค่ะ 🔥 เพราะไม่มีอะไรเตือนเลย เป็นแล้วหนักทันที 😟ถ้าโชคดีก็อาจกลับมาเกือบปกติได้ แต่ส่วนมากมักจะจบที่อัมพฤกษ์ อัมพาต และเสียชีวิตค่ะ⚡️

#สาเหตุของโรค
เกิดจากเส้นเลือดในสมองฉีกขาด ซึ่งเจอเยอะมากสุดจากคนที่ "ความดันโลหิตสูง"ค่ะ 🧐 ส่วนสาเหตุอื่น ๆ เช่นความผิดปกติของเส้นเลือด เส้นเลือดโป่งพอง จะเจอได้น้อยกว่าค่ะ
👉คนที่ความดันสูงมานาน ๆ เส้นเลือดจะหนาขึ้น แข็งขึ้น และเปราะขึ้น เหมือนท่อน้ำที่ใช้งานนาน ๆ แล้วมีแรงดันน้ำข้างในท่อเยอะ ๆ 💦 พอวันนึงที่มีส่วนนึงของท่อรับไม่ไหว หรือมีอะไรมากระตุ้นให้ความดันแรงขึ้นอีก ท่อก็จะแตกออก

#ความดันแค่ไหนทำให้เส้นเลือดแตก
ปกติความดันโลหิตจะมีตัวบน กับตัวล่าง คนทั่ว ๆ ไปความดันก็จะอยู่ประมาณ 120/80 ส่วนคนที่เส้นเลือดสมองแตก ความดันตัวบนมักจะขึ้นไปถึง 180-220
ดังนั้นในคนที่ความดันสูง แล้วคุมไม่ดี เช่น ปกติความดันอยู่ที่ 160 หากมีอะไรมากระตุ้นหน่อย เช่น กินเหล้า เครียด อดนอน ออกกำลังกายหนัก ๆ หรือลืมกินยา ความดันก็จะพุ่งเกิน 180 จนเส้นเลือดสมองแตกได้ทันทีค่ะ

#อาการที่ต้องรู้
ดูจากในรูป จะเห็นได้ว่า พอเลือดออกมาในสมอง จะไปกดเบียดเนื้อสมองอย่างรวดเร็ว ทำให้ความดันในสมองเพิ่มขึ้น คนไข้จึงมักมีอาการอย่างฉับพลันดังนี้ค่ะ
👉ปวดหัวมาก อาเจียนพุ่ง
👉แขนขาอ่อนแรง เดินไม่ได้
👉ปากเบี้ยว หน้าเบี้ยว
👉ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด พูดไม่รู้เรื่อง

#หากคนใกล้ตัวมีอาการต้องทำยังไง
ต้องบอกเลยว่า คนไข้ที่เส้นเลือดสมองแตกมักจะอยู่ในสภาวะที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก เดินไม่ได้ ปวดหัวรุนแรงมาก หรืออาจมีชักเกร็งกระตุกด้วย ญาติหรือคนใกล้ชิด จึงสำคัญมากที่จะต้องรีบพาส่ง รพ. ให้เร็วที่สุดค่ะ ดังนั้นเบอร์โทร 4 ตัวนี้จึงต้องจำให้ได้เลยค่ะ
⚡️⚡️1669⚡️⚡️
นึกอะไรไม่ออก ให้โทร 1669 ก่อนเลยค่ะ รีบถึง รพ.เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีค่ะ

#รักษายังไง
เมื่อถึง รพ. หมอจะให้ทำ CT scan ก่อนเลยค่ะ ถ้าสงสัยว่ามีปัญหาในสมอง ถ้าพบว่ามีเลือดออก ก็จะต้องรีบทำให้ความดันลงให้เร็วที่สุด และพิจารณาเรื่องการผ่าตัด หากคนไข้ซึมลง หรือเลือดออกเยอะมาก หรือสมองบวมมาก ก็ต้องรีบทำการผ่าตัดค่ะ แต่ในบางท่านก็อาจจะไม่ต้องผ่าตัด ขึ้นกับหลาย ๆ ปัจจัยค่ะ

#ทำได้ดีที่สุดคือป้องกัน
โรคนี้ถ้าเป็นแล้ว มักจะอาการหนัก และกระทบกับครอบครัวมาก ๆ เลยค่ะ ดังนั้นการป้องกันจึงสำคัญมาก ๆ ๆ ๆ จริง ๆ ค่ะ
ใครที่เป็นความดันโลหิตสูง ควรรักษาอย่างจริงจัง คุมความดันให้ได้ ควบคุมอาหาร ไม่ทานเค็ม ออกกำลังกาย นอนให้พอ หาวิธีลดความเครียด เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ กินยาความดันอย่างสม่ำเสมอ
ส่วนใครที่ความดันยังไม่สูงชัดเจน มีอาการปวดหัวเป็น ๆ หาย ๆ และหาสาเหตุไม่ได้ ก็อาจจะต้องทำ CT หรือ MRI สมอง เพื่อดูว่ามีหลอดเลือดผิดปกติที่จะเสี่ยงต่อการแตกหรือไม่ด้วยค่ะ

อ่านจบแล้ว ก็รีบไปเตือนคนที่รัก ที่ยังคุมความดันไม่ดีกันนะคะ 😊

หมอนุ่ม
พญ.ศุภมาศ วิบูรณ์สุขสันต์
แพทย์เฉพาะทางระบบประสาท

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “การแพทย์และสุขศึกษา (โรคภัย, การป้องกัน การรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ, เทคโนโลยีทางการแพทย์)”