Nice Guy Syndrome

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 939
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Nice Guy Syndrome

โพสต์ โดย siri » จันทร์ พ.ค. 03, 2021 12:43 am

"Nice Guy Syndrome" : คนแสนดีแต่ไม่มีความสุข และมักจะถูกถีบให้อยู่ใน Friend Zone เฉยเลย
.
1
เคยไหมครับที่เป็น “คนดี” แล้วเหนื่อยจัง ไม่มีความสุข
.
ไม่ได้จะบอกว่างั้นมาเป็นคนชั่วดีกว่าเพราะแฮปปี้จังเลยนะครับ แต่อยากพาคุณไปสำรวจความคิดของคนที่ดี๊ดี ทำเพื่อคนอื่นตลอด แต่...ไม่ยักกะมีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น
.
ขอแนะนำให้รู้จักกับ “Nice Guy Syndrome” ครับ
.
.
2
Dr. Robert Glover นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือ “No More Mr. Nice Guy” (2003) อธิบายว่า “Nice Guy” คือคนที่เอาความต้องการของคนอื่นเป็นที่ตั้งก่อนตัวเองเสมอ
.
คนแบบนี้จะหลีกเลี่ยงการปะทะหรือมีปัญหา อยากทำให้คนอื่นมีความสุข คอยซัพพอร์ททุกทาง
.
อ่านแล้วก็ดูดีใช่ไหมครับ นี่มันพระเอกชัด ๆ
.
แต่บอกเลยครับว่า ลึกๆ แล้วพระเอกคนนี้อยากจะตะโกนออกมาดังๆ ว่า “ไม่ไหวแล้วโว้ย!”
.
มาดูกันดีกว่าครับว่าเขาเจ็บปวดจากเรื่องไหน
.
.
3
คนที่เข้าข่าย NIce Guy Syndrome มักจะผูกความสุขของตัวเองที่คนอื่น
.
ความสุขของเขาต้องได้รับการรับรองจากคนอื่นก่อนถึงจะมีความสุขได้ ถ้าคนอื่นมีความสุข เขาถึงจะมีความสุขได้
.
เมื่อความสุขของเขาผูกติดที่คนอื่น ทำให้หลายครั้งเขาไม่ยอมบอกความต้องการของตัวเองให้ชัดเจน แต่เอาความต้องการของคนอื่นมาก่อน และก็ไม่ค่อยอยากจะปฏิเสธคนอื่นเท่าไร ทั้งๆ ที่มันขัดใจเขาอยู่ข้างใน
.
ลึกๆ แล้วที่เขาตามใจคนอื่นหมด เอาคนอื่นมาก่อนตัวเอง และไม่กล้าบอกความต้องการของตัวเอง เพราะเขากลัวที่จะไม่เป็นที่รัก กลัวว่าถ้าไม่ทำตามแล้วคนจะไม่รัก
.
คนทุกคนอยากเป็นที่รัก แต่วิธีการที่พี่ Nice Guy เลือกเพื่อให้เป็นที่รักคือการเชื่อว่าถ้าทำให้คนอื่นพอใจได้ เขาก็จะเป็นที่รัก
.
พอเลือกชอยส์ชีวิตแบบนี้ปุ๊บ เขาก็เลือกที่จะโคจรรอบความเป็นไปของคนอื่นเสมอ
.
ตามใจคนอื่นหมด ยกเว้นตามใจตัวเอง
.
แคร์ความรู้สึกของคนอื่นหมด ยกเว้นแคร์ความรู้สึกของตัวเอง
.
ทำให้คนอื่นมีความสุขหมด ยกเว้นทำให้ตัวเองมีความสุข
.
.
4
พอเอาความสุขของตัวเองไปผูกกับคนอื่น และไม่บอกความต้องการของตัวเอง ก็ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ แล้วเขาคิดยังไง เขาต้องการอะไร
.
พอคนไม่รู้ก็สนองตอบกลับไปไม่ถูก หรืออาจจะไม่ตรงความต้องการของ Nice Guy
.
แต่อีกนั่นแหละ ต่อให้คนอื่นตอบสนองไม่ตรงตามที่ต้องการอย่างไร พี่ Nice Guy ก็จะยิ้มไว้ ไม่ยอมบอกอีกว่าตัวเองรู้สึกไม่ดี เพราะคิดว่าการบอกออกไปว่าตัวเองรู้สึกไม่ดีเป็นเรื่องไม่ดีอีก
.
พี่ Nice Guy เลยรับมาหมดแล้วไปหลบมุมเลียแผลตัวเอง โดยที่ไม่ยอมให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองทุกข์
.
ทุกข์แค่ไหนก็บอกว่าสบายดี เจ็บแค่ไหนก็บอกว่าไม่มีอะไร
.
แต่ข้างในนี่แหลกละเอียดไปหมดแล้ว
.
พี่ Nice Guy จึงมักจะรู้สึกเจ็บปวดว่าทำไมไม่มีใครเข้าใจเขาเลย
.
แต่ส่วนหนึ่งที่ไม่มีใครเข้าใจเขาก็เพราะว่า Nice Guy ไม่เคยบอกว่าอยากให้คนอื่นเข้าใจว่าอะไร ไม่เคยเปิดโอกาสให้ตัวเองได้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา แต่เลือกเก็บเอาไว้ สื่อสารอยู่ในใจ
.
และหวังว่าคนอื่นควรจะต้องเข้าใจเอง...
.
ซึ่งก็เลยไม่มีใครเข้าใจ เพราะพี่เล่นคุยอยู่ในใจคนเดียว ต้องมานั่งเดาใจอีก ฮ่าๆ
.
พอเป็นแบบนี้คนที่เป็น Nice Guy เลยถูกเอาเปรียบได้ง่าย หรือมักจะถูกละเลยอยู่บ่อยๆ เพราะไม่เคยมี “เสียง” ของตัวเอง
.
และเมื่อเกิดปัญหา เขามักจะเลือกโทษตัวเองก่อนว่า “ดีไม่พอ”
.
ทั้งๆ ที่ตัวเขามี “ดีพอ” ที่จะได้รับความรักจากคนอื่น
.
และที่สำคัญ เขา “ดีพอ” ที่จะได้รับความรักจากตัวเอง
.
.
5
ในแง่ความสัมพันธ์ Dr. Robert Glover บอกว่า Nice Guy มักตกอยู่ในภาวะ “Friend Zone” อยู่บ่อยๆ --- ยินดีต้อนรับฮะ!
.
เพราะรักใครก็ตามใจเขาไปทุกอย่าง อยากได้อะไรทำให้หมด และก็มักจะมาเนียนๆ ในฐานะ “เพื่อนที่แสนดี”
.
อย่างเดียวที่ไม่ได้สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาให้อีกฝ่ายรู้คือ “นี่จีบนะ”
.
และก็มี “ความคาดหวัง” ว่า ความดีจะชนะใจเธอได้ ตามใจเธอทุกอย่างเธอต้องมองมาที่เราได้สักวัน หรือไม่ว่าเธอจะเจอใคร แต่หันมาทางนี้เมื่อไรเธอจะเจอฉันที่จะอยู่ดูแลเธอเสมอ... --- พระเอกมาก...
.
ลึกๆ แล้ว Nice Guy คาดหวังมากครับว่า เมื่อเขาทำดีแล้ว เขาจะต้องได้รับสิ่งดีๆ กลับมา เวลาเขารักใคร เขาก็คาดหวังว่า คนนั้นจะทำดีกับเขา
.
แต่ความคาดหวังนี่แหละครับที่ทำคนเจ็บมาเยอะแล้ว
.
และยิ่งบวกกับความเป็นมนุษย์ที่ไม่ยอมสื่อสารตรงไปตรงมาอีก ไม่ชัดเจน (ซึ่งในความคิดของ Nice Guy จะคิดว่าตัวเองชัดเจนแล้ว) Nice Guy ก็เลยมักเป็นคนที่ไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ
.
สุดท้ายก็มาเจ็บทุกทีว่า “ผิดตรงไหนก็ไม่รู้ที่กลายเป็นคนแสนดี เป็นคนดีแล้วมันไม่มีใคร...” --- เพลงมา!
.
.
6
ความชัดเจนเป็นเรื่องสำคัญมากในทุกความสัมพันธ์
.
เราอยากได้แฟนเนอะ เราไม่ได้อยากได้ Customer Service ที่ทำตามใจเราทุกอย่าง
.
คนรักกัน เราต้องการคู่คิดที่มาร่วมกันคิด คนที่มีมุมมองแตกต่างจากเราบ้าง หรือคนที่มาเบรคเราถ้าสิ่งที่เราคิดมันผิด ไม่ใช่คนที่ตามใจเราหมด
.
และเอาจริงๆ ความเป็นคนชัดเจนนี่มันโคตรมีเสน่ห์เลยนะครับ คนที่รู้ว่าต้องการอะไร อะไรใช่ อะไรไม่ใช่ เอา ไม่เอา ว่ามา! ชัดเจน!
.
พอเป็นมนุษย์ “อะไรก็ได้”
.
พอเป็นมนุษย์ “เธอว่าไง ฉันว่างั้น”
.
พอเป็นมนุษย์ “เก็บทุกอย่างไว้ในใจ แต่ไม่สื่อสารออกมา”
.
เท่ากับเราฟังทุกคนหมดเลย แต่ลืมฟังหัวใจตัวเอง
.
คนแบบนี้มักจะบอกอยู่เสมอว่า “ความสุขของฉันคือการทำให้คนอื่นมีความสุข”
.
เขาอาจจะทำให้คนอื่นมีความสุขเต็มไปหมด
.
แต่ข้างในกลับรู้สึกว่างเปล่า เดียวดาย
.
และชัดเจนว่าไม่มีความสุข
.
.
7
จริงๆ แล้ว ภาวะ Nice Guy Syndrome นี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับผู้ชายอย่างเดียวนะครับ จะเพศไหนก็ตาม ก็อยู่ในภาวะนี้ได้หมด
.
อ่านถึงตรงนี้ รู้สึกไหมครับว่า เราอยากไปนั่งข้างๆ Nice Guy แล้วบอกเขาว่า “เธอควรได้รับความสุขอย่างที่เธอหวังให้คนอื่นมีความสุขนะ”
.
แคร์คนอื่นมาเยอะแล้ว แคร์ตัวเองบ้าง ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวหรอกเธอ
.
เธอเป็นคนดี เธอสมควรได้รับสิ่งดีๆ จากตัวเองเหมือนกัน
.
ชีวิตคนเราอยู่ด้วยกันต้องมีคำว่า “แบ่งปันทุกข์สุข” ไม่ใช่ว่าสุขอยู่ฝ่ายเดียวหรือทุกข์อยู่ฝ่ายเดียว เราต้องแคร์กันและกัน
.
บทเรียนหนึ่งที่ผมอยากให้ได้รับจากการได้อ่านบทความเรื่อง Mr. Nice Guy ก็คือ คนที่ปากบอกว่าโอเค จริงๆ แล้วเขาอาจจะไม่โอเคก็ได้
.
คนที่ดูแลคนอื่นไปหมดจนลืมดูแลตัวเองก็ไม่มีความสุขหรอกครับ
.
ที่สำคัญก็คือ การตั้งคำถามว่า เรา “ละเลย” ใคร อยู่หรือเปล่า
.
ละเลยคนที่ทำให้เรามีความสุขอยู่ตลอด แต่เราไม่ได้สังเกตว่าเราทำให้เขามีความสุขไหม
.
ละเลยตัวเองที่ควรได้รับการดูแลเหมือนกันอยู่หรือเปล่า
.
.
8
สิ่งที่ Nice Guy ควรลองทำคือ รักตัวเองให้เหมือนที่รักคนอื่น
.
ปรารถนาดีกับตัวเองให้เหมือนที่ปราถนาดีกับคนอื่น
.
ถ้าคุณเป็น Nice Guy ที่กำลังเหนื่อยกับการดูแลคนอื่นไปหมดแต่ไม่สามารถทำตามความต้องการของตัวเองได้ ก็อยากให้รู้ว่า คุณสมควรได้รับความรักจากตัวเอง และคุณดีพอที่จะได้รับความรักจากตัวเองและคนรอบตัว
.
การดูแลคนอื่นเป็นเรื่องดีมากครับ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องดูแลตัวเองให้ดี เพื่อที่จะสามารถดูแลคนอื่นได้ดีไปด้วย
.
อารมณ์เดียวกับเวลานั่งเครื่องบินแล้วเราควรต้องสวมใส่หน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองเรียบร้อยก่อน เราถึงจะอยู่ในสภาพที่ดูแลคนอื่นได้หมด ไม่งั้นตายหมู่!
.
ถ้าดูแลตัวเองได้ยังไม่ดี เราคงดูแลคนอื่นได้ไม่ดีเท่าที่เราตั้งใจ
.
.
9
อีกเรื่องคือการสื่อสารความต้องการของตัวเองให้ชัดเจน
.
ต้องการอะไรให้บอกตรงๆ คนจะได้ปฏิบัติกับเราได้ถูก
.
ไม่มีใครคิดว่าคุณไม่ “Nice” เพียงเพราะคุณพูดคำว่า “No” หรอกครับ แต่การแบกความต้องการของคนอื่นทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ต้องการนี่สิครับที่จะทำให้เราเหนื่อยใจ
.
บางทีการบอกความต้องการของตัวเองให้ชัดเจนก็อาจจะทำให้เราใช้ชีวิตง่ายขึ้น
.
ต้องการอะไร บอก! อยากให้คนปฏิบัติอย่างไร บอก! อันไหนเกินเส้น ว่ามา!
.
ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองบ้าง และไม่ต้องกลัวว่าคนว่าจะไม่ชอบเราเพียงเพราะเราซื่อสัตย์กับตัวเองครับ
.
ถ้าเขาจะไม่ชอบที่เราเป็นเรา ก็อาจจะดีกว่าให้เขามาชอบเราในเวอร์ชั่นที่ต้องฝืนเพื่อคนอื่นแต่ตัวเองไม่มีความสุขเลย
.
ถ้าเราซื่อสัตย์กับตัวเองแล้ว บอกความต้องการที่ชัดเจนแล้ว คนที่ยังอยู่กับเราก็คือคนที่รักเราจริงๆ
.
คนเหล่านั้นคือคนที่เราควรให้ความหมาย
.
ไม่ใช่ว่าต้องแคร์คนทุกคน
.
.
10
ถ้ามีคนใกล้ตัวเป็น Nice Guy สิ่งที่เราทำได้คือ ถามความรู้สึกของเขา
.
คนเป็น Nice Guy ชอบถามคนอื่นก่อนเสมอว่า “เป็นไงบ้าง”
.
แต่ลึกๆ แล้ว เวลามีคนมาถามเขาบ้างว่า “เป็นไงบ้าง” หรือ “เหนื่อยไหม” เขาจะมีความสุขมากนะครับ
.
เพราะเขาได้รู้ว่ามีคนเป็นห่วงเขาอยู่
.
เขามีเรื่องอยู่ในใจเต็มไปหมดแหละครับ แค่รอให้มีคนถาม
.
แค่เพียงเพราะ Nice Guy เป็นนักรับฟังชั้นดีที่สามารถทนฟังคนเดี่ยวไมโครโฟนพูดฝ่ายเดียวได้เป็นชั่วโมง ไม่ได้แปลว่าเราจะพูดให้เขาฟังอย่างเดียวนะครับ เราต้องเปิดโอกาสให้เขาได้พูด ได้แสดงความรู้สึกออกมาบ้าง อย่าพูดอยู่ฝ่ายเดียว หรืออย่าบอกความต้องการแต่ฝ่ายเดียว
.
การถามเป็นการส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายรู้ว่า เรื่องของเธอ ความรู้สึกของเธอ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับฉัน ฉันอยากฟัง และฉันยินดีรับฟัง
.
เขาจะอยากบอกก็ต่อเมื่อเขารู้สึกได้ว่าคนตรงหน้าพร้อมจะรับฟังเขาหรือแคร์ความรู้สึกของเขา
.
แต่ถ้าเขารู้สึกว่าคนตรงหน้าไม่ได้แคร์ เขาก็จะไม่เปิดเผยความรู้สึกออกมา
.
ถ้าลึกๆ เขารู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอที่คนอื่นจะมารัก เราสามารถช่วยเขาได้ด้วยการทำให้เขารู้สึกว่าเขามีความหมาย และเขาดีพอ ควรค่าพอที่จะเป็นที่รัก
.
ซึ่งแค่เพียงคำพูดเล็กๆ น้อยๆ การตั้งคำถาม การแสดงความห่วงใย การเห็นว่าความคิดและความรู้สึกของเขาเป็นเรื่องสำคัญ
.
นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขารู้สึกว่าเขามีความหมายแล้วล่ะครับ
.
.
ท้อฟฟี่ แบรดชอว์
References :
Robert Glover (2003) No More Mr. Nice Guy : A Proven Plan for Getting What You Want in Love, Sex, and Life.

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “เทคนิคการทำงาน การจัดการ จิตวิทยา และการพัฒนาตนเอง”