Driver Diagram

siri
โพสต์: 1766
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

Driver Diagram

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » เสาร์ พ.ค. 07, 2022 11:19 am

เครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยง ตอนที่ 2 : Driver Diagram
Driver Diagram เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมสามารถแปลงสิ่งที่เป็นนามธรรมหรือเป้าหมายที่ทีมต้องการหรือการลดความเสี่ยง/ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ สู่การกำหนดวิธีปฎิบัติต่างๆเพื่อให้บรรลุเป้าหมายหรือมาตรการในการป้องกันเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงที่เรานำมาทบทวน ตลอดจนทำให้ทีมเห็นภาพการเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมาย และการปฏิบัติ เพื่อสื่อสาร และถ่ายทอดให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนำไปสู่การปฏิบัติต่อไป
Driver Diagram คือเครื่องมือที่ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายที่ต้องการ ( AIM ) กับ Primary drivers หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Key drivers ซึ้งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับเป้าหมายนั้น สำหรับ Secondary drivers เป็นส่วนประกอบของ Primary drivers และเป็นส่วนที่ใช้ในการระบุวิธีปฏิบัติ/กระบวนทำงานที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาในแต่ละ Secondary drivers
Primary drivers เป็นส่วนสำคัญและมีอิทธิผลต่อเป้าหมายที่เราวางไว้ ซึ้งจะมีประมาณ 2-5 ข้อความ ส่วน Secondary drivers นั้นเป็นส่วนประกอบที่สำคัญและส่งผลต่อ Primary drivers ที่แตกแขนงออกมา จะมีจำนวนเท่าไหร่ก้ได้ เพียงแต่ต้องสามารถประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผลได้
หมายเหตุ : การวิเคราะห์ Driver Diagram ควรมีการวิเคราะห์ร่วมกันในภาพของทีมสหสาขาวิชาชีพหรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียมากที่สุด เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้เป็นภาพของระบบ
ขั้นตอนการวิเคราะห์ด้วย Driver Diagram
1. AIM :ทางซ้ายมือสุดให้กำหนดเป้าหมายที่เราต้องการ ( เราต้องการปรับปรุงอะไร ปริมาณเท่าไหร่ โดยใคร เมื่อไหร่ เป็นต้น) เช่นต้องการลดจำนวนผู้ป่วยไม่ให้เกิดการติดเชื้อ MRSA ให้ลดลง 50% ภายในเดือนสิงหาคม
2. Primary drivers : ถัดเข้ามาทางขวาให้ระบุ Primary drivers ซึ้งเป็นส่วนสำคัญและมีอิทธิผลต่อเป้าหมายที่เราวางไว้ โดยแตกแขนงออกมาจากเป้าหมายที่วางไว้ จากข้างบนเป้าหมายคือ ต้องการลดจำนวนผู้ป่วยไม่ให้เกิดการติดเชื้อ MRSA ให้ลดลง 50% ภายในเดือนสิงหาคม ดังนั้น Primary drivers อาจมี 2 แนวทางคือ การลดการแพร่กระจายเชื้อ และการลดการติดเชื้อ
3. Secondary drivers : จาก Primary drivers ในแต่ละข้อความให้กำหนด Secondary drivers ซึ้งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญและส่งผลต่อ Primary drivers จะมีจำนวนเท่าไหร่ก็ได้ และสามารถเชื่อมต่อกับ Primary Driver ได้มากกว่าหนึ่งเช่น
# การลดการแพร่กระจายเชื้อ ( Primary drivers ที่ 1 ) มี Secondary drivers แตกแขนงออกมาเช่น การลดการปนเปื้อน
การคัดกรองผู้ป่วย การมีสุขลักษณะที่ดี การปฏิบัติตาม Precaution เป็นต้น
# การลดการติดเชื้อ ( Primary drivers ที่ 2 ) มี Secondary drivers แตกแขนงออกมาเช่น แนวทางการป้องกันการติดเชื้อ MRSA
หมายเหตุ : ถ้าความสัมพันธ์ระหว่าง Primary drivers และ Secondary drivers มีความสัมพันธ์กันอย่างมากอาจกำหนดเป็นเส้นทึบ แต่ถ้ามีความสัมพันธ์กันน้อยอาจกำหนดเป็นเส้นจางหรือเส้นประ
4. Chang idea : จาก Secondary drivers แต่ละข้อให้กำหนดวิธีปฏิบัติ/ขั้นตอนการทำงานที่มีความเฉพาะ และเป็นระบบเพื่อนำมาสู่การพัฒนาหรือปรับปรุงแก้ไขให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ เช่น
# การลดการปนเปื้อน : ใช้ Chlohexidine ทำความสะอาดเสื้อผ้าผู้ป่วย
# การคัดกรองผู้ป่วย : กำหนดแนวทางการคัดกรองให้ครอบคลุม
# การปฏิบัติตาม Precaution : มีการกำกับ ติดตาม เฝ้าระวังในการปฏิบัติในหน้างาน
# แนวทางการป้องกันการติดเชื้อ MRSA : กำหนดมาตรการป้องกันร่วมกันโดยทีมสหสาขาวิชีพ เป็นต้น
เหล่านี้คือขั้นตอน และเทคนิคในการวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Driver Diagram จึงเห็นได้ว่าการใช้เครื่องมือนี้มีประโยชน์ดังนี้
1. สามารถให้ทีมได้เห็นความความเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายที่ทีมต้องการ กับแนวทางการการพัฒนาและการปรับปรุง และแสดงให้เห็นออกมาเป็นรูปธรรม
2. ช่วยในการวิเคราะห์แนวทางการพัฒนา แนวทางการปรับปรุงให้มีความครอบคลุม และไม่หลุดออกจากเป้าหมายที่ตั้งไว้
3. สามารถบอกได้ว่าในการกำหนดแนวทางการการพัฒนาและการปรับปรุงนั้น จะมีใครหรือหน่วยงานใดที่เราจะสื่อสาร อบรมเพื่อนำสู่การปฏิบัติ
4. สามารถประเมิน เฝ้าระวัง ติดตาม และประเมินผลการพัฒนาเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้ครับ
อ้างอิงจาก QI Essential Toolkit : IHI และข้อมูลใน Google
เรียบเรียงโดย สุรเดช ศรีอังกูร #Suradetsri

siri
โพสต์: 1766
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

Re: Driver Diagram

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » เสาร์ พ.ค. 07, 2022 11:19 am

แนวคิด และขั้นตอนการบริหารจัดการความเสี่ยง

การบริหารจัดการความเสี่ยงประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆอยู่ 3 ขั้นตอนครับ

1. Risk management principle : หลักการ หลักคิดสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยง ได้แก่
# เป็นการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นในองค์กร : สร้างคุณภาพ และความปลอดภัย
# ต้องผนวกเข้าไปในทุกส่วนของการดำเนินการในองค์กร
# เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจในเรื่องต่างๆองค์กร
# ใช้ในการจัดการกับสิ่งที่ไม่แน่นอน ความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้น
# เป็นระบบ มีรูปแบบที่ชัดเจน และทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
# อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถหาได้
# ต้องทำให้เหมาะสมกับบริบท ขนาดขององค์กร
# คำนึงถึงปัจจัยในเรื่องบุคลากร และวัฒนธรรมขององค์กรในการบริหารจัดการ
# ต้องมีความโปร่งใส และมีส่วนร่วมในทุกฝ่ายในองค์กร
# มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทำซ้ำได้ และสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
# ผ่านกระบวนการการเรียนรู้ ( DALI ) เพื่อช่วยให้องค์กรเกิดการปรับปรุง พัฒนาอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ นั่นคือมีเป้าหมาย กระบวนการ ผลลัพธ์

2. Risk management framework : องค์ประกอบสำคัญของการบริหารจัดการความเสี่ยงโดยการนำขแงผู้นำระดับต่างๆ และทีมนำ
2.1 หน้าที่และความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการความเสี่ยง เช่นกำหนดนโยบาย แผนการบริหารจัดการความเสี่ยง กำหนดเป้าหมาย และขอบเขตการ ทรัพยากรต่างๆ เป็นต้น
2.2 ออกแบบกระบวนการ องค์ประกอบสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยง
2.3 นำระบบบริหารจัดการความเสี่ยงที่ออกแบบไว้สู่การปฏิบัติบัติ
2.4 ติดตามทบทวนระบบบริหารจัดการความเสี่ยง
2.5 ปรับปรุงระบบบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องตามโอกาสในการพัฒนาที่ค้นพบ

3. Risk management process เป็นกระบวนการและขั้นตอนในการบริหารจัดการความเสี่ยง ประกอบไปด้วย
3.1 กำหนดบริบทที่สำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยงเช่น ขอบเขตการบริหารจัดการ ( ยุทธศาสตร์-ปฏิบัติการ-การเงิน-ความปลอดภัยต่างๆและกฏหมาย ) ขั้นตอนการรายงาน ตัวชี้วัด รายการความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง เป็นต้น
3.2 ขั้นตอนการประเมินความเสี่ยง ( Risk Assessment ) เช่น การระบุความเสี่ยง การวิเคราะห์ความเสี่ยง (ประเมินระดับความรุนแรง ความสำคัญ ) การยอมรับความเสี่ยง
3.3 การรับบมือกับความเสี่ยงเป็นการกำหนดมาตรการป้องกัน และแก้ไขด้วยวิธีต่างๆ เช่น การถ่ายโอน การหลีกเลี่ยง การป้องกัน การบรรเทาความเสียหาย
3.4 การติดตามและประเมินผลของขั้นตอนต่างๆ และความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
ภายใต้การส่งเสริมการเรียนรู้ การสื่อสาร และการให้คำปรึกษาในการบริหารจัดการความเสี่ยง และมีการประยุกต์ Risk register มาเป็นเครื่องมือ/กรอบในการพัฒนา

เหล่านี้คือขั้นตอนสำคัญๆในการบริหารจัดการ โดยมีการประยุกต์แนวคิด 3C-DALI มาประบุกต์ใช้ในการพัฒนานั่นคือ
1. C : Context : รู้ว่าประเด็นสำคัญ ความเสี่ยงสำคัญ ปัญหาสำคัญ ความท้าทายที่ต้องการป้องกัน และพัฒนาคืออะไร เช่น การการรายงานค่าวิกฤติล่าช้าจนทำให้ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลนาน

2. C : Criteria : เป็นการนำมาตรฐาน/แนวทางที่ทำได้ดี/Best practice มาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงพัฒนา เช่น การรายงานค่าวิกฤติ นำแนวคิด 2P Safety Goals มาปรับใช้ในเรื่องการรายงานค่าวิกฤติ และมาตรฐาน HA ในข้อ II-7.2 ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์/พยาธิวิทยา

3. C : Concepts : หลักคิด/หลัการที่สำคัญในกสนบริหารจัดการความเสี่ยง ( Risk management principle ) เช่นเป็นการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นในองค์กร : สร้างคุณภาพ และความปลอดภัย เป็นต้น

4.P : Purpose : เป็นการนำ C+C+C กำหนดมาเป็นเป้าหมายที่สำคัญ เช่นการรายงานค่าวิกฤติล่าช้า เป้าหมายคือ มีการรายงานค่าวิกฤติได้รวดเร็วและทันเวลาและมีการติดตามผล

5. D : Design : เป็นการออกแบบกระบวนการ และแผนการจัดการในการรายงานค่าวิกฤติว่า ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร กระบวนการคืออะไร การวัดและประเมินผลคืออะไร

6. A : Action : เป็นการนำกระบวนการที่ออกแบบไว้สู่การปฏิบัติ เช่นการรายงานค่าวิกฤตินำไปสื่อสาร อบรมให้ผู้ปฏิบัติที่เกี่ยวข้องรับทราบและนำสู่การปฏิบัติในหน้างาน รวมทั้งมีการเฝ้าติดตาม การประเมินผลการปฏืบัติในหน้างาน และการรายงานอุบัติการณ์เมื่อมีโอกาสในการพัฒนา

7. L : Learning : เป็นขั้นตอนการเรียนรู้ โดยมีการติดตามและประเมินผลในกิจกรรมการพัฒนา/มาตรการในการป้องกันที่กำหนดไว้ เช่นการประเมินผล การติดตามขั้นตอนการรายงานค่าวิกฤติที่มีการปรับปรงที่นำไปปฏิบัติ

8. I : Improve : เป็นขั้นตอนการปรับปรุงกระบวนการการป้องกัน/กิจกรรมพัฒนาที่เกิดจากการเรียนรู้ดังกล่าวขั้นต้นเพื่ปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ้งขั้นตอนนี้มีการหมุนวงล้อ PDSA เล็กๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยอาจใช้เป็น CQI , R2R , นวัตกรรม , กิจกรรมการพัฒนามมาประยุกต์ใช้ เป็นต้น

เหล่านี้คือแนวคิดที่นำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารและจัดการความเสี่ยงอย่างกว้างๆครับ
ขอขอบพระคุณสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ( องค์การมหาชน ) สำหรับภาพที่มาประกอบ
เรียบเรียงโดย สุรเดช ศรีอังกูร

siri
โพสต์: 1766
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

Re: Driver Diagram

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » เสาร์ พ.ค. 07, 2022 3:32 pm

3P กับกระบวนการการพัฒนาคุณภาพที่ยั่งยืน และต่อเนื่อง
ในเครื่องมือการพัฒนาคุณภาพทั้งหมด ผมคิดว่าเครื่องมือที่มหัศจรรย์ที่สุด และสามารถประยุกต์ใช้ได้กับเครื่องมือ กระบวนการการพัฒนาคุณภาพ กระบวนการการทำงาน และมาตรฐานต่างๆที่เรานำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพ ไม่มีอะไรที่จะเชิดหน้าชูตา หรือเป็นดาวเด่นเทียบเท่ากับเครื่องมือที่เรียกว่า 3 P ........ แล้วอะไรคือ 3P
3P คือเครื่องมือที่ประกอบด้วยอักษรย่อ P 3 ตัว นั่นคือ
# P : Purpose คือ เป้าหมาย ซึ้งพูดง่ายๆนั่นคือสิ่งที่เราต้องการไปให้ถึง ไม่ว่าจะเป็นเราต้องการให้งานของเราดีกว่า เราก็ต้องเป้าหมายว่าเราต้องการดีอย่างไร เช่น เราต้องการให้กระบวนการดูแลผู้ป่วยให้สามารถดูแลได้ถึง Treatment Goal ไม่ว่าจะเป็น ลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย ,การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการที่มีความถูกต้อง รวดเร็ว น่าเชื่อถือ เป็นต้น แต่ในกรณีที่เกิดความเสี่ยงขึ้นหรือเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ขึ้น นั่นคือโอกาสที่เราจะพัฒนา ดังนั้นแล้วเป้าหมายก็ลดโอกาส หรือไม่ให้ความเสี่ยงหรือเหตุการณ์ไม่พีงประสงค์เหล่านี้เกิดซ้ำ เช่น มีผู้ป่วยตกเตียง เป้าหมายก็คือผู้ป่วยไม่ตกเตียง , ผู้ป่วยเกิดการแพ้ยาซ้ำ ดังนั้นเป้าหมายก็คือผู้ป่วยไม่แพ้ยาซ้ำ เป็นต้น
# P : Process คือ แนวทาง เป็นการกำหนดแนวทาง วิธีปฏิบัติ หรือขั้นตอนการทำงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพื่อให้กระบวนการที่คิดขึ้นนี้นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ที่สำคัญก็คือ กระบวนการ หรือขั้นตอนเหล่านี้ต้องมีการถ่ายทอด ฝึกสอนให้ผู้ปฏิบัติได้รับทราาบ เพื่อให้ขั้นตอนต่างๆเหล่านี้ได้มีการปฏิบัติในหน้างานหรืองานประจำ ซึ้งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการบรรลุเป้าหมาย
# P : Performance คือ ผลลัพธ์และการเรียนรู้ ปรับปรุง เป็นการที่เราเรียนรู้ในแนวทาง วิธีปฏิบัติ หรือขั้นตอนการทำงานที่เรากำหนดไว้หรือสร้างขึ้นว่าเมื่อนำสู่การปฏิบัติแล้ว สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้หรือไม่ เช่น เราตั้งเป้าหมายไว้ว่า ลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย ถ้าได้ตามเป้าหมายคือลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัยแล้ว เราจะทำอะไรให้ดียิ่งขึ้นได้หรือไม่ นั่นคือไปปรับเปลี่ยนกระบวนการการทำงานที่สร้างไว้ แต่ถ้าลูกเกิดไม่รอด แม่ไม่ปลอดภัย แสดงว่าเราไม่บรรลุเป้าหมาย เราก็ต้องเรียนรู้ และทบทวนเพื่อนพำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการให้ดีขึ้น เพราะการที่เราไม่บรรลุเป้าหมายแสดงว่าขั้นตอน กระบวนเรามีช่องโหว่ มีโอกาสในการพัฒนา ซึ้งเราต้องปรับปรุง เพื่อให้กระบวนการนำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้
แต่ถ้าเราสรุปเป็นหลักการสั้นๆ ในการใช้ 3P เราก็สามารถสรุปได้ดังนี้ครับ ( อ้างอิงจากภาพ 3P ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล )
1.ทำความเข้าใจว่า 3P คืออะไร นั่นคือการที่เรามองให้เห็นว่าการพัฒนาคุณภาพต่างๆต้องประกอบด้วย เป้าหมาย กระบวนการ ผลลัพธ์ที่นำไปสู่การเรียนรู้ ปรับปรุง กระบวนการ ไม่ว่าจะเป็น
# การพัฒนาตามพันธะกิจ วิสัยทัศน์ แผนยุทธศาสตร์ระดับองค์กร
# การพัฒนาตามแผนปฏิบัติการในระดับทีม กลุ่มงาน หรือหน่วยงาน
# การพัฒนาขั้นตอน วิธีการปฏิบัติ ขั้นตอนในการทำงาน
# การพัฒนาในเรื่องความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
# การจัดทำประเมินประเมินตนเองต่างๆ
# การทำ CQI , Clinical Tracer Highlight , นวัตกรรม เป็นต้น
2. ร่วมด้วยช่วยกันของหน่วยงาน บุคลากรที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดเป้าหมายจากสิ่งที่เราต้องการพัฒนาว่าคืออะไร และนำเป้าหมายนี้มากำหนดตัวชี้วัด ( KPI ) ที่เหมาะสม และสอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่น ผู้ป่วยตกเตียง : เป้าหมายคือผู้ป่วยต้องไม่ตกเตียง : ตัวชี้วัดคือ อุบัติการณ์การเกิดผู้ป่วยตกเตียง เป็นต้น
3. ร่วมกันวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดขึ้น เช่น การที่ผู้ป่วยตกเตียงเกิดจากอะไร เช่นอาจเกิดจากการประเมินไม่ดี สภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ เครื่องมือคือเตียงมีสภาพไม่ดี หรือเกิดจากยาที่ได้รับไป เป็นต้น เหล่านี้อาจเป็นสาเหตุที่เกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อเราวิเคราะห์ได้ว่าสาเหตุคืออะไร เราก็สามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลงหรืสร้างกระบวนการได้ตรงจุดว่าเราจะปรับปรุง หรือสร้างอะไรขึ้นมา
4. หนึ่งความเสี่ยงสู่การวางระบบ คำๆนี้ยังคงมีความสำคัญ นั่นคือเวลาปรับปรุง แก้ไข หรือปรับกระบวนการเราต้องปรับทั้งระบบ เช่น โรงพยาบาลของเรามี 10 ward เกิดผู้ป่วยตกเตียงใน ward ใด ward หนึ่ง อีก 9 ward ที่เหลือก็ต้องปรับปรุงให้เหมือนกัน เพื่อให้เิดคุณภาพ และความปลอดภัยเช่นเดียวกัน
5. เรียนรู้ และปรับปรุงกระบวนการอยู่เสมอ ถ้าผู้ป่วยไม่ตกเตียงเลย เราจะสามารถทำอะไรให้ดีกว่านี้ได้หรือไม่ หรือเกิดตกเตียงขึ้นมาอีก เราจะปรับปรุงแก้ไขกระบวนการอย่างไร ให้บรรลุเป้าหมายว่า " ผู้ป่วยไม่ตกเตียง " ในที่สุด
เหล่านี้คือแนวทางของ 3 P ในการพัฒนาคุณภาพ และความมหัศจรรย์ของคำว่า " 3P : Purpose : Process : Performance ครับ ขอขอบพระคุณ

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “เทคนิคการทำงาน การจัดการ จิตวิทยา และการพัฒนาตนเอง”

ผู้ใช้งานขณะนี้

สมาชิกกำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และบุคลทั่วไป 2