วิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) และคุณค่า (Value)

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 1279
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

วิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) และคุณค่า (Value)

โพสต์ โดย siri » พุธ ก.ย. 08, 2021 9:30 am

วิสัยทัศน์ คืออะไร

วิสัยทัศน์ คือ ภาพแห่งความใฝ่ฝัน ความต้องการในอนาคต ที่เห็นได้อย่างชัดเจน ในปัจจุบันซึ่งเป็นภาพ ที่ยิ่งใหญ่ตระการตาสะท้อนความคิดเชิงรุกและเชื่อมั่นว่าภาพนั้น สามารถเป็นไปได้จนส่งผลเป็นการลงแรงกระทำอย่างมุ่งมั่น จนกว่าจะสำเร็จผสมผสาน องค์ประกอบของจินตนาการการกำหนดเป้าหมาย การมองอนาคต การวางแผน การดำเนินตามเป้าหมายนั้น ด้วยใจที่ยึดมั่นจนถึงที่สุด องค์ประกอบเหล่านี้ เป็นคุณสมบัติส่วนบุคคลที่เรียกว่า “วิสัยทัศน์”
ลักษณะของวิสัยทัศน์ วิสัยทัศน์ต้องเป็น “ภาพที่เห็นชัดเจน” ความแตกต่างของคนมีและ ไม่มีวิสัยทัศน์ คือ คนไม่มีวิสัยทัศน์จะเห็นภาพสลัว ๆ เหมือนเมืองในหมอก ดูไม่ออกว่าเป็นอะไร ลักษณะของวิสัยทัศน์ประกอบด้วย

1. วิสัยทัศน์ต้องเป็นภาพที่ชัดเจนตอบคำถามได้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร วิสัยทัศน์
2.วิสัยทัศน์ต้องเป็นมากกว่าเพียง “อยากเห็น” แต่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อจะทำให้สิ่งที่อยากเห็น “เกิดขึ้น
3. วิสัยทัศน์เป็นการมองภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าไม่ใช่ถอยหลังไปมองอดีตหรือมองย่ำอยู่ในปัจจุบัน
4. วิสัยทัศน์ต้องเป็น “ภาพแง่บวก” สะท้อนสิ่งที่ดีกว่าอดีตและปัจจุบันเพราะไม่มีใครอยากมีภาพแง่ลบ แย่ลง ตาต่ำลง เป็นความฝันของตน
5. วิสัยทัศน์คือฝันที่เป็นจริง เมื่อฝันแล้วอย่าหยุดแค่นั้นแต่เริ่มลงมือทำและเมื่อลงมือทำแล้วอย่าหยุดจนกว่างจะสำเร็จ
6. วิสัยทัศน์แท้ ต้องยิ่งใหญ่ ตระการตา ท้าทายใจ
7. วิสัยทัศน์เป็นภาพที่เกิดจากแนวความคิดเชิงรุกไปข้างหน้าไม่ใช่การตามแก้ปัญหาหรือการนั่งรับปัญหาเพื่อตอบโต้หรือตอบสนองปัญหาเท่านั้น
8. วิสัยทัศน์ เป็นการคิดล่วงหน้า ก่อนที่จะเกิดปัญหาและมองข้ามปัญหาไปแล้ว
9. วิสัยทัศน์ ไม่เพ้อฝัน แต่ต้องสะท้อนเป็นภาพที่สมจริงสมจังสะท้อนความพร้อม ศักยภาพในทางปฏิบัติที่จะทำให้เกิดขึ้นซึ่งจะเป็นพลังที่ขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จได้
10. วิสัยทัศน์ เป็นสิ่งที่มีพลังเหนืออารมณ์ความรู้สึกแม้เวลาท้อถอยใจไม่มีเรี่ยวแรง ก็ยังลุกขึ้นได้ เมื่อหันไปมองวิสัยทัศน์นั้น

ที่มาของวิสัยทัศน์
1. องค์ประกอบหลัก
ทะเยอทะยาน มุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง กระตือรือร้น ชอบคิด ชอบจิตนาการ ไม่หยุดอยู่กับที่ เรียนรู้เสมอ และมีความเป็นผู้นำ คือ ตัวอย่างคุณลักษณะของผู้มีวิสัยทัศน์ ความเป็นผู้นำ อยู่คู่และคอยส่งเสริมวิสัยทัศน์มาโดยตลอด สภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูของครอบครัว โดยไม่จำกัดศักยภาพ และไม่ดูถูกความสามารถของลูกจะช่วยทำให้ลูกคิดได้กว้างและไกลกว่าลูกที่มาจากสภาพครอบครัวที่ถูกจำกัด อุปสรรคและประสบการณ์ในความยากลำบากอาจเป็นแรงผลักให้เราเกิดความทะเยอทะยานหากเรารับในทางที่ดีและใช้มันเป็นบันไดก้าวไป หมั่นนำประสบการณ์มาสะท้อนความคิดเสมอมองให้ทะลุปรุโปร่งว่าจะใช้ให้เป็นประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ได้อย่างไร
2. องค์ประกอบภายนอก
ไม่ว่าจะรับวิสัยทัศน์จากแหล่งใด สิ่งสำคัญคือต้องถือว่าวิสัยทัศน์ที่รับมานั้นเป็นของตัวเองด้วย
การเรียนรู้ทำให้เราได้รับข้อมูลข่าวสารใหม่ ๆ ที่จะกระตุ้นความคิดต่อจนเป็นวิสัยทัศน์ได้ การเรียนรู้และทำความเข้าใจต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นในอนาคต จะทำให้สามารถเตรียมในทุกด้านเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จในอนาคตอย่างมั่นคง เรียนรู้มาก สังเกตมาก ช่างคิดมาก วิเคราะห์มาก ก็มีแนวโน้มที่จะมีวิสัยทัศน์ได้มาก

ความสำคัญของวิสัยทัศน์
สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้นำที่ขาดวิสัยทัศน์ จะไม่สามารถปรับตัวและนำคนอื่น ๆ เผชิญการเปลี่ยนแปลงได้ผลสุดท้ายก็คือความล้มเหลว เรากำลังอยู่ใน “ยุคบานพับประวัติศาสตร์โลก” หมายความว่า เป็นคนที่อยู่ในยุคของการเหวี่ยงประตูประวัติศาสตร์โลก จากยุคเก่าสู่ยุคใหม่ให้เปิดกว้างออก การปรับตัวต้องอาศัยการพินิจพิเคราะห์ การใช้ความคิดความอ่านพอสมควร จึงจะสามารถเอาตัวรอดได้
คนขาดวิสัยทัศน์จะขาดความหวัง ยิ่งเวลาที่มีอุปสรรคปัญหาเขาจะมองโลกในแง่ร้าย มีความคิดแง่ลบ เพราะเขาไม่มีภาพอื่นให้มองนอกจาก ปัญหาตรงหน้า ที่เผชิญอยู่ ผู้นำจะนำสมาชิกไปข้างหน้าได้ ต่อเมื่อเขารู้ว่าเป้าหมายอยู่ที่ใดทั้งยังต้องรู้ทิศทาง หนทาง และวิธีการที่ใช้เดินไป แต่ถ้าผู้นำไม่มีวิสัยทัศน์ ก็จะไม่มีการพอใครไปที่ใดทั้งสิ้นเพราะยังไม่รู้เป้าหมาย

ผลเสียของการขาดวิสัยทัศน์
ผู้ที่ไม่มีวิสัยทัศน์ คือ ผู้แพ้สำหรับวันนี้ และเป็นผู้ที่ตายแล้วสำหรับวันพรุ่งนี้ และวันต่อๆ ไป ความล้มเหลวโดยมิได้ตั้งใจ คือ นิสัยของผู้ขาดวิสัยทัศน์
ขาดวิสัยทัศน์ จะขาดการป้องกันปัญหาจนเกิดการสะสมซ้อนทับของปัญหาหลายชั้นตามกาลเวลาจนยากจะหาต้นตอและหนทางการแก้ไขได้ครบ ผู้บริหารที่ขาดวิสัยทัศน์ จะไม่มีโอกาสคิดวางแผนในการบุกเบิกสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ เพื่อพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ เพราะมัวแต่นั่งแก้ปัญหางานประจำวัน อยู่เสมอ อันเป็นผลจากการขาดวิสัยทัศน์นั่นเอง
องค์กรที่ไร้วิสัยทัศน์จะประกอบด้วย ผู้นำสายตาพร่ามัว สมาชิกเช้าชามเย็นชาม จับจด เฉื่อยช้า กว่าจะเข็นให้ทำงานได้ก็ยากยิ่ง ถ้าองค์กรและผู้นำขาด วิสัยทัศน์ สมาชิกจะไม่กระตือรือร้น เพราะไม่คิดว่าจะต้องทำอะไรมากไปกว่างานจำเจประจำวัน องค์กรจะสามารถก้าวแซงองค์กรอื่น ๆ ไปข้างหน้าได้ เมื่อสมาชิกได้ร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดการพัฒนาขึ้น
ไม่มีวิสัยทัศน์ คือ ไม่สนใจอนาคต
ไม่สนใจคิด ใคร่ครวญ ค้าคว้าหาข้อมูลความรู้
มีแต่ข้อมูลล้าสมัยใช้การไม่ได้
มีแต่เสี่ยงตัดสินใจผิด
มีอย่างมากเพียงแผนเชิงรับ
ไร้ศักยภาพในการแข่งขัน
มีแต่ความล้มเหลม

ผลดีของการมีวิสัยทัศน์
เส้นทางไปสู่วิสัยทัศน์ นำมาแต่ความเจริญเกิดการพัฒนากล้าหาญทำสิ่งดีที่ไม่เคยทำมาก่อน วิสัยทัศน์นำมาซึ่งทิศทาง ทิศทางนี้จะเป็นกรอบให้แก่ ผู้บริหารในการจัดระบบและดำเนินการทุกอย่างในองค์กร อย่างประสานสอดคล้อง เกิดประสิทธิผล ประสิทธิภาพสูงสุด ถูกต้อง ตรงเป้าหมาย
ผู้ที่มีวิสัยทัศนัดเจน จะวางแผนชัดเจนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น มีทิศทางที่กำหนดไว้ชัดเจน มีแผนทั้งระยะสั้น กลาง และยาว ว่าต้องทำอะไรบ้าง
วิสัยทัศน์ทำให้คนมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทีมงานจังเป็นเอกภาพโดยอัตโนมัติ
ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ จะเป็นบุคคลผู้บรรทุกความฝันแห่งความสำเร็จในอนาคตแปรเปลี่ยนเป็นภาระใจและพลังผลักดันให้ความฝันนั้นเป็นจริงได้
การได้ทำงานในที่ที่มีวิสัยทัศน์ ถือเป็นกำไรชีวิตเพราะจะทำให้เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ส่วนตัวได้รับความสำเร็จทั้งส่วนตัว และส่วนรวมด้วย

วิสัยทัศน์ในชีวิตจริง
ความสำเร็จในชีวิตของผู้อื่น คือแรงท้าทายให้คนมีวิสัยทัศน์มุมานะมากยิ่งขึ้นตัวอย่างเช่น

ไมเคิล ฟาราเดย์ บิดาแห่งเครื่องกำเนิดกระแสไฟ้ฟ้า เห็นภาพกระไฟฟ้าอยู่ในสมองของเขาตลอดเวลาแม้ว่าขณะนั้น เขายังไม่ได้ประดิษฐ์เครื่องกำเนิด กระแสไฟฟ้าขึ้นมาเลย
เคล็ม ลาไบน์ นักขว้างลูกเบสบอลที่มีชื่อเสียงก้องโลกเมื่อตอนที่เขาเป็นเด็กนั้น นิ้วชี้ข้างขวาของเขาหักโดยอุบัติเหตุข้อต่อนิ้วมือ ระหว่างข้อแรกกับ ข้อที่สองงออยู่แต่ด้วยความฝันใฝ่จะเป็นนักขว้าง เบสบอลที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงของอเมริกา เขาจึงพยายามฝึกฝนอย่างหนักจนที่สุด เขาสามารถเอาชนะ ความจำกัดนั้นไปถึงความสำเร็จได้
เรย์ คร็อก ผู้ก่อตั้ง แมคโดนัลด์ มองเห็นว่าร้านกาแฟ ในสมัยนั้นจำหน่ายอาหารที่เตรียมง่าย ราคาถูก ซึ่งเป็นการตลาดที่กว้างมาก เขาจึงจู่โจมการเอาอาหารที่นิยมที่สุดของร้านกาแฟ คือ แฮมเบอร์เกอร์ มาเป็นอาหารหลักของร้านด้วยวิสัยทัศน์ที่เห็นว่า จะเป็นไปได้จึงยอมลงทุนสูง ถึงขนาดกู้เงินและยอมเสียดอกเบี้ยจนร้านของเขาขยายไปทั่วโลก และมียอดขายมากกว่าร้านประเภทเดียวกัน
ตราบจนปัจจุบันหากประเทศไทยมีวิสัยทัศน์ให้คนไทยได้รับรางวัลโนเบล เราก็จะได้ประชาชนที่มีความรู้ มีความคิดอ่าน เฉลียวฉลาดเพิ่มมากขึ้น

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วิสัยทัศน์ (Vision) คือ เป้าหมายขององค์กรในช่วงเวลาระยะกลางถึงระยะยาว (ประมาณ 3-10 ปี) โดยปกติวิสัยทัศน์ที่ดีจะประกอบด้วย

1. เป้าหมายระยะยาว (Stretch goal) เป้าหมายขององค์กรควรเป็นตำแหน่งขององค์กรที่แตกต่างจากปัจจุบัน แสดงถึงความทะเยอทะยานขององค์กร

2. ตำแหน่งขององค์กรในตลาด (Definition of niche) ตำแหน่งขององค์กรเชิงธุรกิจในตลาด

3. ช่วงเวลา (Time horizon) ช่วงเวลาที่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์บรรลุผลสำเร็จ



ความสำคัญของวิสัยทัศน์

1. ช่วยกำหนดทิศทางและเป้าหมายขององค์กร

2. สื่อสารให้บุคลากรทราบว่า บุคลากรแต่ละท่านมีส่วนร่วมที่จะทหใองค์กรมุ่งไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างไร

3. ช่วยกระตุ้นให้บุคลากรมีความตระหนัก ผูกพัน และมุ่งมั่นปฏิบัติ

4. สื่อสารให้องค์กรภายนอกหรือคู่ค้าทางธุรกิจทราบถึงบทบาทและส่วนร่วมในการผลักดันให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย


กระบวนการสร้างวิสัยทัศน์


1. ขั้นเตรียมการ
เป็นขั้นตอนการสร้างความรู้ความเข้าใจ ความสำคัญ และวิธีการจัดทำวิสัยทัศน์

2. ขั้นดำเนินการสร้างวิสัยทัศน์
2.1 รวบรวมข้อมูลพื้นฐานขององค์กร เช่น เป้าหหมาย พันธกิจ ความคาดหวังและความต้องการของลูกค้าและคู่ค้า เป็นต้น

2.2 วิเคราะห์สถานภาพปัจจุบันขององค์กร เพื่อให้ผู้บริหารเข้าใจและทราบถึงสถานภาพปัจจุบันขององค์กร

2.3 นำมุมมองของผู้บริหารแต่ละท่านมารวมและเชื่อมโยงกัน (Share and Relate the Dreams) และจัดลำดับความสำคัญ

2.4 คัดเลือกและตัดสินใจอนาคตขององค์กรที่เป็นความฝันของทีมผู้บริหาร

2.5 ทบทวนประโยคและสำนวนให้สื่อความหมายที่ชัดเจน ปลุกเร้า ท้าท้าย และสร้างพลัง

3. ขั้นนำวิสัยทัศน์ไปปฏิบัติ
สื่อสารให้บุคลากรได้รับทราบและเข้าใจตรงกัน มีภาพในอนาคตที่เหมือนกัน

4. ขั้นประเมินวิสัยทัศน์
ทบทวนความเหมาะสมของวิสัยท้ศน์ตามลักษณะของสภาพแวดล้อมภายนอกและสถานภาพในปัจุบันขององค์กร


ตัวอย่างของวิสัยทัศน์

เป็นผู้เชี่ยวชาญหนึ่งในสี่ของธุรกิจภายใน 5 ปี
มีลูกค้าประเภท online ภายในปี 2000

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ความหมายของคำว่าวิสัยทัศน์ (Vision)

คำว่า วิสัยทัศน์ มีผู้ให้ความหมายไว้มากมายหลายท่าน อาทิเช่น

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้บอกว่า วิสัยทัศน์ หมายถึงความเคลื่อนไหวของประชาชาติ เพื่อสร้างจินตนาการใหม่เกี่ยวกับการศึกษา

ศาสตราจารย์ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ให้ความหมายไว้ว่า วิสัยทัศน์ มาจากคำภาษาอังกฤษ คำว่า “Vision” แปลว่า ความคาดหมายที่จะกระทำในอนาคต หรือ การมองเป็นสร้างระบบให้เพื่อให้เพื่อรองรับแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือเพื่อการพัฒนาแนวโน้มที่เกิดขึ้นในอนาคต ส่วนคำว่า Visionary หมายถึง คนที่จะทำให้ Vision ประสบผลสำเร็จ

บูรชัย ศิริมหาสารคร ได้กล่าวว่า วิสัยทัศน์เป็นศัพท์เฉพาะศาสตร์ (Technical Term) เกี่ยวกับการบริหารที่ถูกบัญญัติขึ้นจากคำว่า “Vision” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งตามความหมายทั่วไปแปลว่า” การเห็นหรือภาพ” แต่ในทางการบริหาร วิสัยทัศน์ (Vision) หมายถึงความสามารถในการมองเห็นภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ไกลที่สุดและชัดที่สุด การมองเห็นที่ว่านี้ มิใช่การมองเห็นด้วยสายตา แต่เป็นการมองเห็นด้วยปัญญา วิสัยทัศน์เป็นจินตนาการ หรือภาพเสมือนจริงที่เกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า

อาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ได้พูดถึงคำวิสัยทัศน์ว่าไม่ใช่ศัพท์ของราชบัณฑิตยสถาน แต่เป็นศัพท์ที่มีผู้คิดขึ้น โดยอาจารย์ได้ให้ไว้ว่า “การดูแลในสิ่งที่อยู่ในวิสัย ซึ่งหมายถึงว่ามีความสามารถเพียงใด ก็ดูได้เพียงนั้น อาจารย์ได้กล่าวถึงคำ Vision ว่าน่าจะตรงกับคำว่า วิทัศน์มากกว่า เพราะคำว่าวิทัศน์ มีความหมายว่า “ ดูได้อย่างวิเศษ หรือมองอย่างวิเศษ มองอย่างแจ่มแจ้ง”

ดร.สายสุรี จุติกุล บอกว่า วิสัยทัศน์ คือ การมองไปข้างหน้าในส่วนที่ดี ในส่วนที่เราคาด ในส่วนซึ่งเรามองจะใช้คำว่า Visual Thinking ว่าเป็นความคาดหวังที่อยากจะเห็นให้เป็น Expectation ซึ่งหมายความว่าพยายามจะมองไปในทางที่ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้

กล่าวโดยสรุปคือ วิสัยทัศน์ หมายถึง การสร้างภาพอนาคต หรือการมองอนาคตซึ่งจะเป็นเป้าหมายในการเดินไปสู่อนาคต โดยวิธีการนำเอาระบบการวางแผนมาใช้ หรือหมายถึงสิ่งที่อยากเห็นในอนาคตและเป็นสิ่งที่ดีกว่าเดิม วิสัยทัศน์ จะเกิดจากการรู้จักคิดโดยใช้ปัญญา และมุ่งมั่นให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งวิสัยทัศน์ที่ดีนั้นมีคุณสมบัติเฉพาะ 8 ประการ ดังนี้

1. มุ่งเน้นอนาคต (Future Oriented)
2. เต็มไปด้วยความสุข (Utopian)
3. ความเหมาะสม (Appropriate)
4. สะท้อนความฝันสูงสุด (Reflect High Ideals)
5. อธิบายจุดมุ่งหมาย (Clarify Purpose)
6. ดลบันดาลความกระตือรือร้น (Inspire Ethusiansm)
7. สะท้อนความเป็นหนึ่งเดียว (Reflect the Uniqueness)
8. ความมักใหญ่ใฝ่สูง (Ambition)

กรอบความคิดในการมองวิสัยทัศน์
กรอบความคิดในการมองวิสัยทัศน์จากความหมายข้างต้นจะมองได้ 4 ระดับ คือ

1. วิสัยทัศน์ของบุคคล (Personal Vision) เป็นวิสัยทัศน์ในการมองตัวเองสำหรับอนาคตในด้านต่างๆ เช่น ด้านร่างกาย และ จิตใจ ในด้านร่างกายจะพิจารณาถึงบุคลิกภาพ ว่าต้องการให้มีรูปร่างอย่างไร อ้วนหรือผอม จะให้มีสุขภาพอนามัยเป็นอย่างไร
สำหรับด้านจิตใจ จะพิจารณาถึงลักษณะอารมณ์ ความเครียด ความหวัง ความผิดหวัง และแนวทางแก้ไข
นอกจากนั้น ยังมองในลักษณะยุทธศาสตร์การพัฒนา การกำหนดแนวทางการพัฒนาตนเองในวิถีชีวิตประจำวันและอนาคตในด้านต่าง ๆ ในภาพรวม

2. วิสัยทัศน์เกี่ยวกับอาชีพ (Career Vision) เป็นการมองภาพถึงความก้าวหน้าในการประกอบอาชีพของตนเองว่า จะดำรงตำแหน่งอะไร จะต้องการศึกษาต่อด้านใด หรืออบรมด้านใด เพื่อให้มีคุณลักษณะที่ต้องการ คือ มีความก้าวหน้าไปอย่างไร เงินเดือน ยศ เป็นอย่างไร หรือ ต้องการมีอาชีพใหม่อย่างไรบ้าง เพื่อนำมาจัดทำแผนอาชีพของตน (Career path)

3. วิสัยทัศน์ขององค์การ (Organization Vision) คือ วิสัยทัศน์ที่ภาพกว้างและสมบูรณ์ของระบบในองค์การปัจจุบันในภาพรวม และเป็นการมองกว้างออกไปถึงสภาพแวดล้อมที่อยู่โดยรอบองค์การด้วย ซึ่งจะเป็นการมององค์การถึงระบบการบริหารขององค์การว่าจะดำเนินการอย่างไร ความก้าวหน้าขององค์การจะเป็นอย่างไร จะมีผลกระทบอะไรบ้าง

4. วิสัยทัศน์ของระบบสังคมโลก (World Vision) เป็นการมองถึงระบบสังคมในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร อาจแยกเป็นระบอบย่อย คือ ระบบเศรษฐกิจ การเมืองเทคโนโลยี เป็นต้น รวมถึง การมองถึงผลกระทบที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย
จะเห็นได้ว่ากรอบของวิสัยทัศน์จะมีตั้งแต่การมองถึงตัวเอง มองถึงอนาคตเกี่ยวกับอาชีพ องค์การ และสังคมกว้างที่เป็นสังคมโลก ซึ่งจะมีส่วนเชื่อมโยง มีความสัมพันธ์กันและมีผลกระทบซึ่งกันและกัน สังคมโลกเป็นระบบใหญ่ กว้างขวาง และซับซ้อน ระบบขององค์การอยู่ภายในสภาพแวดล้อมของสังคมโลก และในทำนองเดียวกัน ระบบบุคคลก็เกี่ยวข้องกับระบบในองค์การและระบบสังคมโลก กรอบความคิดในการมองวิสัยทัศน์จึงต้องมองกว้างและเชื่อมโยงเกี่ยวพันกัน
ถึงอย่างไรก็ตามจากวิสัยทัศน์ทั้ง 4 ประเภท ดังกล่าวข้างต้นสามารถจัดกลุ่มวิสัยทัศน์ออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
กลุ่มวิสัยทัศน์ส่วนบุคคล จะครอบคลุมถึงวิสัยทัศน์ในการสร้างอนาคตของบุคคลอาจประกอบด้วยวิสัยทัศน์ในหน้าที่การงาน วิสัยทัศน์ในด้านครอบครัว และวิสัยทัศน์หลังเกษียณอายุ ซึ่งจะครอบคลุมวิถีชีวิตของบุคคลตั้งแต่เกิดจนตาย
กลุ่มวิสัยทัศน์ขององค์การ เป็นการมองถึงระบบการบริหารองค์การดังกล่าวมาแล้วซึ่งทุกคนในองค์การจะต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน (Shared Vision) ที่จะมุ่งมั่นปฏิบัติตามแผน เพื่อให้บรรลุแผนงานตามที่องค์การกำหนดไว้ให้ได้ การมีวิสัยทัศน์นั้นถือว่าเป็นหัวใจของวิสัยขององค์การเพราะจะทำให้ทุกคนในองค์การถือว่าตนเองมีส่วนร่วม ทำให้เห็นภาพรวมขององค์การและเป้าหมายขององค์การที่จะช่วยให้องค์การบรรลุเป้าหมาย เพราะมีเป้าหมายและแนวทางตรงกัน


คุณค่าของวิสัยทัศน์
เดวิสและโธมัส (Davis and Thomas 1989 : 22 – 23) กล่าวว่า วิสัยมีคุณค่า เป็นสิ่งสำคัญประการแรกที่ผู้นำจะต้องมีและเผยแพร่วิสัยทัศน์ให้สมาชิกทุกคนได้เข้าใจอย่างชัดเจน โดยเน้นที่ผลผลิต เป้าหมายและทิศทางการดำเนินการ เช่นเดียวกับที่ลิซาตา และคณะ (Licata et.al (1990 : 74; 1989 : 37) ได้พบว่าผู้นำมีวิสัยทัศน์ นอกจากมองเห็นภาพในอนาคตแล้ว ยังต้องเสียสละประโยชน์ส่วนตน เพื่อมุ่งมั่นทำงานให้บรรลุวิสัยทัศน์นั้น ซึ่งก็สอดคล้องกับคาล์ดเวลล และสปิงค์ (Caldwell and Spinks 1990 : 174) ที่ย้ำว่าผู้นำจะต้องผูกพันกับวิสัยทัศน์นั้น และสามารถนำวิสัยทัศน์ลงสู่นโยบาย แผนงาน และการปฏิบัติงานในแต่ละวันขององค์การได้

จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า ผู้นำจะต้องมีวิสัยทัศน์และนำวิสัยทัศน์มาผลักดันให้เกิดผลสู่การปฏิบัติ นำองค์การไปสู่เป้าหมายที่ต้องการตามวิสัยทัศน์ วิสัยทัศน์จึงเป็นการชี้แนวทางการพัฒนาองค์กรและในทำนองเดียวกันก็จะสะท้อนถึงผู้นำด้วยจากวิสัยทัศน์นี้เอง เพราะวิสัยทัศน์จะเป็นทิศทางนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงองค์การ ด้วยเหตุผล คือ

1. ทำให้มองเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงองค์การได้ชัดเจนว่าจะมีทิศทางไปอย่างไรเป็นเส้นทางเดียวหรือ หลายเส้นทาง

2. กระตุ้นให้บุคคลได้ปฏิบัติมิได้ตรงตามทิศทางขององค์การ แม้ว่าในระยะแรก ๆ อาจยุ่งยากบ้าง
3. ช่วยให้เกิดการประสานงานการปฏิบัติงานของคนในองค์การจำนวนมากในแนวทางที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ


วิสัยทัศน์ที่ดี
วิสัยทัศน์ที่ดีควรมีลักษณะสำคัญ ดังนี้
1. สร้างภาพจินตนาการได้ดี คมชัด ทำให้มีมองเห็นภาพในอนาคต ซึ่งเกิดจากการให้ทุกคนในองค์การมีส่วนร่วม ( Shared Vision)
2. มีลักษณะน่าสนใจ ผู้มีส่วนได้เสียและผู้เกี่ยวข้องให้ความสนใจ
3. วิสัยทัศน์ต้องเขียนให้มีลักษณะความเป็นไปได้ ไม่ไกลเกินฝัน
4. มีความชัดเจน เขียนมีรายละเอียดตามสมควร ชัดเจนมองเห็นภาพในอนาคตได้
5. ยืดหยุ่นได้ มีความคิดริเริ่ม และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามีข้อมูลหรือเหตุผลดี
6. สามารถสื่อสารให้คนอื่นโดยเฉพาะบุคคลในองค์การสามารถสื่อสารเข้าใจได้
7. ต้องท้าทายความรู้ ความสามารถของสมาชิกทุกคนในองค์การให้สามารถปฏิบัติงานบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
8. การได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นของสมาชิกในองค์การ
9. จะต้องไม่นำเอาวิสัยทัศน์ของบุคคล หรือ หน่วยงานอื่นมาใช้
10. ใช้ภาษาเขียนที่สั้น กะทัดรัด เข้าใจง่าย และ สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ชัดเจน


ที่มาของวิสัยทัศน์
วิสัยทัศน์มีแหล่งที่มาจากแหล่งข้อมูลข่าวสารที่เป็นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของบุคคลในองค์การ เป็นความคาดหวังที่ต้องการให้เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน อุปสรรค และโอกาสโดยอาศัยความรู้ของบุคคลในการผสมผสานความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และใช้ดุลยพินิจจากประสบการณ์หรือ ความรู้ ปรับภาพความคิดให้ชัดเจน และ มีความเป็นไปได้

นอกจากนั้น เพื่อพิจารณานำวิสัยทัศน์ไปใช้ในการบริหารหรือปฏิบัติงาน จะต้องสัมพันธ์กับพันธกิจและการดำเนินงานขององค์การจนถึงผลการดำเนินงาน ที่มาของวิสัยทัศน์จึงต้องสัมพันธ์กับพันธกิจที่จะนำไปสู่การดำเนินงานขององค์การ ดังที่ ทิตยา สุวรรณชฎ (2543 : 6 – 8) ได้สรุปไว้ดังนี้

วิสัยทัศน์ที่เกิดจากการวิเคราะห์อดีต ปัจจุบัน แล้วจึงคาดการณ์ในอนาคต
วิสัยทัศน์ที่เกิดจากการวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อสร้างเป้าหมายที่ทำให้เกิดแผนงานและโครงการ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

พันธกิจ คืออะไร

"พันธกิจ (Mission) คือ ความมุ่งหมายพื้นฐานในการจัดตั้งขององค์กร ที่จะดำเนินการในระยะยาว หรือเป็นขอบเขตในการดำเนินงาน ขององค์กรหรือบริษัทก็ได้ ดังนั้นพันธกิจจะบ่งบอกว่าธุรกิจขององค์กรคืออะไร อะไรคือสิ่งที่องค์กรต้องการจะเป็น และบางครั้งอาจจะแสดง สิ่งที่องค์กรกำลังให้บริการแก่ลูกค้าอยู่ทั้งผลิตภัณฑ์และบริการ"

"Mission คือ พันธกิจที่องค์กรต้องดำเนินตามและควรจะทำให้สำเร็จ เพื่อที่จะทำให้องค์กรสามารถไปถึง Vision โดย Mission คือ วิธีการดำเนินงานที่จะอยู่ภายใต้ Vision หรืออยู่ภายใต้ทิศทางขององค์กร"

โดยส่วนมาก Mission หรือพันธกิจจะเป็นเป้าหมายในระยะกลาง (กรอบระยะเวลาประมาณ 3-5 ปี) ที่บริษัทควรจะทำให้สำเร็จ เพื่อให้เข้าใกล้เป้าหมายตาม Vision ขององค์กร

พูดให้ง่ายกว่านั้น ถ้าหากว่าเทียบ Vision คือ ความฝัน ในส่วนของ Mission คือ แผนที่จะทำให้ความฝันนั้นเป็นจริง

ข้อความพันธกิจที่ดี

ข้อความของพันธกิจที่ดีต้องประกอบด้วย

• ขอบเขตที่องค์กรจะทำ (Domain)

• กลุ่มลูกค้าที่ต้องการจะให้บริการ (Customers)

• ผลิตภัณฑ์หรือบริการหลักขององค์กร (Products or Services)

• สถานที่หรือพื้นที่ที่จะดำเนินการ (Location) และ

• ข้อความจะต้องสื่อสารถึงพนักงานในปรัชญา (Philosophy) หรือแนวทางในการบริหารขององค์กร เพื่อพนักงานจะได้ดำเนินการ ได้สอดคล้องกับพันธกิจขององค์กร


ประเภทของพันธกิจ

พันธกิจอาจแบ่งเป็น 2 แบบคือ

• พันธกิจแบบแคบ (Narrow Mission) เป็นพันธกิจที่จะจำกัดขอบเขตการ ดำเนินงานของบริษัทบนพื้นฐานของผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และตลาดสินค้า การวางพันธกิจ แบบนี้จะเป็นในองค์กรขนาดเล็ก ขอบเขตการทำธุรกิจจำกัดมีข้อเสีย คือ อาจเป็นการจำกัดการ เติบโตขององค์กรเอง

• พันธกิจแบบกว้าง (Broad Mission) เป็นพันธกิจที่ขยายขอบเขตการดำเนินงานไปสู่ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และตลาดสินค้าที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้โอกาสที่องค์กรจะเติบโตมีสูง แต่ข้อเสียบางครั้งอาจจะกว้างเกินไปจนลูกค้าหรือแม้แต่พนักงานเกิดความสับสน


ตัวอย่างของพันธกิจ

1. องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย

“ตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยบริการที่มีคุณภาพและเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเพื่อให้ลูกค้าเลือกใช้บริการจากเราเป็นอันดับแรก ส่งเสริมการลดความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการพัฒนาประเทศให้สิ่งที่เหมาะสมแก่สังคมและรักษาสิ่งแวดล้อม ให้ผลตอบแทนอย่างเหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นและสร้างเสริมคุณภาพชีวิตการทำงานแก่พนักงาน หาพันธมิตรเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจระหว่างประเทศ”

(จาก Website ขององค์การโทรศัพท์)

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

คุณค่าคืออะไร

คุณค่า (Core value) คือ คุณลักษณะ และบรรทัดฐาน ที่มีความเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละองค์การ และส่งผลต่อพฤติกรรมในการปฏิบัติ งานของบุคลากรภายในองค์การ โดยกำหนดค่านิยมหลักต้องเป็นที่ปรารถนา (Desired Corporate Culture) ต่อความสำเร็จขององค์กร
แก้ไขล่าสุดโดย siri เมื่อ พุธ ก.ย. 08, 2021 10:20 am, แก้ไขไปแล้ว 4 ครั้ง.

siri
โพสต์: 1279
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: วิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) และคุณค่า (Value)

โพสต์ โดย siri » พุธ ก.ย. 08, 2021 9:34 am

Objective (วัตถุประสงค์)
Objective คือ วัตถุประสงค์ย่อยของ Mission โดย Objective หรือ วัตถุประสงค์ เป็นที่องค์กรต้องทำให้สำเร็จในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อทำให้ Mission สำเร็จ โดยส่วนมาก Objective มักจะเป็นเป้าหมายในระยะสั้นถึงระยะกลาง (ระยะเวลาตั้งแต่ 1 ไตรมาส ไปจนถึง 5 ปี)
นอกจากนี้ Objective ควรเป็นสิ่งที่วัดผลได้ด้วย KPI รูปแบบต่างๆ อย่างเช่น ยอดขาย จำนวนสมาชิก ยอดวิว กำไรขั้นต้น กำไรสุทธิ ฯลฯ และต้องมีระยะเวลากำหนดที่ชัดเจน

จากตัวอย่างเดิมในหัวข้อ Mission ข้อแรก “ทำให้บริการดีขึ้น” จะเห็นว่าการที่จะทำให้บริการดีขึ้นได้ก็จะต้องเกิดจากการทำอะไรหลายอย่าง ซึ่งการทำอะไรหลายอย่างที่ว่าเพื่อทำให้ Mission ดังกล่าวสำเร็จ นั่นก็คือสิ่งที่เราเรียกว่า Objective หรือ วัตถุประสงค์ นั่นเอง

จาก Mission ดังกล่าว บริษัทอาจตั้ง Objective หรือ วัตถุประสงค์ เอาไว้ตาม ตัวอย่าง Objective ต่อไปนี้:

เครือข่าย 2G ครอบคลุม 95% ของประเทศไทย ในระยะเวลา 1 ปี
เพิ่มจำนวนผู้ใช้งาน 4G ของ AIS เป็น 20 ล้านหมายเลข ในระยะเวลา 2 ปี
เพิ่มส่วนแบ่งการตลาด 5% จากปีที่แล้ว

siri
โพสต์: 1279
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: วิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) และคุณค่า (Value)

โพสต์ โดย siri » พุธ ก.ย. 08, 2021 11:05 am

วิธีเขียน Vision Statement ให้มีประสิทธิภาพ

ปรีดี นุกุลสมปรารถนา (Pop)

Vision หรือวิสัยทัศน์นั้นเกิดมาจากใคร
Vision Statement หรือคำกล่าวถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์หรือองค์กร ซึ่งมันคือแนวทางที่แสดงออกให้เห็นถึงการที่จะไปสู่เป้าหมายของแบรนด์หรือการทำธุรกิจ ผ่านคำพูดหรือข้อความและมีการสื่อสารไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกๆฝ่าย (Stakeholders) ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน คู่ค้าทางธุรกิจ ลูกค้า ผู้ถือหุ้น สื่อมวลชน และคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง Vision Statement นั้นเป็นการอธิบายถึงผลลัพธ์ในระยะยาวที่แบรนด์นั้นวางเป้าหมายเอาไว้ นับเป็นระดับที่เรียกว่าสูงสุดขององค์กรเลยก็ว่าได้ครับ โดยถ้าไม่มีการกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนแบรนด์และการทำธุรกิจก็อาจจะกลายเป็นเหมือนกับเรือที่ไม่มีหางเสือไม่รู้ว่าปลายทางที่เราทำกันอยู่มันคืออะไร ซึ่งมันก็อาจจะทำให้ทั้งองค์กรนั้นล้มลงอย่างไม่เป็นท่าเลยก็ได้ และเราจะมาเรียนรู้กันครับว่าการเขียน Vision Statement ให้มีประสิทธิภาพและทรงพลังนั้นมันมีหลักการอย่างไร

Vision หรือวิสัยทัศน์นั้นเกิดมาจากใคร

ขั้นตอนแรกของการสร้างแบรนด์และการเริ่มทำธุรกิจนั้นต้องมาจากการกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) ออกมาให้ได้ ซึ่งมันต้องสอดรับและสนับสนุนกับ Brand Purpose หรือเป้าหมายสูงสุดของแบรนด์ด้วยเช่นกัน หากเป็นในสมัยก่อนที่เป็นรูปแบบธุรกิจใหญ่โตมีทีมและโครงสร้างองค์กรที่หลากหลายฝ่าย ก็คงต้องบอกว่ามันเป็นบทบาทหน้าที่ของระดับเจ้าของธุรกิจหรือ CEO ในการเขียนวิสัยทัศน์ขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางในการทำธุรกิจ ซึ่งแน่นอนครับว่ามันเป็นการตั้งวิสัยทัศน์ในลักษณะของการสื่อสารแบบบนลงล่าง (Top-Down Communication) โดยพนักงานก็รับนโยบายต่อมาเพื่อนำมาปฏิบัติผ่านพันธกิจ (Mission) และตามแผนงานของแต่ละแผนกที่ได้วางไว้ แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวของธุรกิจรวมถึงแนวทางของการสร้างแบรนด์ที่เริ่มมีมากขึ้น ทำให้หลายๆแบรนด์และหลายๆธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนด้วยการให้ความสำคัญกับพนักงานเป็นศูนย์กลาง (Employee-Centric) ที่จะช่วยให้ทั้งบรรยากาศในการทำงานและผลงานที่ออกมานั้นกลายเป็นเรื่องของการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกคนในองค์กร ทำให้ทุกคนเห็นตรงกันและรู้ว่าควรทำงานเพื่อจุดมุ่งหมายอะไร และมันจะกลายเป็นแรงผลักดันให้ประสบความสำเร็จมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าเมื่อเทียบกับการวาง Vision ในแบบอดีต และหลายๆครั้งเราจะเห็นการนำเอาความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาปรับใช้กับการวาง Vision ด้วยเช่นกัน

การสร้าง Vision สมัยใหม่ต้องมาจากแนวคิด Employee Centric
เขียน Vision Statement ให้แตกต่างอย่างทรงพลัง
การสร้างวิสัยทัศน์ (Vision) ให้กับแบรนด์ให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบนั้นอาจดูแล้วยากและกินเวลาในการทำงานมากจนเกินไป ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งประดิษฐ์ประดอยคำให้มันสวยหรูเพื่อทำให้มันดูสมบูรณ์แบบขนาดนั้นครับ แค่เพียงแต่นำข้อมูลต่างๆที่คุณมีอยู่มาร้อยเรียงและสร้างแนวทางที่เหมาะสมกับคุณมันจะทำให้ Vision นั้นออกมาดูดีกว่าครับ เรามาดูกันครับว่ามีกี่ข้อที่จำเป็นต้องรู้ในการนำมาเขียน Vision Statement กันบ้าง

1. Vision Statement นั้นควรจะกระชับได้ใจความ

Vision Statement ไม่ควรเป็นอะไรที่เวิ่นเว้อหรือยาวจนเกินไปจนทำให้จับใจความสำคัญอะไรไม่ได้เลย เรากำลังพูดถึงความยาวเพียวแค่หนึ่งประโยคหรือไม่ควรเกินสองประโยคซึ่งดูมีความเหมาะสม เพราะคุณต้องการให้คนที่อ่านทั้งคนในองค์กรรวมถึงลูกค้านั้นจดจำได้อย่างขึ้นใจและที่สำคัญที่สุดคือต้องเข้าใจในความหมายที่สื่อออกมาด้วย โดย Vision Statement นั้นก็จำเป็นต้องจับใจคนอ่านด้วยเช่นกัน คำถามต่อมาที่อาจเกิดขึ้นก็คือ Vision Statement นั้นสามารถเขียนให้ยาวกว่า 2 บรรทัดได้ไหม จริงๆแล้วก็ได้ครับแต่ควรเก็บไว้เป็น Version สำหรับการขยายความที่อาจใช้สื่อสารในองค์กร อาจจะมีอยู่ใน Brand Guideline หรือคำอธิบายบนเว็บไซต์เพื่อให้อ่านต่อ ส่วนหากจะสื่อสารกับคนทั่วไปอาจต้องมี Version สั้นๆได้ใจความมาใช้แทน

2. เรียบง่ายแต่ทรงพลัง

นอกจากความกระชับได้ใจความแล้วความเรียบง่ายก็เป็นพื้นฐานที่ทำให้การสร้างแบรนด์นั้นกลายเป็นที่จดจำได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการเขียน Vision Statement นั้นไม่ควรสร้างให้สลับซับซ้อนไม่ต้องให้คนอ่านนั้นตีความเยอะ และต้องมีพลังพอที่จะทำให้ลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจดจำได้ขึ้นใจ ซึ่งความทรงพลังนั้นจะช่วยกระตุ้นและผลักดันให้คนในองค์กรช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายได้อย่างไม่ยากเย็น

3. Vision Statement ไม่ใช่การขายของ

Vision Statement ไม่ควรใส่ข้อมูลสินค้าหรือบริการไปแบบตรงๆเพราะ Vision มีลักษณะของการสร้างการโน้มน้าวใจให้คนที่เห็นนั้นเกิดความหวังว่าจะได้รับในสิ่งแบรนด์หรือธุรกิจจะมอบให้ในระยะยาว อย่าใส่ข้อมูลสินค้าแบบ Hard Sales เพราะมันจะทำให้ลูกค้านั้นรู้สึกว่าถูกยัดเยียดตั้งแต่แรกเริ่มโดยที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ของคุณเลย

4. ซื่อสัตย์ จริงใจ ตรงไปตรงมา

Vision Statement มาจากผลรวมของการแสดงออกถึงแบรนด์และธุรกิจของคุณในทุกมิติ ตั้งแต่กระบวนการผลิต คุณภาพสินค้า การบริการ การบริหารองค์กร พนักงาน การดูแลลูกค้า ความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ ล้วนแล้วแต่ถูกนำมาหลอมรวมอยู่ใน Vision ทั้งสิ้น ดังนั้น Vision Statement จะต้องสะท้อนถึงความแท้จริงของแบรนด์ที่ต้องไม่ทำให้ลูกค้าเกิดความไม่ไว้วางใจหรือเกิดคำถามขึ้นในใจ

5. สะท้อนในสิ่งที่ตัวเองเป็น

อย่าพยายามสร้างอะไรที่มันสวยหรูเกิดกว่าศักยภาพของตัวเองที่สามารถทำได้ และไม่ทำให้ความคาดหวังของลูกค้านั้นพังทลาย อย่าพยายามสื่อสารอะไรออกไปในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเราซึ่งนั่นหมายถึงคุณต้องเข้าใจในแบรนด์ เป้าหมาย และธุรกิจของคุณเป็นอย่างดี

ฺVision Statement ต้องสะท้อนในสิ่งที่ตัวเองเป็น
6. มีคุณค่าซ่อนอยู่ภายใน

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าวิสัยทัศน์ (Vision) นั้นควรมีความแตกต่างและโดดเด่นกว่าคู่แข่ง ซึ่งมันคือการนำเสนอคุณค่า (Values) ของสิ่งที่แบรนด์จะมอบให้กับลูกค้ารวมไปถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคนอื่นๆ คุณค่าที่ทรงพลังนั้นต้องสามารถขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ได้อย่างแข็งแกร่งและทำให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงสิ่งที่แบรนด์จะมอบให้ พนักงานเองก็ต้องมีความตั้งใจจริงในการสร้างสรรค์คุณค่าให้เกิดขึ้นทั้งภายในตัวเอง และส่งมอบสู่ลูกค้าด้วยเช่นกัน โดยคุณค่านั้นอาจมาได้จาก

สินค้า
บริการ
ความสำเร็จของธุรกิจลูกค้า
การมีมาตรฐานสากล
ความแตกต่างในตลาด
การสร้างประสบการณ์ที่ดี
ราคาที่ประทับใจ
การรับประกันที่ยาวนาน
มีจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ
7. แปลง Vision สู่ Tagline

น้อยครั้งที่เราจะเห็นแบรนด์นำเอา Vision มาหลอมหลวมสู่การสร้าง Tagline เพื่อนำมาสื่อสารให้กับคนภายนอกให้รู้จัก Tagline นั้นเปรียบเสมือนกับคำพูดที่ยืนยันและย้ำเตือนว่าแบรนด์หรือธุรกิจนั้นกำลังเสนอ สื่อสาร หรือมอบสิ่งใดให้กับลูกค้า และเราจะเห็น Tagline ในบางแบรนด์ที่สามารถผสมผสานทั้งวิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) คุณค่า (Values) ออกมาได้จนทำให้แบรนด์นั้นมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น

SCG Tagline: “Passion for Better”
Microsoft Tagline: มีการเปลี่ยน Tagline อยู่หลายครั้ง เช่น “Your Potential. Our Passion”, “Making It Easier”, “Empowering us all”, “Be what’s next”
Apple Tagline: “Think Different”
IKEA Tagline: “Let’s make your home special”
ขั้นตอนการสร้าง Vision Statement

ระบุให้ได้ว่าทำไมคุณถึงเกิดมาบนโลกใบนี้
ระบุให้ชัดเจนว่าคุณจะทำอะไรบ้างเพื่อตอบเหตุผลว่าทำไมถึงมีคุณบนโลกใบนี้
เตรียมวางกรอบแนวคิดด้านคุณค่าที่จะมอบให้ลูกค้า
มองและวางแผนถึงอนาคตที่คุณวาดฝันเอาไว้
เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้วนำมาเรียบเรียงเป็น Vision Statement
ตัวอย่างการตั้งคำถามเพื่อนำไปสู่การเขียน Vision Statement

คุณทำธุรกิจอะไร
คุณจะช่วยผู้คนได้อย่างไร
คุณอยากจะไปสู่จุดไหน
คุณวางแผนจะไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร
อะไรคือผลลัพธ์สูงสุดที่แบรนด์ต้องการสร้างให้เกิดขึ้นกับลูกค้า ชุมชน อุตสาหกรรม หรือโลกใบนี้
มีทางไหนบ้างที่แบรนด์จะสร้างประสบการณ์ดีๆในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า
วัฒนธรรมขององค์กรเป็นอย่างไรและมันช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้พนักงานได้อย่างไร

siri
โพสต์: 1279
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: วิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) และคุณค่า (Value)

โพสต์ โดย siri » พุธ ก.ย. 08, 2021 11:07 am

พันธกิจ

เวลาวิเคราะห์ระบบงานให้กับองค์กรต่างๆ สิ่งหนึ่งที่ทำก่อนก็คือ วิสัยทัศน์ (Vision) แต่สิ่งที่ทำให้คนในองค์กรต่างๆสับสนส่วนใหญ่ก็คือ พันธกิจ หรือ Mission นั่นเอง แค่ภาษาอังกฤษก็ทำให้สับสนแล้ว มาเจอภาษาไทยที่หรูหรา บางคนก็สับสนไปเลยก็มี

Mission ไม่ได้มากจาก Miss ที่แปลว่าผิดพลาด หรือ ผู้หญิงโสด แต่มันเป็นคำเฉพาะ แปลว่า หน้าที่การงาน คณะทูต หรือ การเผยแผ่ศาสนา แต่แปลเป็นไทยว่า พันธกิจ

พันธกิจ มาจาก พันธะ หรือ ความผูกพัน กับคำว่า กิจ แปลว่า หน้าที่การงาน รวมแล้วก็น่าจะหมายถึง งานที่มีความผูกพันต่อเนื่องกับวิสัยทัศน์ ในเชิงการบริหารจัดการมากกว่า โดยทั่วไปแล้ว พันธกิจ จะบอกถึงสิ่งที่องค์กรกำลังทำอยู่ในปัจจุบันมากกว่า ช่วยทำให้เรารู้ว่าเราคือใคร (Who we are?) และกำลังทำอะไร (What we do?)

บางคนก็เข้าใจว่า พันธกิจ หรือหน้าที่ของเขา คือ ทำกำไร ซึ่งก็จริงอย่างที่เขาพูด ทั้งนี้ สิ่งที่จะเป็นพันธกิจขององค์กรถึงแม้นจะไม่ใช่การทำกำไรโดยตรง แต่หากทำแล้วองค์กรก็จะมีกำไรตามมา แต่บางองค์กรไม่ใช่องค์กรแสวงหากำไร แล้วพันธกิจของเขาคืออะไร??? อันนี้ก็น่าคิดเหมือนกัน

พันธกิจถ้าจะเขียนให้ดี ต้องรู้ว่า ลูกค้าจริงๆของเราเป็นใคร ความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างไร รู้ว่าเราเป็นอย่างไร และ จะทำอย่างไรเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทำอย่างไรถึงจะสามารถสนับสนุนการขาย ทำอย่างไรถึงจะให้คู่แข่งตามไม่ทัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของทั้งองค์กรของทุกคน

จริงๆแล้ว กฎการเขียนก็คงไม่ตายตัวสักเท่าไหร่ แต่เวลาหาข้อมูลไปลึกๆเข้าก็จะพบว่า “Peter Drucker” ปรมาจารย์ด้านการจัดการของโลก เคยระบุไว้ว่า โดยส่วนใหญ่แล้วพันธกิจขององค์กรๆ หนึ่งมักจะประกอบไปด้วยองค์ประกอบด้วย 9 ประการ คือ

1. ลูกค้า
เป็นการแจกแจงว่า ลูกค้าของเราเป็นใคร ซึ่งก็จะมีทั้งแนวทางการหาลูกค้า ในกรณีลูกค้าไม่ประจำ หรือ องค์กรที่เน้นลูกค้าเป็นหลัก ก็จะพูดถึงความพึงพอใจของลูกค้า

2. สินค้าและบริการ
เป็นการดูว่า สินค้า และ บริการ ของเราเป็นสินค้าประเภทใด ซึ่งก็มุ่งประเด็นไปตรงกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย หรือ ชูประเด็นให้เห็นถึงมุมมองของสินค้าและบริการที่เป็นเอกลักษณ์ขององค์กรจริงๆ

3. ตลาด (ตามภูมิศาสตร์แล้ว องค์กรเข้าไปดำเนินการแข่งขันในบริเวณใดบ้าง?)
นอกจาก ตลาดจะอยู่ที่ใดตามภูมิศาสตร์แล้ว องค์กรยังมีการตลาด แนวทางการตลาด วิธีที่ใช้ในการตลาด ไม่ว่า จะเป็นการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือ กลวิธีที่จะส่งผลอย่างไรเพื่อให้วิสัยทัศน์ได้บรรลุเป้าหมายได้จริง

4. เทคโนโลยี
องค์กรใช้เทคโนโลยี อย่างไร หรือมี นวัตกรรมอะไรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงหรือสร้างสรรงานใหม่ๆ หรือ องค์กรมุ่งเน้นทางด้านนวัตกรรมมากน้อยเพียงใด

5. การคำนึงถึงการอยู่รอด เติบโต และผลกำไร
ซึ่งเรื่องนี้แทบจะต้องมีในทุกๆองค์กรเลยก็ว่าได้ เพราะว่าเป็นหัวใจของธุรกิจเลยว่า ต้องอยู่รอดได้ ต้องมีกำไร ต้องเติบโต ให้ทันกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

6. ปรัชญา
ปรัชญาจะบ่งบอกถึง ความเชื่อ ความเป็นองค์กร วัฒนธรรมองค์กร คุณธรรม จริยธรรมขององค์กร รวมไปถึง ค่านิยมขององค์กรว่า ภาพรวมขององค์กรที่สำคัญๆ และส่งผลให้ วิสัยทัศน์ ฉายแววแห่งความสำเร็จนั้น มีพื้นฐานต่างๆอย่างไร

7. ความแตกต่าง
การสร้างความแตกต่างก็เพื่อให้องค์กรมีจุดยืนพิเศษ เพื่อให้เหนือคู่แข่งขัน หรือ ให้มีความแตกต่าง เป็นจุดเด่น เพื่อให้ลูกค้าเกิดความสนใจในตัวองค์กรขึ้น ทั้งนี้เราจะต้องเลือกเฉพาะความแตกต่างที่สร้างสรรที่จะนำพาให้องค์กรประสบความสำเร็จเป็นเกณฑ์เท่านั้น

8. การคำนึงถึงสังคม
บางองค์กร บางหน่วยงาน ให้ การคำนึงถึงสังคม ต่อชุมชน หรือ ต่อสิ่งแวดล้อมเป็นตัวชูโรงว่า ตนนั้นทำเพื่อสังคม ทำเพื่อประชาชน เพื่อให้ภาพลักษณ์ดูดี เป็นการทำ PR อย่างหนึ่ง ทั้งนี้ ต้องมั่นใจ หรือ ทิศทางที่ชัดเจนจริงๆ ถึงจะใช้ในลักษณะนี้ การใช้แค่สร้างภาพเพียงอย่างเดียวอาจจะทำให้ คนทำงานสับสนกับองค์กรได้

9. การคำนึงถึงบุคลากร
องค์กรที่คำนึงถึงบุคลากรเป็นหลัก เมื่อลงข้อนี้พนักงานจะมีความเชื่อมั่นในองค์กรมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ความจริงใจ การพัฒนาบุคลากรอย่างเต็มที่ เต็มประสิทธิภาพ จะทำให้ ผลงานที่ได้รับออกมาดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว เฉพาะองค์กรที่มีจำนวนพนักงานมากๆเท่านั้น ถึงจะกล่าวในจุดนี้ เพื่อดึงใจพนักงานให้สูงขึ้น แต่หากไม่ดำเนินตามที่เขียนไว้ บางทีก็จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้เช่นกัน



ส่วนตัวผม ผมก็จะเพิ่มหัวข้อเหล่านี้เข้าไปด้วยในกรณีบางองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ไม่ใช่เก่งกว่า Perter Drucker แต่เพราะว่ามันใช้งานจริง จึงเห็นสิ่งที่ควรจะเพิ่มก็เท่านั้น

10. เป้าหมายการดำเนินงาน
เพื่อให้การทำงานเด่นชัดมากขึ้น การดำเนินงานจึงต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน รู้ว่าทำไปแล้วได้อะไร เพื่ออะไร แล้วจะส่งผลอย่างไรกับองค์กร

11. ทีมงาน และ สายสัมพันธ์
เพื่อมุ่งเน้นการทำงานเป็นทีม ไม่ว่าจะเป็นทีมเล็ก ทีมใหญ่ หรือ ทีมทั้งหมดที่เป็นองค์กร ทั้งนี้ เมื่อระบุในพันธกิจ ก็จะหมายถึง การสร้างนโยบายในเชิง ทีมงาน เป็นหลักด้วย

ทั้งหมดเป็นเพียงแนวทางการเขียน Mission หลักๆเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้ว ไม่มีหลักการตายตัวในการเขียน เพียงแต่เมื่อเขียนแล้วขอให้สามารถสื่อสารคนภายในองค์กรได้จริง มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน เพื่อให้บรรลุ วิสัยทัศน์ ที่ได้ตั้งขึ้นมา


โดยอาจารย์ วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)

siri
โพสต์: 1279
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: วิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) และคุณค่า (Value)

โพสต์ โดย siri » พุธ ก.ย. 08, 2021 11:08 am

พันธกิจ : โดย แจ็ค เวลช์ (สู่ชัยชนะ)

1. การตั้งพันธกิจที่มีประสิทธิภาพ ต้องตอบคำถามข้อนี้ให้ได้

คือ เราตั้งใจจะเอาชนะธุรกิจนี้ด้วยวิธีใด (วิธีใดที่องค์กรต้องทำเพื่อมุ่งหน้าไปสู่ความสำเร็จ)
ไม่ได้มุ่งที่จะตอบว่า ในอดีตเราเป็นอะไร เก่งอะไร หรือจะเลือกในสิ่งที่ผู้บริหารคนใดฟังแล้วพอใจ ไม่ใช่
พันธกิจที่ดีต้องตอบคำถามนี้ได้
ซึ่งจะได้คำตอบที่จะกลายเป็นคำถาม ในการกำหนดให้บริษัทต้องตัดสินใจเลือกแนวทางการเลือกบุคลากร การลงทุน และทรัพยากร และบังคับให้องค์กรต้องมองหาจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเอง เพื่อจะประเมินว่าตนควรลงเล่นในสนามนั้นอย่างไร (การวางแผน)

2. พันธกิจที่มีประสิทธิภาพจะสร้างสมดุลระหว่างสิ่งที่เป็นไปได้และสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ โดยทำให้พนักงานเข้าใจถึงทิศทางที่นำไปสู่ความสามารถในการทำกำไร และเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ตนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของความยิ่งใหญ่และมีความสำคัญ ดังตัวอย่างด้านล่าง

3. พันธกิจที่ดี ต้องมีข้อบ่งถึงความเฉพาะเจาะจงและเห็นภาพชัด ไม่มีความเป็นนามธรรม ไม่ยอมให้เกิดความคลางแคลงสงสัย ว่าพันธกิจนี้จะหมายถึงอะไรหรือครอบคลุมอะไรบ้าง และสุดท้ายยังต้องสร้างแรงบันดาลใจที่ดีได้ด้วย

ตัวอย่าง

Ben and Jerist พวกเขาอยากขาย " ไอศกรีมธรรมชาติและเครื่องดื่มผสมรสเลิศ และ พัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับสากล "
GE 1981 เราจะเป็น " บริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดในโลก "

4. ที่สำคัญพันธกิจจะเป็นจริงได้ ต้องมีการเน้นย้ำพันธกิจนี้เสมอในการประชุมทุกการประชุม การตัดสินใจและริเริ่มโครงการใดๆจะเชื่อมโยงกับพันธกิจนี้เสมอ

จะหาพันธกิจได้อย่างไร
ตอบ ข้อมูลทุกหนแห่งในบริษัท และการรับฟังคนฉลาดจากทุกแผนก ผ่านการถกเถียง วิเคราะห์ ทั้งเรื่องเทคโนโลยี คู่แข่งขัน และลูกค้า
การกำหนดพันธกิจถือเป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารระดับสูงสุด เป็นการกำหนดตัวผู้นำของบริษัทและเป็นแบบทดสอบความสามารถอย่างแท้จริง

เขียนใน GotoKnow
โดย Softmail

siri
โพสต์: 1279
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: วิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) และคุณค่า (Value)

โพสต์ โดย siri » พุธ ก.ย. 08, 2021 11:13 am

Vision และ Mission

Thum Namprom

ในองค์กรทั้งรัฐเอกชนหรือแม้แต่องค์กรการกุศลและไม่แสวงหากำไรทั้งหลาย… การประกาศ วิสัยทัศน์ หรือ Vision และ พันธกิจ หรือ Mission ดูจะเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องสื่อสาร 2 สิ่งนี้ให้ทุกคนในองค์กรได้รับรู้และตีความร่วมกัน… แต่หลายครั้ง Vision และ Mission ก็ไม่ได้ทำหน้าที่สื่อสารจนขับเคลื่อนองค์กรได้… และหลายครั้ง Vision และ Mission… ถูกเขียนขึ้นเพียงเพื่อให้มี โดยไม่มีใครในองค์กรใส่ใจเลยก็มี

ช่วงนี้เป็นช่วงที่หลายๆ หน่วยงานหรือองค์กรกำลังปฏิรูป หรือ Reform องค์กร เพื่อ “ไปต่อ” หลังวิกฤต COVID19 ที่ภาพในอนาคตหรือ Vision… กำลังถูกทบทวนและท้าทายองค์กร และเมื่อได้วิสัยทัศน์ที่แน่ชัดแล้ว ยังไงก็ต้องนำวิสัยทัศน์มาออกแบบสิ่งที่ต้องทำซึ่งถือเป็นแผนที่มีพันธะผูกพันธ์ทุกๆ ส่วนในองค์กร แบบที่นิยมเรียกกันว่าพันธกิจ หรือ Mission นั่นเอง

ประเด็นก็คือ… หลายท่านยังสงสัยอยู่ว่า Mission/Vision ต่างกันยังไง… เขียนยังไง และสื่อสารแบบไหน?

เวบไซต์ Stanford Graduate School of Business ระบุว่า… Mission เป็นข้อความที่ระบุว่า… Why the organization exists หรือแปลตรงตัวว่า ทำไมองค์กรเราจึงต้องมีอยู่… ซึ่งเป็นการบอกรวมๆ ถึงวัตถุประสงค์ว่า เหตุใดองค์กรจึงต้องทำงานที่ทำอยู่… โดยไม่ได้กำหนดวิธีการทำงานนั้นๆ ไว้

ในขณะที่… Vision จะเป็นภาพร่างที่ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงว่า… 3 ปี 5 ปี หรือในอนาคตข้างหน้า องค์กรจะมีลักษณะอย่างไรในวันนั้น
พูดง่ายๆ ชัดๆ ก็คือ… Vision คือจุดหมายปลายทางที่มีไว้บอกทุกคนในองค์กรว่า “เราจะพาองค์กรไปให้ถึง ณ จุดนั้นกัน… ในขณะที่ Mission จะพูดถึงพันธกรณี หรือสิ่งต่างๆ ที่ต้องมีหรือต้องทำให้มี เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายตาม Vision

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ… มีคำถามเสมอว่า Mission/Vision อันไหนใหญ่กว่าอันไหน และอันไหนมาก่อนอันไหน?… ซึ่งถ้าผมเจอคำถามแบบนี้จะตอบไปก่อนว่า… ผมมอง Mission/Vision เหมือนไก่กับไข่ ต่างต้องมีทั้งสองชิ้นที่บอกได้ยากว่าอันไหนมาก่อน อันไหนมาทีหลัง หรืออันไหนสำคัญกว่าอันไหน


และถ้าอ้างอิงข้อมูลจากเวบไซต์ Stanford Graduate School of Business ก็จะพบว่า… การอธิบายเรื่อง Mission/Vision จะมีตัวแปรอีก 2 ตัวเพิ่มเข้ามาในปัจจุบัน ได้แก่… Values หรือคุณค่า หรือค่านิยมในองค์กร โดยเฉพาะ Core Values หรือค่านิยมหลัก และ… Strategy หรือกลยุทธ์ หรือแผนการทางเทคนิคที่องค์กรจะต้องขับเคลื่อนลงมือทำ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

ดังนั้น… Mission จึงต้องสร้างขึ้นโดยมี Vision เป็นเป้าหมาย และยังมีการกำหนดวัตถุประสงค์กับค่านิยมหลัก ใส่ไว้ในพันธกิจที่ต้องขับเคลื่อน ก่อนจะนำไปพัฒนากลยุทธ์… ซึ่งในทางปฏิบัติจะต้องเขียนเป็น Mission โดยมี Vision ชี้นำแนวทางการเขียน และควรหรือสามารถเขียน Vision หรืออีกนัยหนึ่งคือเป้าหมายเอาไว้ใน Mission ได้เลย

รูปภาพ
Credit: https://www.gsb.stanford.edu


ส่วนคำถามที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับ Vision/Mission ก็คือ… จะเขียนยังไง?

Peter Drucker ปรมาจารย์ด้านการจัดการที่นักบริหารทั่วโลกยกย่อง เคยสรุปประเด็นหรือแนวทางการเขียน Mission หรือการเขียน Mission Statement ไว้ว่า โดยส่วนใหญ่แล้ว Mission หรือ พันธกิจขององค์กรหนึ่งๆ มักจะมีองค์ประกอบ 9 อย่างต่อไปนี้ได้แก่

1. Customers หรือ ลูกค้า เป็นการแจกแจงข้อมูลเพื่อเข้าถึงลูกค้าทุกมิติ ซึ่งไม่ว่าองค์กรจะมีตัวตนลูกค้าชัดเจนหรือไม่… งานทุกอย่างขององค์กรยังไงก็ต้องทำอะไรให้ใครซักคน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาบางอย่างให้คนบางคนหรือคนบางกลุ่ม

2. Products and Services หรือ สินค้าและบริการ เป็นการระบุมุมมองของสินค้าหรือบริการ ที่องค์กรต้องการส่งมอบให้ลูกค้า

3. Markets หรือ ตลาด เป็นการระบุพื้นที่ตามภูมิศาสตร์ หรือขอบเขตที่ลูกค้าเป้าหมาย มีจำนวนหรือปริมาณเพียงพอต่อการทำธุรกิจและดำเนินกิจการ

4. Technology หรือ เทคโนโลยี เป็นการระบุว่า องค์กรใช้เทคโนโลยีแบบไหนอย่างไร และหรือมีนวัตกรรมอะไรตอบวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้บ้าง

5. Concern for Survival หรือ คำนึงถึงความอยู่รอด เป็นการระบุถึงแนวทางการอยู่รอดจนเติบโตและสร้างผลตอบแทน ภายใต้เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมหนึ่ง

6. Philosophy หรือ ปรัชญา โดยหลักปรัชญาขององค์กรจะบอกความเชื่อ ตัวตนและความเป็นองค์กร วัฒนธรรมองค์กร คุณธรรม จริยธรรมขององค์กร รวมไปถึง ค่านิยมขององค์กร เพื่อเป็นต้นธารแห่งความสำเร็จขององค์กร

7. Self-concept หรือ มโนทัศน์ส่วนตน หรือตัวตน เป็นรายละเอียดทางเทคนิค ทั้งจุดยืนและแนวทางเฉพาะ เพื่อให้องค์กรยืนหยัดเหนือคู่แข่ง ตัวชี้วัด หรือเพื่อสร้างความโดดเด่นให้บรรลุเป้าหมายด้วยวิธีและแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์

8.Concern for Public หรือ คำนึงถึงสังคม เป็นการระบุข้อคำนึงถึงสังคม ชุมชน หรือ สิ่งแวดล้อม ทั้งเพื่อการสร้างภาพลักษณ์และการประชาสัมพันธ์ รวมทั้งระบุขึ้นเพื่อใช้สื่อสารกับสังคมที่มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกับองค์กร

9. Concern for Employees หรือ คำนึงถึงบุคลากร องค์กรที่ระบุ Mission ถึงบุคลากรก็เพื่อขับเคลื่อนองค์กรผ่านพลังความร่วมมือของบุคลากร ตั้งแต่ระดับขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร ไปจนถึงการร่วมแรงเพื่อสร้างวิสัยทัศน์ให้เป็นจริงร่วมกัน

โดยส่วนตัวผมมองว่า… แนวทางทั้ง 9 มิติที่ Peter Drucker ร่างเป็นโครงไว้ให้ ค่อนข้างจะมีรายละเอียด ซึ่งหลายกรณีทำให้การเขียน Mission Statement ดูเยิ่นเย้อไม่ต่างจากการรวมวัตถุประสงค์ของแผนหลายๆ แผนในองค์กรมาใส่ไว้จนไม่น่าสนใจ… โดยเฉพาะการพัฒนา หรือเขียนพันธกิจของ Startup เกิดใหม่ ซึ่งผมจะแนะนำแนวทางการพัฒนา Mission ด้วย Customer Oriented หรือมุ่งเน้นลูกค้า… หรือไม่ก็ Product Oriented หรือมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์แทนรายละเอียดข้อใดข้อหนึ่งใน 9 ประเด็นที่กล่าวมา… ซึ่งโดยข้อเท็จจริงของการกำหนดและเขียน Mission/Vision ก็ไม่ได้มีกฏตายตัวอะไรชัดเจนอยู่แล้ว

ที่สำคัญคือ… ควรมีและยกให้เห็นเด่นชัดทั้งในและนอกองค์กรจะดีที่สุด!

อ้างอิง

https://strategicmanagementinsight.com
https://sites.google.com
https://www.projectmanager.com.
https://www.gsb.stanford.edu

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “เศรษฐกิจ การเงิน การตลาด การลงทุน ธุรกิจ และสตาร์ทอัพ”