แก้ปัญหาการแบ่งหุ้น เพื่อไม่ให้เกิดกรณีเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 1524
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

แก้ปัญหาการแบ่งหุ้น เพื่อไม่ให้เกิดกรณีเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด

โพสต์ โดย siri » อังคาร ต.ค. 19, 2021 1:09 pm

แก้ปัญหาการแบ่งหุ้น เพื่อไม่ให้เกิดกรณีเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด


ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพส่วนใหญ่ มักต้องการสร้างธุรกิจเพื่อความมั่งคั่ง ซึ่งทุกขั้นตอนในการทำธุรกิจต้องมีการตัดสินใจ ทั้งจากการเลือกสร้างการเติบโตด้วยตัวเองหรือเปิดทางให้หุ้นส่วน ซึ่งหากเป็นแบบหลังโจทย์ใหญ่ที่เป็นความท้าทายคือ การแบ่งความรับผิดชอบและการจัดสรรหุ้นส่วนอย่างเป็นธรรม ดังนั้นควรระลึกไว้เสมอว่าอย่าเริ่มธุรกิจด้วยการแบ่งหุ้นอย่างเท่าเทียม
บทความนี้จะแนะนำวิธีการแบ่งหุ้นแบบ “Dynamic Equity Split (DES) ซึ่งเป็นแนวทางที่สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ใช้กันอย่างแพร่หลาย
เวลาในการอ่าน 5 นาที


หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดข่าวคราวไม่ค่อยดีในแวดวงสตาร์ทอัพของไทยเกี่ยวกับเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้นที่เป็น co-founder ผู้ซึ่งร่วมสร้างธุรกิจกันมา ที่ผ่านมามีหลายกรณีเกิดขึ้นแต่ไม่เป็นข่าว ทั้งความขัดแย้งในกลุ่มที่เป็นเพื่อนกัน ความขัดแย้งกับผู้ถือหุ้นรายใหม่ ความขัดแย้งกับ Venture ที่เข้ามาถือหุ้น

ความขัดแย้งในการจัดแบ่งหุ้นหรือความเห็นที่ไม่ตรงกันในการดำเนินธุรกิจไม่ใช่เรื่องใหม่ แม้แต่ใน Sillicon Valley ก็มีเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ ขนาดมีการสร้างเป็นภาพยนต์ Holllywood ที่โด่งดังมาแล้ว

ผู้ที่ทำธุรกิจสตาร์ทอัพควรจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างไร คำตอบอยู่ในหนังสือที่สตาร์ทอัพทุกคนควรอ่านคือ The Founder's Dilemmas: Anticipating and Avoiding the Pitfalls That Can Sink a Startup โดย Noam Wasserman

เราสร้างธุรกิจเพื่ออะไร

คนทำธุรกิจต้องถามตัวเองก่อนว่าสร้างธุรกิจเพื่ออะไร

ผู้ก่อตั้งส่วนใหญ่ต้องการควบคุมอำนาจบริหารจัดการจนกว่าจะ IPO แต่ผลจากการวิจัยพบว่า ภายใน 3 ปีหลังเริ่มธุรกิจ ผู้ก่อตั้งกว่า 50% ไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง CEO และเมื่อดูสถิติตอน IPO ยิ่งน่าสนใจที่ผู้ก่อตั้งน้อยกว่า 25% ไม่ได้เป็น CEO

ผู้ก่อตั้งส่วนใหญ่จะถูกผู้ถือหุ้นบังคับให้ออกจากตำแหน่งบริหาร ด้วยเหตุต่างๆ เช่น ภาวะความเป็นผู้นำ วิสัยทัศน์ที่ไม่ทำให้เกิดการเติบโต ด้วยสาเหตุที่ผู้ก่อตั้งจำนวนหนึ่งเริ่มธุรกิจด้วยอายุที่น้อย ทำให้ขาดประสบการณ์และควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้

ดังนั้นคนทำธุรกิจต้องตัดสินใจเลือกระหว่าง “ต้องการความมั่งคั่ง” หรือ “ต้องการสร้างอาณาจักรของตัวเอง”

รูปภาพ

FROM HBR THE FEBRUARY 2008 ISSUE by Noam Wasserman
คนส่วนใหญ่คือต้องการสร้างธุรกิจเพื่อความมั่งคั่ง โดยเป็นแรงผลักดันสำคัญในการสร้างการเติบโต แต่ทุกขั้นตอนในการทำธุรกิจต้องมีการตัดสินใจ เลือกสร้างการเติบโตด้วยตัวเองหรือเปิดทางให้หุ้นส่วน โดยมีโจทย์ใหญ่ที่เป็นความท้าทายคือ การแบ่งความรับผิดชอบและการจัดสรรหุ้นส่วนอย่างเป็นธรรม

นอกจากนี้ยังพบว่า กว่า 50% ของผู้ร่วมก่อตั้งส่วนใหญ่เป็นคนใกล้ชิดในครอบครัว เพื่อนที่สนิท หรืออดีตเพื่อนร่วมงานที่รู้จัก มักคุ้นกันเป็นอย่างดี แต่อาจอยู่กันได้ไม่ยาวเท่าผู้ร่วมก่อตั้งที่ไม่ใช่เพื่อนที่รู้จักมาก่อน

อย่าเริ่มธุรกิจด้วยการแบ่งหุ้นอย่างเท่าเทียม

หนึ่งในความผิดพลาดที่ทำให้สตาร์ทอัพไปไม่ถึงฝันคือ ปัญหาความขัดแย้งในการแบ่งหุ้นระหว่างผู้ก่อตั้งธุรกิจ

ผู้ก่อตั้งมักต้องการหลีกหนีปัญหาการเจรจาต่อรองและเผชิญหน้าในจัดสรรหุ้น ส่วนใหญ่จึงเลือกการแบ่งแบบ 50/50 โดยคาดหวังว่าทุกคนจะมีส่วนพัฒนาบริษัทอย่างเท่าเทียมกัน

ในมุมกลับ ผู้ที่เป็นนักลงทุนจะมองว่าการแบ่งแบบเท่ากันแสดงให้เห็นถึงการขาดทักษะในการเจรจา ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในตัว founder

กรณีของ Zipcar ที่เป็นธุรกิจ car sharing มี Robin Chase ร่วมก่อตั้งกับ Antje Danielson ทาง Robin ได้เริ่มธุรกิจด้วยการแบ่งหุ้นแบบ 50/50 เพื่อตัดปัญหาการทะเลาะกันกับเพื่อน และต้องการโฟกัสให้ไปที่การสร้างธุรกิจเป็นหลัก โดย Robin ได้ทุ่มเทการทำงานทั้งหมดเพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโตและคาดหวังความทุ่มเทจากหุ้นส่วนในรูปแบบเดียวกัน



ในขณะที่ Antje มีงานประจำอยู่และกำลังมีทายาทคนที่สองทำให้ Robin รู้สึกโดนเอาเปรียบ สุดท้าย Robin ตระหนักว่าการแบ่งหุ้นแบบเท่าเทียมเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดและโง่มาก เพราะใครจะรู้ตั้งแต่วันแรกว่าธุรกิจต้องการทักษะอะไร วัดความก้าวหน้าอย่างไร วัดความสำเร็จอย่างไร แต่ละคนสร้างคุณค่าให้ธุรกิจอย่างไร สุดท้ายต้องไล่ Antje ออกจากบริษัทและให้คงสถานะเป็นเพียงผู้ถือหุ้น

การแก้ปัญหาแบ่งหุ้นแพงกว่าต้นทุนของธุรกิจ

ในภาพยนต์เรื่อง Startup.com มีการพูดถึงกรณีของ govWorks.com ซึ่งเป็น software ช่วยงานภาครัฐในการติดตามคู่สัญญาในการจัดซื้อจัดจ้าง และได้พัฒนาเป็น web portal ในการรับจ่ายค่าจอดรถและค่าใช้จ่ายของภาครัฐ มีผู้ก่อตั้งคือ Kaleil Isaza Tuzman, Tom Herman และ Chieh Cheung ก่อตั้งในปี 1998 และขายทิ้งในปี 2000

Chieh ทำงานประจำไม่ได้ลาออกมาทำ govWorkd แบบเต็มเวลา แต่ได้มีการใส่เงิน $19,000 ตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ได้ร่วมงานในบริษัทและสุดท้ายหยุด

ในขณะเดียวกัน Kaleil และ Tom ได้เจรจากับ VC ผู้ลงทุนรายใหม่ซึ่งยินดีจ่าย $410,000 เพื่อซื้อธุรกิจ

แต่ทั้งสองคนไม่สามารถปิดดีลกับ VC เพราะ Chieh ต้องการที่มูลค่า $800,000

สุดท้าย Kaleil และ Tom ยอมจบดีลกับ Chieh ที่มูลค่า $700,000 โดยยอมเฉือนเนื้อจ่ายส่วนต่าง $290,000 ให้ Chieh ถือเป็นกรณีศึกษาในการเรียกค่าไถ่ (Random) ในแวดวงสตาร์ทอัพ

วิธีแบ่งหุ้นอย่างชาญฉลาด

การแบ่งหุ้นเปรียบเสมือนการหั่นชิ้นพาย (Slicing Pie) โดยวิธีการที่เรียกว่า “Dynamic Equity Split (DES) เป็นแนวทางที่สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ใช้กันอย่างแพร่หลาย



การแบ่งหุ้นจะพิจารณาจาก contribution ของแต่ละคน โดยมีปัจจัยที่ใช้ในการประเมินมูลค่าดังนี้

เวลา (Time) ความทุ่มและเวลาในการทำงานให้ธุรกิจ อาจเป็นจำนวนชั่วโมงในการสร้าง application จำนวนชั่วโมงในการหาลูกค้า จำนวนชั่วโมงในการคิดรูปแบบธุรกิจ เป็นต้น ปัจจัยนี้จะเหมาะกับคนที่มีความแตกต่างในการทำงานแบบ full-time และ part-time รวมถึง contribution จากความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน
เงินทุน (Cash) สามารถอยู่ในรูปแบบของเงินสด เครดิตส่วนตัว ส่วนใหญ่จะตีมูลค่าได้ง่ายโดยใช้จำนวนเงินที่มีการใส่เข้ามายังธุรกิจ
ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) หรือ ไอเดีย (Idea) ผู้ก่อตั้งบางคนอาจมี innovation ติดตัวมาก่อน หรือเป็นคนคิดไอเดียการทำธุรกิจให้เป็นรูปธรรม สามารถประเมินเป็นมูลค่าในการสร้างธุรกิจได้
สำนักงานและอุปกรณ์ (Business Facilities) อาจอยู่ในรูปแบบของการใช้บ้านเป็นสำนักงานชั่วคราว จัดหาอุปกรณ์ให้เพียงพอต่อการใช้งาน สามารถตีมูลค่าเป็นตัวเงินแทนการจ่ายออกเป็นค่าเช่า
ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ (Business Relationship) บางคนมีเครือข่ายทางธุรกิจรู้จักกับผู้คนหลากหลายที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจในรูปแบบต่างๆเช่น ผู้ลงทุน ลูกค้า คู่ค้า สามารถนำมาคิดเป็นมูลค่าในการก่อให้เกิดรายได้ให้แก่ธุรกิจ
อื่นๆ (Others) เช่น ค่าเสียโอกาส จากที่มีงานประจำรายได้แน่นอน มาทำธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีความเสี่ยง หรือต้องการทักษะเฉพาะด้าน programmer ฝีมือเยี่ยมยอด หากต้องการ co-founder ในลักษณะนี้ต้องสร้างแรงจูงใจในการสร้างธุรกิจให้เติบโต อาจอยู่ในรูปแบบของ Stock Option เพิ่มเติม
ทั้งนี้เมื่อระยะเวลาผ่านไป สัดส่วนการถือครองหุ้นจะถูกคำนวณใหม่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเช่น มีผู้ถือหุ้นเข้ามาใหม่ หรือมีการเปลี่ยนทักษะการทำงาน

ตัวอย่างการคำนวณ

ตัวอย่างเช่น A ประสบการณ์ 20 ปี ลงเงิน $5,000 ทำงานเดือนแรก 100 ชั่วโมง ตีเป็นมูลค่า $5,000 + ($20x100) = $7,000 ในขณะที่ B ประสบการณ์ 10 ปี ไม่ลงเงิน ทำงานเดือนแรก 300 ชั่วโมง ตีเป็นมูลค่า ($10x300) = $3,000 ดังนั้น A มีสัดส่วนหุ้น 70% B มีสัดส่วนหุ้น 30%

เดือนถัดมาจ้าง C เพิ่มเติมเนื่องจากมีทักษะดีเยี่ยมทำงานคิดเป็นประสบการณ์เท่า A และทุกคนทำงานเท่ากัน 100 ชั่วโมง ทำให้ A มีมูลค่ารวม $7,000+($20x100) = $9,000 B มีมูลค่า $3,000+($10x100) = $4,000 C มีมูลค่า ($20x100) = $2,000 ดังนั้น A มีสัดส่วนหุ้น 60% B มีสัดส่วนหุ้น 26.67% C มีสัดส่วนหุ้น 13.33%

แม้ A กับ B มีสัดส่วนลดลง แต่ธุรกิจมีการเติบโตจากกได้ C มาร่วมงานทำให้มูลค่าธุรกิจมากขึ้น ทำให้ A และ B พอใจในภาพรวมแม้จะมีสัดส่วนการถือหุ้นที่ลดลง

อย่างไรก็ดีปัญหาจากความขัดแย้งอาจยังไม่หมดไป หากแนวคิดของทีมงานไม่ตรงกัน เช่น บางคนต้องการสร้างธุรกิจให้เติบโตในระยะยาว บางคนต้องการความมั่งคั่งด้วยการขายธุรกิจออกไป เป็นต้น

ความเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นได้เสมอหากทีมงานที่ร่วมกันสร้างธุรกิจไม่มีการตกลงกันตั้งแต่ต้น

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมในข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นคือ การจัดทำข้อตกลงที่รวมเอาประเด็นของ vesting, buyout, IPO เมื่อถึงจุดที่ธุรกิจเริ่มมีการเติบโต สามารถดูตัวอย่างการประเมินมูลค่าเพื่อจัดสรรหุ้นได้ที่

https://slicingpie.com/wp-content/uploa ... -Sheet.pdf

บทสรุป

การทำธุรกิจสตาร์ทอัพ สิ่งที่สำคัญคือการสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการหาทีมงานเพื่อร่วมกันสร้างธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญ และสิ่งที่เป็นแรงผลักดันคือ การสร้างผลตอบแทนให้คุ้มค่าต่อความทุ่มเทในการสร้างธุรกิจและเกิดความยุติธรรมต่อทุกคนในทีม ดังนั้นการนำวิธีการจัดสรรการถือครองหุ้นแบบ Dynamic Equity Split จึงมีความยืดหยุ่นตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของธุรกิจสตาร์ทอัพ นอกจากนี้ผู้ถือหุ้นทุกคนควรต้องมีการทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจนเพื่อป้องกันข้อพิพาทจากความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : https://hbr.org/2008/02/the-founders-dilemma

เขียนโดย : พงศ์ปิติ เอกเธียรชัย
ผู้จัดการ
บริษัท ไลฟ์ฟินคอร์ป จำกัด (LiVE)

siri
โพสต์: 1524
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: แก้ปัญหาการแบ่งหุ้น เพื่อไม่ให้เกิดกรณีเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด

โพสต์ โดย siri » อังคาร ต.ค. 19, 2021 2:47 pm

เริ่มต้นธุรกิจกับเพื่อน แบ่งหุ้นอย่างไรไม่ให้ผิดใจกัน
HIGHLIGHT :

การทำธุรกิจกับเพื่อนต้องระวังจะผิดใจกัน หากเกิดปัญหาขึ้นอาจจะเสียทั้งธุรกิจและเสียเพื่อนสนิทไปด้วย ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มักเป็นปัญหา คือเรื่องของการแบ่งผลประโยชน์ โดยในบทความนี้จะมาแนะนำวิธีจัดสรรผลประโยชน์ การแบ่งหุ้น แบบง่ายๆ ผ่านกรณีศึกษา 4 กรณี
เวลาในการอ่าน 4 นาที



เริ่มธุรกิจกับเพื่อนยังไง ไม่ให้ผิดใจกัน?

เชื่อว่าหลายท่าน ที่กำลังมีความคิดอยากเริ่มต้นธุรกิจเป็นของตัวเอง อาจจะมีจำนวนไม่น้อยที่มีความตั้งใจ ว่าจะเริ่มต้นธุรกิจกับเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานาน และแน่นอนว่าอาจจะเคยได้ยินคำกล่าว จากผู้ใหญ่หลายท่านที่คอยตักเตือนนักธุรกิจรุ่นใหม่อยู่เสมอว่า “การทำธุรกิจกับเพื่อนต้องระวังการผิดใจกัน เพราะหากเกิดปัญหาขึ้น อาจจะทำให้เสียทั้งธุรกิจและเสียเพื่อนสนิทไปด้วยเลยก็เป็นได้” หรือทางที่ดีที่สุดก็คือไม่ต้องทำธุรกิจกับเพื่อนไปเลย อาจจะดีเสียกว่า เพราะหลายท่านที่เริ่มต้นตัดสินใจทำธุรกิจกับเพื่อนอาจเกิดจากความรัก ความสัมพันธ์ และแรงบันดาลใจที่มีร่วมกัน แต่สุดท้ายเมื่อเกิดการทะเลาะกัน หรือบาดหมางกันก็จะทำให้เสียความสัมพันธ์ดีๆ เหล่านั้นไปอย่างน่าเสียดาย

แต่ในความเป็นจริงนั้น ผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ผ่านช่วงเวลาการเริ่มต้นทำธุรกิจกับเพื่อนมาแล้ว มักจะให้ความเห็นว่า หากมองย้อนกลับไปจะพบว่าปัญหาที่เคยบาดหมางกับเพื่อนในช่วงเริ่มต้นธุรกิจนั้น หลายครั้งเป็นปัญหาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเป็นเพราะแต่ละคนอาจจะยังอ่อนประสบการณ์ ไม่มีชั่วโมงบินและไม่มีหลักการบริหารงานที่มืออาชีพมากพอ ทำให้เกิดเป็นชนวนของการทำงานที่ไม่ลงรอยกัน ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มักเป็นปัญหา ก็คือเรื่องของการแบ่งผลประโยชน์ หรือการจัดสรรหุ้นที่ไม่ลงตัว โดยในบทความนี้จะมาแนะนำวิธีจัดสรรผลประโยชน์แบบง่ายๆ ผ่านกรณีศึกษา 4 กรณี

กรณีศึกษาที่ 1 แต่ละคนลงทุนทำธุรกิจด้วยกัน ควรจะแบ่งสัดส่วนหุ้นกันอย่างไร

ก่อนอื่นผู้อ่านต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในภาคธุรกิจจะแบ่งสัดส่วนของผู้ถือหุ้นจากเงินทุน ตัวอย่างเช่น ถ้ามีการเปิดร้านกาแฟแห่งหนึ่งขึ้นมาโดยคน 2 คน สมมุติว่ามีความต้องการใช้เงินทุนตั้งต้นในการเริ่มต้นกิจการ 100,000 บาท หากคนแรกใส่เงินลงทุนในกิจการเข้ามา 70,000 บาท ในขณะที่อีกคนใส่เงินลงทุนเข้ามา 30,000 บาท จะเท่ากับว่าสัดส่วนหุ้นในกิจการนี้ คือคนแรกถือหุ้น 70% และ คนที่สองถือหุ้น 30% ตามสัดส่วนเงินที่ลงทุน

กรณีศึกษาที่ 2 ถ้าต้องมีการเพิ่มทุนจะเปลี่ยนสัดส่วนหุ้นเป็นอย่างไร

เพื่อให้เข้าใจในกรณีนี้ขออนุญาตยกตัวอย่างว่า ในตอนตั้งต้นของกิจการที่ต้องใช้เงินทุน 100,000 บาท มีการใส่เงินลงทุนเข้ามาในกิจการเป็นสัดส่วนเงินที่เท่ากัน คือคนละ 50,000 บาท จะถือว่ามีสัดส่วนในการเป็นเจ้าของกิจการนี้เท่ากันคือคนละ 50%

แต่เรื่องจะซับซ้อนมากขึ้น ถ้าหลังจากดำเนินกิจการไปสักพักหนึ่งแล้ว จำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุนเข้ามาในกิจการเนื่องจากเงินสดที่มีอยู่ไม่เพียงพอ สมมุติว่ามีความต้องการที่จะต้องใส่เงินทุนเพิ่มอีก 100,000 บาท (กรณีนี้ถ้าทั้ง 2 คนใส่เงินทุนเพิ่มคนละ 50,000 บาทเท่ากัน สัดส่วนของการเป็นผู้ถือหุ้นจะยังคงเดิม คือคนละ 50%)

แต่ถ้าหากมีคนใดคนหนึ่ง ที่ไม่ใส่เงินเข้ามาเพิ่มทุนในกิจการครั้งนี้ หมายความว่าอีกคนหนึ่งต้องควักเงินเพิ่มในส่วนของอีกคนเพื่อใส่เข้ามาเพิ่มทุนแทน ซึ่งกรณีนี้จะทำให้จำนวนเงินรวมทั้งหมดที่ใส่เข้ามาในกิจการกลายเป็น

คนแรก 150,000 บาท และคนที่สอง 50,000 บาท
จะทำให้สัดส่วนของผู้ถือหุ้นเปลี่ยนไปเป็น 75% ต่อ 25%
กรณีศึกษาที่ 3 คนหนึ่งลงแรง อีกคนหนึ่งลงเงิน แบ่งสัดส่วนหุ้นกันอย่างไร

กรณีนี้เป็นกรณีที่พบเจอกันบ่อยมากที่สุดในกลุ่มเพื่อนที่ก่อตั้งธุรกิจใหม่ขึ้นมาด้วยกัน เพราะหลายครั้งเวลาเริ่มตั้งกิจการใหม่ จะมีบางคนลงมือลงแรงทำกิจการนี้ ในขณะที่อีกคนขอลงทุนเป็นเม็ดเงินอย่างเดียว ซึ่งในกรณีนี้อาจใช้วิธีง่ายๆ ในการประเมินค่าแรงคร่าวๆ ของคนแรก เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ตัวอย่างเช่น ต้องการเปิดร้านกาแฟ และประเมินว่าจะใช้เงินทุนตลอด 1 ปี คือ 400,000 บาท อาจจะประเมินได้ว่า

200,000 บาท เป็นต้นทุนค่าจ้างผู้จัดการร้าน ต่อปี (เดือนละ 16,666 บาท)
200,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จำเป็น ตลอดทั้งปี
ซึ่งจะทำให้คนแรกที่ต้องการลงแรง เสมือนกับว่าใส่เงินทุนเข้ามาในกิจการนี้ 200,000 บาท และเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เป็นคนลงทุนก็จะใส่เงินลงทุนในกิจการนี้เป็นเม็ดเงิน 200,000 บาท ก็จะทำให้สามารถคิดสัดส่วนหุ้นกันได้ คนละ 50% เท่ากัน

กรณีศึกษาที่ 4 ต่างคนต่างทำงาน รับผิดชอบในหน้าที่ของตน จะแบ่งสัดส่วนหุ้นกันอย่างไร

หนึ่งในปัญหาที่หลายคนมองข้ามก็คือเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ตั้งแต่ต้น เพราะหลายคนมีความคิดว่า การเริ่มต้นกิจการครั้งแรก ขอเพียงแต่ละคนลงมือช่วยกัน ถ้าหากกิจการไปได้ดีประสบความสำเร็จ จึงค่อยกลับมาคิดกันอีกทีว่าจะแบ่งหุ้นกันอย่างไร ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจจะทำให้ผิดใจกัน เพราะว่าต่างคนต่างรู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักกว่าอีกคน

ในกรณีนี้ให้ใช้วิธีคล้ายกับก่อนหน้านี้ คือการประเมินต้นทุนในการลงแรงทำกิจการ เช่น นาย A ทำหน้าที่จัดการคลังสินค้าและส่งของ ก็ให้ประเมินออกมาเป็นเงินเดือนของตัวเอง ในขณะที่นาย B ทำหน้าที่ด้านการตลาดและตอบลูกค้า ก็ให้ประเมินออกมาเป็นเงินเดือนของตัวเอง และตกลงกันให้ดีถึงความเหมาะสม จะทำให้เห็นภาพรวมว่าแต่ละคนมีต้นทุนค่าแรงเท่าไหร่กันบ้าง และนำไปประเมินร่วมกันกับเงินลงทุนอีกที

เช่น ประเมินว่าจะใช้เงินทุนตลอด 1 ปี คือ 350,000 บาท อาจจะประเมินได้ว่า

60,000 บาท เป็นต้นทุนการทำหน้าที่จัดการคลังสินค้าและส่งของ ต่อปี (เดือนละ 5,000 บาท)
90,000 บาท เป็นต้นทุนการทำหน้าที่ด้านการตลาดและตอบลูกค้า ต่อปี (เดือนละ 7,500 บาท)
200,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จำเป็น ตลอดทั้งปี
ซึ่งหากทั้งสองคนใช้เงินลงทุนเท่ากัน คนละ 100,000 บาท จะทำให้นาย A เสมือนว่าใส่เงินลงทุนเข้าไป 160,000 บาท และนาย B เสมือนว่าใส่เงินลงทุนไป 190,000 บาท ทำให้สัดส่วนหุ้นนาย A เท่ากับ 45.7% และสัดส่วนหุ้นนาย B เท่ากับ 54.3% ซึ่งหากนาย A และ B ใช้เงินลงทุนตั้งต้นไม่เท่ากันก็สามารถนำมาคิดรวมกับต้นทุนค่าแรงของแต่ละคน กลายเป็นสัดส่วนหุ้นที่เหมาะสม และเป็นที่พอใจกับทุกคนได้

สุดท้ายนี้ผู้เขียนก็ขอเป็นกำลังใจให้คนที่กำลังมีความตั้งใจที่จะเริ่มทำธุรกิจกับเพื่อน วางแผนให้รอบคอบและมีหลักการ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ และขอให้ประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี

บทความโดย : นพ พงศธร ธนบดีภัทร
CEO & Co-founder บริษัท Refinn
และเจ้าของ Youtube channel : NopPongsatorn

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “เศรษฐกิจ การเงิน การตลาด การลงทุน ธุรกิจ และสตาร์ทอัพ”