17 บทเรียนจาก Four Thousand Weeks

siri
โพสต์: 1766
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

17 บทเรียนจาก Four Thousand Weeks

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » เสาร์ พ.ค. 14, 2022 4:28 pm

17 บทเรียนจาก Four Thousand Weeks หนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2022
Part 2 บทเรียนข้อ 10-17
10. จะเตรียมตัวกันไปถึงไหน?
พ่อแม่แต่ละคนมีวิธีการเลี้ยงลูกที่แตกต่างกัน บางคนเลี้ยงแนววิชาการ จะได้โตไปแข่งขันกับคนอื่นได้ บางคนเลี้ยงแนวมอนเตสซอรี่เพื่อจะได้โตไปเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
แต่ทำไมเราถึงตัดสินว่าการเลี้ยงลูกแบบไหนดีที่สุดบนบรรทัดฐานที่ว่ามันจะสร้างผู้ใหญ่แบบไหน?
Alexander Herzen นักปรัชญาชาวรัสเซียกล่าวไว้ว่า
“เพราะเด็กๆ นั้นเติบโต เราจึงเผลอคิดว่าจุดประสงค์ของเด็กคือการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี แต่จริงๆ แล้วจุดประสงค์ของเด็กคือการได้เป็นเด็กต่างหาก”
Alan Watts นักปรัชญาชาวอังกฤษก็เคยกล่าวว่า
“ดูอย่างระบบการศึกษาสิ นี่มันเรื่องลวงโลกชัดๆ ตอนเรายังเด็กเราถูกส่งไปเนอสเซอรี่เพื่อจะเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นนักเรียนอนุบาล จากนั้นก็เรียนป.1 ป.2 ป.3…แล้วพอเราขึ้นชั้นมัธยม เขาก็บอกว่านี่คือการเตรียมพร้อมสำหรับเข้ามหาวิทยาลัย แล้วพอเราอยู่มหาวิทยาลัยเขาก็บอกให้เราเตรียมพร้อมสำหรับโลกการทำงาน มนุษย์จึงเหมือนกับลาที่มีไม้ยื่นออกมาจากปลอกคอ ปลายไม้มีแครอทผูกไว้ให้มันวิ่งไล่งับอยู่ร่ำไป มันไม่เคยอยู่ที่นี่ มันไม่เคยไปถึงที่นั่น มันไร้ซึ่งชีวิตชีวา (They are never here. They never get there. They are never alive.)
11. วิกฤติวัยกลางคนเกิดขึ้นเพราะเราไม่อาจทนหลอกตัวเองได้อีกต่อไป
เมื่อเราใช้ชีวิตแบบ project-driven life ที่เต็มไปด้วยกิจกรรมและงานที่ทำเพื่อหวังผลในวันข้างหน้า ปัจจุบันจึงสูญเสียคุณค่าและความหมาย และความรู้สึกนี้อาจก่อตัวขึ้นเป็นวิกฤติวัยกลางคน
เพราะเราจะเริ่มรู้ตัวแล้วว่าความตายมัน “จริง” ขึ้นเรื่อยๆ และกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที เราจึงไม่อาจเพิกเฉยต่อความไร้สาระของการใช้ชีวิตเพียงเพื่อวันข้างหน้าเท่านั้น มันเมคเซนส์ตรงไหนที่จะเอาแต่ผัดวันที่จะใช้ชีวิตอย่างที่เราอยากมีไปสู่วันข้างหน้าอยู่เรื่อยไป ในเมื่อไม่ช้าก็เร็วเราจะไม่เหลือ “วันข้างหน้า” อีกแล้ว
“Mortality makes it impossible to ignore the absurdity of living solely for the future. Where’s the logic in constantly postponing fulfillment until some later point in time when soon enough you won’t have any ‘later’ left?”
การที่เรามีวิกฤติวัยกลางคนไม่ใช่เรื่องแย่ แท้จริงมันคือสัญญาณว่าเราเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเราจะใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปไม่ได้
12. ผู้ชายที่มีความสุขที่สุดในโลก(?)
ก่อนหน้านี้ซัก 5 ปี digital nomad เป็นคำยอดฮิตที่เอาไว้เรียกคนที่ทำธุรกิจด้วยแล็ปท็อปเพียงเครื่องเดียวจากที่ไหนก็ได้ในโลก คนกลุ่มนี้มักจะโพสต์โชว์ภาพถ่ายจากเก้าอี้ริมชายหาดซักแห่งในเอเชียพร้อมด้วยแล็ปท็อปและเครื่องดื่มค็อกเทลซักแก้ว
แต่คนที่เดินทางไปทั่วโลกเช่นนี้มีความสุขจริงหรือ?
นาย Mario Salcedo เป็นชาวคิวบัน-อเมริกันวัยเกษียณที่ใช้ชีวิตอยู่บนเรือสำราญมากว่า 20 ปี พนักงานบนเรือเรียกเขาว่า Super Mario
แน่นอนว่าเขามีอิสระทางเวลามาก “ผมไม่เคยต้องขนขยะไปทิ้ง ไม่เคยต้องทำความสะอาดห้อง ไม่เคยต้องซักผ้า ผมขจัดงานที่ไม่มีคุณค่าออกไปหมด ผมจึงมีเวลาเหลือเฟือที่จะทำอะไรก็ได้ที่ผมอยากทำ” มาริโอผู้ไม่ได้แต่งงานและไม่มีบุตรกล่าว
ถ้าเข้ายูทูบแล้วค้นหาหนังสั้นชื่อ The Happiest Guy in the World คุณจะเห็น Super Mario ถือแก้วค็อกเทล เหม่อมองทะเล เขาจะเดินทักทายคนนั้นคนนี้ที่เขาเรียกว่า “เพื่อน” (ซึ่งก็คือพนักงานบนเรือ) และพร่ำบอกกับผู้โดยสารที่เขาได้คุยด้วยว่า “ผมเป็นผู้ชายที่มีความสุขที่สุดในโลกเลยนะ!” แล้วผู้โดยสารก็มักจะยิ้มแห้งๆ พร้อมชนแก้วแสดงความยินดีให้กับ “ชีวิตที่น่าอิจฉา” ของเขา
13. จะมีเวลามากมายไปทำไม ถ้าไม่ได้ใช้ร่วมกับคนที่เราแคร์
ก็เหมือนกับการมีเงิน การมีเวลาเยอะๆ ย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่การมีเวลาถมเถอาจจะไม่ค่อยมีความหมายหากเราต้องใช้เวลานั้นด้วยตัวคนเดียว
สิ่งสำคัญและสิ่งที่เป็นสีสันของชีวิต ไม่ว่าจะนัดเจอเพื่อน ออกเดต เลี้ยงลูก สร้างธุรกิจ เตะบอล เคลื่อนไหวทางการเมือง ล้วนจำเป็นต้องทำร่วมกับผู้อื่น
ในสมัยก่อน หนึ่งในโทษที่สาหัสสากรรจ์ที่สุดคือการถูก ‘ostracise’ หรือการถูกเนรเทศออกจากสังคมไปใช้ชีวิตตัวคนเดียวและไม่สามารถร่วมกิจกรรมกับใครได้
เหมือนเป็นตลกร้ายของ Super Mario ที่แม้จะเป็นนายของเวลา แต่ก็เหมือนเขากำลังเนรเทศตัวเองอยู่เช่นกัน
เราจึงไม่ควรมองว่าการจัดการเวลาที่ดีคือการได้ใช้เวลาตามใจเราโดยไม่มีใครมาขวางทาง เพราะหลายครั้งเราจำเป็นต้อง “สละเอกสิทธิ์ทางเวลา” เพื่อที่จะใช้มันร่วมกับคนอื่นและทำกิจกรรมที่มีความหมายกับเราอย่างแท้จริง
14. ครั้งสุดท้ายที่เราจะได้ทำอะไรบางอย่าง
นักเขียนและนักจัดพอดแคสต์อย่าง Sam Harris เคยกล่าวไว้ว่า ชีวิตคนเรานั้นเต็มไปด้วย “กิจกรรมที่เราทำเป็นครั้งสุดท้าย”
ครั้งสุดท้ายที่เราไปรับลูกที่โรงเรียน ครั้งสุดท้ายที่เราได้เล่นน้ำทะเล ครั้งสุดท้ายที่เราจะนั่งคุยอะไรอย่างลึกซึ้งกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง
ที่น่าเศร้าก็คือหลายครั้งเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันเป็นครั้งสุดท้าย
และหากเราเอาแต่ใช้ชีวิตแบบมองไปข้างหน้า เราก็จะยิ่งพลาดโมเมนต์เหล่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย
15. ยี่สิบกว่าคนนั่งอยู่ในห้อง หนึ่งในนั้นเคยพบพระพุทธองค์
ด้วยโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกที เราอาจจะรู้สึกว่า “โลกสมัยเก่า” นั้นอยู่ห่างไกลออกไปในอดีตเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นยุคกลาง สมัยพุทธกาล หรือการก่อสร้างพีระมิด
ลองมาทำการทดลองทางความคิดกันเล่นๆ:
ในสมัยก่อน แม้คนเราจะอายุคาดเฉลี่ยต่ำกว่านี้ แต่ในทุกยุคทุกสมัยก็น่าจะมีคนที่มีอายุถึง 100 ปีอาศัยอยู่ที่ใดที่หนึ่งบนโลกใบนี้
และหากย้อนกลับไปตอนที่คนคนนั้นเกิด ก็ย่อมจะมีคนที่มีอายุ 100 ปี อยู่แล้วด้วยเช่นกัน
เราจึงสามารถจินตนาการถึงคนที่อายุครบ 100 ปีเหล่านี้อยู่ต่อกันเป็นทอดๆ ถอยกลับไปในประวัติศาสตร์
สมัยฟาโรห์จึงห่างออกไปแค่เพียง 35 ชีวิตที่แล้ว พระพุทธเจ้าก็ห่างออกไปเพียง 26 ชีวิตที่แล้ว และยุคกลางก็ห่างออกไปเพียง 10 ชีวิตเท่านั้น
จำนวนชีวิตที่ต้องใช้สำหรับการนับย้อนหลังไปถึงจุดตั้งต้นของอารยธรรมมนุษย์นั้นก็ใช้แค่เพียง 60 ชีวิต ซึ่งพอๆ กับจำนวนคนในงานปาร์ตี้ขนาดย่อมเท่านั้นเอง สามารถเอาคนเหล่านั้นมานั่งอยู่ในห้องรับแขกของเราได้สบายๆ
ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่ดูเหมือนจะยาวนานนั้น แท้จริงแล้วมันสั้นนิดเดียว
ส่วนชีวิตของเราแต่ละคนนั้นสั้นยิ่งกว่า เราเป็นเพียงแสงสว่างที่วูบไหวขึ้นเพียงชั่วพริบตา และถูกปิดหัวปิดท้ายด้วยความความมืดมิดแห่งอนันตกาล
16. จักรวาลไม่แคร์เราแม้สักนิด
เป็นเรื่องปกติที่คนเราจะมองอะไรโดยเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เรามักจะมองว่า 4,000 สัปดาห์ของชีวิตเรานี้ว่ามันสำคัญมาก และหากเราอยากจะ “ใช้ชีวิตให้สมกับที่เกิดมาทั้งที” เราก็ควรทำอะไรที่มันเจ๋งๆ ให้เป็นตำนาน
เหล่าผู้ประกอบการสตาร์ตอัพจึงอยาก “สร้างรอยบุ๋มให้จักรวาล” (make a dent in the universe) นักการเมืองอยากสร้างมรดกทิ้งไว้ให้ประเทศชาติ และนักเขียนมือใหม่ก็อยากรจนาวรรณกรรมคลาสสิคระดับเดียวกับตอลสตอย
แต่ถ้าเราถอยห่างออกมาเพียงสักหน่อย เราจะมองเห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่เรากำลังสาละวนอยู่นั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความสัมพันธ์ การชิงดีชิงเด่น ปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ หรือแม้กระทั่งโรคระบาดก็ล้วนแต่ไร้ความหมายทั้งสิ้น ไม่ว่ามนุษยชาติจะทำอะไร จักรวาลจะยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่สนใจเราแม้แต่น้อย
เมื่อตระหนักได้ว่าตัวว่าเรานั้นไร้ความหมายเพียงใด เราก็อาจมอง “การใช้ชีวิตให้คุ้มค่า” ต่างไปจากเดิม และหลายสิ่งหลายอย่างที่เราเคยคิดว่ามันเจ๋งไม่พอก็อาจจะเริ่มมีความหมายสำหรับเรามากขึ้น
บางทีการเตรียมอาหารเช้าให้ลูกก็อาจสำคัญไม่น้อยกว่าการสร้างอาณาจักรทางธุรกิจ และการได้เขียนนิยายที่มีคนอ่านแล้วชอบเพียงไม่กี่คนก็เป็นเรื่องควรค่าแก่การลงมือทำ
ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ไม่ต้องตั้งเป้าหมายเลิศเลอ เพราะทั้งหมดล้วน “เท่ากัน” ในสายตาของจักรวาล
17. เลิกหวังสิ่งในที่เป็นไปไม่ได้
เมื่อเรายอมรับข้อจำกัดของการเป็นมนุษย์ปุถุชน เราจะเลิกหวัง ว่าถ้าเราเจอเทคนิคที่ดีกว่านี้และถ้าเราขยันขันแข็งกว่านี้ เราจะสามารถตอบสนองความต้องการอันไม่สิ้นสุดของคนอื่น เราจะทำทุกความฝันของเราให้เป็นจริง และเราจะทำทุกหน้าที่ได้อย่างไร้ที่ติ
และเมื่อเราอยู่กับปัจจุบันในความหมายที่แท้จริง เราจะล้มเลิก “ความหวังตัวแม่” ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกที่สุดของเรา
นั่นก็คือความหวังที่ว่าทั้งหมดของชีวิตไม่ได้มีอยู่แค่นี้ ความหวังที่ว่าตอนนี้เป็นแค่การซ้อมใหญ่และเป็นแค่การเตรียมตัวสำหรับวันที่เราจะเพียบพร้อมทุกอย่าง
ชีวิตไม่ได้รออยู่ข้างหน้า ชีวิตรออยู่ตรงหน้านี้แล้ว – this is it.
เมื่อเลิกหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราจะได้เริ่มลงมือทำในสิ่งที่เป็นไปได้เสียที
Cr. Anontawong's Musings
#หุ้นเจ้าเข้า

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “หนังสือ เรื่องแต่ง วรรณคดี นิยาย วรรณกรรม การ์ตูน”

ผู้ใช้งานขณะนี้

สมาชิกกำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และบุคลทั่วไป 1