Think again.

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Think again.

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ เม.ย. 11, 2021 3:48 pm

Think again.

https://medium.com/bookth/%E0%B8%A3%E0% ... ae3ca172dc

- เราหัวเราะคนที่ยังใช้วินโดว์ 95 แต่ว่าเราก็ยังใช้ชุดความเชื่อที่ยึดมาตั้งแต่สมัยที่วินโดว์ 95 ยังรุ่งเรือง
- การที่เราสงสัยความเข้าใจของตัวเอง เปิดโอกาสให้เราอยากรู้ว่าเรายังขาดข้อมูลอะไรสักอย่างไป
รีวิว
- Must read อีกเล่มนึง ที่อยากจะบังคับทุกคนอ่าน
- ตอนแรกนึกว่าเนื้อหาจะกลวงๆ แบบ ทุกคนนนน มา Think again กันเถอะ แต่ก็เอาหน่อยวะ ป๋าบิลล์ เกต อุตส่าห์แนะนำ แถมคนเขียนก็ยังเป็น Adam grant
- ตู้มม แจ็กพอต เนื้อหาคือเอาเรื่องราวปกติ มากระทืบกลางสี่แยก แล้วบอก เห้ย นี่ ดู คิดอีกมุมจะได้แบบนี้ !!
- ไม่ว่าจะเป็น ความเชื่อเรื่องของ Grit, Best practice, Bias , ความมั่นใจ ,มุมมองต่อความผิดพลาด , การทำนาย , การเถียงกัน , การโน้มน้าว, การแก้ปัญหาการด่วนสรุป, พาดหัวข่าว การสอนเด็ก ,การเลือกอาชีพ
- ใครสะดวกอ่านอังกฤษ ซื้อมาโลดดด ใครยังรอภาษาไทย อ่านสรุปเราไว้ก่อนละกัน
Basic info
เขียนโดย : Adam Grant
หนังสือเก่าๆของเขา : Give and Take, Originals, Option B
ราคา : 506 THB ( ร้าน Kinokuniya )
อ่านสรุปเต็มๆได้ที่ bit.ly/MosBook2021-013
สปอย
(1) เรื่องเล่าของนักดับเพลิง 🔥
- กลุ่มนักดับเพลิง กำลังจะพยายามดับไฟป่าแต่ว่าไฟป่าลามเร็วและสูงขึ้น ทำให้พวกเขาต้องหนีเอาชีวิตรอดแทน
- หัวหน้าทีมของเขาทำสิ่งที่ ไม่มีใครคิดจะทำนั่นก็คือการ จุดไฟเผาเพิ่ม ซึ่งขัดแย้งกับสามัญสำนึกอย่างชัดเจน
- ลูกทีมวิ่งต่อไป และเสียชีวิตเกือบทั้งหมด หัวหน้าทีมรอดได้จากการที่ขุดดินหลบไฟ ที่ด้านบนดิน ถูกเผาเล็กๆและดับจนไม่เหลือเชื้อเพลิงให้ไฟชุดใหญ่มาเผาอีกแล้ว ซึ่งในภายหลังเทคนิคนี้ได้ถูกบรรจุเข้าไปในตำราเรียนของนักผจญเพลิง
- นักดับเพลิงที่เสียชีวิตไม่ได้ทำผิดอะไร พวกเขาทำถูกอย่างตามที่เรียนมา รวมถึงการไม่ยอมทิ้งเครื่องมือดับเพลิงที่หนักเกือบ 20 kg. เพราะการทิ้งอุปกรณ์ทำให้พวกเขาสูญเสียตัวตน ทิ้งแล้วจะเอาอะไรดับไฟ
(2) Value of Rethinking 🤔
- ความฉลาดดูเหมือนจะถูกมองเป็นเรื่องของความสามารถในการคิดแล้วก็เรียนรู้ แต่ในโลกที่ยุ่งเหยิงเราอาจจะจำเป็นจะต้องมีความสามารถในการ Rethink และ unlearn
- การตั้งคำถามเกี่ยวกับความคิดของตัวเองเป็นเรื่องยาก มันจำเป็นที่จะต้องยอมรับว่า ความจริงเปลี่ยนแปลงได้ การที่เราจะต้องมา ตั้งคำถามกับความเชื่อของตัวเองมันอาจจะทำให้ เรารู้สึกถูกคุกคามในเรื่องของตัวตนแล้วมันอาจจะทำให้เรารู้สึกสูญเสียตัวตนไปได้
- พวกเราส่วนใหญ่เลยตกอยู่ในกับดักของ First-instinct fallacy ซึ่งทำให้เราทำสิ่งที่นึกออกครั้งแรกโดยไม่ได้คิดอะไร ( จริงๆ สมองพัฒนาระบบนี้มาให้ประหยัดพลังงาน แต่มันไมได้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเสมอ และเช่นเดียวกัน บางครั้งมันก็เวิค )
- กบที่โดนต้มในน้ำที่ค่อยๆเดือด มันจะกระโดดออกไปเองเมื่อน้ำร้อนถึงจุดหนึ่ง🐸 มันไม่ได้อยู่เฉยจนตายเหมือนในนิทาน เย้
- หนังสือเล่มนี้เราจะพูดถึง Value of Rethinking และการเอาชุดความคิดของนักดับเพลิงคนที่รอดชีวิตไปใช้
Individually Rethinking: Update Our Own views
นักเทศ อัยการ นักการเมือง และนักวิทยาศาสตร์
- Progress is impossible without change; and those who cannot change their minds cannot change anything
(3) Second thoughts💭
- พวกเราส่วนใหญ่ภูมิใจในความรู้และความเชี่ยวชาญของตัวเอง แล้วก็เชื่อว่าความเชื่อและความคิดของตัวเองถูกด้วย ซึ่งนั่นเคยจริงในโลกที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
- แต่ทุกวันนั้นโลกเราเปลี่ยนตลอดเวลา ข้อมูลเยอะขึ้นในอัตราที่เพิ่มขึ้นด้วย
- Rethinking เป็น skill และ mindset ที่จะมาช่วยเคาะสนิมออกไป
- พวกเราส่วนใหญ่ชอบที่จะ รู้สึกว่าถูกต้อง แทนที่จะ ถูกจริงๆ ในแทบจะทุกเรื่องในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานจนถึงการแต่งงาน
- เราจำเป็นต้องสร้างนิสัยการคิดอีกรอบขึ้นมา
(4) แนะนำกรอบความคิด 🖼
- Phil Tetlock ค้นพบว่า พวกเรามักจะตกหลุมพลาง mindset สามแบบนี้ในแต่ละสถาณการณ์
1. โหมดพระ ⛪: เราจะเข้าโหมดนี้เมื่อความเชื่อเราอยู่ในอันตราย เราจะพูดเพื่อปกป้องและยกย่องความคิดของเรา
2. โหมดทนาย ⚖: เราจะเข้าโหมดนี้ เมื่อเห็นอีกฝั่งพลาด เราจะพยายามพิสูจน์ให้ได้ว่าเขาผิด แล้วเราชนะ
3. โหมดนักการเมือง 🌏: เราจะเข้าโหมดนี้ เมื่อเราต้องการชนะด้วยเสียงส่วนใหญ่ เราทำแคมเปญ เราล๊อบบี้ ให้ทุกคนเห็นด้วยกับเรา
- เราเข้าโหมดพระ เพื่อพิสูจน์ว่าเราถูก เข้าโหมดทนายเพื่อพิสูจน์ว่าเขาผิด และ เข้าโหมดนักการเมืองเพื่อให้ทุกคนเห็นด้วย โดยไม่สนว่าใครถูกผิด
4. โหมดนักวิทยาศาสตร์ 🔬: ซึ่งการ Rethink เป็นส่วนหนึ่งของอาชีพเขา
- นักวิทยาศาสตร์ถูกจ้างมาให้รู้ตัวว่าความรู้ตัวเองมีจำกัด และถูกคาดหวังให้คุณสงสัยในสิ่งที่คุณรู้ และอยากรู้ในสิ่งที่คุณไม่รู้ และ อัพเดทมุมมองของคุณจากข้อมูลที่เปลี่ยนใหม่
- เราลองสอนผู้ประกอบการด้วยเนื้อหาเดียวกันทั้งหมด ยกเว้นครึ่งนึงถูกสอนด้วยมุมมองนักวิทยาศาสตร์
- เราพบว่ากลุ่มที่มองด้วยกรอบของวิทยาศาสตร์ ทำเงินได้ดีกว่ามาก และไม่ยึดติดอยู่กับ Business model ที่คิดได้ตอนแรก พอพวกเขาเห็นว่าไม่เวิค ก็เปลี่ยน
(5) เรื่องเล่าของ BlackBerry 📱
- BB เคยครองตลอดที่แทบทุกคนต้องใช้ แต่ตอนที่ BB ล้ม CEO ซึ่งฉลาดโคตรๆ แต่ยังยึดติดกับสิ่งที่เขาเชื่อ มากเกินไป และไม่ยอมทดสอบทางเลือกอื่นๆ
- งานวิจัยบอกเราว่า ยิ่งคุณฉลาด คุณยิ่งไม่ค่อยคิด เพราะคุณเห็นแพทเทิลได้เร็วมาก และนั่นทำให้เป็นเรื่องยากที่คุณจะเลิกเชื่อตัวเอง และ อัพเดทมุมมองความเชื่อ
- พวกเขาได้ข้อมูลจากลูกค้าเป็นล้านคนที่บอกว่า Keyboard ของ BB เจ๋งสุดๆ และนั่น ทำให้เขาพลาดความเห็นของคนอีกหลายพันล้านคนที่เหลือ
(6) ในทางจิตวิทยา เรามี 2 Bias ที่อธิบายเรื่องนี้ คือ
1. Confirmation bias - เห็นเฉพาะที่คิดว่าจะเห็น
2. Desirability bias - เห็นเฉพาะที่อยากเห็น
- ซึ่ง 2 Bias นี้ ทำให้ความฉลาดของเรากลายเป็นอาวุธต่อต้านความจริง
- และคนที่คิดว่าตัวเองไม่ Bias นั่นแหล่ะคือ Bias
- Being good at thinking can make you worse at rethinking
- การคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงการพยายามมองหาเหตุผลที่ว่า ทำไมเราผิด ไม่ใช่ทำไมเราถูก แล้วปรับมุมมองจากสิ่งที่เราได้เรียนรู้
- Don’t Stop unbelieving
(7) เรื่องเล่าของ Apple และ iPhone 🍎📱
- ถึง Steve Jobs จะถูกยกย่องจากการเข็น iphone ขึ้นมาปฏิวัติวงการมือถือ แต่จริงๆแล้วเขาไม่ชอบไอเดียการขายมือถือด้วยซ้ำตอนแรก
- คนที่ควรให้เครดิตจริงๆ คือ วิศวกรของเขา ที่โน้มน้าวให้ Jobs เห็นว่าเขายังไม่รู้อะไร และให้เขาเริ่มสงสัยในความไม่รู้ของตัวเอง
- การที่เราสงสัยความเข้าใจของตัวเอง เปิดโอกาสให้เราอยากรู้ว่าเรายังขาดข้อมูลอะไรสักอย่างไป
- นักวิทยาศษสตร์ให้ค่า ความถ่อมตัว มากกว่าความภูมิใจ , ความสงสัย มากกว่าความแน่นอน และ ความอยากรู้มากกว่าการปิดกั้น
- Rethinking เลยเป็น นิสัยที่สำคัญมาก
The Armchair Quarterback and the impostor: Finding the sweet spot of confidence
(8) มั่นใจมากหรือน้อยเกินไป 💁‍♂‍😕
- The Armchair Quarterback หรือ พวกที่เก่งแต่ขอบสนาม ที่ตะโกนบอกให้ผู้เล่นทำอย่างนู้นอย่างนี้เพราะคิดว่าตัวเองรู้ไปหมด
- The Imposter ซึ่งเป็นด้านตรงข้าม คือ ความสามารถมากกว่าความมั่นใจ
- อะไรคือจุดที่กำลังพอดี ?
- งานวิจัยบอกเล่าว่ายิ่งคุณขาดความสามารถในเรื่องนั้นๆ มากแค่ไหนคุณก็ยิ่งประเมินตัวเองเกินไปมากเท่านั้น ( คือถ้าคุณไม่รู้อะไรเลย ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นพวกมือใหม่ รู้นิดหน่อย พวกนี้แหล่ะที่จะมั่นใจมากเกินไป Dunning-kruger Effect)
- เพราะว่าการที่คุณมั่นใจว่าคุณรู้อะไรบางอย่างเเล้วเนี่ยก็ไม่มีเหตุผลที่คุณจะเสียเวลาไปหา อะไรมาอุดช่องโหว่ความไม่รู้
- พวกเราไม่ได้เก่งไปซะทุกเรื่องแล้วเราก็เป็นมือใหม่ในหลายๆเรื่องด้วย
- การรู้อะไรเล็กๆน้อยๆเนี่ยเลยอันตรายกว่าการที่ไม่รู้อะไรเลย (นี่เลยเป็นสาเหตุให้ มีอัตราการรักษาผิดสูงขึ้นมากในเดือนกรกฎาคมเพราะว่ามีหมอจบใหม่เข้ามาทำงานในช่วงนั้นพอดี )
(9) ความถ่อมตัว Humility
- สิ่งที่พวกเราขาดไปคือความถ่อมตัว
- โอเคแหล่ะ ความมั่นใจเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่ายึดติดกับวิธีการมากนัก เช่น คุณมั่นใจว่าจำสำเร็จได้ แต่อย่ามั่นใจกับวิธีการเดิมๆ ให้เปลี่ยนวิธีตามข้อมูลใหม่ๆ
- ความมั่นใจที่ดีต้องไม่ได้มาจากการที่คิดว่าตัวเองรู้หมดแล้ว แต่เป็นรู้ว่าเรียนรู้ได้
- ความมั่นใจแบบถ่อมตัวสามารถสอนกันได้ คนที่ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้อะไร สุดท้ายแล้วจะทำผลงานออกมาได้ดีกว่า
(10) ข้อดีของการเป็น Imposter
1. การเป็น Imposter ช่วยกระตุ้นให้เราทำงานหนักขึ้น ( เพราะคิดว่าตัวเองยังไม่เก่ง ) – ผชถูกกระตุ้นด้วยความคาดหวัง ผญถูกกระตุ้นด้วยความกลัวโดนดูถูก
2. การเป็น Imposter ทำให้เราทำงานฉลาดขึ้น เพราะคิดว่ายังไงก็แพ้ ไม่มีอะไรจะเสีย เลยต้องคิดกลยุทธใหม่ๆขึ้นมา
3. การเป็น Imposter ช่วยให้เราเป็นผู้เรียนที่ดีขึ้น อย่างน้อย พอเราคิดว่าเราไม่เก่ง แปลว่าเราเหลืออะไรให้เรียนอีก
- Confident humility เลยเป็นมุมมองที่ถูกต้องที่ช่วยให้เราก้าวข้ามจุดอ่อนไปได้
- ** เสริม : การเอาตัวเองไปอยู่กับคนเก่งๆ ก็ช่วยให้เรารู้ว่ามี room to improve ได้ง่ายขึ้นนะ
The joy of being wrong: ความตื่นเต้นของการไม่เชื่อทุกสิ่งที่คุณคิด
(11) ผิดพลาดกันได้
- ทำไมบางคนถึงโอเค ตอนที่รู้ว่าตัวเองผิด ?
- ก่อนอื่นเราต้องยอมรับก่อนว่า เราผิดพลาดกันได้ ยิ่งคุณปฏิเสธความจริงข้อนี้ยิ่งแย่
- ผมเคยโดยเรียกว่า Mr.Fact จากการที่คอยจับผิดแล้วแก้ไขเรื่องเล็กๆน้อยไปซะทุกเรื่อง ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลย
- ไอเดียที่รอดมาได้ ไม่ใช่เพราะว่า ไอเดียนั้นถูกต้อง แต่เป็นไอเดียที่น่าสนใจ
- ธรรมชาติของความรู้สึกเรา จะเรียงลำดับจาก “จริงหรอ?” “ไหนเล่าให้ฟังเพิ่มอีกหน่อย” “ว้าว”
- เวลาเราอ่านเจอเรื่องที่ทำให้เราประหลาดใจ เรามักเริ่มต้นด้วยการป้องกัน แล้วไปจับผิดเนื้อหา หาข้อผิดพลาดต่างๆ ซึ่งน้อยคนนักที่จะจบลงด้วยการยอมรับว่า ตัวเองผิด
(12) ดีใจเมื่อผิดพลาด
- ซึ่งเพื่อนผมเป็นคนแบบนั้น เมื่อเขาเจอเรื่องที่ตัวเองเข้าใจผิด เขาจะบอกว่า ตอนนี้เขาผิดน้อยลงกว่าเมื่อก่อนละ
- อย่างน้อยตอนที่เรารู้ว่าตัวเองทำผิด ก็คือเรารู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง
- ความเชื่อ ไม่ใช่การรักแบบไม่มีข้อแม้ ผิดก็คือผิด
- ถ้าคุณมองย้อนกลับไป แล้วไม่ได้รู้สึกว่าตัวคุณปีที่แล้วทำเรื่องโง่ๆบ้าง นั่นแปลว่าปีที่ผ่านมา เหมือนคุณไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย – Ray Dalio คนเขียน Principle
-
(13) Best Forecaster อะไรทำให้ทำนายแม่น 📊📈
- ในการ predict อะไรสักอย่าง ปัจจัยที่ส่งผลต่อความแม่นยำ ตัวเดียวที่สำคัญที่สุดเลยคือ คุณอัพเดทความเชื่อของคุณ บ่อยแค่ไหน
- คุณจำเป็นต้องมั่นใจแบบถ่อมตัวในการตัดสินใจของคุณ และ ตื่นเต้นที่จะค้นหาข้อมูลใหม่ๆมาอัพเดทความเชื่อของคุณ
- มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเป็นคนโง่ที่เชื่ออะไรผิดๆนานกว่านี้ มันดีกว่าเยอะถ้าเราเปลี่ยนความเชื่อ ด้วยข้อมูลล่าสุด
- ปัญหาอย่างนึงในการทำนายผล เช่น พวกการเลือกตั้ง ที่เรามี Bias สูงมาก ที่แม้ข้อมูลจะบอกว่า Trump ชนะ แต่ลึกๆ เราก็ไม่ได้อยากจะยอมรับ
- เราไม่ควรใช้ข้อมูลที่มาจากความเข้าใจในอดีต มาทำนายอนาคต แต่เป็น ข้อมูลจากความเข้าใจ ณ ตอนนั้น ต่างหาก
- เหตุผลเดียวที่ว่า ทำไมเราถึงผิด ก็เพียงพอให้เราเลิก มั่นใจเกินเหตุ ได้ละ
- ลองหาเหตุผลมาหักล้างตัวเองบ้าง ตอนคุณผิดก็อย่าเศร้าไป ให้คิดซะว่า เราได้ค้นพบอะไรบางอย่าง
- ทำเป็น list เลยว่า เหตุการณ์ไหนส่งผลต่อการทำนายบ้าง และพอเหตุการณ์นั้นเปลี่ยนไป คุณก็ควรจะปรับความคิดตาม
- การหัวเราะให้กับความไม่รู้หรือความผิดพลาดของตัวเอง ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เราไม่เครียดกับการตัดสินใจของเรามากเกินไป ( ผู้ชายที่กล้าขำกับความผิดพลาดตัวเอง จะถูกมองว่ามีความเป็นผู้นำสูงขึ้น แต่ไม่ได้สูงขึ้นในกลุ่มผู้หญิง)
- จำไว้ว่า การรู้ว่าตัวเองผิด เป็นส่วนที่จำเป็นสำหรับการเติบโต
The good fight club: จิตวิทยาแห่งความขัดแย้งที่สร้างสรรค์
(14) ว่าด้วยเรื่องความขัดแย้ง⚔
- เราพบว่าความขัดแย้งนั้นแบ่งคร่าวๆได้สองแบบคือ “ความขัดแย้งเรื่องงาน” กับ “ความขัดแย้งเรื่องความสัมพันธ์”
- เราพบว่า ทีมที่ทำผลงานได้ดี จะตีกันเรื่องงานเยอะมาก และไม่ค่อยมีความขัดแย้งเรื่องความสัมพันธ์ ซึ่งอาจจะขึ้นเสียงใส่กันในห้องประชุม แต่ตอนเย็นก็ไปกินข้าวกันต่อ
- สาเหตุที่ ตีกันเรื่องงานแล้ว ทีมได้ดี เป็นเพราะเราได้รู้ถึงปัญหาก่อน และไม่หมกปัญหาที่แท้จริงเอาไว้
- เด็กๆ เวลาเห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน สิ่งที่มีอิทธิพลต่อนิสัยพวกเขา ไม่ใช่ว่าทะเลาะกันบ่อยแค่ไหน แต่เป็น พวกพ่อแม่ให้เกียรติกันแค่ไหนตอนเถียงกัน
- คนกลัวการเถียงกัน เพราะกลัวขัดแย้งทางความสัมพันธ์ แต่เอาเข้าจริง หมกปัญหาไว้ จะยิ่งเพิ่มโอกาสได้ทะเลาะกันเข้าไปอีก
- ผู้บริหารหลายรายหลีกเลี่ยงการเถียงกันเรื่องงาน จนกลายเป็นการเล่นการเมือง
(15) แล้วการตีกันแบบไหนเป็นเรื่องที่ดี แล้วทำไมถึงดี 🦸‍♂‍
- เอาจริงๆ ถ้าตีกันเรื่องงาน นั่นแปลว่า พวกเขาแคร์ ไม่งั้นคงปล่อยผ่านไปแล้ว
- พวกเราคาดหวังว่าจะได้โต้แย้งเกี่ยวกับไอเดีย ไม่ใช่อารมณ์ ซึ่งวิธีง่ายๆคือ ลองส่งข้อความไปว่า Can we debate? ซึ่งการส่งข้อความนี้ไปช่วยให้เขาคิดแบบนักวิทยาศาสตร์มากขึ้น
- ถ้าเราเถียงกันว่า Why จะมีความเสี่ยงที่อารมณ์จะมาเกี่ยวข้อง ให้เปลี่ยนไปเถียงกันว่า How ดีกว่า
- ผู้คนมักจะคิดว่าตัวเองฉลาด ซึ่งจริงๆแล้วไม่ค่อย
Part II Interpersonal Rethinking: Opening Other People’s minds
Dance with Foes: how to win debates and influence people
(16) เราจะโน้มน้าวคนอื่นได้ยังไง ? 📣
- Adam เล่าเคสที่ คนเถียงชนะ AI ที่มีข้อมูลโคตรเยอะแบบเป๊ะๆ ให้ดู
- ซึ่งเคล็ดลับของชัยชนะนี้ คือการมองการโต้วาทีนี้เป็นเหมือนการ เต้นรำ ไม่ใช่สงครามที่จะฆ่าอีกฝ่าย
- ถ้าเราพยายามนำมากไป คู่ของเราก็จะต่อต้าน ถ้าเราปรับตัวเราเข้ากับอีกฝ่ายและค่อยๆทำให้อีกฝ่ายปรับบตัวเข้าหาเรา ก็จะมีโอกาสจะคิดเหมือนกันมากขึ้น
1. ให้เราแมพ ประเด็นที่เราน่าจะเห็นตรงกันก่อน (Common ground) เพื่อให้อีกฝั่งมองว่าเราก็เป็นคนมีเหตุผลนะ จะได้เปิดใจฟังเรา
2. ให้เรานำเสนอแต่ Strong point ( หมัดเด็ก ) ก็พอ ไม่ต้องเยอะก็ได้ การมีประเด็นอ่อนๆ ( Weak Point )อาจเป็นจุดโดนโจมตีและลดความน่าเชื่อถือของ Strong Point
3. สุดท้ายอย่าพยายามเปลี่ยนความคิดเขา เพราะเขาก็จะปฏิเสธอยู่ดี คอยให้คอยข้อมูล แล้วถามคำถามเปิดประเด็นให้เขาคิดเองต่อจะดีกว่า
- เราไม่ควรหวังพึ่งโชคว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ แต่ให้เราโชว์ให้ดูว่า เราก็มีจุดที่เห็นด้วยกับคุณนะ แถมได้เรียนรู้อะไรจากพวกคุณด้วย แล้วฝั่งคุณหล่ะ มีมุมมองไหนที่เต็มใจจะเข้าใจฝั่งเราบ้าง
- คนที่จะทำให้เราเปลี่ยนใจได้ มีแค่เรา เท่านั้นแหล่ะ
- เราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่าเราถูก เราแค่จำเป็นต้องเปิดทางให้พวกเขาเห็นถึงความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะผิด หรือ มีความเป็นไปได้อื่นๆ
- ก่อนจะเริ่มดีเบตกัน สิ่งที่คุณควรจะถามอีกฝ่ายเลยคือ “หลักฐานแบบไหนที่สามารถเปลี่ยนใจคุณได้” ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องคุยต่อ เพราะเขาไม่ได้ฟังคุณ
- ในการพิจารณาคดีในศาล ศาลจะให้เครดิต คนที่มั่นใจกลางๆ มากกว่าคนที่ไม่มั่นใจเลยหรือมั่นใจเว่อร์
Bad blood on the diamond : ลดอคติด้วยการเลิกแบ่งคนเป็นตาม Stereotypes
(17) Yankee Fans Vs Red Sox Fans 💒
- เราพบเห็นได้ทั่วไปเลยว่า แฟนกีฬา มักเกลียดทีมคู่แข่ง แถมเรายังเหมารวมว่าทีมคู่แข่งน่าจะเป็นคนแบบนู้นนี้ (Stereotypes) ซึ่งค่อนข้างจะเป็นอุปสรรคในการ Rethink
- คนเราถึงขั้นยอมเสียผลประโยชน์ตัวเอง เพื่อให้อีกฝ่ายได้น้อยกว่า
- ซึ่งการจะทำให้แฟนกีฬาเลิก Bias แฟนกีฬาฝั่งตรงข้ามนี่ยากเหมือนกับไปเปลี่ยนศาสนาเขาเลยทีเดียว ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นได้ในคืนเดียว
- การจะไปเปลี่ยนใจ ไม่ให้เขามี Bias กับทีมตรงข้าม ทำได้โดยการถามคำถามแบบ สมมุติถ้าเขาไปเกิดในบ้านที่ ทุกคนเป็นแฟนกีฬาฝั่งตรงข้าม เพื่อนๆทุกคนของคุณเชียร์ทีมนั้น
- ถ้าคุณเกิดเป็นคนดำ เอเชีย สเปน คุณคิดว่าชีวิตคุณจะเป็นยังไง ?
- คำถามแนวนี้จะช่วยให้เขาเข้าใจคนอีกฝั่งมากขึ้น เวลาเขาได้คิดจากมุมมองอีกฝั่ง
- Biggest Takeaway จากเรื่องนี้คือความสำคัญของการ Unlearn เพื่อป้องกันการเป็นพวก Ignorant ( ก็เพราะเขาไม่ได้รู้เหมือนเราไง เขาเลยทำแบบนั้น ถ้าเขารู้ก็คงทำอีกแบบ เขาไม่ใช่คนไม่ดีว้อยย เขาแค่รู้ไม่เหมือนเรา ซึ่งกลับกัน เราก็รู้ไม่เหมือนเขา)
- ความเชื่อหลายๆอย่าง ถูกส่งต่อๆกันมาโดยไม่ได้ตั้งถูกคำถามเลย ซึ่งถ้าเราช่วยให้เขาได้หยุดคิดแล้วตั้งคำถามสักนิดนึงก็จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้
Vaccine Whispers and Mild-Mannered Interrogators
How the right kind of listening motivates people to change.
- หายากมากเลยนะที่คนเราจะอยากฟัง เรื่องที่ไม่อยากได้ยิน
(18) ทำยังไงให้คน แอนตี้วัคซีน ยอมพาลูกมาฉีดวัคซีน 💉
- ในหลายประเทศ เราจะปัญหาของกลุ่มคนที่ Anti การฉีดวัคซีน โดยอ้างว่ามันอาจจะทำให้ลูกๆพวกเขา พิการหรือเป็นปอลิโอ ซึ่งไม่มีข้อมูลไหน support เลย โดนกุ ขึ้นมาล้วนๆ
- การจะเปลี่ยนใจคนกลุ่มนี้ได้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ถามคำถาม และตั้งใจฟังคำตอบของเขา โดยไม่ได้เริ่มจากการบอกว่าพวกเขาผิด
- สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้คือ ทำให้พวกเขามีแรงจูงใจที่จะเปลี่ยน ด้วยตัวเอง
- เข้าไปให้ข้อมูลจนพวกเขาเริ่มสงสัยความเชื่อของตัวเอง และ ออกจากลูปความ มั่นใจมากเกินไป
- คนเรามีระบบป้องกันตัว พอเขารู้ว่ากำลังโดนเราโน้มน้าวใจปุ๊ป เขาจะปิดกั้นทันที
- เราต้องทำให้เขาเชื่อใจเราก่อน ก่อนที่จะนำเสนอข้อมูลอะไรให้ใครสักคน
Part III Collective Rethinking : Creating community of lifelong learners
Chapter 8 : Charged Conversations
Depolarizing our Divided Discussions
(19) ปัญหาการแบ่งพวก ➗
- คือคนเรามักมองว่าโลกนี้เป็น ไม่ A ก็ B คือ ถ้าไม่คิดเหมือนเรา ก็คือ ฝั่งตรงข้ามเลย
- เอาเข้าจริง มันมีอะไรตรงกลางด้วย ไม่ใช่ 0 กับ 1 ไปเลย
- การรับรู้ว่า คนเราไม่ได้มีแค่ 2 แบบนะเว้ย ทำให้เราต้องเริ่มรับฟังเขาก่อน ไม่ได้ด่วนตัดสินว่าเขาเป็นแบบใดแบบหนึ่ง
- เช่น ถ้าพูดถึงเรื่องโลกร้อน มันจะมีตั้งแต่ ตื่นตัว,กังวล, รู้ว่ามี , เฉยๆ , ไม่น่ามั้ง, ไม่มีว้อยยย
- ฉะนั้น ถ้าเขาไม่ได้ตื่นตัวถึงขั้นเป็นนักรณรงค์ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่เชื่อเรื่องโลกร้อน
(20) พาดหัวข่าว 📰
- นักจิตวิทยาพบว่า คนจะเมินเฉย หรือ ปฏิเสธการมีอยู่ของปัญหา ถ้าพวกเขาไม่เจอทางแก้
- พวกข่าวที่อ้างอิงนักวิทยาศาสตร์ แม้จะมาจากแหล่งเดียวกัน มักจะถูกเขียนข่าวออกมาต่างกัน
- ข่าวงานวิจัยที่ยังไม่สมบูรณ์จะดึงดูความสนใจได้ดีกว่า เช่นการบอกว่า นักวิจัยยังลังเลที่จะ… จะทำให้คนอ่านคิดตาม
- เราสามารถเป็นพวก เหยียด และ แอนตี้การเหยียดได้ในคนเดียวกัน แต่อาจจะต่างเวลา ต่างเรื่อง
Chapter 9 : Rewriting The Textbook
Teaching students to question knowledge.
(21) มั่นใจมากเกินไป 💁‍♂‍
- การหลอกเด็ก เรื่องซานต้า หรือ Tooth fairy เป็นแค่การยืดเวลา การที่เด็กๆ จะรู้ความจริง
- ถ้าเด็กๆเชื่ออะไรไปแล้ว ยากที่จะไปแก้ไข
- การยืนสอนหน้าห้อง ( Lecture ) คือวิธีการสอนที่ด้อยประสิทธิภาพมากที่สุด เด็กชินกับการรอป้อนข้อมูล ซึ่งขัดต่อการมีนิสัย เรียนรู้ตลอดชีวิต แล้วยิ่งครูสอนแล้วเด็กไม่ค่อยได้ถาม ยิ่งยากที่เด็กจะ rethinking
- เราควรปล่อยให้เด็กๆ สับสนบ้าง ไม่มั่นใจ และเริ่มถกเถียง ถึงประเด็นต่างๆ ให้เด็กได้ทดลอง
- แทนที่จะสั่งให้เด็ก ทำการบ้านวาดรูป 1 รูปมาส่ง ให้พวกเขาได้ลองว่า หลายๆรอบ และได้เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของตัวเอง และเรียนรู้ที่จะ แก้ไข
Chapter 10 : That’s not the way we’ve always done it
Building Cultures of learning at work
(22) Psychology Safety 🦺
- หลังจาก Nasa เจอปัญหาในชุดนักบินอวกาศ พวกเหล่าวิศวกรก็ได้ข้อสรุปสาเหตุกันตั้งแต่ยังไม่ได้ลงมือค้นหาสาเหตุเลยด้วยซ้ำ เพราะเหตุผลมันฟังขึ้น แม้อาจจะไม่ใช่สาเหตุจริงๆก็เหอะ
- คนที่ภูมิใจที่ทำตามขั้นตอนได้เรียบร้อยแล้ว มักจะพลาดโอกาสในการคิดใหม่
- สิ่งที่ Adam และ Google ค้นพบร่วมกันว่าอะไรทำให้ทีมประสบความสำเร็จ คือ ความปลอดภัยทางจิตใจ
- คนในทีมที่เชื่อใจกัน หวังดีซึ่งกันและกัน จะกล้าพูดถึงประเด็นปัญหา ก่อนที่มันจะลุกลามใหญ่โต และ กล้าเสี่ยงเพื่อทดลองมากกว่า
- คนปกติ จะทำตามขั้นตอนที่คนทั่วๆไปทำเพื่อจะได้ไม่แปลกแยก และไม่มีใครมาเอาผิดได้ ซึ่งนั่นรวมถึงทำตามวิธีผิดๆ หรือ วิธีห่วยๆ ด้วย
- ให้เราลองถามคำถามเพื่อให้พวกเขาคิดมากขึ้น เช่น อะไรทำให้คุณสรุปแบบนั้น ทำไมคุณถึงคิดว่าถูก จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามันผิด มีอะไรไม่แน่นอนบ้าง ข้อเสียหล่ะ ? แล้วคุณรู้ได้ไง
- คนส่วนใหญ่ กลัวทำพลาด ซึ่งถ้าไม่พลาดเลยก็จะทำแต่เรื่องเดิมๆ หัวหน้าจึงควรแชร์เรื่องที่ตัวเองทำพลาดเป็นตัวอย่าง คนอื่นๆ จะได้กล้าเสี่ยงมากขึ้น ( หัวหน้าต้องมีสกิลที่ได้รับการยอมรับสักอย่างก่อนนะ ไม่งั้นยิ่งโดนมองว่าห่วยเลย )
(23) Best practices อาจไม่ได้ดีเสมอไป ♟
- พอเราบอกว่าสิ่งนี้คือ Best Practice คนจะเลิกมองหาสิ่งที่ดีกว่า
- การทำตาม Best practice อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะสั้น แต่ระยะยาวแล้วมักเจอปัญหา
- เราควรส่งเสริมให้คน ทดลองอะไรใหม่ๆด้วย แทนที่จะยึดติดกับผลลัพธ์อย่างเดียว ลองถามทีมคุณว่า ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มบ้าง
(24) Grit ดีจริงหรือเอาไงต่อ ?
- โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร เป็นคำถามอันตรายที่ Adam เรียกว่า useless questions
- มันไปจำกัดความเป็นไปได้ของเด็กๆ พวกเขายังไม่ได้รู้ความเป็นไปได้มากพอที่จะตัดสินใจเลย พวกเขาควรได้ explore มากกว่านี้ เด็กบางคนฝันเล็กไปทำให้มั่นใจผิดๆและเสียโอกาส บางคนฝันใหญ่ไป ทำให้เสียความมั่นใจ ท้อ แล้วก็เลิกไปเลย
- เราไม่ต้องเลือก อาชีพเดียวก็ได้
- คนเราพอพูดไปแล้วว่าจะทำสิ่งนั้นให้ได้ พอไม่ได้เป็นไปตามแผน เราก็มักจะเติม Resource เข้าไปอีกจนไม่คุ้มค่าละ เพื่อที่จะ รักษาคำพูด หรือ รักษาภาพเอาไว้
- Grit มีเส้นคั่นบางๆระหว่าง ฮีโร่ที่ไม่ลดละความพยายาม กับ ไอ้โง่ที่ดื้อทำสิ่งที่ไม่คุ้มแล้ว
- บางครั้ง Grit เดียวที่ต้องทำคือ กัดฟัน ล้มเลิก แล้วไปหาอะไรที่ดีกว่าทำ
- Adam แนะนำให้เราทำ Career checkup ปีละสองครั้ง ซึ่งมากพอที่จะไม่เสียเวลาเปลี่ยนทิศ และ ทำให้เราเลิกประสาทแดก ในการคิดเรื่องนี้ทุกวัน
o บอกตัวเองว่ามีทางเลือกอื่น
o ลองดู Role model คนที่เราอยากเป็น แล้วตั้งสมมุติฐาน
o จากนั้นลองเลยจ้า ลองทำแบบเขา ลองไป Shadow งานเขา ดูว่าเราชอบจริงไหม
Action for Impact
พัฒนานิสัยการ Thinking again
(1) คิดแบบนักวิทยาศาสตร์ : อย่าด่วนสรุป ให้ตั้งสมมุติฐาน และทดสอบความคิดนั้น
(2) ระบุคุณค่าของเรา : เช่น มองตัวเองเป็นคนชอบเรียนรู้กระตือรือร้น ชอบเรียนรู้ มีความยืดหยุ่นในจิตใจ
(3) ค้นหาข้อมูล ที่ขัดแย้งกับความคิดตัวเองบ้าง
ปรับจูนความมั่นใจ
(4) อย่าสับสนระหว่าง ความมั่นใจและความสามารถ : พวกมือใหม่ที่มั่นใจมากๆ มักยังรู้ไม่ครบ
(5) ใช้ประโยนช์จากความสงสัย ( doubt ) : เมื่อคุณไม่มั่นใจในความสามารถตัวเอง ให้มองเป็นโอกาสในการเติบโต
(6) โอบกอบความสุขตอนที่ตัวเองทำพลาด : หัวเราะให้ตัวเองบ้าง อย่างน้อยเราก็เติบโต
ชวนคนอื่นมาตั้งคำถามกับความคิดของเรา
(7) เรียนรู้จากคนที่คุณเจอ : ทุกคนต้องรู้อะไรสักอย่างมากกว่าคุณ
(8) สร้าง Challenge network ไม่ใช่แค่ support network
(9) อย่ากลัวที่จะขัดแย้ง : ให้มองเป็นการโต้วาที ไม่ใช่ทะเลาะกัน
ถามให้ดีขึ้น
(10) ฝึกการฟังเพื่อโน้มน้าว : เริ่มจากตั้งคำถามให้มากขึ้น ไม่ใช่พูดมากขึ้น
(11) ถาม How อย่าถาม Why : เดี๋ยวทะเลาะกัน
(12) ถาม “หลักฐานแบบไหนที่จะทำให้คุณเปลี่ยนใจ” : แล้วค่อยหาหลักฐานแนวๆนั้นมายืนยัน
(13) ถามเขาว่า คุณคิดแบบนั้นด้วยเหตุผลอะไร
เถียงกันแบบเต้นรำ ไม่ใช่สงคราม
(14) หาจุดที่คิดเหมือนกันก่อน
(15) น้อยคือมาก ยิงแต่ประเด็นแข็งๆ
(16) ทำให้เขารู้สึกว่าเขาเลือกเอง : บางครั้งเขาเห็นด้วยแล้ว แต่เกลียดการถูกบังคับให้เลือก
(17) แชร์เรื่องราวที่เราผิดหวัง หรือ เหนื่อย แล้วขอให้เขาแชร์บ้าง
พูดคุยให้หลากหลายขึ้น
(18) ทำให้มีมิติมากขึ้น ไม่ใช่แค่ A หรือ B อย่าเหมารวม
(19) อย่ากลัวการมีข้อแม้ หรือ ความไม่แน่นอน : มันคือการยอบรับความจริง และคนทุกคนรู้ว่าไม่มีอะไรแน่นอน
(20) มีอารมณ์ร่วมบ้างก็ได้ แสดงความสงสัยอยากรู้ หรือ ยอมรับว่าสับสน
สอนเด็กให้ Think again
(21) เล่าควมจริงเกี่ยวกับ ตำนานปลอมๆ ให้เขาได้ร็ตั้งแต่เด็ก : เขาจะได้รู้ว่าโลกนี้มีอะไรที่เขาไม่รู้อีกเยอะ
(22) ชวนเด็กๆ สร้างหลายๆ Draft แทนที่จะขอให้เขาทำชิ้นเดียวที่ดีที่สุด และขอ Feedback คนอื่นระหว่างทาง
(23) หยุดถามเด็กๆว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร
สร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้
(24) เลิกใช้ Best Practices : โอเคแหล่ะมันทำให้งาน routine ง่ายขึ้น แต่มันทำให้คนหยุดคิด
(25) สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ : ให้คนเรากล้าที่จะทำพลาดโดยไม่มีบทลงโทษบ้าง
(26) ให้คะแนนการ Rethinking
เปิดรับการ Rethinking สำหรับอนาคต
(27) ปาแผนสิบปีทิ้งไปเถอะ : วางแผนแค่ 1 ขั้นล่วงหน้าพอ เราไม่รู้อนาคตขนาดนั้น
(28) Rethink การกระทำของคุณด้วย ไม่ใช่แค่รอบๆตัว: อย่าไปคิดว่า ถ้าเราได้ตำแหน่งแบบคนนั้นเราจะมีความสุขแบบเขา เราต้องเปลี่ยนตัวเองด้วย
(29) นัดเวลาให้ตัวเองได้คิดถึงชีวิตที่ผ่านมา และ อนาคต ว่าต้องมีอะไรเปลี่ยนไหม
(30) ให้เวลาตัวเองได้ Think again
แก้ไขล่าสุดโดย siri เมื่อ อาทิตย์ เม.ย. 11, 2021 11:23 pm, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “หนังสือ เรื่องแต่ง วรรณคดี นิยาย วรรณกรรม การ์ตูน”