ขายดีเพราะขึ้นราคา

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

ขายดีเพราะขึ้นราคา

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ เม.ย. 11, 2021 3:50 pm

ขายดีเพราะขึ้นราคา
- ถ้าตลาดเต็มไปด้วยของถูก ลูกค้าตลาดบนก็จะกลายเป็นผู้บริโภคที่ “ไม่มีของจะซื้อ”
รีวิว
- เป็นหนังสือที่ท้าทายความเชื่อสาย Lean ของผมอยู่พอสมควรที่ไม่ได้ถูกสอนมาให้ขึ้นราคาเป็นกลยุทธแรก
- หนังสือเล่มนี้จะพาเราไปดูตัวอย่างบริษัทที่ ใช้กลยุทธ การขึ้นราคา ซึ่งปกติไม่มีใครเขาเล่ากันเพราะมันจะไปทำลายสเน่ห์ของบริษัท แต่เล่มนี้ก็เอามาเล่า ถึงจะเป็นชื่อสมมุติก็เหอะ
- เราจะได้เห็นเหตุผลเบื้องหลังการขึ้นราคา ที่ดูสมเหตุสมผลอย่างไม่น่าเชื่อ ได้เห็นรูปแบบของการขึ้นราคา การนำเสนอราคาใหม่
- อ่านจบแล้วทำให้เรากลับมาทบทวนการตั้งราคาสินค้าของเราแน่ๆ
อ่านเต็มๆที่ bit.ly/MosBook2021-011
สปอย
ทำไมถึงควรขึ้นราคา
- ในโลกนี้มี ผู้มีรายได้สูง กับ ชนชั้นกลางที่นับวันกำลังซื้อก็จะลดลงตามเศรษฐกิจ
- การขายของดีราคาถูก ทำให้เกิดความสงสัยว่าดีจริงไหมโดยไม่จำเป็น
- ถ้าตลาดเต็มไปด้วยของถูก ลูกค้าตลาดบนก็จะกลายเป็นผู้บริโภคที่ “ไม่มีของจะซื้อ”
- ยิ่งถ้าคุณเป็นบริษัทขนาดเล็กหรือกลาง ยิ่งทำราคาถูกสู้บริษัทใหญ่ไม่ได้ การลดราคาจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
- เพราะสุดท้าย บริษัทใหญ่ จะลดราคาบีบให้คุณอยู่ไม่ได้ แล้วค่อยขึ้นนราคาอีกที
- คนธรรมดาทั่วไปที่พร้อมจะซื้อของแพงก็มีจำนวนไม่น้อย
- เช่น รถไฟ 7 ดาว ที่ค่าขึ้นสูงถึง 750,000 – 1,300,000 เยน ที่แม้แต่คนธรรมดาก็ยังเก็บตังเพื่อไปลองสักครั้ง
- การมาของการขายของออนไลน์ ทำให้การเปรียบเทียบราคาเกิดขึ้นได้ง่าย จนบริษัทมัวแต่แข่งกันลดราคา ซึ่งอาจจะบีบให้ลดคุณภาพสินค้าลงไปด้วย ซึ่งนั่นเปิดโอกาสให้คุณไปอยู่ในตำแหน่ง ผู้ขายคุณภาพสูงและขึ้นราคาได้ง่ายขึ้นไปอีก
- รวมไปถึงการซื้อของราคาแพง ไม่ได้คิดแค่ตัวสินค้า แต่รวมถึงประสบการณ์ในการซื้อด้วย ซึ่งการขายออนไลน์อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์นี้
สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “ขึ้นราคา”
- ถ้าขายถูกไปหมดทุกอย่าง ค่าแรงของคนทั้งสังคมจะลดลง และทุกคนก็จะยากจนลงเรื่อยๆ
- การขายถูกเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทไม่มั่นใจในสินค้าและบริการของตัวเอง
- ไม่ว่าสาเหตุที่ลดราคาจะเป็นอะไรก็ตามมันก็ยังเป็น กลยุทธ์ที่แย่ที่สุด อยู่ดี
- ตัวอย่างเช่น
- สมมติต้นทุน 70 เยน ขาย 100 เยน = กำไร 30 เยน
- การลดราคาขายเหลือ 80 เยน = กำไรลดเหลือ 1/3
- ซึ่งแปลว่าคุณต้องขายเพิ่มอย่างน้อย 3 เท่า เพื่อให้ได้กำไรเท่าเดิม ( มีต้นทุนพนักงานเพิ่ม การตลาดเพิ่ม สต๊อกสินค้าเพิ่ม กำลังผลิตเพิ่ม อาจจะมี complain เพิ่มด้วย เพราะคนเยอะบริการได้ไม่ดีเท่าเดิม )
- เท่าที่เห็น คงไม่ง่ายเลยที่จะ ลดต้นทุน ( คนที่บอกให้ลดต้นทุนเหลือ 50 เยน จะได้กำไร 30 เยน เท่าเดิน ลองอ่านสองบรรทัดก่อนหน้า ก็น่าจะเห็นภาพแล้วว่า ต้นทุนเพิ่มด้วยซ้ำ เพราะบางที การลดต้นทุน อาจหมายถึงการลดคุณภาพ ซึ่งไม่ได้ส่งผลดีเลย)
- หากทุกบริษัทพากันใช้กลยุทธ์ขายถูก สิ่งที่จะตามมาคือการพังทลายของทั้งภาคธุรกิจ
- ผลเสียอันดับแรกของกลยุทธ์ขายถูกจะตกมาที่ผู้บริหาร ซึ่งต้องมาอยู่หน้างานเพื่อที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ จะได้ปรับกลยุทธ์ให้ขายได้ดีที่สุด
- แต่สมัยนี้อะไรๆก็เปลี่ยนไปเร็วจะน่าตกใจ สิ่งที่ผู้บริหารลงทุนลงแรงไปอยู่หน้างาน อาจจะได้ผลตอบแทนไม่คุ้มเท่าไหร่แล้ว
- งานที่แท้จริงของผู้บริหารคือการสร้างอนาคตให้กับบริษัท ผู้บริหารควรเอาเวลาไปเพิ่มทักษะความสามารถหรือการสร้างคอลเลคชั่นที่เป็นประโยชน์กับบริษัท ปรับโมเดลธุรกิจให้ทันยุคสมัย
- ทีนี้ลองคิดกลับกันเราขายของที่ราคา 130 เยน นั่นแปลว่าเราหาลูกค้าแค่ 1/3 เพื่อให้ได้กำไรเท่าเดิม
- แล้วถ้าเป็น 220 เยนหล่ะ ?
- หลายคนอาจจะบอกว่า B2C ขึ้นราคาง่าย แต่ B2B ก็ขึ้นราคาได้เช่นกัน อาจจะขึ้น 10 เท่าเลยก็ได้เพราะมีโอกาสได้อธิบายถึงคุณค่าให้ลูกค้าได้โดยตรง ซึ่งการขึ้นเราราคา ทำให้เราเพิ่มคุณภาพการบริการได้จน ลูกค้าอาจจะบอกว่า “ถึงจะแพงกว่าเจ้าอื่น แต่ก็เอาที่นี่แหล่ะ”
- หรือบางที่เลือกที่จะจำกัดจำนวนชิ้นแทน เพื่อให้ขายแพงให้กับคนที่มีกำลังซื้อสูงๆ ก่อน
- คนที่ไม่ซื้อเพราะราคาแพงเป็นลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับราคามากกว่าคุณภาพ จึงไม่ใช่กลุ่มที่จะมีความภักดีในแบรนด์มากพอที่จะสนับสนุนบริษัทคุณในระยะยาว
เมื่อขึ้นราคา “กลุ่มลูกค้า” จะเปลี่ยนไป
แนะนำให้รู้จักกับ ผู้บริโภค 4 ประเภท
1. ซื้อเพราะของถูก - กลุ่มนี้จะเปรียบเทียบราคาตลอด ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่สุด
2. ยอมซื้อแพงเพราะต้องการความเชื่อมั่น – ด้วยความที่เข้าใจและให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าและบริการ ผู้บริโภคประเภทนี้จึงเลือกซื้อของแพงเสมอ
3. ไม่ได้ซื้อของ แต่ ซื้อ ประสบการณ์ – จุดประสงค์ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ใช่การเอาเงินไปแลกของ พวกเขาจึงไม่มีความคิดจะ “ซื้อเพราะของถูก” เลยแม้แต่น้อย
4. ซื้อความเป็นตัวเอง – กลุ่มนี้ซื้อเพื่อแสดงออกถึงแนวคิด เป็นลูกค้ากลุ่มที่เราสามารถกำหนดราคาสูงสุดเท่าที่ลูกค้าจ่ายไหวได้เลย
- ลูกค้า 1 คน สามารถเป็นได้ทั้งลูกค้าตลาดบน และ ตลาดมวลชน
- เช่น ข้าวกล่องราคา 5,400 เยน ซึ่งแพงกว่าปกติ 17 เท่า แต่คนธรรมดายังซื้อ เพราะอยากลองฝีมือข้าวกล่องของเชฟกระทะเหล็ก
- ซึ่งราคาไม่จำเป็นต้องมีตรรกะ
- คุณค่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถประเมินได้จากแค่สิ่งที่ตาเห็น
- เคล็ดลับคือ การทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าของที่ขายมีคุณค่าทัดเทียมกับราคาที่ตั้งไว้ให้ได้
3ปัจจัยในการกำหนดราคา
1. ต้นทุนรวม - หลายคนคิดแค่ต้นทุนการผลิต แต่จริงๆ ควรรวมทุกอย่างตั้งค่าจ้างพนักงานหน้าร้าน ค่าเช่าร้าน ค่าโฆษณา ค่าเสื่อม ค่าเตรียมเปิดร้านใหม่ บลาๆๆ
2. ราคาเปรียบเทียบ - คือราคามาตราฐานที่คนอื่นๆเขาขายกัน เช่น ทุน 100 คนอื่นขายกัน 500 ซึ่งเราห้ามดูราคาเปรียบเทียบ แล้วลดราคา
3. คุณค่าของสินค้าและบริการ - บางครั้งการเป็นร้านที่แพงที่สุด ทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงคุณค่าที่เหนือกว่าได้อย่างชัดเจน
ยิ่งเพิ่ม “คุณค่า” ก็ยิ่งเพิ่ม “ราคา”
- ความสำคัญของการ บอกเล่า ข้อมูล
- จากแจกันใส่ร่มหน้าบ้านที่ไม่มีใครสนใจ พอเอาไปออกรายการแล้วนักประเมินบอกว่า ราคาสูงถึง 2,500,000 เยนเพราะเป็นผลงานของช่างฝีมือชื่อดังสมัยเอโดะ
- หลังจากนั้น แจกกันนี้ก็ถูกเอาไปตั้งโชว์แทน วางบนผ้า ห้ามลูกๆเอาร่มไปใส่
- ซึ่งแจกันก็ยังเป็นไปเดิม ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไป
- ที่เปลี่ยนไปคือการรับรู้ของคน
- หลายๆ ร้านในกินซ่า เริ่มทยอยล้มหายตายจากไป เพราะคิดว่าตัวเองดังแล้ว ไม่ต้องเล่าเรื่องคุณค่าให้ลูกค้าใหม่ฟัง
- คุณค่า แบ่งออกได้เป็นสองประเภทหลักๆ คือ “คุณค่าสามัญ” “คุณค่าเฉพาะตัว”
- คุณค่าสามัญ ส่วนใหญ่ไม่มีต้นทุนการผลิต แต่กลับช่วยให้ขายได้ในราคาที่สูงขึ้น
คุณค่าสามัญ 14 อย่าง
- งาน handmade
- ของที่มีน้อย หายาก ไม่มีใครอื่นทำได้ หรือต้องใช้เวลานาน
- มีผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้สร้างสรรค์หรือเลือกสรร
- มีประวัติความเป็นมายาวนาน สืบทอดต่อกันมาหลายรุ่น และมีเอกสารหรือหลักฐานทางประวัติศาสตร์มายืนยัน
- เป็นสิ่งที่ชนชั้นสูง บุคคลในประวัติศาสตร์หรือคนมีชื่อเสียงใช้เป็นประจำ
- ไม่สามารถหาซื้อทางออนไลน์ได้
- เป็นของที่ต้องเสาะแสวงหามาเองด้วยความยากลำบาก
- มีการจดสิทธิบัตร
- มีความลับอยู่เบื้องหลังการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใครได้ฟังก็ต้องที่ง
- มีหลักฐานสนับสนุน หรือได้รับการยอมรับจากองค์กรวิจัยระดับโลก
- ทนทานใช้งานได้นานปี
- ผ่านการทดสอบมานับครั้งไม่ถ้วน
- มีการรับประกันที่ยอดเยี่ยม
- เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้
- หากใช่คุณค่าสามัญ กับ ราคาเปรียบเทียบในการกำหนดราคา ก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก
- ถ้าบอกว่า คุณค่าสามัญ คือสิ่งที่ใครๆก็รู้ คุณค่าเฉพาะตัวก็คือสิ่งที่ตอบสนองความต้องการส่วนตัวของผู้บริโภคได้ ซึ่งสามารถทำให้มันแพงลิบลิ่วได้ในทันที
- เช่นการซื้อสูทหรู เพราะ อยากมีภาพลักษณ์ดีเพื่อให้คนอื่นปฏิบัติตัวกับเขาดีเป็นพิเศษ
- การคัดลูกค้า เป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มกำไรให้กับธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- บริษัทส่วนใหญ่สามารถขึ้นราคาได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมอะไรลงไปในสินค้าและบริการเลยแม้แต่น้อยสิ่งที่เปลี่ยนมีแค่ มุมมองและวิธีบอกเล่า เท่านั้น
ทำไมพอขึ้นราคาขนมมันจูจาก 80 เยนเป็น 250 เยนแล้วมีคนซื้อเพิ่มขึ้น
- เทคนิคขึ้นราคากับขั้นตอนการบอกเล่าคุณค่า
- ถ้าขึ้นราคาแล้วจะทำอย่างไรกับลูกค้าเก่าดี
- ก็อย่าเพิ่งขึ้นราคากับลูกค้าเก่าครับ
- การขึ้นราคาด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีการบอกเล่าแล้วนำไปใช้กับลูกค้าใหม่เป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด
- เคล็ดลับสำคัญคือ ต้องพยายามให้มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้
- หลังจากขึ้นราคากับลูกค้าใหม่สำเร็จ จนกลายเป็นราคาปกติ ค่อยกลับไปคุยกับลูกค้าเก่าแล้วบอกว่านี่เป็นราคาที่ใครๆก็ซื้อราคานี้กันทั้งนั้น
- “ถ้าเป็นลูกค้าใหม่ของเราตอนนี้จะเป็นราคานี้ครับที่จริงก็ควรปรับให้ลูกค้าทุกคนจ่ายเท่ากันหมด แต่เราทำธุรกิจด้วยกันมานาน จะขึ้นราคาปุ๊บปับก็เกรงใจไม่ได้ ดังนั้นสินค้านี้จะคงราคาเดิมไว้สองปี พอผ่านไปสอง ปี แล้วจะขอขึ้นราคาอีก xx เปอร์เซ็นต์ รบกวนช่วยปรับตัวด้วยนะครับ”
- ธุรกิจทุกประเภท สามารถขึ้นราคา 20-30 เปอร์เซ็นต์ได้ทุกเมื่อ ขอแค่ปรับเปลี่ยนวิธีการบอกเล่าข้อมูลเท่านั้น
ตัวอย่างขนมมันจู
- ขนมมันจูทอด ขายบนเกาะท่องเที่ยว แต่ที่ตั้งราคานี้เพราะ ขายราคานี้มาแต่ไหนแต่ไร
- เลยลองปรับราคา จาก 80 เป็น 120 เยนก่อน และเน้นทอดใหม่ๆมากขึ้น ( Gap เหลือพอที่จะทำใจทิ้งอันเย็นๆได้ ) ทำให้คนมาต่อแถวกินมากขึ้น แล้วระหว่างต่อแถว ให้เจ้าของร้านเล่าประวัติความเป็นมา และ วิธีกินที่ถูกต้อง
- นอกจากยอดขายไม่ตกแล้ว ยังจะขายดีขึ้นอีกด้วย ไม่นาน กำไรก็เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า
- หลักจากลองขึ้นราคาครั้งแรกแล้ว ก็ขึ้นอีกจนไปแตะที่ 250 เยน
- ลูกค้าที่มาท่องเที่ยวไม่ได้ต้องการ ขนมมันจูทอด ทั่วๆไป แต่ต้องเป็นอันที่ซื้อได้ที่เกาะนี้เท่านั้น
- ถ้าหากเราไม่กล้าขึ้นราคาสินค้าเดิมทันที ผมแนะนำให้แตกไลน์สินค้าเพิ่มเพื่อขายแพงโดยเฉพาะ
ตัวอย่างการเล่า Service renovate บ้าน
- เนื่องจากบริษัทเราสร้างบ้านโดยใช้แต่ไม้จากธรรมชาติ พอเวลาผ่านไปหลายปีเข้าใหม่ก็จะบวมจนประตูเปิดไม่ได้ แต่นี่คือเสน่ห์ของธรรมชาติครับและเราจะเข้าไปซ่อมให้ทุกครั้งที่มีปัญหา เราปูพื้นด้วยไม้ธรรมชาติที่หนากว่าใหม่ของบริษัทอื่นมาก ต่อให้มีเด็กเล็กมาเขียนก็สบายใจได้ครับ รอให้เด็กโตจนเลิกเล่นซนแล้วคุณกรุณาติดต่อเข้ามา เราจะไปลบรอยขีดเขียนให้
- แม้แต่ข้อร้องเรียนก็ยังกลายเป็นคุณค่าเฉพาะตัวให้กับลูกค้าได้
เทคนิคการนำเสนอสำหรับกลยุทธ์ขายแพง
- ปิดการขายด้วยคำถาม
ทบทวนวิธีนำเสนอที่ใช้อยู่แล้วลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ
- เพิ่ม "คุณค่าสามัญ" เข้าไปในการนำเสนอ
- พิจารณาอย่างจริงจังว่าอะไรคือ "คุณค่าเฉพาะตัว" ที่ลูกค้าได้รับจากสินค้าและบริการ
- ปรับเปลี่ยนวิธีนำเสนอ มุ่งมั่นกับการขายแพง ไม่ใช่ขายถูกเพื่อจะให้ขายได้ในจำนวนมาก ๆ
- บริษัทให้คำปรึกษาด้านงานบุดคลที่สามารถขึ้นค่บริการได้เป็น 10 เท่า
ซื้อ 1 คน ไม่ซื้อ 9 คนถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่
- พยายามขยายฐานลูกค้า ฝึกบอกเล่าคุณค่าและพัฒนาวิธีนำเสนอ
- ยอมตัดลูกค้าบางส่วนทิ้งเพื่อความเปลี่ยนแปลง
- หลังจากประสบความสำเร็จกับการขึ้นราคา ให้ลองคำนวณดูว่าที่ผ่านมาพลาดกำไรเพราะขายถูกไปเท่าไหร่แล้วนำความเจ็บใจมาเป็นพลังให้มุ่งหน้าขึ้นราคาต่อไป
ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของการนำเสนอคือการเสนอราคาและการต่อรองราคา
- ผู้ขายสามารถกำหนดราคาได้อย่างอิสระ และควรยึดมั่นกับราคาที่ตั้งไว้ ไม่ใจอ่อนยอมลดให้ง่าย ๆ
- คำนวณล่วงหน้าว่าราคาที่เป็นที่พอใจหรือราคาต่ำยอมรับได้อยู่ที่เท่าไหร่
เคล็ดลับสำคัญเวลานำเสนอคือการ "ตั้งคำถาม" ปิดท้าย
- หลังจากนำเสนอและบอกราคาจบแล้วให้ตั้งคำถามลูกค้าคิดอย่างไรกับราคานั้น เช่น สินค้าชิ้นนี้ราคา 00 เยน คิดว่าอย่างไรบ้าง , ราคานี้ตกลงไหม หรือ ไม่มีปัญหาใช่ไหม
- การตั้งคำถามจะกระตุ้นให้ลูกค้าแสดงความคิดเห็นออกมาได้ง่ายขึ้น
ปิดการขายด้วยการเจรจาต่อรองราคา
- หากลูกค้าไม่ตกลงกับราคาแรกที่เสนอ ให้ถามว่าราคาที่พอใจอยู่ที่เท่าไหร่ และพยายามเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้ราคาที่เป็นที่พอใจกันทั้งสองฝ่าย
- ถ้าราคาที่ลูกค้าเสนอต่ำกว่าราคาที่ยอมรับได้ ให้ปฏิเสธพร้อมกับต่อรองขอเพิ่มราคาโดยไม่ลืมบอกสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้าหรือบริการของคุณ
จะขายของที่คนอื่นขายถูกในราคาที่แพงกว่าได้อย่างไร
- เพิ่มอะไรบางอย่างที่เป็นรูปธรรมเข้าไปในสินค้าและบริการปัจจุบัน หลัก ๆ แล้วก็คือ "คน" "แบรนด์" "องค์กร"และ"สถานที่"
- บริษัทขายเครื่องครัวทางออนไลน์ที่สามารถขายเครื่องครัวได้ในราคาที่ไม่น่าเชื่อว่าจะขายได้
- บริษัทที่ขึ้นราคาได้สำเร็จด้วยการเพิ่มบริการเข้าไปเช่น บริษัทเคลือบสีรถยนต์ที่เพิ่มบริการซ่อมบำรุงฟรีภายใน 2 ปีหลังจากเคลือบสีครั้งแรก
จะขึ้นราคากับบริษัทคู่ค้าหรือบริษัทขนาดใหญ่ได้อย่างไร
- เพิ่มความเชื่อมั่นของบริษัทคู่ด้า
- ชี้ให้เห็นว่าเรื่องนี้จะช่วยให้บริษัทคู่ค้าขึ้นราคาได้ด้วยเช่นกัน
- เปลี่ยนไปมองหาคู่ค้าที่เน้นขายสินค้าและบริการให้ลูกค้าตลาดบนที่มีกำลังซื้อสูง
- นำเสนอแต่สินค้าและบริการระดับบนให้กับบริษัทคู่ค้ารายใหม่
เป้าหมายของการขึ้นราคาคือเวลาว่าง
ขยายธุรกิจและมุ่งสู่ชัยชนะโดยไม่ต้องแข่งขัน
- สร้างธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องแย่งตลาดหรือลูกค้ากับบริษัทอื่น
เพิ่มยอดขายและกำไรเพื่อดึงบริษัทออกจาก "พื้นที่อุ่นใจ"
- เมื่อขายสินค้าและบริการได้ในราคาแพงกว่าที่คิดไว้ และได้เห็นความสุขของลูกค้า ผู้บริหารกับพนักงานจะมั่นใจในตัวเองจนกล้าทำอะไรที่แตกต่าง
เป้าหมายหลักของการขึ้นราคาคือเพื่อให้มี "เวลาว่าง”
- นำเวลาว่างที่ได้จากการขึ้นราคาไปลงทุนเพื่ออนาคต
ใช้ความพยายามในวันนี้เพื่อวันนี้และเพื่ออนาคต
- ผู้บริหารต้องถอยออกมาจากหน้างานแล้วนำเวลาว่างไปทำสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของบริษัท
- ทำเพื่ออนาคตแม้จะต้องตรึงกำไรให้เท่าเดิม
- ยุติการขยายธุรกิจที่ทำในปัจจุบัน แล้วหันไปวางแผนพัฒนาธุรกิจใหม่

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “หนังสือ เรื่องแต่ง วรรณคดี นิยาย วรรณกรรม การ์ตูน”