Talking to strangers

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Talking to strangers

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ เม.ย. 11, 2021 3:54 pm

Talking to strangers
ฝ่ายหนึ่งเห็นแต่ป่า ไม่เห็นต้นไม้
อีกฝ่ายเห็นแต่ต้นไม้ ไม่เห็นป่า
อ่านใน Medium : https://bit.ly/MosBook2021-003

https://medium.com/bookth/%E0%B8%A3%E0% ... 38b3b33ec8

รีวิว
- เอาเข้าจริง ผมเรียกหนังสือเล่มนี้ว่าหนังสืออ่านง่าย แต่สรุปยากมาก จับใจความไม่ค่อยได้ ถ้าไม่อ่านให้จบเล่ม มันไม่ได้เขียนเนื้อหาจบเป็นข้อๆ หรือ บทๆ มันเปิดประเด็นทิ้งเอาไว้ แล้วก็โดดไปเล่าอีกเรื่อง ให้เรามีคำถามเต็มหัว กว่าจะเริ่มเฉลยก็เลยกลางเล่มไปแล้ว มันแอบเหมือนนิยายมากกว่า ที่ทิ้งปมเอาไว้
- อ่านเคสแรก คนเขียนทำให้เราโกรธตำรวจคนนึงแบบ มากๆๆๆ ในตอนเปิดเรื่อง (อินจัดกับสถาณการณ์บ้านเมืองตอนนี้) เหมือนที่คนทั่วไปเห็นในข่าว แล้วใช้เวลาทั้งเล่มในการค่อยๆ เล่าหลายๆเรื่องผูกกันจนเป็นคำอธิบายว่า ทำไมตำรวจคนนั้นถึงได้ทำแบบนั้น จนเราแบบเชี้ยเอ้ยย เขาถูกระบบที่หวังดี แต่ผิดวิธี หล่อหลอมมาจนเขาเชื่อมั่นแบบผิดๆ จนทำลายความเชื่อใจซึ่งกันและกันไปจนไม่เหลือแล้ว
สปอย
- สาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ขับรถจากบ้านที่ชิคาโกไปสัมภาษณ์งานที่มหาวิทยาลัย เธอโดนตำรวจสั่งให้จอดเพราะไม่เปิดไฟเลี้ยวตอนเปลี่ยนเลน
- ในขณะที่คุยกับตำรวจนั้น เธอได้หยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ และ ตำรวจสั่งให้เธอดับบุหรี่ และเกิดปากเสียงกันขึ้น
- เธอถูกจับ และฆ่าตัวตาย สามวันหลังจากนั้น
- มีเด็กหนุ่มผิวดำโดนตำรวจยิงตาย หลังโดนกล่าวหาว่าขโมยซิการ์หนึ่งห่อจากร้านสะดวกซื้อ
- ต่อมาเกิดคดีดังๆ ที่ตำรวจใช้ความรุนแรงกับคนผิวดำครั้งแล้วครั้งเล่า จะเกิดการเคลื่อนไหวอย่าง Black lives matter
- ที่ต้องเอาเรื่องนี้มาเปิดเรื่อง เพราะมันดันมีคนสองกลุ่มที่โต้แย้งกันมาเรื่อยๆ ต่างฝ่ายต่างพูดถูกในมุมของตน
- ในศตวรรตที่ 15 ถ้าใครจำประวัติศาสตร์ได้ ตอน king ของเม็กซิโก กับ สเปน ได้พบกัน ทั้งคู่ต่างแปลกใจซึ่งกันและกันในความน่าทึ่งของอีกฝ่าย มีการพูดคุย ต้อนรับต่างๆ ด้วยล่ามที่อาจจะยุ่งยากไปบ้าง
- ตอนกษัตริย์มอนเตซูเรียกตัวเองว่า ผู้น้อย จริงๆมันคือการแฝงนัยว่าตัวเองทรงอำนาจ แต่สเปนดันเข้าใจว่าเขาถ่อมตัว
- แล้วก็จบที่ ทั้งสองสู้รบกันใหญ่โต ชาวแอซเท็กถูกฆ่า 20ล้านคน ทั้งจากถูกทหารสเปนฆ่าแล้วก็ตายด้วยโรคจากสเปน
- หนังสือเล่มนี้คือการทำความเข้าใจว่า ทำไมเราจึงแปลความเช่นนั้นได้แย่เหลือเกิน
- เนื้อหาแต่ละบทจากนนี้จะเน้นทำความเข้าใจปัญหาด้านต่างๆที่เรามีกับคนที่เราไม่รู้จัก
ภาคหนึ่ง : สายลับและนักการทูต : ปริศนาสองข้อ
ถ้าหากระดับยอดฝีมือของ CIA ยังหลงเข้าใจผิดเต็มๆ แล้วคนทั่วไปอย่างเราๆ จะพลาดไปกี่หนกันหล่ะ
ปริศนาข้อที่ 1 : ทำไมเราถึงจับไม่ได้เมื่อโดนคนที่ไม่รู้จักโกหกต่อหน้าต่อตา
- เคสนี้ยกมาจากการที่มีสายลับคิวบาแฝงมาอยู่ใน CIA ทั้งๆที่ไม่เนียน โดนสงสัย แต่ไหงไม่ได้โดนจับตั้งแต่เนินๆ
- คุณพร้อมจะเชื่อไหมว่า ดาวรุ่งของหน่วยงาน ที่ทำผลงานยอดเยี่ยมมาตลอดคือสายลับของอีกฝั่ง หรือ หน่วยงานลับของคุณเต็มไปด้วยสายลับมากมายจากศตรู
กี่คนแล้วที่ต้องเดือดร้อนเพราะความประทับใจแรกต่อบุคคลที่ตนไม่รู้จัก
ปริศนาข้อที่ 2 : ทำไมบางทีการได้พบปะคนแปลกหน้าจึงกลับทำให้เราเข้าใจบุคคลนั้นได้แย่กว่า ไม่พบ ล่ะ
- ทูตทุกคนที่ไปคุยกับฮิตเลอร์ คิดว่าเขาจะไม่ทำสงคราม ในขณะที่คนที่ไม่เคยเจอเขา บอกว่า ไอบ้านี่เปิดก่อนแน่ๆ
- นั่นเป็นเพราะเราตั้งสมมุติฐานเพื่อพยายามทำความเข้าใจคนที่เราไม่รู้จักว่า เราเชื่อว่าข้อมูลที่รวบรวมได้จากการพบปะพูดคุยเป็นการส่วนตัวนั้นมีค่าเป็นพิเศษ ซึ่งไม่จริงเสมอไป
- เราชอบคิดว่าการมองทะลุไปถึงหัวใจคนอื่นได้ง่ายโดยอาศัยร่องรอยเพียงน้อยนิด เรากระโจนใส่โอกาสที่จะตัดสินคนที่เราไม่ร็จัก แต่เราไม่เคยคิดจะทำแบบนั้นกับตัวเองแน่นอน เพราะว่าเราเป็นคนละเอียดอ่อนซับซ้อน เข้าใจยาก แต่คนที่เราไม่รู้จักน่ะ เข้าใจง่ายออก
คนที่เราไม่รู้จักไม่ได้เข้าใจง่ายเลยนะครับ
ภาคสอง : พร้อมจะเชื่อใจคนอื่น
คุณไม่ได้เชื่อใครสักคน เพราะไม่ได้สงสัยอะไรในตัวเขาเลย
- มอนเทสเป็นสายให้คิวบาตั้งแต่วันแรกที่ทำงานให้ DIA
- ในความเป็นจริงแล้วจารชนที่เป็นตัวอันตรายสุดๆ ก็แทบไม่ได้ดูร้ายกาจเลย
- งานวิจัยของเลอวีนบอกเราว่าทำไม คนจึงจับโกหกไม่เก่ง โดยลองเราให้ทายว่าใครโกหก โดยคนตอบถูก 56% ซึ่งก็มากกว่าการเดาสุ่มไม่เยอะ
ทฤษฎีพร้อมจะเชื่อใจคนอื่น | Truth-Default Theory (TDL)
- การจะหลุดออกจากความคิดแบบคิดว่าคนอื่นพูดจริงเป็นค่าเริ่มต้น จำเป็นจะต้องมี ตัวจุดชนวน
- เราไม่ได้สุขุมรอบคอบเหมือนพวกนักวิทยาศษสตร์ที่ค่อยๆ รวบรวมหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริงก่อนสรุป
- เราทำตรงกันข้ามคือ ยอมเชื่อไปก่อน และจะเลิกเชื่อ ก็ต่อเมื่อความระแวงสงสัยพุ่งไปถึงจุดที่หาคำอธิบายหักล้างไม่ได้อีกแล้ว
- ในเคสของสายลับคิวบา มีคนสงสัยเธอ แต่ความสงสัยนั้นไม่มากพอที่จะหักล้าง ความเชื่อว่าเธอพูดจริง เหตุผลที่พอฟังขึ้นเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะให้เราไม่กล้าสรุปว่าเธอเป็นสายลับแล้ว
ว่าด้วยการหลอกลวงและการพร้อมจะเชื่อมใจคนอื่น
- มาดอฟฟ์ นักต้มตุ๋น ที่ฉ้อโกงเงินครั้งมโหฬาร ในภาคการเงินซึ่งกำกับดูแลกันอย่างเข้มงวดที่สุดแล้วในตลาดการเงินทั้งหมด แต่เขาก็หลอกได้อยู่ดี
- ผู้บริหารหลายคนคิดว่า ถ้าเขายกเมฆขึ้นเองจริง ก็น่าจะมีเจ้าหน้าที่ภาครัฐสักคนในจำนวนมากมายจับได้ไม่ใช่หรือ
กรณีศึกษา : คดีทำอนาจารเด็ก
- เป็นเรื่องของแพทย์ประจำทีมยิมนาสติกหญิงทีมชาติสหรัฐ ที่เชี่ยวชาญในการรักษา อุ้งเชิงกรานผิดปกติ
- โดยจะใช้สองนิ้วมือสอดเข้าไปในช่องคลอดคนไข้เพื่อนวดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่เกร็งตึงเพราะการโหมฝึกยิมนาสติก เขาจดจ่อวนเวียนนวดตรงอุ้งเชิงกรานอยู่นั่น ทำโดยไม่ได้ขอความยินยอม ไม่ได้สวมถุงมือ และโดยไม่จำเป็นต้องทำ ใช้ขั้นตอนการแพทย์ปิดบัง
- จนกระทั่งถูกจับได้ เพราะไปเจอรูปโป๊เด็กเก็บไว้ 37.000 รูป ซึ่งกว่าจะถูกจับได้ก็หลายสิบปีเลยทีเดียว
- มีเด็กไปฟ้องโค้ช แต่โค้ชเชื่อหมอ ไม่เชื่อเด็ก คำกล่าวหาสร้างความสงสัย แต่ไม่มากพอ การทำมิดีมิร้ายดำเนินการต่อไป
- มีโอกาสถึง 14 ครั้งที่ผู้มีอำนาจสามารถจัดการได้ ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ โค้ช เจ้าหน้าที่ ที่ได้รับการแจ้งเตือนถึงพฤติกรรมนี้ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย จนกระทั่งเจอรูปเก็บในไดร์ฟ
- ตอนได้ฟังข่าวนี้ครั้งแรก เราอาจโทษ เจ้าหน้าที่ หรือ ผู้รับผิดชอบว่าช่วยปกป้องคนผิด หรือ จงใจทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หรือ คำนึงถึงผลประโยชน์ของสถาบันมากกว่าความจริง แต่เอาเข้าจริงมันซับซ้อนกว่านั้น
- เคสที่ลูกบอกพ่อว่า หมอทำเรื่องที่เด็กไม่สบายใจ เพราะเอานิ้วสอดเข้าไป และคิดว่าการรักษาแบบนี้ไม่ได้ผลหรอก แต่พ่อบอกว่า อะไรดีๆต้องใช้เวลาหน่อย ถ้าหมอประจำทีมชาติรักษาไม่ได้ ก็ไม่มีใครรักษาได้แล้ว แล้วลูกสาวก็ เชื่อพ่อ ซะงั้น อาทิตย์หน้าก็เลยกลับไปรักษาด้วยวิธีเดิมกับหมอคนเดิมอีก
- กลับกัน ถ้าลูกบอกว่าหมอเมา มารักษา พ่อคงจะโวยวายทันที แตบอกว่าโดนหมอทำอนาจาร พ่อกลับไม่คิดสงสัยอะไร
- เพราะเรานึกภาพหมอเลวๆ ที่เมามารักษา ออก แต่หมอประจำชาติที่ทำอนาจารเด็ก นึกภาพไม่ออก
- การที่เราพร้อมจะเชื่อใจคนอื่น ทำให้เรามีอคติตีความในแบบที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด
- ฉันเชื่อในตัวคุณมาตลอด จนกระทั่งเชื่อไม่ไหวอีกแล้ว
- ประโยคนี้สรุปแนวโน้มที่พร้อมจะเชื่อใจคนอื่นได้แทบจะสมบูรณ์แบบเลยใช่ไหม
- ไม่เคยมีใครเสนอให้จับพ่อแม่เด็กเข้าคุกเพราะไม่ยอมปกป้องลูกตนเองให้พ้นจากมือคนร้าย
- เรายอมเชื่อเรื่องโกหก ที่ดูน่าจะเป็นไปได้ แทนที่จะสงสัย เพราะถ้าเราสงสัยก่อน แล้วให้ทุกคนพิสูจน์สังคมจะเดินต่อไปไม่ได้ จะให้แคชเชียร์คิดพิสูจน์ให้ดูว่าทอนเงินถูกเป๊ะ หรือ ให้เขาพิสูจน์ว่าทุกครั้งที่พูดคือเรื่องจริง ก็คงไม่ได้คุยกันอ่ะวันนี้
- คเราจึงเลือกเชื่อไปก่อน เพราะเหตุการณ์ที่คนโกหก เกิดขึ้นน้อยมากๆ จากการพูดทั้งหมด
ภาคที่ 3 : เห็นทะลุปรุโปร่ง
แค่ดูหน้าก็รู้ใจเป็นความเชื่อผิดๆ ที่เรารับมาจากการดูละครโทรทัศน์หรืออานนิยายมากไป
- ในศาล พวกเขาเชื่อว่าจำเป็นต้องได้เห็นหน้าคร่าตาผู้ต้องหาซึ่งตนจะพิจารณาให้ประกัน
- แต่ความจริงแล้ว การแสดงสีหน้า กับการสื่อความหมาย นั้นแตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม
- หน้าที่เราคิดว่าเขาโกรธ คนอีกกลุ่มจะเข้าใจว่ามันคือเศร้า เฉยๆ หรือ กลัว
- จริงๆอยู่ที่คนส่วนใหญ่ตีความเหมือนกัน เพราะรับวัฒนธรรมสากลผ่านสื่อ แต่นั่นไม่ได้แต่ว่าทุกคน
- เราเคยมีเรื่องแย่ๆ อย่างการ จับเพื่อนสนิทของผู้ตาย เข้าคุก เพราะเพื่อนดันไม่แสดงสีหน้าเศร้า อย่างที่ควรจะเป็น จนทำให้สงสับว่าเพื่อนสนิทคือคนฆ่า แต่จริงๆ ไม่
- สาเหตุที่ คอมพิวเตอร์ ตันสินคดีได้ดีกว่าผู้พิพากษา ก็เพราะเรื่องนี้
- ผู้พิพากษา ได้เห็นหน้าผู้ต้องหา และได้รับข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ทำให้สมการในการตัดสินคดี ซับซ้อนขึ้นโดยไม่เป็นประโยชน์เพิ่ม
- ทำไมเราถึงคิดว่า การทำหน้าเศร้า ก้มหน้า ลดสายตามองพื้น ความรู้สึกข้างในเขาจะเปลี่ยนไปเสมอหล่ะ การเห็นคนทำหน้าเศร้า กลับไปหักล้างข้อเท็จจริงที่ว่าคนร้ายเอาปืนจ่อหัวผู้เสียหายซะงั้น
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อหน้าเขาไม่ตรงกับใจ
- เรามักประเมินความซื่อตรงของใครๆ ตามสีหน้าท่าทางของคนนั้น ใครที่พูดน่าฟัง ท่าทางมั่นใจ จับมือทักทายหนักแน่น ท่าทีเป็นมิตรวนติดใจ ย่อมดูน่าเชื่อถือ
- ส่วนคนที่ประหม่า ดูมีพิรุธ พูดจาอึกอัก ท่าทางอึดอัด อธิบายเยิ่นเย้อวกวน ย่อดูไม่น่าเชื่อถือ
- 63% ของคนบอกว่า ร่องรอยที่ตนใช้จับโกหก มากที่สุดคือ การหลบตา
- แนวคิดแบบนี้เหลวไหล คนโกหกไม่หลบตาเราหลอก
- เราปักใจเชื่อว่าสีหน้าท่าทางบางอย่างส่อให้เห็นว่าคนพูดโกหก ซึ่งบางคนก็บังเอิญเป็นแบบนั้น แต่ไม่ใช่ทุกคน
- บางคนก็ซวย พูดจริง แต่ดูเหมือนโกหก
- เราส่งคนที่ดูไม่มีพิษมีภัยเข้าคุก เพราะเขาดูผิดเพี้ยนไปจากธรรมดา
การสรุปเจตนาเรื่อง Sex ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าปวดหัว
- เราลองทำแบบสำรวจกับนักศึกษาว่า “พฤติกรรมใดต่อไปนี้ บ่งบอกว่ายินดีจะมีเซ็กซ์ด้วย” โดยจะให้ตอบเป็น ใช่ ไม่ใช่ ไม่แน่ใจ ไม่มีความเห็น โดยแยกเพศชายหญิง
- ลองถาม “ถอดเสื้อผ้า”, “พกถุงยางอนามัย” , “หยักหน้าตกลง” , “ยอมให้เล้าโลม” , “ไม่ใช้คำว่า อย่า”
- ประเด็นคือ ไม่มีคำว่าใช่ ชัดเจน 100% เลยสักพฤติกรรมเดียวในทั้งชายและหญิง ไม่ถึง60% ด้วยซ้ำ
เหล้าส่งผลแค่ไหนนะ
- ชาวคัมบา ซดเหล้าแรง 180 พรูฟ ทุกๆสัปดาห์ โดยไม่มีปัญหาทางสังคมเลย ไม่มีการทะเลาะ ไม่มีการลวนลาม ไม่มีใครพูดก้าวร้าว มีแต่หารคุยสนุก เพลินๆ
- บางคนชอบกินเหล้าแก้เครียด เพราะคิดว่ามันช่วยให้ลืมปัญหา แต่บางทียิ่งดื่มยิ่งเครียด
- ทฤษฏีมองการใกล้ เฉลยเอาไว้ว่า เครียดไม่เครียดขึ้นอยู่กับตอนนั้นทำอะไรอยู่
- ถ้ากินเบียร์ดูบอลในหมู่แฟนคลับที่คึกคัก ความตื่นเต้นจะทำให้ลืมคิดเรื่องเครียดๆ แล้วเฮฮาได้จริง
- แต่ถ้าคนเดิม ไปนั่งหลบมุมกินเหล้าอยู่คนเดียวก็จะยิ่งหดหู่ เพราะไม่มีอะไรมาทำให้ไขว้เขว
- อาการมึนเมาทำให้เราคิดการณ์ใกล้
- สุราไม่ใช่เครื่องเปิดเผยตัวตน แต่มันคือเครื่องเปลี่ยนแปรตัวตน
- ผู้หญิงกินเหล้าเท่ากัน จะเมามากกว่าผู้ชาย เพราะตัวเล็กกว่า น้ำในตัวน้อยกว่า กินเท่ากัน ความเข้มข้นเลยเยอะกว่า
- ดื่มตอนท้องว่าง ก็จะเมาเร็วด้วย
- ประเด็นที่น่าสนใจคือ คนไม่ค่อยตระหนักถึงผลกระทบของ การเมาคิดการณ์ใกล้ คิดว่าการจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น
ภาคที่ 4 : บทเรียนต่างๆ
- มาลองสอบปากคำหนึ่งในผู้ก่อการร้ายหรือเชลยกัน
- เราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะเงียบ เก็บความลับได้ ทดต่อการทรมาน ถ้าฝึกมาดีพอ เป็นสุดยอดสายลับ
- แต่ก็เหมือนในหนัง พอขู่จะทรมานเพื่อนร่วมงานแล้วก็บอกทุกที - -“
- ผู้ชายมักยอมพูด ผู้หญิงมักไม่ยอม(ปล่อยตายไป นายนี่มันซวยจริงๆ)
- ประเด็นคือ แล้วเขาพูดความจริงหรือเปล่า ??
- หลายหน่วยงาน ใช้วิธีการทรมานผู้ก่อการร้ายด้วยการ ทำลายวงจรการนอน คือให้นอนนะ แต่มาปลุกมันทุกชั่วโมงเลย ( โคตรแย่อ่ะนอนแบบนี้ ไม่ครบลูป 90 นาทีด้วยซ้ำ ซึ่งเป็น Cycle ย้ายความทรงจำจาก Working memory ไป long term memory ไม่นอนเลยยังจะดีกว่าเผลอๆ )
- หรือเราลองทดสอบให้หน่วยรบพิเศษ จำภาพ คล้ายๆ แผนผังตึก ตอนปกติ ก็วาดซ้ำออกมาได้ดีมาก แต่พอกดดดันด้านเวลา ความเครียด เข้าไปแล้ว ข้อมูล ผิดพลาดไปเยอะมาก
- การทรมานคนร้าย ที่เราอยากให้เขาบอกความจริง อาจส่งผลให้ความจริงของเขาบิดเบือน คือ อดนอนแล้วหลงๆ ลืมๆ หรือพอเครียดมากๆ สมองจะสร้างความทรงจำผิดๆ ขึ้นมา ซึ่งเกิดขึ้นแทบจะทุกคน
ภาค 5 : การจับคู่เชื่อมโยง
- อายุขัยของกวีสั้นกว่าอาชีพอื่นๆมาก โดยมีอัตราฆ่าตัวตายสูงกว่าคนทั่วไป 5 เท่า
- ในยุค 1900s วิธีการฆ่าตัวตายด้วยการ รมก๊าซ คาร์บอน มอนออกไซน์ ที่อยู่ในก๊าซหุงต้ม หรือ ไอเสียรถยนต์สมัยนั้น เป็นสัดส่วนการฆ่าตัวตายอันดับหนึ่ง หือ ร้อยละ 44.2 ในปี 1962 เพราะคนส่วนใหญ่รู้ว่าวิธีนี้ใช้ฆ่าตัวตายได้
- แต่แล้วพอถึงปี 1977 ที่ อัตราการใช้ก๊าซ คาร์บอนมอนอ๊อกไซน์ในครัวเรือนลดเหลือ 0 ก็แทบไม่พบการฆ่าตัวตายด้วยวิธีนี้เลย
- แล้วการฆ่าตัวตายโดยรวมก็ลดลงครึ่งนึงเช่นกัน
- แปลว่า คนที่ เคยคิดจะฆ่าตัวตายด้วยการรมแก๊ซ พอไม่มีแก๊ส คนส่วนใหญ่ก็ล้มเลิกความคิด และไม่ได้คิดจะหาวิธีอื่นในการฆ่าตัวตาย (การฆ่าตัวตายจับคู่กับวิธีการ)
- การฆ่าตัวตายลดลงในภาวะสงคราม หรือเพิ่มขึ้นในช่วงเศรษฐกิจถดถอย
- หรือการโดดสะพานฆ่าตัวตายที่เป็นรอง พบว่า คน 515 คนที่พยายามกระโดดสะพานแล้วมีคนขัดขวางไว้ มีเพียง 25 คนที่ไปหาสะพานอื่นโดด เพราะการฆ๋าตัวตายเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น มีน้อยคนมากที่หมกมุ่นกับการพยายามฆ่าตัวตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ( การฆ่าตัวตายจับคู่กับสถานที่)
- เราเพิ่งตระหนักถึงการสร้างที่ป้องกันคนกระโดดสะพานฆ่าตัวตาย ที่มีคนตายเพราะเรื่องนี้จริงๆ แต่ก่อนหน้านี้เอาเงินไปทำที่กั้นทางจักรยานที่ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเลย
เราไม่เข้าใจความสำคัญของ บริบท ในการกระทำของคนที่ไม่รู้จัก
- อาชญากรรมครึ่งนึงของเมือง เกิดขึ้นบนพื้นที่ 3.6%
- สาวขายบริการ จะไม่ย้ายที่ขายบริการ ถ้ามีตำรวจมาเดินส่องๆ ส่วนใหญ่เขาจะเลิกขาย เพราะย้ายถิ่นไปแล้วเขาไม่รู้จักลูกค้า ความเสี่ยงสูงเกินไป หรืออาจจะโดนเจ้าถิ่นทำร้ายเอาได้ จึงไม่คุ้ม (การขายบริการจับคู่กับสถานที่)
- การจับคู่เชื่อมโยงผลักดันให้เรามองเห็นความซับซ้อนคลุมเครือของคนที่เราไม่รู้จักรอบด้าน
กรณีศึกษา : การทดลองที่แคนซัสซิตี
- ตำรวจพยายามลดอัตราการเกิดอาชญากรรม ด้วยการให้สายตรวจ ขับรถแบบสุ่ม หรือ ขับรถไปยังที่เกิดอาชญากรรมบ่อยๆ ดูว่าแบบไหนดีกว่ากัน
- สรุป ตอนนั้นคือ ไม่ต่างกัน
- แล้วเขาลองใหม่ ให้แกล้งๆ หากฏหมายเล็กๆน้อยๆ มาเรียกให้รถที่น่าสงสัยหยุด แล้วพยายามมองหาอาวุธปืน หรือ ยาเสพติด ปรากฏว่า อาชญากรรมจากคดี ใช้อาวุธปืนที่ทำให้คนเจ็บหรือตาย ลดลงไปครึ่งนึง
- เอาหล่ะสิ ทีนี้ข่าวดัเลยว่าตำรวจทำสำเร็จ ทั่วเมกา เลยทำตามบ้าง โดยมีข้อสรุปว่า การเพิ่มรถสายตรวจ+การตรวจเชิงรุกโดยสั่งให้ บุคคลน่าสงสัย จอดรถ และ ออกจากรถให้ได้มากที่สุด พร้อมกับพยายามค้นหาอาวุธ จะลดอาชญากรรม
- แล้วก็เจออาวุธเพิ่มขึ้นจริงๆ หลังจากในแนวทางนี้ ตำรวจกลุ่มนี้ก็ได้รับคำชมมากมาย
- ทางหลวงรัฐนอร์ทแคโรไลนา ก็สั่งรถหยุดเพิ่ม จาก 400,000 ครั้งเป็น 800,000 ครั้งใน 7 ปี
- ทุกวันนี้ตำรวจเมกาสั่งหยุดรถปีละ 20 ล้านครั้ง หรือวันละ 55,000 ครั้ง
จำเคสตอนเปิดเรื่องได้ไหม ? ที่ตำรวจเรียกผญผิวสี แล้วจับเขาเข้าคุกจนฆ่าตัวตาย
- ตำรวจรายนั้นสงสัยเธอก่อนหน้านี้แล้ว เพราะป้ายทะเบียนเธอมาจากอีกซีกของประเทศ จึงขับจี้ตามไปเรื่อยๆ รอจังหวะหาความผิดเล็กๆ แล้วสั่งให้หยุด
- ผญ คนนั้น มีประวัติซึมเศร้า และเคยพยายามฆ่าตัวตายอยู่แล้ว
- ตำรวจเองก็กลัวๆ สงสัย เพราะเธอทำท่าทีตึงเครียดเหมือนมีอะไรซ่อนเอาไว้
- การที่เขาพยายามลากเธออกจากรถโดยไม่มีเหตุผลเท่าไหร่ แค่ขับทับเส้นทึบรถ แล้วโดนโบก แถมโดนลากออกจากรถเนี่ยนะ
- มันกระตุ้นให้เธอย้ำแผลความล้มเหลวในชีวิตตัวเอง ที่อุตส่าห์มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่โดนตำรวจจับเข้าคุก เพราะขับรถทับเส้นทึบเล็กๆน้อยๆเนี่ยนะ
ตำรวจคนนี้เชื่อว่าคนเราอ่านง่าย ทะลุปรุโปร่งเชื่อว่า สีหน้าท่าทางย่อมบ่งบอกนิสัยใจคอและอารมณ์ของบุคคลนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ เราสอนกันมาอย่างนั้น
- FBI และหน่วยงานรักษากฏหมายอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วนทั่วโลก ก็ใช้แนวทางนี้
- วัฒนธรรมตะวันตก บอกว่าการสบตาคือความจริงใจ แต่ถ้าไม่ คือผิด
- ผู้หญิงผู้โชคร้ายคนนั้น เธอไม่ได้ทำผิด แต่แค่ดูเหมือนทำความผิด เธอแค่อารมณ์เสีย เธอโดนตำรวจเรียกบ่อย จนชีวิตพัง พอย้ายที่แล้วยังจะโดนเรียกอีก
- แม้ตำรวจจะใช้คำที่ดูธรรมดาดูเห็นอกเห็นใจ เช่น คุณโอเคนะ แต่อีกฝั่งก็ไม่ได้ตีความเหมือนกัน
- การทดลอง เรียกรถหยุดเพิ่มจาก 400,000 เป็น 800,000 คัน เราเจออาวุธเพิ่มเท่าไหร่หรอ ? เราเจอผู้กระทำความผิดเพิ่ม 17คน !! จากการตรวจเพิ่ม 400,000 ครั้ง !!! มันคุ้มไหมนะ ที่จะเอาคนบริสุทธิ์ 399,983 คนมาเจอเรื่องแบบนี้

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “หนังสือ เรื่องแต่ง วรรณคดี นิยาย วรรณกรรม การ์ตูน”