The Achievement habit หลักสูตรลงมือทำทันทีจาก Stanford

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

The Achievement habit หลักสูตรลงมือทำทันทีจาก Stanford

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ เม.ย. 11, 2021 3:55 pm

The Achievement habit หลักสูตรลงมือทำทันทีจาก Stanford
***
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดไอเดีย แต่อยู่ที่การคิดมากเกินไปจนไม่ยอมลงมือทำสักที
***
หรือไปอ่านที่ medium.com/bookth , bit.ly/MosBook2021-001
รีวิว
- เป็นหนังสือรวบรวม Wisdom ของคุณปู่คนนึงที่บังเอิญเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง D.school ที่ Stanford
- หนังสืออ่านง่าย อ่านแบบเรื่อยเปื่อย เป็นหัวข้อสั้นๆ เหมือนฟังคุณปู่เล่าอะไรสักอย่าง ที่หลายอย่างมันน่าจะเป็นจริงไปอีกหลายปี แล้วก็ไม่ได้เก่าขนาดนั้น
- ชอบสุดคือมีช่วง “ถึงตาคุณแล้ว” ที่จะคอยบอก Action plan ว่าไอที่อ่านมาต้องเอาไปใช้ยังไง
- จริงๆชื่อภาษาไทยแปลได้ misleading มาก เนื้อหายึดตามชื่อภาษาอังกฤษเถอะเป็นหนังสือจิตวิทยาที่ว่าด้วยนิสัยที่จะทำให้ทำอะไรสักอย่างเสร็จ
สปอย
- ในชีวิตจริงหากคุณอยากทำสิ่งต่างๆให้เสร็จ การใช้อำนาจควบคุมย่อมดีกว่าการใช้แรงมากทีเดียว
**
บทที่ 1 ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่คุณคิดว่ามันเป็น
- เขาบอกว่าเราเป็นคนกำหนดความหมายให้กับทุกสิ่ง และมันอาจไม่มีอะไรเป็นอย่างที่คุณคิด เรื่องเดียวกัน บางคนอาจจะมองว่าเล็กน้อย บางคนเก็บไปคิดเยอะจนอาจถึงขั้นฆ่าตัวตาย
- สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างได้คือ ทัศนคติ
- เราลองให้คนแก้ปัญหาด้วยอุปกรณ์ที่ดูจะไม่ได้เกี่ยวข้อกับการแก้ปัญหานั้นสักเท่าไหร่ เพื่อให้คนเลิกยึดติดกับ อคติทางความคิดที่เรียกว่า การยึดติดกับหน้าที่ ( functional fixedness )
- วิธีแก้ปัญหาแบบน่าทึ่งมาจากการก้าวข้ามการยึดติดหน้าที่ และใช้สิ่งของเหล่านั้นในแง่มุมใหม่ๆ
- ผู้คนกังวลเรื่องภาพลักษณ์มากกว่าสิ่งที่ทำ
- เราทุกคนล้วนมีภาพในใจว่าตัวเองเป็นใคร
- มุมมองที่คุณมองตัวเองส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อแนวทางการดำเนินชีวิตของคุณ มันสามารถตัดสินได้ว่าคุณจะกลายเป็นคนอย่างที่ตัวเองอยากเป็นและบรรลุสิ่งที่คุณให้ความสำคัญหรือไม่
- ประสบการณ์ด้านบวกหรือลบที่คาดไม่ถึงบางเรื่องจะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ที่คุณมองตัวเองไปทีละน้อย
- ใครควบคุมสมองคุณ ? สมองลิมบิก มักจะเข้าควบคุมเวลาคุณโกรธ หรือ ไม่ได้สติ และอาจจะตัดสินใจแย่ๆในยุคนี้ สิ่งที่คุณต้องทำคือ ยับยั้งตัวเองไม่ให้ทำตาม สูดหายใจเข้าลึกๆ รู้เท่าทันว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไร
- ถูกและผิด ? เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมกำลังถูกท้าทายให้เล่นเกม ถูกหรือผิด ผมจะเลิกเล่นทันที ไม่สำคัญว่าคุณจะถูก หรืออีกฝ่ายจะผิดมากแค่ไหน แค่เล่นเกมนั้นก็ถือว่าพ่ายแพ้แล้ว
- คุณสามารถปรับเปลี่ยนการตอบสนองของตัวเองได้ ลองตอบสนองในแบบที่เกินจริงดู เช่น ถ้าคุณกำลังอยู่ในห้องประชุมที่น่าเบื่ออยู่ ให้บอกกับตัวเองว่า นี่เป็นการประชุมที่น่าเบื่อที่สุดที่คุณเคยเข้าร่วม
- มันคือการปลดปล่อยให้ตัวเองรู้สึกขบขันกับความเลวร้ายของสถาณการณ์
**
บทที่ 2 เหตุผลเป็นเรื่องไร้สาระ
- เรารู้ดีว่าความจริงคือสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ แต่สิ่งที่เราไม่ค่อยนึกถึงคือ จริงๆ แล้วมันสำคัญด้วยหรือ
- ปัญหาของเหตุผลคือ มันเป็นแค่ข้อแก้ตัวที่ถูกปรุงแต่งให้สวยหรูเท่านั้น
- ผมเคยไปประชุมสาย ผมมีเหตุผลดีๆมากมาย แต่จริงๆแล้วผมไม่ได้มองว่าการประชุมมีความสำคัยเป็นลำดับต้นๆในชีวิต ง่ายๆ แค่นั้น
- คุณอาจจะลองเดินไปต่อยหน้าคนแปลกหน้าสักคน แล้วบอกเขาว่า เพราะเขาหน้าเมื่อคนที่ล่วงละเมิดน้องสาวคุณ คุณอาจจะดูเป็นคนที่ค่อนข้างมีเหตุผล แต่ก็นั่นแหล่ะ
- เวลามีคนที่หาเหตุผลมาอ้างในเรื่องอะไรสักอย่าง อมมักจะพูดเหน็บแนมพวกเขาว่า “นั่นเป็นเหตุผลที่ยอดเยี่ยมมมม”
- เราจะไปได้สวยกว่าที่เป็น เมื่อปราศจากเหตุผล
- ถ้าผมต้องการจะปฏิเสธอะไรสักอย่าง ผมจะแค่ตอบปฏิเสธไปตรงๆและขอบคุณพวกเขา โดยไม่ให้เหตุผลเพิ่ม เพราะพวกเขามักจะหาข้อแก้ตัวมาขัดแย้งเหตุผลของผมได้เสมอ นั่นทำให้การสนทนาไม่จบลงง่ายๆ
- ความรักและการแต่งงานแป็นคนละเรื่องกัน
- หากเพื่อนคุณตัดสินใจไม่ได้สักที ผมมักจะใช้เทคนิค Gun test คือทำเหมือนมีปืนจ่อหัวเขาอยู่ และให้ตัดสินใจใน 15 วินาที พวกเขามีคำตอบอยู่ในใจเสมอครับ
- หากเรื่องมันมีทางแยก ลองใช้ Life’s Journey method โดนให้ลองเลือกสักทางนึง แล้วจินตนาการว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรหลังจากเลือกเส้นทางนั้น
- ส่วนใหญ่แล้วเวลาที่คิดเผื่อไปไกลๆ ตอบจบมักจะเหมือนกับคือ จบตอนคุณตาย
- ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือการทำให้ผู้คนตระหนักว่าเราไม่มีทางร็ว่าการตัดสินใจจะนำพาเราไปสู่จุดไหน การตัดสินใจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการก้าวไปข้างหน้าและการพยายามทำนายผลลัพธ์สุดท้ายเป็นเรื่องที่ว่างเปล่า
- เมื่อเราตระหนักว่าการตัดสินใจส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย เราก็จะตัดสินใจได้แบบไม่เครียด
- ข้อแก้ตัวยอดฮิตตลอดการ คือการไม่มีเวลา แต่จริงๆแล้วมันแค่พวกเขาไม่รู้จักหาเวลาต่างหาก
**
บทที่ 3 หลุดพันจากการติดแหง็ก
- หากสิ่งใดไม่คุ้มค่าที่จำทำ สิ่งนั้นย่อมไม่คุ้มค่าที่จะทำออกมาให้ดี ( โคตรจริง อย่าฝืนทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์!! )
- ก่อนจะลงมือทำอะไรบางอย่าง ให้ถามตัวเองก่อนว่า ฉันจะได้อะไรจากการแก้ปัญหานี้ ? มีทางเลือกอื่นไหม เราอาจจะผิดตั้งแต่ตอนตั้งคำถามแล้ว
- เช่นจากโจทย์ จะแต่งงานไปทำไม -> เพราะจะได้มีเพื่อนคู่คิด -> อ่าวแล้วการมีเพื่อนคู่คิดนี่มีได้จากวิธีไหนบ้าง ? -> หาเพื่อนออนไลน์ , สมัครเรียน, เลี้ยงสัตว์ ,เข้าชมรม บลาๆ
- จะเห็นว่า จริงๆแล้ว วิธีการได้มาซึ่งเพื่อนคู่คิด มีวิธีอื่นๆอีกมาก ที่ทำได้ง่ายกว่า เครียดน้อยกว่า
- หรือถ้าถามสูงไปอีกขั้น แล้วจะได้อะไรจากการมีเพื่อนคู่คิด -> จะได้เบื่อน้อยลง , เหงาน้อยลง , มั่นคงมากขึ้น , กระตุ้นสติปัญญา บลาๆ
- เนี่ยพอถามดีๆแล้ว มันคนละเรื่องเลย เผลอๆ แต่งงานแล้ว ก็ยังเหงาอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้รู้สึกเบื่อน้อยลง ซึ่งเป็นปัญหาจริงๆ ของเราด้วยซ้ำ
- ถ้าคุณต้องการค้นหาสิ่งแปลกใหม่ คุณก็ควรเริ่มต้นด้วยปัญหา ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา เมื่อคุณเสนอวิธีแก้ปัญหาก่อนเวลา ก็เท่ากับว่าเป็นการปิดกั้นกระบวนการค้นพบ
**
บทที่ 4 ขอความช่วยเหลือ
- ว่ากันว่าสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่คุณรู้อะไร แต่อยู่ที่คุณรู้จักใคร
- เราไม่มีเวลามากพอที่จะเร่งรีบ เมื่อคุณทำสิ่งต่างๆอย่างรีบร้อน คุณมักจะทำผิดพลาด ยิ่งรีบยิ่งช้าครับ
- ถ้าคุณมีโอกาสเข้าห้องน้ำ ให้รีบคว้าเอาไว้ เพราะเราไม่รู้จะได้เข้าอีกทีเมื่อไหร่ ( อ่านตอนรถติดขากลับกรุงเทพจากตจว อินมาก 555)
- อย่าผิดหวังเมื่อรู้ว่าไอดอลของคุณมีข้อบกพร่องร้ายแรง คนที่เห็นได้ชัดว่าไม่สมบูรณ์แบบนั้นมีอะไรให้เรียนรู้มากกว่าคนที่แสร้งว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ
- ถ้าคุณพูดจาให้ร้ายเพื่อนร่วมงาน นั่นมีแต่จะทำให้คุณดูด้อยลง ถ้าผมบอกว่าเพื่อนร่วมงานผมยอดเยี่ยมแค่ไหน คุณย่อมเชื่อมโยงว่าผมก็เป็นคนเก่งเหมือนกัน
- ความจริงแล้ว การชื่มคู่แข่งแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นคนมีระดับด้วยซ้ำ
- คุณไม่มีทางร็หรอกว่าจะได้เรียนรู้อะไรจากใครบ้าง ถ้าไม่ลองดูก่อน
- ถ้าคุณอยากให้คนอื่นช่วยเหลือ คุณก็ควร (a) ขอร้องพวกเขา เพราะคนอื่นไม่ได้รับรู้อยู่ตลอดเวลาว่าคุณขาดเหลืออะไร (b) ทำตัวเป็นมนุษย์ที่น่านับถือ อย่าเสแสร้งว่าร็จักใคร หากไม่ได้รู้จักจริง คนส่วนใหญ่จะรู้สึกปราบปลื้มหากคุณขออาศัยความเชี่ยงชาญจากเขา หากคุณเดือดร้อนจริง
**
บทที่ 5 การลงมือทำคือทุกสิ่ง
- คุณสามารถนั่งเฉยๆท่ามกลางความมืดและรอไฟสว่าง หรือไม่คุณก็สามารถลุกขึ้นและเดินไปเปิดไฟด้วยตัวเอง
- การพยายามทำอะไรสักอย่างกับการลงมือทำจริงมีความแตกต่างกันอย่างมาก
- คนส่วนใหญ่มักคิดว่าตัวเองควรเดินไปตามเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ ซึ่งไม่อนุญาตให้ประสบความสำเร็จในเรื่องใดก็ตามจนกว่าจะได้รับปริญญา
- ในขณะที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ก่อตั้งธุรกิจตั้งแต่ก่อนเรียนจบ
- บางครั้งงานวิจัยก็นำเสนอข้อเท็จจริงและพูดเกินจริง
- ผมกังวลว่า เมื่อเรายึดมั่นกับข้ออ้างทางวิทยาศาสตร์ เราจะลดความสำคัญหรือแม้แต่ไม่ยอมรับภูมิปัญญาที่ไม่ได้ผ่านการทดลองและพิสู๗น์อย่างเป็นทางการ
- ลองถามว่าตัวเองว่าคุณมีความเชื่ออะไรบ้าง แล้วความเชื่อไหนเป็นประโยชน์ต่อคุณ และเรื่องไหนควรละทิ้ง
- ถ้าผู้คนตัดสินใจเรื่องอาชีพจากแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จ เราคงไม่มีดาราภาพยนต์ นักวิทยาศาสตร์ กวี หรือ นักดนตรีหรอกครับ พวกนี้มีโอกาสสำเร็จมากๆ น้อยมาก
- หลักการพื้นฐานของ d.School คือความเอนเอียงเข้าหาการลงมือทำ การเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง ดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย
- หากคุณทำอะไรสักอย่างแล้วล้มเลว ยิ่งดีเลย เพราะมันหมายความว่าคุณได้ลงมือทำ ล้มเหลว เรียนรู้ ลงมือทำอีกครั้ง
บทที่ 6 ระวังภาษาของคุณ
- สิ่งสำคัญไม่ได้อยู๋ที่ว่าเราพูดอะไรเท่านั้น แต่ยังอยู๋ที่ว่าเราพูดอย่างไรด้วย
- คำง่ายๆอย่าง ใช่/ไม่ใช่ ในแต่ละวัฒนธรรมก็คาดหวังไม่เหมือนกัน เช่นในอิหร่าน คนที่นั่นจะคาดหวังว่าเราจะปฏิเสธในครั้งแรก เมื่อเจ้าภาพจะเลี้ยง คุณควรตกลงเมื่อเขาคะยั้นคะยอเท่านั้น
- และ/แต่ ถ้าไม่จำเป็นอย่าพูดแต่ เพราะมันจะฟังดูเป็นลบ เฉยเลย เช่น จาก “ฉันอยากไปดูหนังแต่มีงานต้องทำ” กับ “ฉันอยากไปดูหนังและฉันมีงานต้องทำ” การพูดว่าแต่ คุณจะสร้างความขัดแย้ง คุณจึงควรหลีกเลี่ยงถ้าเป็นไปได้
- จำเป็นต้อง/อยาก การใช้คำว่าจำเป็น เหมือนคุณไม่มีทางเลือก สมองเลยไม่คิดถึงความเป็นไปได้อื่นๆ
- ไม่สามารภ/จะไม่ “ฉันไม่สามารถหยุดหายใจได้” กับ “ฉันจะไม่หยุดหายใจ” การพูดว่าจะไม่ คุณจะรู้สึกมีอำนาจควบคุมมากกว่า
- ช่วยเหลือ/ควร เป็นคำที่ไม่ควรใช้ การใช้คำว่าช่วยเหลือ ทำให้คนที่ถูกช่วยเหมือนโดนดูถูก ให้เราเลี่ยงไปใช้คำว่า เกื้อหนุน (Support) แทน
- อย่าถามว่าทำไม เพราะคนตอบจะรู้สึกเหมือนต้องแก้ตัว
- การให้เขาถามคำถามมาเรื่อยๆตอนคุณบรรยาย จะเป็นการเช็คว่าเขาไม่ได้เข้าใจบริบทผิดนะ
- แก่นที่สำคัญในการสื่อสารคือ เจตนา นอกจากได้ยินแล้ว ต้องฟังและทำความเข้าใจเจตนา หรือพูดให้เขาเข้าใจเจตนาที่เราจะสื่อ ด้วย
- ความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ คุณควรถามเขาไปเลยว่า “จากที่คุณพูด … หมายควมว่า”
- อย่าใช้คำว่าทุกคน เช่น เราทุกคนรู้ เราทุกคนคิด เราทุกคนรู้สึก ให้ใช้คำแทนตัวเองเช่น ผมรู้ ผมคิด ผมรู้สึก..
**
บทที่ 7 นิสัยในการทำงานเป็นกลุ่ม
- สิ่งที่ผมค้นพบคือ โดยพื้นฐานแล้วผู้คนล้วนแตกต่างกัน
- สิ่งที่ดูเหมือนขัดแย้งกันอาจถูกต้องทั้งหมดก็ได้ เรื่องราวส่วนใหญ่ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่ใช่เกมที่ต้องมีแพ้ชนะ ทุกคนสามารถหาแนวทางที่จะส่งเสริมทุกฝ่ายและสร้างความก้าวหน้าให้กับทีมได้
- เวลาวิจารณ์ผลงาน โดยส่วนตัว ผมชอบใช้ I like ( กับเรื่องที่มันดีอยู่แล้ว) กับ I wish (กับเรื่องที่เขาต้องพัฒนา) ซึ่งสองคำนี้จะสื่ออกมาได้โดยไม่ทำให้คนฟังเสียความรู้สึก
- ต่างคน ต่างวัฒนธรรม บางที่แค่คุณวิจารณ์เขาต่อหน้าทุกคน ก็เพียงพอที่จะทำให้เขามองว่าคุณเป็นคนใจร้ายแล้ว หรือ บางคนก็เฉยๆ กับเรื่องนี้
- ถ้าคุณอยากให้คนในทีมรู้จักกันลงใช้ประโยค “คุณ … ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่” … ฉันหัวเราครั้งล่าสุดเมื่อ…
- ถ้าอยากให้ทุกคนจำชื่อกันได้ ให้ลองจับคู่ และแต่ละคู่ต้องหาสิ่งที่น่าจดจำแปลกๆของอีกฝ่าย แล้วผลัดกันแนะนำเพื่อนให้อีกคู่ วนกันไปเรื่อยๆ
- ผมไม่ค่อยชอบโครงสร้างองค์กรแบบ มีคนนึงอยู่จุดสูงสุด ถ้าเขาไม่ว่าง หรือ เล่นตุกติก ทุกอย่างก็จะไม่เดิน ที่นี่เราไม่มีผู้อำนวยการใหญ่ เรามีหัวหน้าสาขา ซึ่งมีหลายสาขา แต่ละคนสามารถคานอำนาจซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี
- ในห้องเรียน การแข่งขันมากเกินไปเป็นสิ่งที่ไม่ดี เดินไปด้วยกันจะดีกว่า
- ที่ d.school เราไม่มีห้องทำงานส่วนตัว ไม่มีผนังกั้นด้วยซ้ำ
- ในห้องเรียนของผม ผมชอบห้องที่จัดเก้าอี้เป็นวงกลมมากที่สุด เพราะมันไม่มีแถวหน้าแถวหลัง ไม่ได้บอกว่าใครมาก่อนมาหลัง ไม่มีจุดที่ดีกว่า ถ้าคุณอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วม คราวหน้าลองจัดเก้าอี้เป็นวงกลมดูสิ
- จงคุมสภาพแวดล้อมของคุณ
**
บทที่ 8 ออกแบบภาพลักษณ์ที่คุณมองตัวเอง
- เราตั้งคำถามอยู่เสมอว่าเรากำลังแก้ปัญหาให้ใคร และพวกเขาต้องการหรือจำเป็นต้องมีอะไร
- คนต้องมาก่อน คือหัวใจสำคัญในการทำงานของเรา
- ภาพลักษณ์ที่คุณมองตัวเองส่งผลอย่างมหาศาลต่อสิ่งที่คุณจะทำสำเร็จ
- ถ้าคุณมองว่าตัวเองเป็นคนกล้าเสี่ยงและชอบลงมือทำ คุณย่อมมีแนวโน้มที่จะลงมือทำ
- เอาจริงๆ คุณคล้ายกับครอบครัวคุณมากกว่าคิด ลองตรวจสอบดูว่า ครอบครัวคุณมีแนวคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ
- อย่าไปเลียนแบบคนอื่น คุณทำไม่ได้หรอก เพราะคุณไม่ใช่เขา
- คุณมองตัวเองว่าอย่างไร ? ลองบรรยายตัวเองด้วยคำ 5 คำ แล้วขอให้คนอื่นอีกสัก 5 คน เขียนคำบรรยาย 5 คำ
- เราพยายามทำให้นักศึกษาได้พบเจอประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ที่พวกเขามองตัวเอง
- ลองคิดดูเล่นๆว่า ถ้าคุณเหลือเวลาในชีวิตอีกแค่ 10 นาที คุณจะทำอะไร แล้วถ้า 10 วัน 10 เดือน 10 ปี คุณจะทำอะไร
**
บทที่ 9 มองภาพรวม
- ชีวิตคือความบังเอิญ
- เราไม่มีทางร็ล่วงหน้าเลยว่าการตอบสนองเหล่านี้จะนำไปสู่จุดไหน (การเพิกเฉยต่อโอกาสก็เป็นการตอบสนองอย่างหนึ่ง)
- คนจำนวนมาก พอจะรู้ว่าตัวเองเก่งด้านไหนและเรื่องอะไรที่ดึงดูดใจเราโดยธรรมชาติ แต่เราถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้หวังดีเหมือนพ่อแม่ที่พยายามเลือกเส้นทางให้ลูก
- ถ้ามีคนทำสิ่งหนุ่งมากพอ มันก็จะไม่ใช่เรื่องผิดเพี้ยนอีกต่อไปและกลายเป็นบรรทัดฐานที่ได้รับการยอมรับแทน เช่นฟองสบู่ทิวลิป ฟองสบู่ตลาดหุ้น ฟองสบู่ดอตคอม
**
บทที่ 10 ทำให้ความสำเร็จกลายเป็นนิสัย
- เมื่อคุณมองเห็นอย่างชัดเจนว่าอยากทำอะไรให้สำเร็จ คุณก็เลือกได้เลยว่าจะใช้วิธีไหน
- สร้างตัวต้นแบบเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ
- คุณควรมองตัวต้นแบบเป็นเหมือนการทดสอบเสียงตอบรับ คุณแค่ต้องถ่ายทอดแนวคิดหรือข้อความบางอย่างออกไปเพื่อประเมินปฏิกิริยาของผู้คน
- คิดจะทำอะไร อย่าคิดเยอะ ให้ลองทำตัวต้นแบบเลย

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “หนังสือ เรื่องแต่ง วรรณคดี นิยาย วรรณกรรม การ์ตูน”