To Sell is human | เกิดเป็นคนต้องขายเป็น

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

To Sell is human | เกิดเป็นคนต้องขายเป็น

โพสต์ โดย siri » อังคาร เม.ย. 13, 2021 10:59 pm

To Sell is human | เกิดเป็นคนต้องขายเป็น

- ทุกวันนี้แทบทุกคนเป็นพนักงานขายในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แม้จะไม่ได้มีตำแหน่งเกี่ยวข้องกำการขาย
รีวิว
- ไหนๆเขาก็บอกว่าเราทุกคนเป็นนักขายแล้ว แล้วเราต้องทำตัวยังไงหล่ะเนี่ย
- Daniel จะพาเราไปรู้จักกับสกิลการขายที่แทรกซึมไปอยู่ในแทบทุกเรื่องแล้วในทุกวันนี้ แม้ว่าคุณจะเป็นหมอ หรือ ครู ที่ไม่ได้มียอดขายจริงๆจังๆก็ตาม ทักษะการขายจะช่วยคุณตั้งแต่พรีเซนท์งาน ยัน ลากเพื่อนไปกินข้าวร้านที่เราอยากกิน หรือ ขอให้ทุกคนล้างมือ เพื่อลดการติดเชื้อ
- เป็นหนังสือที่อ่านไปเรื่อย อ่านเพลินจนเหมือนจะจับใจความไม่ได้ แต่พอมานั่งทำสรุปแล้ว เหมือนจะมีประเด็นแทรกเยอะมากกกก
อ่านเต็มๆที่ : http://bit.ly/MosBook2021-014
Basic info
คนเขียน : Daniel H. Pink
จำนวนหน้า : 279
ราคา : 250 บาท
สปอย
(1) การขายแบบไม่ได้ขายจริง
- ทุกวันนี้แทบทุกคนเป็นพนักงานขายในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แม้จะไม่ได้มีตำแหน่งเกี่ยวข้องกำการขาย
- ในแต่ละวันเราต้องใช้เวลาในการเกลี้ยกล่อมให้คนอื่นยอมสละทรัพยากรของตัวเอง เช่น เงิน เวลา ความสนใจ การโน้มน้าว
- จากสถิติแล้ว คนใช้เวลาประมาณ 40% ไปกับการขาย และมองว่าการขายแบบไม่ได้ขายจิงมีความสำคัญต่อความสำเร็จในหน้าที่การงาน ยิ่งอายุมากขึ้น คนก็จะมองมันมีความสำคัญมากขึ้นด้วย
- ในอนาคต ชนชั้นกลางส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำงานเป็นลูกจ้างองค์กร แต่จะขายทักษะ และเป็นเจ้านายตัวเองแทน
(2) ทุกคนที่ติดต่อกับลูกค้าคือนักขาย
- ถ้าเราให้ฝ่ายขายคุยกับลูกค้า แล้วค่อยไปคุยกับวิศวกรอีกที ผลสรุปจะออกมาไม่ค่อยสวยแล้วสมัยนี้
- เราอยู่ในจุดที่ส่งวิศวกรไปคุยกับลูกค้าแล้วกลับมาพัฒนาสินค้าต่อ เพื่อให้อนาคต สินค้าสามารถขายตัวเองได้
- ทักษะการขายที่ดูเหมือนจะกลมกลืนไปกับทุกตำแหน่งเลยคือ การจูงใจผู้อื่น ไล่ตั้งแต่พรีเซนท์งาน จน ลากเพื่อนไปกินข้าวร้านที่ตัวเองชอบ
(3) หมอกับครู ก็เป็นนักขาย
- คนเป็นครูต้องชักจูงผู้อื่น ต้องดึงความสนใจจากนักเรียน ให้นักเรียนเสียสละ เวลา ความสนใจ และ ความพยายาม ต้องโน้มน้าวให้นักเรียนเชื่อว่าถ้าพยายามเรียนวิชานี้แล้วจะได้ประโยชน์ในภายหลัง
- มีเด็กที่ไม่ยอมทำการบ้าน เพียงเพราะไม่ใช่หัวข้อที่เขาสนใจ หากเป้าหมายคือการให้เขาฝึกเขียน คุณก็ควรให้เขาเขียนเรื่องที่เขาสนใจ ไม่ใช่เรื่องที่อาจารย์สั่ง
- หมอต้องคอยเกลี้ยกล่อให้คนอื่นยอมทำในสิ่งที่เขาไม่อยากทำ ไม่ว่าจะเป็นกินยาให้ตรงเวลา ทำกายภาพ ต่างๆ
- ซึ่งการจะจูงใจคนไข้ได้ เราอาจจะต้องดึงเขาให้มามีส่วนร่วม คนไข้มักรู้จักตัวเองดีกว่าหมอ การบอกว่า “ฉันต้องพึ่งพาความเชี่ยวชาญของคุณ” จะทำให้คนไข้ฟื้นตัวได้เร็วกว่าปกติ
(4) ยุคคนขายกลัวคนซื้อ
- เมื่อก่อน ผู้ขายมีอำนาจต่อรองสูงมาก จากการมีข้อมูลที่เหนือกว่า
- ปัจจุบัน ทั้งคนซื้อและคนขายมีข้อมูลพอๆกัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอะไรก็ตาม
- คนเราต้องการข้อตกลงในการซื้อขายที่ยุติธรรมจากคนที่พวกเขาชื่นชอบ
- คุณสมบัติใหม่ของการขายเลยกลายเป็น การเข้าใจความรู้สึกคนอื่น
(5) Case study การขายรถ
- ในยุคก่อน การซื้อรถเป็นเหมือนการเสี่ยงดวง ต้องไปต่อราคา แถมไม่รู้ว่าคุณภาพที่ได้มาเป็นอย่างไร แถมพนักงานขายจอมเจ้ากี้เจ้าการก็จะกดดันให้คุณซื้อรถที่เขาได้ประโยชน์สูงสุด
- ปัจจุบัน ร้านที่ไปได้ดีจะ กำหนดราคาตายตัวสำหรับรถยนต์แต่ละคัน ทำให้ไม่จำเป็นต้องต่อราคาเลย ( เช่น Tesla ไง !! ) คนขายได้ค่านายหน้าเท่ากันไม่ว่ารถจะถูกหรือแพง เพื่อให้คุณได้ประโยชน์สูงสุด
- หรือแม้กระทั่งการหันจอคอม แบบที่เห็นได้ทั้งสองฝั่ง แทนที่จะมีแต่พนักงานขายที่ได้เห็นข้อมูล
- การใช้วิธีคดโกงจะทำให้คุณประสบความสำเร็จได้ยากขึ้นในยุคนี้
วิธีการเป็นนักขาย
(6) การมองจากมองจากมุมผู้อื่น
- งานวิจัยบอกเราว่าการมองจากมุมของผู้อื่นต้องอาศัยหลักการสามข้อคือ
o เพิ่มอำนาจของคุณด้วยการลดอำนาจ : คุณต้องสันนิษฐานว่าตัวเองไม่ใช่ฝ่ายที่มีอำนาจ
o ใช้สมองให้มากพอๆ กับหัวใจ : การทำให้เค้กก้อนใหญ่ขึ้น ได้ประโยชน์ทั้งคู่
o เลียนแบบอย่างมีกลยุทธ : การเลียนแบบทำให้เราจูงใจคนได้มากขึ้น แต่ห้ามโดนจับได้ว่าเลียนแบบ ให้ลองทำตามหลังผ่านไป 5 วินาที หรือ พูดทวนซ้ำกับคีย์เวิร์ด
(7) ข้อได้เปรียบของบุคลิกสายกลาง
- ในทางสถิติแล้วนักขายที่ทำยอดขายได้สูง มักมีบุคลิกแบบสายกลาง คือไม่ได้เก็บตัว หรือ ไม่ได้พูดจ้อไม่ยอมหยุด
- เขาฟังมากพอที่จะรู้ว่าจริงๆแล้วลูกค้าอยากได้อะไร และ พูดมากพอที่จะทำให้ลูกค้าซื้อ
- พูดให้น้อยลง ฟังให้มากขึ้น
- คีย์เวิร์ดสำคัญคือการปรับตัวเข้ากับลูกค้าคนนั้นๆ
(8) วิธีพูดกับคนที่เพิ่งรู้จัก
- ให้เลือกคำถามที่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตอบได้หลายแบบ เช่น คุณมาจากไหน ซึ่งตอบได้ทั้ง มาจากบริษัทABC มาจากจังหวัด DEF หรือ โตที่กรุงเบอร์ลิน
- ซึ่งเปิดโอกาสให้เรามีข้อมูลในการพูดคุยขั้นต่อไป
- ไม่แนะนำให้ถามว่า คุณทำงานอะไรอยู่ เพราะอีกฝ่ายอาจจะไม่ได้ชอบงานตัวเอง และไม่อยากพูด
(9) กลยุทธการเลียนแบบ
- สังเกต : ว่าอีกฝ่ายนั่งท่าไหร่ วางแขนอย่างไร นั่งไขว่ห้าง หรือ เอนตัวไปด้านไหนหรือเปล่า
- รอคอย : ถ้าอีกฝ่ายเอนตัวไปด้านหลัง ให้คุณนับ 1-5 แล้วค่อยเอนหลังตาม หรือ ถ้าอีกฝ่ายพูดประเด็นสำคัญ ก็ให้คุณพูดทวนซ้ำ
- ลดทอน : หลังจากเลียนแบบอีกฝ่ายเล็กๆน้อยๆแล้ว ก็ให้ลดความพยายามในการเลียนแบบลง
(10) เก้าอี้ว่าง
- ที่ Amazon ในห้องประชุมจะมีเก้าอี้ตัวนึงข้างประธาน(เบซอส) ว่างเสมอ เพื่อเตือนใจทุกคนในห้องประชุม ถึงคนสำคัญอีกคนก็คือ ลูกค้า
- การมองเห็นเก้าอี้ว่างตั้งอยู่ จะกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมประชุม เรียนรู้ที่จะมองจากมุมของคนสำคัญที่ไม่ได้อยู่ในห้อง
(11) วาดแผนที่การพูดคุย
- ในห้องประชุม ให้คุณวาดรูป สัญลักษณ์ของแต่ละคนในห้อง แล้ววาดลูกศรทุกครั้งที่ มีใครสักคน พูดถึง ใครสักคน หรือ ถูกใครสักคนพูดถึง
- จากนั้นเราจะเห็น Flow ในห้องว่า ใครพูดเยอะ ใครถูกพูดถึงเยอะ ใครเป็นคนตัดสินใจ
- เป็นเรื่องดีที่เราจะไม่เสียเวลาคุยผิดคน
(12) ค้นหาคุณสมบัติ ร่วมกัน
- ปฏิเสธไม่ได้ว่า เรามักจะซื้อขายกับคนที่เราชอบ
- และเราชอบคนที่เหมือนตัวเรา ในปัจจุบัน อดีต หรือ ที่อยากเป็นในอนาคต ( เช่น มีน้องชายเหมือนกัน เชียร์บอลทีมเดียวกัน )
- หาจุดเหมือนกันระหว่าง คุณ กับ ลูกค้า จะช่วยให้เราปรับตัวเข้าหากันได้ง่ายขึ้น
(13) การลอยตัว
- ในวันปกติของนักขาย มักจะเต็มไปด้วยคำปฏิเสธ ซึ่งคุณต้องเอาตัวรอดจากมัน หากคุณท้อ หรือ จิตตกไปก่อน ก็ถือว่าเป็นอันจบเห่
- การคุยกับตัวเองเชิงตั้งคำถาม : เช่น เราจะทำสิ่งนี้ได้ไหม แทนที่จะบอกว่า ทำได้อยู่แล้ว เพราะ การตั้งคำถาม จะทำให้เราคิดหา solution มายืนยันว่าเราทำได้ เช่น ทำได้สิ เราพรีเซนท์เรื่องนี้มาตั้ง 20 รอบแล้ว และไม่เป็นการ มั่นใจแบบผิดๆ หรือแม้กระทั่ง หาเหตุผลในการพยายามทำในสิ่งที่ตัวเองอาจจะทำไม่ได้ ให้มีแรงจูงใจ
- อัตราส่วนอารมณ์ด้านบวก : คนที่อารมณ์ดี มีโอกาสขายได้มากกว่าอยู่แล้ว และคุณต้องเชื่อในผลิตภัณฑ์และแสดงออกมาให้เห็นด้วย แต่ต้องดีแค่ไหน ? อัตราส่วน เรื่องดี : เรื่องร้าย ควรจะมากกว่า 3:1 แต่ไม่เกิน 11:1 เพราะเยอะไปจะเหมือนคนไม่ได้อยู่ในโลกความเป็นจริง ถ้าเรื่องดีไม่พอ คุณก็ลองไปมี interact กับคนรอบๆตัวเพื่อสะสมเรื่องดีๆสิ
- รูปแบบการอธิบาย : ถ้าคุณขายของไม่ได้ แล้วบอกว่าตัวเองไม่เก่ง อาจทำให้เกิด ภาวะสิ้นหวังทางการเรียนรู้ หรือเพิ่งโดนเจ้านายด่ามา แทนที่จะสิ้นหวัง ให้ลองบอกตัวเองว่า “วันนี้เจ้านายคงเจอเรื่องแย่ๆมาและฉันก็บังเอิญโดนลูกหลงตอนที่เขาฉุนขาดพอดี ” หรือให้มองการปฏิเสธของลูกค้าเกิดจากปัจจัยภายนอก และเกิดขึ้นแค่ชั่วคราว เช่น ลูกค้ายุ่งอยู่ เลยไม่ว่างสนใจเรา ( พนักงานขายที่มองโลกในแง่ดี 10% แรก ทำผลงานได้ดีกว่าคนมองโลกแง่ร้าย 10% ล่างสุด ถึง 88% )
- ลองส่งจดหมายปฏิเสธให้ตัวเอง ซ้อมๆ เอาไว้
(14) มนุษย์เราไม่เก่งเรื่องการทำความเข้าใจอนาคต
- เช่นจะรับเงินสด $1000 ตอนนี้ หรือ $1150 ในอีกสองปีข้างหน้า
- ถ้าจะกันเงินรอเกษียณ ให้หัวหน้าตัดตังให้เลยดีกว่า จำกัดทางเลือกของเรา
(15) ระบุปัญหาที่ถูกต้อง
- ปัญหาของการขายไม่ใช่ แก้ปัญหาให้ถูกค้าไม่ได้ แต่แก้ผิดปัญหาต่างหาก
- ลูกค้าที่มาซื้อเครื่องดูดฝุ่น จริงๆแล้ว มุ้งลวดเขาอาจจะขาด หรือ พรมเก็บฝุ่นมากไป
- ซึ่งถ้าไม่ได้ผ่านการรับฟังจากลูกค้า เราก็ไม่มีทางแก้ปัญหาเหล่านี้ให้เขาได้เลย
- คุณสมบัติหลักในการจูงใจผู้อื่นเปลี่ยนจากการแก้ปัญหามาเป็นการระบุปัญหา
- สิ่งที่นักขายต้องเชี่ยวชาญในยุคนี้ไม่ใช่การถือข้อมูลเหนือกว่า แต่เป็นการกลั่นกรองข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลนั่นเอง
(16) กรอบ 5 ประเภทที่ใช้จูงใจผู้อื่น
1. กรอบที่ว่าด้วยตัวเลือกที่น้อยลง
- ถ้ามีแยม 24 รส คนจะแวะมาชิม แต่ตัดสินใจเลือกไม่ได้ เหลือแยมแค่ 6 รส ทำให้คนตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่า
- การเพิ่มของแถม หรือ ของไม่แพงลงไปในเซท ทำให้คนอยากซื้อน้อยลง เช่น เซทจาน 12 ใบ กับ เซทจาน 14 ใบ แต่แตก 2 ใบ เซทที่มีจานแตก คนจะมองราคาถูกกว่า
2. กรอบที่ว่าด้วยประสบการณ์
- คนเราได้รับความพึงพอใจจากการซื้อประสบการณ์มากกว่าการซื้อวัตถุสิ่งของ
- สิ่งของเราจะเห่อแค่ช่วงแรกๆ แต่ประสบการณ์ไปปีนเขาที่แคนนาดา ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเรา และเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เราก็จะลืมเรื่องน่ารำคาญเล็กๆ และจดจำแต่เรื่องดีๆ แถมยังใช้เป็นเรื่องเล่าต่อได้ไม่มีวันจบ
3. กรอบที่ว่าด้วยการตั้งชื่อ
- หากคุณตั้งชื่อเกมว่า “เกมแก่งแย่งชิงดี” คนก็จะไม่ให้ความร่วมมือกันเท่า การตั้งชื่อว่า “เกมความร่วมมือ”
- การตั้งชื่อเกมช่วยปูทางให้ผู้คนตอบคำถามที่ว่า “แล้วต้องเทียบกับอะไร”
4. กรอบที่ว่าด้วยข้อบกพร่อง
- การขายของ ให้คุณแนะนำสินค้า แล้วตามด้วยข้อบกพร่องเล็กน้อยอย่างนึง เช่น น่าเสียดายนะครับที่รองเท้าบูทคู่นี้มีให้เลือกแค่สองสี
- คนที่ได้รับข้อมูลด้านลบเล็กๆน้อยๆ แบบนี้ มีแนวโน้มที่จะซื้อมากกว่า
- ข้อมูลด้านลบ ต้องไม่ไปขัดกับข้อมูลด้านบวกที่นำเสนอก่อนหน้านะ
5. กรอบที่ว่าด้วยศักยภาพ
- เราให้ความสนใจกับ “คนที่อาจจะเป็นดาวเด่นดวงใหม่” มากกว่า “คนที่เป็นดาวเด่นอยู่แล้ว”
- ฉะนั้น อย่ายึดติดกับสิ่งที่คุณเคยทำสำเร็จ แต่ต้องเน้นสิ่งที่คุณอาจทำสำเร็จใจอนาคตด้วย
(17) ความชัดเจน
- เราทดลองจูงใจให้คนบริจาคอาหาร
- และวิธีการที่ดีที่สุดคือ บอกขั้นตอนการบริจาคเลยว่า ต้องทำอะไรบ้าง คนอ่านจะได้ไม่ต้อง งงว่าต้องทำไงต่อ
(18) คำถามที่ไม่มีเหตุผล จูงใจได้ดีกว่า
- สมมุติคุณอยากให้ลูกคุณทำการบ้าน เลยถามว่า “จาก 1-10 ตอนนี้ลูกอยากทำการบ้านมากแค่ไหน ?”
- ไม่ว่าเขาจะตอบอะไรมา ให้ถามต่อว่า “แล้วทำไมลูกไม่เลือกตัวเลขที่ต่ำกว่านั้นหล่ะ”
- เช่นเขาตอบมาว่า 4 นั่นทำให้เขาต้องหาเหตุผลด้วยตัวเอง มาอธิบายว่า มีความอยากทำตรงไหน ที่ทำให้ได้ 1 2 3 มา เช่น เพราะพรุ่งนี้ต้องส่ง หรือ เพื่อนทำเสร็จแล้ว บลาๆ
- ความจัดเจนต้องอาศัยการเปรียบเทียบ
(19) กระบวนการในการกลั่นกรองข้อมูล 3 ข้อ
1. หาข้อมูล
2. ทำความเข้าใจ
3. ลองเล่าให้คนอื่นฟัง : คุณจะได้มี feedback มุมมองที่กว้างขึ้นด้วย
สิ่งที่ต้องทำ
(20) การเสนอขาย
- ในช่วงที่คนยังไม่กล้าขึ้นลิฟต์ โอทิสได้จัดแสดงโชว์ลิฟต์ใส โดยเขาขึ้นไปบนลิฟต์ที่ขึ้นไปสูง ถึงชั้นสาม และตัดสลิงออก และลิฟท์ก็แตะเบรก โอทิสลงมาอย่างปลอดภัย
- “ผมปลอดภัยดีครับ ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ผมปลอดภัยดี”
- นี่นับเป็นการ ถ่ายทอดเนื้อหาที่ซับซ้อน ด้วยวิธีที่เรียบง่าย กระชับ และมีประสิทธิภาพ โดยมีจุดประสงค์เพื่อจูงใจผู้อื่นให้เห็นถึงระบบความปลอดภัยของลิฟต์
(21) ความสำเร็จของการขาย ขึ้นอยู่กับผู้ฟัง พอๆกับผู้เสนอ
- ถ้าคนฟัง มองว่าคนพูดเป็นไอ้งั่ง ก็จบ ไม่ว่าไอเดียจะดีแค่ไหน
- เพื่อความปลอดภัย เรามักจะเชิญลูกค้ามาร่วมทำงานด้วย
- และลูกค้ามักจะไม่ปฏิเสธงาน ที่ตัวเองมีส่วนเสนอไอเดีย
(22) 6 เทคนิคการเสนอขาย
1. การขายด้วยคำเดียว : ทำให้ผลิตภัณฑ์ของคุณ ผูกกับคำใดคำหนึ่ง เช่น Search – Google, Priceless – Master card, Forward – Obama campaign
2. การขายด้วยคำถาม : “ตอนนี้ความเป็นอยู่ของคุณดีกว่า 4 ปีที่แล้วหรือไม่” - แคมเปญหาเสียงของ โรนัลด์ เรแกน ถ้าถามแล้วตอนนี้มันแย่กว่าตอนนั้น จะได้ผล ถ้าตอนนี้เฉยๆ หรือดีกว่าตอนนั้นอีก พัง!!
3. การขายด้วยคำคล้องจอง : สมองจะทำให้เกิดความลื่นไหลในการประมวลผล
4. การขายด้วยหัวเรื่อง : มันคือการเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น ให้เขียนแบบเฉพาะเจาะจงไปเลย อย่าหว่าน
5. การขายด้วยทวิตเตอร์ : คอนเซปการพิมพ์ไม่เกิน 140 คำ
6. การขายแบบ Pixar : เล่าเรื่อง ด้วยโครง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…. ทุกวัน… วันหนึ่ง… ด้วยเหตุนี้… ด้วยเหตุนี้…. จนกระทั่งในที่สุด….
(23) 3 คำถาม หลังจากใครสักคนได้ฟังคุณเสนอขาย
1. คุณอยากให้พวกเขารู้อะไร
2. คุณอยากให้พวกเขารู้สึกอย่างไร
3. คุณอยากให้พวกเขาทำอะไร
(24) ลำดับ และตัวเลข มีผล
- หากคุณเป็นผู้นำตลาด ให้นำเสนอคนแรก
- หากคุณเป็นผู้ท้าชิง ให้นำเสนอเป็นคนสุดท้าย
- ใส่ตัวเลขละเอียด น่าเชื่อถือกว่าตัวเลขกลมๆ เช่น ถ้าบอกแบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 2 ชั่วโมง คนจะคิดว่า 89 นาทีโดยเฉลี่ย แต่ถ้าบอกว่า ได้สูงสุด 120 นาที คนจะคิดว่าใช้ได้ 106 นาที
(25) การด้นสดและการรับฟัง
- ก่อนอื่นคุณต้องฟังก่อน คุณไม่มีทางรู้เรื่องเขาดีกว่าเขา ถ้าสุดโต่งเลยก็ ให้ตอบช้า 5 วินาที เงียบให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่มีอะไรจะพูดแล้ว
- ให้ตอบว่า Yes And เพื่อหลีกเลี่ยงการวนลูปจนไม่ได้ข้อสรุป
- ทำให้อีกฝ่ายดูดี ( ไม่ได้แปลว่าคุณต้องทำตัวแย่ แค่ต้องทำให้อีกฝ่ายดูดี )
(26) ถามสองคำถามนี้กับตัวเองเสมอ
1. ถ้าลูกค้าซื้อ ชีวิตเขาจะดีขึ้นไหม
2. ขายเสร็จแล้ว โลกจะดีขึ้นไหม
(27) การเลือกคำ
- คนเราจะยอมทำเรื่องที่ไม่อยากทำ เพื่อคนอื่นมากกว่า
- เช่น การขอให้หมอล้างมือบ่อยขึ้นเพื่อ คนไข้
- คนเราไม่อยากถูกมองว่าเป็นคนไม่ดีหรอกนะ
- หรือการให้เขารู้เหตุผลของการตั้งกฎ ช่วยให้เขาทำตามได้ง่ายขึ้น เช่น แถวนี้มีเด็กวิ่งเล่น กรุณาอย่านำสุนัขมาอึแถวนี้

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “หนังสือ เรื่องแต่ง วรรณคดี นิยาย วรรณกรรม การ์ตูน”