สรุปหนังสือ 12 กฎที่ใช้ได้ตลอดชีวิต

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 1045
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

สรุปหนังสือ 12 กฎที่ใช้ได้ตลอดชีวิต

โพสต์ โดย siri » เสาร์ ธ.ค. 12, 2020 10:21 pm

สรุปหนังสือ 12 กฎที่ใช้ได้ตลอดชีวิต

https://www.facebook.com/groups/6667537 ... 337950261/

หนังสือที่บอกถึง สิ่งสิ่งสำคัญในการจะมีชีวิตที่ดีและมีความหมาย ผ่านกฎ 12 ข้อ ที่คุณ จะสามารถ นำมาใช้ได้ทั้งชีวิตเลยครับ
กฎข้อที่ 1: “ยืนให้ตัวตรง อกผายไหล่ผึ่ง”
.
“ด้วยว่าทุกผู้ที่มีอยู่แล้ว จะเพิ่มเติมให้ผู้นั้นจนเหลือเฟือ แต่ผู้ที่แล้งไร้ แม้ซึ่งเขามีอยู่ก็จักพรากไปได้ !"
มีใครรู้จักกฎมัทธิว (มัทธิว 25:29) ที่เป็นคำกล่าวที่รุนแรงมาก และเชื่อว่ามาจากพระคริสต์ข้างต้นบ้างรึเปล่าครับ?
สำหรับผู้อ่านหนังสือมาเยอะๆ คุ้นๆ ไหม คุณเคยผ่านตาประโยคทำนองนี้มาจากที่ใด
ถ้าจำไม่ได้ ผมเฉลยเลยแล้วกันครับ นี่คือ “คีย์เวิร์ด” ของหนังสือ (ที่ตอนนี้คนหากันยิ่งกว่าขมเข็มในมหาสมุทร) ของ “รอนด้า เบิร์น” ชื่อว่า “เดอะ เมจิก” (The Magic) นั่นเอง
ความหมายคร่าวๆ คือ ถ้าคุณเชื่อว่าคุณมีได้ (เป็นได้-ทำได้) ก็จะยิ่งมีมากขึ้น และถ้าคุณเชื่อว่าคุณไม่มี แน่นอนผลลัพธ์ก็ย่อมเป็นไปตามนั้น
ใจความสำคัญของบทนี้ ว่าด้วยท่าทางของร่างกาย ส่งผลต่ออารมณ์ของคุณ เช่น เมื่อคุณทำท่ากระฉับกระเฉง อารมณ์ก็จะดีขึ้น หรือท่าทางห่อเหี่ยว ก็ส่งผลให้อารมณ์คุณเฉื่อยชา
เช่นกัน อารมณ์ ความเครียดของคุณก็ส่งผลแก่ร่างกายทำให้ป่วยไข้ได้
เพราะฉะนั้น สั้นๆ ก็คือ ทำตัวให้กล้าหาญแม้จะรู้สึกหวาดกลัว ผ่อนคลาย แม้ร่างกายจะเจ็บป่วย
จงยืนให้ตัวตรง อกผายไหล่ผึ่งเสมอ แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้น
.
=========================
.
กฎข้อที่ 2: “ดูแลตัวเองให้ดี เหมือนดูแลคนอื่น”
.
กี่ครั้งแล้ว ตอนที่คุณป่วย แล้วพอได้ไปหาหมอ ได้รับยามา เรากลับไม่ค่อยสนใจที่จะกินตรงเวลา แต่พอคนที่เรารักมาก (เช่น พ่อ แม่ ภรรยา ลูก สัตว์เลี้ยง) ป่วยเท่านั้นแหละ เราจะกระตือรือร้น และทำให้แน่ใจว่าพวกเขาได้กินยาที่ครบถ้วน ถูกต้อง เหมาะสม
สาเหตุคือ เรามักให้ความสำคัญกับคนที่เรารักมากกว่าตัวเอง (เสมอ)
ในหนังสือ ผู้เขียนพาเราไปสำรวจว่า ลึกๆ แล้ว มนุษย์เราไม่เคยมองตัวเองว่าดีพอ หรือคู่ควรพอ ที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างดีเยี่ยมจากตนเอง!
.
เพราะมีเราเพียงคนเดียว ที่มองเห็นด้านมืด จุดอ่อน ข้อด้อย ความขลาด ความกลัว ความลับ ที่เราไม่กล้าแม้แต่จะเลือกมองอย่างตรงไปตรงมา
เรามีแนวโน้มจะกล่าวโทษตัวเองได้รุนแรง แต่กลับเลือกที่จะมองข้ามข้อเสียต่างๆ ของคนที่เรารู้สึกดีด้วย...
เหตุผลง่ายๆ... เพราะรักไงล่ะ
ดังนั้น หากลองหันกลับมามองตัวเองใหม่ ปฏิบัติต่อตนเองเหมือนเวลาช่วยเหลือผู้อื่นดีกว่า
ใช่ คุณยังสามารถให้ความช่วยเหลือ ยื่นมือไปอุ้มชูผู้อื่นได้ แต่สิ่งที่ทำนั้น จะต้องดีกับตัวคุณเองด้วยเช่นกัน
จงให้ และรับ ทำดีกับตัวเอง ให้เหมือนกับเวลาที่ทำดีกับคนอื่น
.
===========================
.
กฎข้อที่ 3: "คบหาคนที่อยากให้คุณได้ดี"
.
หลายครั้ง คนเราก็เลือกคบคนที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น
อาจเป็นเพราะ เรามักรู้สึกดี ที่ได้ช่วยเหลือคนที่ (ดู) ด้อยกว่า ในบางโอกาส เราก็ต้องการรู้สึกดีขึ้นบ้าง จากการที่ตัวเองไม่ได้ทำให้ชีวิตเข้ารูปเข้ารอย เช่น การอยู่กับคนที่ดื่มแบบหัวราน้ำ ทำให้การดื่มหนักของเราดูเป็นเรื่อง “ปกติ” ขึ้นมาซะงั้น
ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ช่วยใครเลย เพราะหลายคนก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือจริงๆ
แต่ระวังให้ดี เพราะคนบางคนจะสามารถดึงคุณให้ลงต่ำมาเกลือกกลั้วอยู่ในเหวลึกได้แบบเดียวกันกับเขา
ดังนั้น จงกล้าหาญที่จะปฏิเสธ จงกล้าหาญที่จะใช้ดุลพินิจของคุณเอง
จงคบหากับคนที่ปรารถนาอยากให้คุณได้ดี
.
==========================
.
กฎข้อที่ 4: “เปรียบเทียบตัวคุณ กับคนที่คุณเป็นในอดีต ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นเป็นตอนนี้”
.
ในตัวพวกเราหลายๆ คน มีเสียงที่ช่างวิพากษ์วิจารณ์ เปรียบเทียบ ก่นด่า สงสัย ทั้งมักตั้งคำถาม (เชิงลบ) ในการตัดสินใจของตนเอง รู้สึกพ่ายแพ้ หมดแรง และทำให้รู้สึกด้อยค่า
เป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรได้ดีเพียงใด ก็จะมีคนอื่นๆ ที่ทำได้ดีกว่าคุณอยู่เสมอ และถึงต่อให้คุณประสบความสำเร็จล้นฟ้า มันก็ไม่ง่ายที่จะเป็นเบอร์ 1 ไปตลอดกาล
การตั้งเป้าใหญ่ เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ถ้าไปถึงก็ดีมากเช่นกัน แต่น่าเสียดาย ที่หากคุณกลับมาใส่ใจในเป้าหมายเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทาง เช่น เมื่อสิ้นสุดของวันนี้ ลองถามตัวเองดูสิว่า วันนี้คุณดีขึ้น (แม้จะนิดหน่อย) จากเมื่อวานแล้วรึยัง?
ความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนชีวิต ให้ความหวัง โดยไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดมากเกินไป
เพราะความก้าวหน้าของคุณ ไม่ใช่การเปรียบเทียบในสิ่งที่ผู้อื่นเป็น แต่เป็นตัวคุณเองในอดีตต่างหาก
.
============================
.
กฏข้อที่ 5: “อย่าให้ลูกของคุณทำสิ่งใด ที่จะทำให้คุณไม่ชอบพวกเขา”
.
ปัญหาครอบครัวที่พบเห็นได้ทั่วไป ดูเหมือนไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก หากความเป็นจริง มันส่งผลใหญ่หลวงต่อชีวิตพวกเราทุกคน
โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับลูกๆ
ผู้เขียนเล่าว่า พ่อแม่มีส่วนสำคัญมากในโครงสร้างของสังคม และยังจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกวินัยให้แก่เด็กๆ โดยมีหลักการคร่าวๆ ดังนี้
ข้อ 1 ไม่ตั้งกฎให้มากเกินไปจนเกินจำเป็น
ข้อ 2 ใช้การบังคับให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น
ข้อ 3 พ่อแม่ควรช่วยกันเลี้ยงดูลูก เพราะการเลี้ยงเดี่ยวๆ เหนื่อย และเครียดเกินไป
ข้อ 4 พ่อแม่ต้องกล้ารู้เท่าทันตัวเองว่า เขาเองก็มีโอกาสที่จะเกิดอารมณ์เกลียดชัง โกรธ รุนแรง หรือกระทั่งเคียดแค้นลูกได้
ข้อ 5 พ่อแม่มีหน้าที่เป็นตัวแทนของโลกแห่งความเป็นจริง ความเมตตา ทั้งเพิ่มความเคารพตนเองให้แก่ลูกๆ
ไม่มีของขวัญใด จะยิ่งใหญ่ไปกว่าสิ่งที่พ่อแม่ที่กล้าหาญ และรับผิดชอบ มอบให้แก่ลูกๆ ของเขา
ดังนั้น คุณต้องช่วยตัวเอง และช่วยสังคม ด้วยการสร้างวินัยให้แก่เขา อย่าให้ลูกของคุณทำสิ่งใดที่จะทำให้คุณไม่ชอบพวกเขา
.
============================
.
กฎข้อที่ 6: "ดูแลบ้านของคุณให้เรียบร้อย ก่อนที่จะวิจารณ์โลก"
.
เป็นเรื่องธรรมดาที่ชีวิตย่อมประสบความยากลำบาก หรือต้องใช้ความพยายามบ้างและ หลายๆ ครั้ง สายตาของคุณก็มักเห็นสิ่งที่เรียกว่า "ไม่เป็นธรรม" ในสังคม
แทนที่เล่นบทผู้ผดุงความยุติธรรม พร่ำบ่น วิพากษ์วิจารณ์ สืบค้นเรื่องความผิดของผู้อื่นที่อยู่ภายนอกอย่างเอาเป็นเอาตาย
คุณได้พิจารณาสถานการณ์ของตนเองก่อนรึยังครับ?
เริ่มจากเล็กๆ ก่อน คุณได้ใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ได้รับ ได้ทุ่มเททำงานหนักเพื่ออาชีพ การทำงาน อย่างเต็มที่แล้วรึเปล่า?
หรือคุณกำลังปล่อยให้ความขมขื่น ความเกลียดชังเหนี่ยวรั้ง และดึงให้คุณตกต่ำลงกัน?
แล้วคุณได้ให้เกียรติคู่ชีวิต ลูกๆ เพื่อนๆ หรือครอบครัวของตัวเองเพียงพอรึยัง?
ดูแลคน งาน หรือโลกที่ใกล้ตัวคุณก่อนให้เรียบร้อย ก่อนที่จะวิจารณ์โลกนะครับ
.
===========================
.
กฎข้อที่ 7: "ทำสิ่งที่มีความหมาย ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายทันใจ"
.
สิ่งง่ายๆ คือ สิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ บางคนมุ่งมั่นหาสูตรสำเร็จจากผู้อื่น บางคนก็ผัดวันประกันพรุ่ง ใช้เวลาที่มีค่าด้วยการเสพสิ่งที่ว่างเปล่า และไม่ได้สร้างประโยชน์ในระยะยาว
ในทางกลับกัน สิ่งที่มีความหมาย สิ่งที่ช่วยสร้าง ขยายศักยภาพให้แก่คุณ หลายครั้งก็จำต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก ใช้เวลานาน และบางครั้งก็อาจล้มเหลว
.
ในความเป็นจริง ทุกสิ่งที่คุณทำเพื่อให้เกิดความหมายในชีวิต ไม่มีสิ่งใดที่สูญเปล่า และยิ่งคุณอดทนทำสิ่งที่มีคุณค่า มีความหมายแก่คุณ แก่กัลยาณมิตร
โอกาสต่างๆ จะค่อยๆ ดึงดูดเข้ามาสู่เส้นทางชีวิตของคุณมากขึ้น
เพราะคุณเลือกทำสิ่งที่มีความหมาย ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายทันใจ
.
=========================
.
กฎข้อที่ 8: “พูดความจริง หรืออย่างน้อยก็ไม่โกหก”
.
การหลอกลวงด้วยคำโกหกทำให้ผู้คนบนโลกเจ็บปวดมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอิทธิผลต่อสังคมโดยรวม
การโกหกที่ขนาดใหญ่พอ จะทำให้โลกพินาศได้ และการโกหกขนาดใหญ่ ก็ประกอบมาจากการโกหกที่เล็กกว่า
คำพูด (หรือการเขียน) สิ่งที่ไม่จริง ดูเหมือนไม่มีพิษไม่มีภัย หรือใครๆ ก็ทำกันเป็นเรื่องปกติ ความจริงแล้ว มันร้ายแรงกว่าที่คิด หรือการไม่กล้าพูดความจริงบ้าง โดยปล่อยปละละเลย ก็ไม่โอเคเหมือนกัน
สิ่งที่ทำให้สังคมแตกแยกอย่างรุนแรง ไม่ใช่สิ่งอื่นใดเลยนอกจากคำโกหก จะไม่มีใครเชื่อถือใครได้อีกต่อไป หากเรายังคงเป็นอยู่ในเส้นทางนี้
การพูดความจริง หรืออย่างน้อยก็ไม่โกหก จะช่วยให้สังคมมีความจริง และหันหน้าเข้าหากันได้มากขึ้นนั่นเอง
.
==========================
.
กฏข้อที่ 9: “สงสัยไว้ก่อนว่า คนที่คุณกำลังฟัง อาจรู้บางสิ่งที่คุณไม่รู้”
.
“เวลาที่คุณพูด คุณแค่เอ่ยซ้ำในสิ่งที่รู้อยู่แล้ว แต่เมื่อคุณฟัง คุณจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่”
ว่ากันว่า วลีนี้เป็นประโยคที่องค์ดาไล ลามะ เป็นผู้พูดไว้
การสนทนา (หรือการเผยแพร่ในสื่อโซเชี่ยล) แบบปัจจุบัน เต็มไปด้วยผู้รู้มากมาย
เรามักแข่งขันกันว่าใครจะรู้ก่อน รู้ลึก รู้มากกว่ากัน เราต่อสู้ เย้ยหยัย ทำให้ดูน่าเชื่อถือ ไม่ก็พยายามให้ผู้ฟังเกิดความประทับใจ
สิ่งที่ได้จากรูปแบบการพูดแบบนี้ มีเพียงอัตตาที่ขยายตัวมากขึ้นเท่านั้น
.
ในความเป็นจริง สิ่งที่คุณรู้อยู่แล้วไม่เคยเพียงพอ สิ่งที่จะทำให้เกิดบทสนทนาที่ทรงพลัง ในขณะที่คุณก็ได้ประโยชน์อย่างมาก นั่นคือ จำเป็นต้องเคารพประสบการณ์ของคู่สนทนา
เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรับฟัง ภูมิปัญญาภายในของคุณจะเชื่อมต่อซึ่งกันและกัน และเติบโตขึ้นอย่างมาก
ดังนั้น จงคิดว่าบุคคลที่คุณกำลังรับฟัง อาจรู้บางสิ่งที่คุณไม่รู้
.
============================
.
กฎข้อที่ 10: “พูดอะไรให้ชัดเจน”
.
คุณเคยกล้าสังเกตถึงสิ่งต่างๆ รอบตัว ที่แปรเปลี่ยนไปหรือไม่ เช่น ความสัมพันธ์กับคนรักที่ไม่เหมือนเดิม ร่างกาย สุขภาพของคุณที่เปลี่ยนไป หรือสถานะทางการเงินที่ไม่เหมือนเดิม
สิ่งที่ผู้เขียนแนะนำ คือ คุณต้องกล้าหาญที่จะค้นหาว่า มีอะไรที่ผิดปกติไป ระบุถึงปัญหาให้ชัดเจนที่สุด ค้นจนรู้อย่างกระจ่างชัด เพราะว่าคุณจะได้ใช้องค์ความรู้นี้ต่อไปในอนาคตได้
คุณต้องคิด วิเคราะห์ พูดออกมาตรงๆ เพื่อจะได้เข้าไปจัดการ
การหลบหนีปัญหา หลบซ่อนตัว ไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากจะทำให้ปัญหากลายเป็นอสุรกายที่ขนาดใหญ่ มีพลังมากขึ้น
จงเผชิญหน้ากับความโกลาหลในชีวิต ตั้งเป้าหมายที่จะบุกตะลุยปัญหาที่พบ เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างตรงไปตรงมา
กำหนดปลายทางที่ต้องการ พูดออกไปให้ชัดเจน
.
===========================
.
กฎข้อที่ 11 “อย่าไปยุ่ง เวลาที่เด็กๆ กำลังเล่นสเกตบอร์ด”
.
เด็กมักถูกดึงดูด ให้เข้าไปเล่นในสนามเด็กเล่นที่ดูอันตรายนิดๆ และท้าทายหน่อยๆ
นั่นก็ไม่ต่างจากผู้ใหญ่ พวกเรามักเสี่ยง พวกเราท้าทายตนเอง ผจญภัยเล็กๆ น้อย ขับรถ ลงทุน ทำผิดกฎเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เกิดความมีชีวิตชีวา
การเจ็บตัว ความสำเร็จต่างๆ ก่อให้การเรียนรู้ และ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าทึ่ง และยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ว่า พวกเรามีขีดจำกัดจริงๆ หรือไม่
.
มนุษย์ จำเป็นต้องแข็งแกร่งขึ้นด้วยการผลักดันตนเอง นั่นรวมทั้งทำเรื่องเสี่ยงอันตรายนิดหน่อยบ้าง เป็นธรรมชาติของเราที่ต้องทดสอบความสามารถ เพื่อพัฒนาเป็นความเข้มแข็งของตนเองในอนาคต
ดังนั้น คุณจึงไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเวลาที่เด็กๆ กำลังเล่นสเกตบอร์ด
.
==========================
.
กฎข้อที่ 12: “หยุดเพื่อลูบแมวตามท้องถนนบ้าง”
.
ความผิดพลาด วิกฤตต่างๆ อาจเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ก็ได้ แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องคิดถึงมันตลอดเวลา
ให้จัดสรรเวลาบางช่วงของวันในการคิดใคร่ครวญเพื่อหาทางออก ซึ่งไม่ควรเป็นก่อนนอน เพราะอาจทำให้นอนไม่หลับก็ได้
การหลบหลีกไม่คิดถึงทางแก้ “เลย” ก็ย่อมไม่ใช่วิธีที่ชาญฉลาด การหลอกตัวเองว่าเหตุการณ์ต่างๆ จะดำเนินไปได้ด้วยดี โดยที่ตัวเองนอนภาวนาอยู่เฉยๆ บางครั้งทุกอย่างก็อาจลงเอยด้วยดี และหลายครั้งก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น
.
การขยับตัว คิดหาทางออก (ในเวลาที่คุณกำหนดไว้) ย่อมดีกว่าในระยะยาว เพราะคุณจะได้ทักษะที่จำเป็นในอนาคต
ส่วนเวลาที่ไม่ได้คิดเรื่องปัญหา คุณก็สามารถผ่อนคลายกับชีวิต หัวเราะกับเรื่องราวบ๊องๆ ในชีวิตได้แม้ว่า ตอนนั้นชีวิตคุณเองกำลังเคร่งเครียดอยู่ก็ตาม
หยุดเพื่อลูบแมวตามท้องถนนบ้างก็ได้นะครับ
.
==========================
.
ขอขอบคุณ ความรู้ดีๆจากเพจ book for life

siri
โพสต์: 1045
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: สรุปหนังสือ 12 กฎที่ใช้ได้ตลอดชีวิต

โพสต์ โดย siri » จันทร์ ม.ค. 25, 2021 3:34 pm

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยจอร์แดน บี. ปีเตอร์สัน เป็นอีกเล่มหนึ่งที่ต้องบอกว่าสำหรับผมแล้วอ่านยาก และใช้เวลาอ่านถึง 2 รอบ รอบแรกอ่านภาษาอังกฤษไว้ครึ่งเล่ม แล้วก็ค้างไว้ แต่พอเห็นมีแปลไทยก็คิดว่า เอาใหม่ ซื้อมาอ่านใหม่ตั้งแต่ต้นอีกที

กว่าจะจบนานทีเดียวครับ สำหรับผม ต้องใช้เวลาอ่านเงียบ ๆ คนเดียว แบบมีสมาธิสุด ๆ ถึงจะพอเข้าใจ ดังนั้นเล่มนี้จึงกลายเป็นหนังสือที่วางไว้หัวนอนอย่างเดียวเลยครับ

อ่านเสร็จแล้ว ตอนแรกก็ยังลังเลว่าจะเขียน Review ดีไหม เพราะก็คงเขียนยากอีกเหมือนกัน แต่เอาล่ะ คิดว่าถ้าเขียนแล้วอาจจะเป็นประโยชน์เลยมาเขียน

ก็คงเขียนตามชื่อหนังสือนี่แหละครับ 12 กฏที่ใช้ได้ตลอดชีวิต เริ่มไปทีละข้อเลยละกันครับ

1. ยืนให้ตัวตรง อกผายไหล่ผึ่ง

กฏข้อนี้จะเป็นการแนะนำให้เราทำท่าทางที่แสดงความมั่นใจในตัวเอง เพราะยิ่งเรามั่นใจ คนอื่นก็จะเคารพเรา แต่ในทางกลับกัน ยิ่งเราทำตัวแบบไม่มั่นใจ คนอื่นก็จะทำกับเราเหมือนกับที่เราด้อยกว่า ซึ่งสิ่งนี้เราพบได้ในสัตว์หลากหลายประเภท เช่น Lobster สรุปว่าทำตัวให้มั่นใจเข้าไว้ แล้วเราจะประสบความสำเร็จเอง

2. ดูแลตัวเองให้ดี เหมือนเวลาที่ดูแลคนอื่น

ก่อนที่เราจะไปช่วยเหลือคนอื่นได้ สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือการดูแลตัวเองให้ดีก่อน แต่ส่วนใหญ่แล้ว เราจะทำกลับกัน คือเรามักจะ Care คนอื่นและดูแลคนอื่นมากกว่าจะมาดูแลตัวเอง

3. คบหาคนที่อยากให้คุณได้ดี

หลายครั้งเราชอบไปคบกับคนที่ด้อยกว่า อาจจะเป็นเพราะว่าเราจะได้ช่วยเหลือเขา หรือบางทีปัญหาของเขามันทำให้ปัญหาของเราเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การที่เราไปคบกับคนที่มีปัญหามาก ๆ ก็มักจะดึงเราให้ตกต่ำไปด้วย บางทีเราอาจจะต้องรู้จักปฏิเสธ และเลือกคบกับคนที่อยากให้เราได้ดี

4. เปรียบเทียบตัวคุณกับคนที่คุณเป็นในอดีต ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นเป็นในวันนี้

เรามักจะชอบเป็นนักวิจารณ์ภายใน คือเราชอบวิจารณ์ตัวเราเอง ชอบเปรียบเทียบเรากับคนที่ประสบความสำเร็จอื่น ๆ ซึ่งมักจะทำให้เราไม่มีความสุข คนที่เราควรเปรียบเทียบคือตัวเราในอดีต เพียงแค่ถามตัวเองว่าตัวเราในวันนี้ ดีกว่าตัวเราในเมื่อวานมากแค่ไหนก็พอแล้ว

5. อย่าให้ลูกของคุณทำสิ่งใดที่จะทำให้คุณไม่ชอบพวกเขา

พ่อแม่ควรสอนลูก ๆ ให้วินัยกับลูก ๆ เพื่อให้เขาทราบว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ แต่เราก็ควรใช้การบังคับให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ไม่ใช่ออกกฏมาเยอะแยะเต็มไปหมด และอีกประการคือทั้งพ่อและแม่ควรช่วยกันเลี้ยงลูก

6. ดูแลบ้านของคุณให้เรียบร้อยก่อนที่จะวิจารณ์โลก

ก่อนที่เราจะไปรู้สึกแย่กับสังคมและอยากจะปรับเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้น เราลองมา Focus กับชีวิตเรากันก่อนดีกว่า ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ทำให้บ้านของเราให้เรียบร้อย ก่อนที่เราจะไปคิดเปลี่ยนแปลงสังคมหรือโลก

7. ทำสิ่งที่มีความหมาย (ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายทันใจ)

หลายคนมักจะหาความสุขที่ง่าย ๆ ทันใจ โดยไม่ได้สนใจถึงผลระยะยาว แทนที่เราจะทำเช่นนั้น ให้เราเลือกทำสิ่งที่มีความหมายจะดีกว่า

8. พูดความจริงหรืออย่างน้อยก็ไม่โกหก

การโกหกไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย และถ้าเราเริ่มต้นโกหกกับสิ่งเล็ก ๆ ต่อไปจะนำไปสู่การโกหกใหญ่ ๆ ได้ และการโกหกใหญ่ ๆ นี้เองที่จะทำให้เกิดสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ให้เราพูดความจริงหรืออย่างน้อยก็ไม่โกหกจะดีกว่า

9. สงสัยไว้ก่อนว่าคนที่คุณกำลังฟัง อาจรู้บางสิ่งที่คุณไม่รู้

การคิดนั้นคือการที่เราแสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นนั้นด้วยตัวเราเองพร้อม ๆ กัน การรับฟังตัวเราเองและรับฟังคนอื่นจะเป็นการเพิ่มภูมิปัญญาของตัวเรา ไม่ให้จำกัดอยู่กับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว และเป็นการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง

10. พูดอะไรให้ชัดเจน

เราควรพูดให้ตรงกับความตั้งใจเรา ทำตามในสิ่งที่เราพูด ถ้ามีอะไรผิดพลาดให้พูดออกมาให้ชัด และพยายามแก้ไขสิ่งนั้น การทำแบบนี้จะทำให้เราค้นพบความหมายในชีวิต

11. อย่าไปยุ่งเวลาที่เด็ก ๆ กำลังเล่นสเกตบอร์ด

บางทีเราอาจจะต้องทำอะไรที่มีความเสี่ยงบ้าง เพื่อจะได้เรียนรู้และพัฒนา ถ้าเราไม่ยอมทำอะไรที่เสี่ยงเลย หรือไม่ยอมให้คนที่เราดูแลไปทำอะไรเสี่ยงบ้าง เราก็จะไม่ได้เรียนรู้และพัฒนา

12. หยุดเพื่อลูบแมวที่คุณพบเจอตามถนนบ้าง

ในชีวิตเรา อาจจะต้องมีความลำบากหรือเจออุปสรรคบ้าง แต่อย่าไปจดจ่อกับสิ่งเหล่านั้นตลอดเวลา ในแต่ละวันเราอาจจะมี Moment เล็ก ๆ ที่อาจจะสร้างความสุขกับเราได้เช่นกัน ลองหัวเราะกับสิ่งที่ไร้สาระในชีวิตบ้างก็ได้

เอาล่ะครับ นี่คือกฏ 12 ข้อที่ผมพยายามถอดบทเรียนมาจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ ถ้าได้ไปอ่านจริง ๆ จะพบว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เล่ากฏเหล่านี้แบบตรงไปตรงมา แต่จะมีเรื่องราวหลาย ๆ อย่างที่ยกขึ้นมาเปรียบเทียบ หรืออาจจะเลยไปจนบางครั้งอ่านแล้วอาจจะงง ๆ อยู่บ้างว่าเล่าเรื่องนี้ทำไม แต่สำหรับนักอ่านแบบ Hard Core หน่อย แบบที่ชอบอ่านแล้วตีความเอง อาจจะชอบหนังสือเล่มนี้มาก ๆ ก็ได้ครับ

siri
โพสต์: 1045
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: สรุปหนังสือ 12 กฎที่ใช้ได้ตลอดชีวิต

โพสต์ โดย siri » จันทร์ พ.ค. 03, 2021 1:23 am

ถ้าคุณพัฒนาขึ้นเล็กๆวันละ 1-2 เรื่องได้ติดต่อกันสามปี ชีวิตคุณจะมีเรื่องดีๆ มากขึ้นเป็นพันเรื่องเลย
ความทรงจำ เป็นเครื่องมือ ที่ไม่ใช่เอาไว้ “เพื่อจดจำอดีต” แต่เพื่อหยุดสิ่งบ้าๆ แบบเดียวกันนั้นไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
การยอมรับว่ามีปัญหา คือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา
2021 #18 12 กฎที่ใช้ได้ตลอดชีวิต | 12 Rules for life
รีวิว
- อยากบ่นว่าอ่านยากมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
- แต่เนื้อหาดีมาก คุ้มค่ากับการอ่าน ลึกซึ้งรายละเอียดเยอะ อาจจะแค่เพราะเขายกตัวอย่างพวกศาสนาคริสต์มากไปจนเราไม่อิน แต่ก็ทำให้ได้รู้ว่าคนแถบนั้นเขามีเรื่องเล่าอะไร แต่ก็นะ มันแอบหงุดหงิดที่อยากรู้คำอธิบายเร็วๆ แต่คนเขียนออกทะเลจนเป็นจ้าวแห่งโจรสลัดแล้วก็ยังไม่รู้ 5555
- เป็นเล่มที่ อ่านแค่สารบัญ ก็ว๊าวแล้ว ว๊าวกว่า คือพอสรุปสิ่งที่เราอ่านได้มา ไปคุยกับเพื่อน 5555 ได้ไม่เหมือนกันเฉย ใครอ่านแล้วได้ มากน้อยแตกต่างกัน มาแชร์กันได้นะครับ
- สรุปรอบนี้เกิดจากการ อ่าน > ฟังพี่นิ้วกลม > อ่านอีกรอบ > แล้วทำดราฟแรก > ลบสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง > ดราฟคำใหม่ > เหมือนจะรู้เรื่อง แต่อาจจะไม่ สาระมันเยอะมากจน ยาวไม่เหมือนสรุป เลยสรุปเท่าที่คัดไหวมาให้ทุกคนอ่าน
Basic info
จำนวนหน้า : 429
ราคา : 395 บาท
ผู้เขียน : จอร์แดน ปีเตอร์สัน (ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกตะวันตก จาก ฮาร์วาร์ด และ โทรอนโต )
อ่านเต็มๆที่ http://bit.ly/MosBook2021-018
อ่านด้วยกันบน IG ที่ : https://www.instagram.com/mal2u_book/
สปอย
กฎข้อที่ 1 ยื่นให้ตัวตรง อกผายไหล่ผึ่ง
(1) ท่ายืนกับความมั่นใจ 🧍‍♂‍
- ท่าทางของสิ่งมีชีวิต (เช่น มนุษย์ ล๊อบสเตอร์ ลิง และอีกมากมาย) จะส่งผลโดยตรงกับสมองในการหลังสารเคมี ซึ่งส่งผลต่อทั้งตัวเรา และ คนรอบๆ
- มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ เมื่อประสบความสำเร็จ ก็จะยืดตัว และมั่นใจ แล้วก็จะประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นไปอีก
- ในขณะที่ หากล้มเหลว ก็จะห่อตัว แล้วยิ่งที่ให้ขาดความมั่นใจ คนรอบๆก็ไม่มั่นใจ ก็จะยิ่งล้มเหลว แย่ลงไปอีก
- สารเคมีที่มีผลกับเรื่องนี้คืออัตราส่วนของ เซโรโทนิน และ ออกโทพามีน โดย เซโรโทนิน ยิ่งเยอะยิ่งมั่นใจ ( เยอะไปก็ก้าวร้าว )
(2) ความเครียด ความไม่มั่นใจ และวิธีแก้ 😟
- เวลาที่คนเราเครียด เรามักจะทำตามแรงกระตุ้น โดยไม่คิด
- ในแต่ละวัน มีเรื่องให้เราคิดเยอะแยะมากมาย การมีกิจวัตรประจำวันที่ซ้ำๆ จะทำให้สมองไม่ต้องคิดใหม่ตลอดเวลา จะได้เหลือพลังงานไปทำอย่างอื่น
- การนอน : คุณจะนอนกี่โมงก็ได้ แต่ขอให้ตื่นเวลาเดิม ร่างกายจะได้คุ้นชิน
- อาหารเช้า : อยากให้คุณกินโปรตีนและไขมันเข้าไปด้วย ไม่ใช่แค่คาร์โบไฮเดรท
- การดื่มเหล้า : วงจรอันตราย ที่ถ้าเลิกได้ เลิก
- ความวิตกกังวล : คนที่เริ่มวิตกกังวล อาจะเริ่มด้วยความรู้สึกไร้ค่า เป็นภาระ ซึมเศร้า ซึ่งทำให้เขาแยกตัวออกจากเพื่อนฝูง จากนั้นก็จะยิ่งทำให้เขาอ้างว้าง และรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิม ยิ่งออกจากวงจรนี้ได้เร็วยิ่งดี
- ไม่ว่าคุณจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนล้มเหลวมากแค่ไหน ผมขอให้คุณยืนตัวตรงเพื่อส่งสัญญาณให้กับร่างกายเอาไว้ก่อน ว่าคุณพร้อมจะเดินหน้าต่อ แทนที่จะยอมรับหายนะที่เกิดไปแล้ว
- Lobster หลอกสมองแบบเราไม่ได้ อย่าลืมใช้ข้อได้เปรียบนี้ 😊
กฎข้อที่ 2 ดูแลตัวเองให้ดี เหมือนเวลาที่ดูแลคนอื่น
(3) ทำไมเราเหมือนไม่ค่อยรักตัวเอง ♥
- คนจำนวนมากถึงไม่ยอมกินยาตามที่หมอสั่ง ครบบ้างไม่ครบบ้าง ทั้งๆที่ ถ้าเป็นลูกๆ หรือ สัตว์เลี้ยงของเราป่วย เราก็จะคะยั้นคะยอให้พวกเขากินยาจนครบ แต่ตัวเองไม่
- เหมือนลึกๆแล้ว บางครั้งเราก็รู้สึกว่าเราไม่สมควรได้รับสิ่งที่ดี อาจจะเพราะเรามีความรู้สึกผิดในเรื่องอะไรบางอย่าง เราเลยกีดกัดตัวเองจากสิ่งดีๆ
- ถ้าจะเริ่มดูแลตัวเอง เราต้องเริ่มเคารพตัวเองก่อน ปรับมุมมองเรื่องความชั่ว / สงสัยในคุณค่าของตัวเอง ที่ทำให้เราโทษตัวเองออกไป
(4) ทำไมเราถึงอายเวลาเปลือยกาย 🤦‍♀️
- คนเรารับรู้ถึงความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเองและเราไม่ได้อยากให้ใครเห็น
- การเปลือยกายของมนุษย์ หมายถึงความอ่อนแอ ไร้ซึ่งสิ่งปกป้อง เราต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ที่มีแผ่นหลังเหมือนเกราะหนาๆ และเรากลัวความอ่อนแอของเรา
- เราอาย เมื่อเจอคนที่ดีกว่าเรา ฉลาดกว่าเรา ทำตามเป้าหมาย ที่เราทำไม่ได้
(5) แล้วต้องทำยังไง ถึงจะเลิกทำโทษตัวเอง
- ชื่นชมตัวเองบ้าง
- คุณต้องคิดถึงอนาคต “ชีวิตของฉันน่าจะเป็นเช่นไรถ้าฉันใสใจตัวเองอย่างเหมาะสม”
- คุณต้องรู้ว่า คุณกำลังจะไปที่ไหน จะได้สู้เพื่อตัวเอง จะได้ไม่ไปจบที่ความรู้สึกเหยียดหยามคับแค้น
- คุณต้องประกาศหลักการของคุณให้ชัดเจน
- คุณต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง ให้รางวัลตัวเองบ้าง เพื่อที่คุณจะได้ไว้ใจและกระตุ้นตัวเองได้
- “คนที่รู้ว่ามีชีวิตอยู่ไปทำไม จะทนได้แทบทุกอย่าง”
กฎข้อที่ 3 คบหาคนที่อยากให้คุณได้ดี
(6) ทำไมเรายังคบเพื่อนที่เราไม่คิดจะแนะนำให้คนในครอบครัวเรารู้จัก
- เพื่อนเรามีทั้ง คนที่ชีวิต ดีกว่า พอๆกัน และแย่กว่าเรา , ทำไมเราถึงยังคบเพื่อนชีวิตหรือนิสัยแย่กว่าเราอยู่นะ
- การคบกลุ่มคนที่แย่มากๆ เช่นอาจจติดสารเสพติด ขี้เกียจ มองโลกในแง่ร้าย ล้มเหลวในชีวิตด้านต่างๆ ดูเหมือนจะไม่ได้ให้ประโยชน์ หรือ อาจจะเกิดโทษกับคุณภาพชีวิตเราด้วยซ้ำ
- ลึกๆแล้ว เราอยากรู้สึก “เหนือกว่า” คนอื่น ที่ทำให้เรามองตัวเองแล้วบอกว่า ชีวิตเราก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนี่หว่า เพื่อปลอบใจตัวเอง แทนที่จะพาตัวเองไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น
- และคุณอาจจะไม่ได้ยินดี ที่เห็นคนพวกนั้นประสบความสำเร็จ หรือถึงขั้นกีดกันพวกเขา ด้วยการส่งเสริมนิสัยแย่ๆของพวกเขา ทีนี้ลองคิดในที่คุณเป็นไอ้คนแย่ๆคนนั้น
- จงคบหาแต่คนที่อยากให้คุณได้ดี ไม่ได้ใช้คุณเป็นฐานให้พวกเขาภูมิใจเขาร็สึกละอายใจน้อยลง
- การมีเพื่อนที่คอยขัดคอเรา ตอนที่เราทำนิสัยแย่ๆ คอยเตือนเราบ้าง เป็นสิ่งที่จำเป็น เขายอมทำสิ่งที่เราอาจไม่พอใจเขา แต่มันดีต่อเรา
(7) พาคน ห่วยๆ 1 คนเข้าทีมรวมดาว ? 😀😑😯
- พัง !! ล่มยกทีม แค่คนแย่ๆ โดดงาน อวดดี กวนประสาท ก็เพียงพอที่จะฉุดรั้งทีมให้ตกต่ำได้แล้ว
- ผมไม่ได้บอกว่าไร้ความหวังที่คนเราจะกลับตัวกลับใจ แต่แค่มันไม่ง่ายเท่านั้นเอง
- ยิ่งถ้าเขาได้เงินเดือนเท่าๆ กับคนอื่นๆ คนอื่นก็จะรู้สึกไม่ยุติธรรมที่ตัวเองต้องทุ่มเทมากขนาดนี้ แต่ไอ้งั่งนั่นกลับไม่ทำอะไรเลย
- การเอาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มคนเก่ง อาจจะทำให้เราดูด้อยค่าลง แต่ระยะยาวแล้ว มันคือโอกาสที่เราจะพัฒนาตัวเอง
กฏข้อที่ 4 เปรียบเทียบตัวคุณกับคนที่คุณเป็นในอดีต ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นเป็นในวันนี้
(😎 เทียบกับคนอื่นแล้วท้อ เทียบกับเราเมื่อวานดีกว่า 🤼
- ไม่ว่าคุณจะทำบางอย่างได้เก่งแค่ไหน ในโลกกว้าง ก็ยังมีคนที่ทำให้คุณรู้สึกด้อยลงอยู่ดี
- กรอบสุดขั้วอย่าง สำเร็จ หรือ ล้มเหลว การที่คุณทำอาหารได้อร่อย แต่ไม่ได้อร่อยที่สุดในโลก ไม่ได้แปลว่าคุณล้มเหลวซะหน่อย
- คุณสามารถ เลือกเกม ที่เหมาะกับคุณได้เอง คุณอาจจะไม่ใช่คนที่ทำอาหารอร่อยที่สุดในโลก แต่เป็นคนทำอาหารอร่อยพอประมาณ ที่เลี้ยงแมว แล้วก็พอมีเวลาให้ครอบครัว แล้วใครจะไปสนเรื่องแค่ไม่ได้ทำอาหารอร่อยที่สุดในโลก แต่ไม่มีเวลาให้ครอบครัว แถมเลี้ยงแมวไม่ได้กันหล่ะ
- แล้วคุณจะเริ่มรู้ตัวว่า เกมที่คุณเล่น มันมีรายละเอียดเฉพาะตัวมากจนไม่สามารถเอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่น
- หากคุณคุ้นชินกับความชนะ ชนะมาตลอด นั่นอาจหมายถึง คุณไม่ได้กำลังทำสิ่งใหม่หรือสิ่งที่ยากพอ
(9) ความอิจฉากับราคาที่ต้องจ่าย 💸
- ความอิจฉามีราคาแพง ที่คุณไม่มีวันจ่ายได้
- คุณอาจจะคิดว่าชีวิตคุณจะดีขึ้น ถ้าคุณได้ตำแหน่งงานของเจ้านายคุณ ซึ่งวันนั้นอาจไม่มาถึง แล้วคุณก็จะรู้สึกว่าไม่ได้มีชีวิตดีกับเขาสักที
- เคสแบบนี้ คุณต้องเปลี่ยนสิ่งที่คุณไล่ล่าไขว่คว้า คุณอาจจะลองตั้งเป้าหมายทีละเล็ก แล้วมีความสุขกับการพัฒนาเล็กๆทุกวันแทน
- คุณไม่จำเป็นต้องอิจฉาอีกต่อไป เพราะคุณไม่รู้ว่าคนอื่นดีกว่าจริงๆหรือไม่ ( เขาอาจจะรวย ฉลาด แต่มีปมน่าเศร้าที่ไม่ได้บอกใคร คุณไม่มีทางรู้หรอก ใครเขาจะมาอวดเรื่องแย่ๆกัน เขาก็อวดแต่เรื่องดีๆทั้งนั้น)
- คนเดียวที่คุณควรเปรียบเทียบด้วย คือตัวคุณในอดีต ไม่ใช่คนอื่น
(10) แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าชีวิตดีขึ้น 📏🍖
- ในแต่ละวัน ชีวิตคนเราประกอบไปด้วยการตัดสินใจเล็กๆ สักห้าร้อยเรื่องต่อวัน
- ถ้าเราทำให้ 1-2 เรื่องนี้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน
- ขอให้เป็นแค่เป้าหมายเล็กๆ ที่คุณทำได้เลยเช่น จะนอนเร็วขึ้น 5 นาที หรือ จะออกกำลังกายเพิ่มขึ้น 5 นาที
- จากนั้นอย่าลืมให้รางวัลตัวเองเล็กๆ จะได้มีแรงทำทุกวัน
- อย่าตั้งเป้าใหญ่ เดี๋ยวท้อแล้วจะไม่ทำอะไรเลย
- ถ้าคุณพัฒนาขึ้นเล็กๆวันละ 1-2 เรื่องได้ติดต่อกันสามปี ชีวิตคุณจะมีเรื่องดีๆ มากขึ้นเป็นพันเรื่องเลย
- คุณลองมองหาสิ่งที่ทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นในแต่ละวันสิ เผื่อจะเจอบ้าง
(11) คุณเต็มใจที่จะแก้ไขมันจริงๆไหม
- เราไม่สามารถช่วยให้คนชีวิตดีขึ้น ถ้าเขาไม่ได้อยากชีวิตดีขึ้น นั่นรวมถึงตัวคุณเองด้วย
- ฉันทำอะไรได้บ้าง อะไรบ้างที่ที่ฉันจะทำเพื่อช่วยให้ชีวิตดีขึ้นสักเล็กน้อย
กฎข้อที่ 5 อย่าให้ลูกของคุณทำสิ่งใดที่จะทำให้คุณไม่ชอบพวกเขา
(12) ที่จริงแล้ว มันไม่โอเค
- เด็กๆทำตัว Random มาก เมื่อไม่มีใครควบคุมพวกเขา พวกเขาไม่รู้หรอก ว่ามันดีหรือแย่ พวกเขาแค่ลองทำ ว่าทำได้มากแค่ไหน
- การที่พ่อแม่ ไม่ได้บอกถึงขอบเขต ที่มีเหตุผล ที่ลูกๆ ทำได้ วันหนึ่งก็จะมีคนมาบอกลูกๆของคุณให้เอง ในวิธีที่โหดร้ายกว่า
(13) ให้รางวัล vs ทำโทษ 👊🏆
- การให้รางวัล หรือ ทำโทษ เป็นกลยุทธในการเลี้ยงเด็กๆ ที่ต้องทำในจังหวะที่เหมาะสม
- การขู่ทำโทษเด็กๆ อย่างเดียว จะทำให้เขาเติบโตมาด้วยความไม่มั่นใจ และอาจจะเกลียดคุณ
- การให้รางวัลเด็กอย่างเดียว ทำให้พวกเขาไม่รู้ขอบเขตของสิ่งที่ทำได้ เข้าขั้นหลงตัวเอง แล้วโดนคนอื่นเกลียดได้
- ก่อน 4 ขวบ คือช่วงเวลาตัดสินว่าอนาคตพวกเขาจะเป็นยังไง หากเขาทำตัวแย่ ไม่มีใครยอมเล่นด้วย เข้าสังคมไม่ได้ ถูกกีดกัน ชีวิตพวกเขาก็จะพัง
- การตั้งข้อจำกัดที่เด็กๆทำได้ ช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเขาได้ดีกว่าการ ไม่มีขอบเขตอะไรเลย
- แม้ว่าข้อจำกัดจะทำให้เขาหงุดหงิดในช่วงแรกๆ แต่ข้อจำกัดนี้จะช่วยให้ความมั่งคงปลอดภัยในโลกที่ซับซ้อนนี้
- ทำอย่างไรให้พวกเขาเรียนรู้สิ่งที่มีประโยชน์มากที่สุด โดยแลกกับอะไรน้อยที่สุด
** ใครอ่านถึงตรงนี้ แสดงตัวใน comment หน่อย ให้รู้ว่ายังมีคนอ่านจริงๆ **
(14) การให้รางวัล 🏆
- หากเขาทำสิ่งที่ดี คุณควรจะให้รางวัลพวกเขา
- ไม่น้อยไปจนเขาไม่สนใจ และไม่มากไปจนรางวัลในอนาคตหมดค่า
- อาจจะเป็น การลูบหัวเบาๆ ทุกครั้งที่กินข้าวคำนึง ชมพวกเขาบ้าง ให้พวกเขารู้ว่านี่คือสิ่งที่ทำแล้วได้ดี
- การให้รางวัล ควรให้ แม้ตอนที่พวกเขาทำพฤติกรรมไม่ดี แล้วกลับตัวมาทำดี ห้ามขุ่นเคืองต่อ เดี๋ยวเด็กงง เอ้า ทำดีไม่ได้ดี
- การโอ๋เด็กมากไป หรือไม่เคยผิดหวัง ทำให้พวกเขาอ่อนแอ
(15) การฝึกวินัย และ การลงโทษ 🏃‍♀️
- บางครั้งพวกเขาก็เป็นเด็กไม่ดี โดยเนื้อแท้แล้ว มนุษย์เข้าใจการใช้ความรุนแรง ได้ง่ายกว่าสันติวิธี
- การปล่อยให้เด็กๆ ทำนิสัยแย่ๆ ต่อไปโดยไม่ทำโทษพวกเขา หรือ ไม่ส่งสัญญาณให้พวกเขารู้ว่าสิ่งนี้ไม่ควรทำ วันนึงคุณก็จะไม่ชอบพวกเขา ใส่ใจพวกเขาน้อยลง โกรธพวกเขา และนั่นจะเป็นการทำโทษที่แท้จริง
- เด็กๆ อาจจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวเพื่อทดสอบขอบเขต ของตัวเอง เช่น ฉันควรตีแม่แรงแค่ไหน จนกว่าเธอจะห้าม , กรณีนี้ยิ่งแก้ไขเร็วยิ่งดี
- การทำโทษเด็ก จำเป็นต้องทำ ณ ตอนนั้น เพื่อให้พวกเขาเชื่อมโยงได้ว่า โดนทำโทษเพราะอะไร
- เด็กไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียใจ อย่างเดียว พวกเขาพร้อมไห้เพราะโกรธด้วย
- การทำโทษ ต้องมีระยะเวลาจำกัด เช่น การกักบริเวณ เมื่อพวกเขาทำตัวดีขึ้นแล้ว ต้องหยุดทำโทษพวกเขา ให้เขาเชื่อมโยงได้ว่า การทำตัวดีจะได้รางวัล ไม่งั้นเขาจะงง เอ้า ก็ทำดีแล้วไม่เห็นได้ดี
- การลงโทษด้วยการตี ต้องแรงพอที่เขาจะสนใจ และไม่แรงเกินไปจะเกิดบาดแผลทั้งทางร่างกายและจิตใจ ถ้าเป็นเด็กเล็ก ให้ใช้นิ้วตี แทนมือ
(16) กฎ 📏
- การมีกฎจำนวนมาก ไม่ใช่เรื่องดี และใช้กำลังให้น้อยที่สุดเพื่อบังคับใช้กฎนั้น
- การมีกฎที่ไม่มีเหตุผล จะทำให้กฎดีๆข้ออื่น โดนมองว่าไม่มีเหตุผลไปด้วย
(17) อย่าเลี้ยงลูกด้วยตัวคนเดียว มันเหนื่อย !!
- การเลี้ยงเด็กใช้พลังงานเยอะมาก เป็นเรื่องดีกว่าที่หน้าที่นี้เป็นของทั้งพ่อและแม่
- หากคุณ อดนอน หรือ หิว คุณจะไม่มีความอดทนเพียงพอ และ อาจจะทำอะไรที่ไม่มีเหตุผล
- พ่อแม่เป็นตัวแทนโลกความจริงของเด็กๆ การแสดงให้เห็นเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ทำให้ลูกเข้าใจสังคมจริงๆผิด
อ่านเต็มๆที่ http://bit.ly/MosBook2021-018
อ่านด้วยกันบน IG ที่ : https://www.instagram.com/mal2u_book/

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “หนังสือ เรื่องแต่ง วรรณคดี นิยาย วรรณกรรม การ์ตูน”