รีวิวและสรุปหนังสือ The Power of Output

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 1045
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

รีวิวและสรุปหนังสือ The Power of Output

โพสต์ โดย siri » พฤหัสฯ. ม.ค. 28, 2021 3:30 pm

วันนี้ผมจะมารีวิวและสรุปหนังสือ “ The Power of Output ”

https://m.facebook.com/story.php?story_ ... 2475035654

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณ 'คาบาซาวะ ชิอง' จิตแพทย์และนักเขียนที่มีผู้ติดตามกว่า 1 แสนคน ใน Facebook และ Twitter
.
หนังสือเล่มนี้เป็นอีก 1 เล่ม ที่ฮิตมาก ๆ ในช่วงนี้
หนังสือเล่มนี้ได้บอกไว้ว่า
คนอ่านหนังสือ 1 เล่ม กับ 10 เล่ม
คนที่จะพัฒนาได้มากกว่าไม่ใช่ คนอ่านมากกว่า
แต่คือคนที่สร้าง output มากกว่า
คุณคาบาซาวะมีการ Output แบบที่ทำให้ทึ่งมากมาย
เช่น เขียน E-Magazine ทุกวัน 13 ปี
โพส Facebook ทุกวันเป็นเวลา 8 ปี
อัพคลิปยูทูปทุกวัน 5 ปี และอื่น ๆ อีกมากมาย
เป็นหนึ่งในคนที่สุดยอดเรื่องการทำ Output มาก ๆครับ
.
ซึ่งเนื้อหาภายในเล่มเป็นการบอกเทคนิคมากมายเกี่ยวกับการทำ output
ซึ่งแบ่งออกเป็น การสื่อสาร การเขียน การลงมือทำ
แถมด้วยเทคนิคการฝึกที่มากขึ้น
รวม ๆ กันมากถึง 87 อย่าง
แต่ละอย่างสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง
ซึ่งผมได้สรุปสิ่งที่น่าสนใจไว้เกี่ยวกับบทต่าง ๆ
ขอเชิญรับชมเลยนะครับ
.
ประโยคที่ชอบในเล่มนี้มาก ๆ เลย คือ
‘ Input ‘ ทำให้ ‘ โลกในสมอง ’ เปลี่ยนแปลงไป
แต่การสร้าง ‘ Output ’ ทำให้ ’ โลกความเป็นจริง ’ เปลี่ยนแปลง
.
ซึ่งมันจริงมาก ๆ ครับ
ผมเห็นว่ามีประโยชน์ จึงนำมาแชร์ให้ทุกคนดูครับ
.
ก่อนที่จะได้อ่านเล่มนี้ผมไม่รู้เลยว่าเราสามารถทำการ Output
ได้มากขนาดนี้ ซึ่งสำหรับตัวผมเอง
จะมีการไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันแน่นอนครับ
ยกให้เป็นอีกเล่มที่ดีที่สุดของปีนี้เลยครับ ผมรู้สึกชอบมาก ๆ
นี่ก็เป็นหนึ่งในเทคนิคของเล่มนี้เกี่ยวกับการรีวิวหนังสือครับ

siri
โพสต์: 1045
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รีวิวและสรุปหนังสือ The Power of Output

โพสต์ โดย siri » ศุกร์ ก.พ. 26, 2021 1:57 am

THE POWER OF OUT PUT
ต้องบอกก่อนเลยว่า “OUT PUT” คือหนังสือเล่มแรกที่อ่านจบในชีวิต…. ตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย ไม่ผิดหวังเลยค่ะ ที่ไปตามหาซื้อมาจนได้มาครอบครอง... ยาวหน่อย หากอ่านจบจะรู้ว่าทำไมเราถึงเขียนได้ยาวจัง (โดพามีน^^)
สิ่งที่ค้นพบในหนังสือเล่มนี้ หลายคนมักอ่านหนังสือ หรือเก็บข้อมูลจำนวนมาก และรู้ว่าอะไรดีต่อตัวเอง อะไรควรทำและดีต่อชีวิต แต่….สิ่งที่สำคัญมากไปกว่านั้น คือการลงมือทำมันอย่างจริงจังให้ได้อย่างต่อเนื่อง และนี่เป็นหนังสือที่ทำให้เรา ทำสิ่งต่างๆ ที่อยากจะทำได้ง่ายดายขึ้นค่ะ… สำหรับเรามันทำได้จริง หลังอ่านหนังสือเล่มนี้ไปได้เพียง 20 หน้า เราฝันไว้ว่าอยากอยากเป็นคนถ่ายถอดความรู้ ความสุข สิ่งดี ๆ ให้กับคนบนโลกโซเชียล…. แต่ก็ไม่ได้จริงจังกับมันมากขนาดนั้น เป็นเพียงความฝันเล็กๆ หนังสือเล่มนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้คิดอยากลงมือทำมันแบบจริงจัง ด้วยกฏต่างๆ ดังนี้
1. Output (การลงมือทำ) เท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงโลกในความเป็นจริงได้
2. การอ่านหนังสือ 10 เล่ม แต่ไม่ได้ลงมือทำจริง เพียงแค่รู้เท่านั้น ไม่เท่ากับการอ่านหนังสือเพียง 1 เล่ม และลงมือปฏิบัติจริง พัฒนาตนเองตามหนังสือเล่มนั้นให้ได้บนโลกความเป็นจริง
3. การอ่านหนังสือ หรือการได้รับข้อมูลบางอย่างแล้ว ควรส่งต่อให้ผู้อื่นรู้ด้วย เช่น การเล่าให้เพื่อนฟัง การจดบันทึก การโพสสิ่งดีลงโซเชียล จะทำให้เราจดจำได้ดียิ่งขึ้น และเป็นการแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้คนรอบข้าง เป็นความสุขที่ได้รับมาจริงๆ เราแนะนำหนังสือเรื่องนี้ไปให้เพื่อนๆ แล้ว 3 คน เพื่อนซื้อตามทุกคน 555 แต่….. จะดีไปกว่านั้นถ้าเพื่อนได้อ่านมันจบและลงมือทำได้จริงๆ^^
4. เราลืมบอกไป “การจำด้วยร่างกาย” จะทำให้ลืมยาก การเขียน พูดบันทึกเสียง เปรียบเสมือนการเล่นกีฬา มันเป็นเหมือนความจำกล้ามเนื้อ “จำง่ายลืมยาก”
5. ข้อมูลที่นำมาใช้ 3 ครั้ง ภายในเวลา 2 สัปดาห์ จะกลายเป็นความจำระยะยาว เรื่องนี้เราทำแล้ว เราท่องศัพท์ IELTS จดเขียน บันทึกเสียง ทำวนไป ทวนไป 2 สัปดาห์ คำซ้ำๆ เฮ้ยยย เราจำคำศัพท์เหล่านั้นได้จริงๆ …. เราชอบทดลอง นี่ก็ ผ่านมา 1 เดือนแล้ว เรายังจำมันได้
6. เวลาสอบ เด็กส่วนใหญ่เน้นการอ่านหนังสือให้มาก กลัวพลาดเนื้อหาสำคัญ อ่านให้เยอะไว้ก่อน เข้าห้องสอบค่อยไปวิเคราะห์… แต่ก่อนเราก็คิดแบบนี้แหละค่ะ^^ โดยที่ไม่ค่อยได้ฝึกทำแบบฝึกหัด แต่เชื่อไหมค่ะ การทำแบบฝึกหัดให้มากกว่าอ่านตำราเรียน เป็นสิ่งสำคัญ อัตราส่วนที่ดีที่สุด Input : Output คือ 3 : 7 กุญแจสำคัญของการพัฒนาตัวเอง อย่ามัวแต่อ่านหนังสือ หัดทำแบบฝึกหัดให้เยอะเข้าไว้ค่ะ
7. แก้ไขข้อด้อย พัฒนาข้อดี เริ่มหมดแรงฝอยแล้วววว ต่อๆๆ…
8. รูปแบบการปฏิเสธ คือ “ขอโทษ (ขอบคุณ) + เหตุผล + ปฏิเสธ + ข้อเสนอ” เช่น ขอโทษด้วยจ๊ะช่วงนี้เรากำลังลดน้ำหนักเราไปกินหมูกระทะกับเธอไม่ได้ช่วงนี้ เธอลองชวนคนอื่นดูน้า…. อันนี้เหตุการณ์จริง พึ่งปฏิเสธเพื่อนไปเลยวันก่อน
9. “ขอบคุณ” คือคำพูดที่มีเวทมนตร์ ให้ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจผู้พูดและผู้รับฟัง ลงแท็กซี่ จ่ายเงินเสร็จ บอกขอบคุณค่ะ บางทีก็งงตัวเอง หลังจ่ายเงินซื้อของแม่ค้า พูดขอบคุณค่ะ...น่ารักจ๊ะตาย
10. หากอยากเรียนให้ได้ผลดี ให้จดบันทึกโดยการเขียนด้วยมือ พบว่า Broca’s area เป็นสมองส่วนที่เกี่ยวกับการใช้ภาษา จะทำงานเฉพาะเวลาเขียนเท่านั้น ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยปรินซ์ตันและแคลิฟอร์เนีย พบว่า การจดบันทึกด้วยมือ มีแนวโน้มที่มีผลการเรียนดีกว่า จดจำได้นานกว่า และเกิดไอเดียใหม่ๆ ได้มากกว่า
11. การตั้งเป้าหมาย สำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม เริ่มด้วยระดับความยากเล็กๆก่อน กำหนดระยะเวลาที่จะทำ เขียนว่าจะทำอะไรบ้าง ระบุเลย…. ตั้งต้นจากเป้าหมายใหญ่ แต่อาจท้อ แบ่งเป็นเป้าหมายย่อยๆ ดูมีแนวโน้มสำเร็จกว่า ดูเป้าหมายของเราบ่อยๆ ประกาศให้คนอื่นรู้….. ฉันจะลดน้ำหนักให้ได้ 5 โล ในเวลา 3 เดือนนี้ ระบุสิ่งที่ต้องทำเลย 1) ดื่มน้ำ 1 ลิตรตอนเช้า 2) ต้องออกกำลังกาย วันละ 1 ชม. ทุกเย็น 3) งดมื้อหลัง 6 โมง 4) งดซื้อเค้ก สุดท้าย….. ลงมือทำให้ได้อย่างจริงจัง
12. ทำอย่างต่อเนื่องให้ได้…. (อันนี้แหละยากเนอะ) คิดแค่ว่าจะทำวันนี้ ทำตอนนี้ อย่าไปคิดถึงอนาคตว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่ เดี๋ยวท้อหมดแรง 5555 สนุกไปกับการทำสิ่งต่างๆ “หาความสุขให้เจอระหว่างทำ” แบ่งเป้าใหญ่ ออกเป็นเป้าหมายย่อยๆ บันทึกผลการทำงาน ให้รางวัลตนเองเมื่อทำสำเร็จ …. ตรงนี้แหละสำคัญ การให้รางวัลจะทำให้ “โดพามีน” หลั่ง คือการเติม “เชื้อเพลิง” ให้กับตัวเรา เป็นแรงบันดาลใจให้ “อยากทำต่อเนื่อง” อันนี้ทดลองมาแล้ว เป็นอย่างนั้นจริงๆ เหมือนเสพย์ติด โดพามีน ตื่นเต้นและสนุก อยากทำอีกเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เราท่องศัพท์ หรืออกกำลังกายได้ตามเป้าหมาย เราจะให้รางวัลตนเอง คือ เล่นโทรศัพท์มือถือได้ หากทำสิ่งพวกนี้เสร็จหมดแล้ว เราจะได้รางวัล อืมมมดีจริง…
13. หนังสือเล่มนี้สอนให้ฝึกเขียนสิ่งที่เจอมา การรีวิวหนังสือด้วย เราเลยมาเขียนรีวิวดู ตอนแรกคิดในใจจะทำได้ไหม ไม่รู้จะเขียนอะไร อะๆๆๆ ลองดูสักตั้ง เป็นคนชอบทดลอง ระหว่างเขียนทำไมรู้สึก โดพามีน หลั่งตลอด 555 พิมพ์ไปจะ 2 หน้า A4 แล้ววววว เทคนิค การเริ่มเขียนรีวิวหนังสือ ง่ายมากๆ มี 3 ส่วนค่ะ
1) Before (ก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้ ฉัน……)
2) เรื่องที่ค้นพบ (เมื่อได้อ่านหนังสือนี้แล้ว ฉันค้นพบเกี่ยวกับ…..)
3) ลงมือทำ (หลังจากนี้ฉันจะลงมือทำ…..)
ต้องบอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นจุดเปลี่ยนของเราจริงๆ เราอ่านหนังสือได้จบเป็นเล่มแรก^^ ออกกำลังกายได้ตามเป้า เราเรียนภาษาอังกฤษ ด้วยตนเองได้ …..ต้องมีไว้ครอบครองแล้วแหละค่ะเล่มนี้ สำหรับผู้ที่อยากพัฒนาตนเองแบบจริงจัง เราขอแนะนำค่ะ
Credit: ชิออน คาบาซาวะ

siri
โพสต์: 1045
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รีวิวและสรุปหนังสือ The Power of Output

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ เม.ย. 11, 2021 3:52 pm

The power of Output | ศิลปะแห่งการปล่อยของ
- หากเรา input อะไรเข้าไปในหัว การทำ output ออกมาใช้จริง จะช่วยให้สมองเข้าใจว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ และบันทึกเอาไว้ในควาทรงจำระยะยาว
อ่านเต็มๆที่ : Bit.ly/MosBook2021-005
รีวิว
- “คุณคิดว่า คนที่อ่านหนังสือเดือนละ 3 เล่ม กับ 10 เล่ม ใครจะพัฒนาได้มากกว่ากัน” โอ้โห คำโปรยท้ายเล่มนี้ช่างท้าทาย คนอ่านเดือนละ 5-6 เล่มมาก ว่าจะไปต่อ หรือจะถอยกลับมาดี 55555
- หนังสือเล่มนี้เปิดเรื่องมาด้วยการตอบคำถามข้างบนและบอกกับเราว่า การรับข้อมูลเข้ามา(เช่น อ่าน ฟัง ดู) ให้มากที่สุดไม่น่าใช่คำตอบที่ดีที่สุดของการพัฒนาตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้ว เราก็ต้องเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้มาไปใช่ต่อ ถึงจะเกิดประโยชน์ที่แท้จริง และการรับข้อมูลเข้ามาทีละมากๆ อาจเกิดการตกหล่นไประหว่างทาง หรือสุดท้ายแล้วที่แย่ที่สุด แต่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด คือการที่เราจำอะไรไม่ได้เลย หรือ เอาอะไรจากหนังสือไปใช้ต่อไม่ได้เลย
- ใน 300 กว่าหน้าคุณหมอ จะสรุป กฏ 4 ข้อ และ 80 เทคนิคในการสร้าง Out ในเรื่องต่างๆออกมาสั้นๆ จบในไม่กี่หน้า และมี Infographic ให้อีกด้วยเผื่อกลับมาอ่านเร็วๆ รอบสอง รวมไปถึง 7 action items ที่สามารถเริ่มทำตามได้เลยในช่วงท้ายที่ดีมากๆ
สปอย
- “คนยิ่งเก่งยิ่งให้ความสำคัญกับ Output”
- หากเรา input อะไรเข้าไปในหัว การทำ output ออกมาใช้จริง จะช่วยให้สมองเข้าใจว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ และบันทึกเอาไว้ในควาทรงจำระยะยาว
- การไม่รู้กฏข้อนี้ ทำให้เรา เสีย input ไปเปล่าๆ เอาเข้าเยอะ แต่ก็หล่นหายกลางทาง ไม่ได้เก็บเข้าความทรงจำระยะยาว
มีอยู่5 บท อ่านบท 1 แล้วกระโดดข้ามไปอ่านอย่างอื่นได้ แต่ละบทไม่ได้ต่อเนื่องกัน
1. RULES : กฏพื้นฐานของ Output
2. TALK : วิธีพูดสื่อสารโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์
3. WRITE : วิธีเขียนที่ช่วยดึงศักยภาพออกมาได้มากที่สุด
4. DO : พลังแห่งการลงมือทำของคนที่สร้างผลงานได้ดีเยี่ยม
5. TRAINING : 7 วิธีฝึกเพื่อเพิ่มทักษะในการทำ Output
กฎพื้นฐานของ Output
- อ่าน ฟัง เป็น Input
- พูด เขียน ปฏิบัติ เขียนรีวิว ทำสรุป แสดงความคิดเห็น เป็น output
- หากอ่านหนังสือ 10 เล่ม แต่จำอะไรไม่ได้เลย สู้อ่านสามเล่ม แล้วเข้าใจแค่สามเล่มจะดีกว่า
- การ เขียน หรือ พูด จะช่วยให้เกิด ความทรงจำของกล้ามเนื้อ ที่ยากที่จะลืม แทนที่จะท่องจำเฉยๆ
กฎข้อที่ 1 : นำข้อมูลมาใช้ 3 ครั้ง ใน 2 สัปดาห์
- สมองเรา มีส่วน ฮิปโปแคมปัส สำหรับเก็บข้อมูล input ชั่วคราว 2-4 สัปดาห์ และ กลีบขมับ ที่จะเก็บความทรงจำระยะยาว
- สมองเราถูกสร้างมาให้เก็บข้อมูลที่สำคัญ และ ลืมข้อมูลที่ไม่สำคํญทิ้งไป โดยข้อมูลที่สำคัญมาจาก การถูกใช้บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูด เขียน หรือใช้งาน ( หรือ เหตุการณ์สะเทือนอารมณ์ เช่น พ่อตาย พ่อไม่ได้ตายบ่อยๆ แต่สะเทือนอารมณ์ อันนี้เอามาจากเล่มอื่น )
กฏข้อที่ 2 : จงจับคู่ Input กับ Output
- คือการจะสร้าง Output ก็จำเป็นต้องมี input ด้วย ดั้งนั้นเราจึงจำเป็นต้องเอา input อันนั้นไปทำอะไรบางอย่าง เพื่อไม่ให้มันเสียประโยชน์
กฎข้อที่ 3: อัตราส่วนที่ดีที่สุดของ Input : Output คือ 3:7
- รับเข้ามา 3 ทำออกไป 7 แปลเป็นภาษาเด็กเรียนว่า จงทำแบบฝึกหัดมากกว่าอ่านหนังสือ
กฎข้อที่ 4 : พิจารณาผลของ Output แล้วนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในครั้งถัดไป
- ถ้าขาด Feedback แล้ว ครั้งถัดไปเราก็ไม่รู้ว่าอันไหนดีเก็บไว้ อันไหนก็แย่ทิ้งไป
- ลองให้กว้าง ลองหลายๆอย่าง ก่อนเจาะลึกไปที่อันใดอันหนึ่ง
- ถามว่า ทำไม บ่อยๆ
- ให้คนอื่นแนะนำ
วิธีการสื่อสารโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์
พูด
- การพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานก็ถือเป็น Output ที่ดีอย่างหนึ่ง
- ข้อมูลที่ถูกใช้ 3ครั้ง ใน 2 สัปดาห์จะกลายเป็นความทรงจำระยะยาว
- ใส่ความคิดเห็นตัวเองลงไปด้วย จะทำให้ เรื่อง ของคุณมีคุณค่ามากขึ้น
- เพียงแค่ใส่คำพูดในแง่บวกลงไปก็ทำให้เรามีความสุขแล้ว การทำงาน การดำเนินชีวิต หรือ การใช้ชีวิตคู่ก็จะดีขึ้น
- การพูดว่าร้ายคนอื่นเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตในแง่ลบ เลี่ยงได้เลี่ยง
- การพูดว่าร้ายทำให้ร่างกายหลั่ง คอติซอล หรือ ฮอร์โมมนความเครียด การว่าร้ายคนอื่นจึงไม่ใช่การคลายเครียดแต่เป็นการเพิ่มความเครียด
- ถ้าเราพูดว่า เกลียดหัวหน้า เราก็จะเกลียดหัวหน้ามากขึ้นจริงๆ
- ท่าทีอธิบายได้ดีกว่าคำพูด เราเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น 55% ฟังด้วยหู(น้ำเสียง) 38% และคำพูก 7%
- นอกจากจะคิดว่า พูดอะไรดี แล้วต้องคิดด้วยว่า จะพูดอย่างไร ด้วย
มองตา
- เมื่อมี Eye contact จะทำให้สมองของเราหลั่งโดพามีน ออกมาด้วย จึงเป็นประโยชน์อย่างมากในการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น
- แนะนำว่าให้ มองระหว่างตา ,มองแค่ 1 วินาทีตอนสำคัญ , สื่อ ความรู้สึกไปด้วย , เวลาฟังคนอื่นก็ให้มองตาเขาด้วย
สื่อสาร
- ลำดับการพูดมีผล เช่นเราจะบอกข้อดีและเสีย (ยอดขายดี และ มาสาย)
- ลองเปรียบเทียบลำดับการพูดใน 4 กรณีนี้
- No BUT : “ระยะนี้คุณมาสายบ่อยมาก อุตส่าห์ขายได้ดีแท้ๆ แบบนี้เท่ากับเปล่าประโยชน์” ( คนฟังนี่เข่าทรุด)
- Yes BUT : “พักนี้ยอดขายคุณเพิ่มขึ้น พยายามได้ดีมาก แต่ติดที่คุณมาสายบ่อย ช่วยรักษาเวลาด้วยนะ” ( ยิ้มได้อยู่)
- Yes And : “พักนี้ยอดขายคุณเพิ่มขึ้น พยายามได้ดีมาก ถ้าคุณรักษาเวลาเข้างานด้วยก็ยิ่งดีมาก” ( ยิ้มแห้ง )
- Yes How : “พักนี้ยอดขายคุณเพิ่มขึ้น พยายามได้ดีมาก เรามาช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะทำยังไงให้ดีขึ้นไปอีก” ( ยิ้มกว้าง) เทคนิคนี้จะไม่ตำหนิเลย แต่จะให้เขาคิดได้เอง
ทักทาย
- การทักทายเป็นพื้นฐานของการมีปฎิสัมพันธ์ การพูดทักทายด้วยรอยยิ้มร่าเริงและมีอายคอนแท็กต์ จะช่วยให้ความสัมพันธ์ของคนดีขึ้น
พูดคุยกับคนอื่น
- ความสนิทไม่ได้อยู่ที่เนื้อหา แต่อยู่ที่จำนวนครั้ง
- ยิ่งพบปะพูดคุยบ่อย ความรู้สึกชอบก็จะเพิ่มสูงขึ้น (เน้นพูดบ่อยๆ แทนพูดมาก)
- ถ้าคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรก็แค่เอ่ยทักเขาก็พอ ไม่ต้องถึงขั้นพูดอะไรฉลาดๆ หรือพูดให้เขายิ้ม
การตั้งคำถาม
- การตั้งคำถามก่อนเริ่มต้น จะช่วยกำหนดทิศทางการเรียนรู้
- เรามีสิ่งที่เรียกว่า สมาธิเลือกสรร ที่จะโฟกัสกับสิ่งที่เราอยากค้นหา ถ้าไม่ได้มองหา ต่อให้เห็นตรงหน้า เราก็ไม่สนใจ
- การถามคำถาม ตอนคนบอกว่า “มีใครมีคำถามไหม” จะช่วยกระชับสัมพันธ์ได้ดี ด้วยการ
- ตั้งคำถามที่อีกฝ่ายอยากตอบ หรือ ทำให้คนฟังสิ่งที่อยากรู้แต่ไม่อยากถาม หรือ ถามเพื่อเปิดประเด็นให้ไม่เงียบ
ขอร้อง
- จงทำตัวให้คนคิดว่า “ถ้าเขาขอร้อง ยังไงก็ต้องทำให้” ด้วยการให้ไปก่อนโดยที่ไม่ต้องหวังอะไรตอบแทน ( ปกติเราจะมีสิ่งที่เราทำให้ได้โดยไม่เดือดร้อน แต่อีกฝ่ายได้ประโยชน์มากๆ )
ปฏิเสธ
- ปฏิเสธ อย่างชัดเจน จะช่วยให้เรามีเวลาทำในสิ่งที่อยากทำมากขึ้น
- ตัดสินใจโดยดูจาก ลำดับความสำคัญ ถ้ามันไม่เกี่ยวกับเป้าหมายเราก็ปฏิเสธไปได้เลย เช่น จะไม่รับงานที่ไม่เกี่ยวกับการศึกษา แม้ว่าจะเงินดีก็ตาม
- อย่าตัดสินใจแบบ Case by case เพราะเดี๋ยวจะโดนบอกว่า “ทีคุณ A คุณยังทำให้เลย ทำไมผมถึงไม่ได้”
- ให้ปฏิเสธด้วยรูปแบบ “ขอโทษ(ขอบคุณ) + เหตุผล +ปฏิเสธ + ข้อเสนอ” เช่น ขอบโทษด้วยนะครับ ขอบคุณที่เสนองานนี้ให้ผมนะครับ แต่วันนี้ผมต้องรับส่งลูกไปโรงเรียนพิเศษ(เหตุผล) เลยอยู่ให้ไม่ได้ พรุ่งนี้เช้าผมจะรีบทำให้เสร็จเลยดีไหมครับ (ข้อเสนอ)
นำเสนอ
- ความตื่นเต้น หรือ ความเครียด ระดับหนึ่งจะช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้น ความตื่นเต้นไม่ใช่ศตรู แต่เป็นเพื่อนต่างหาก
ถกเถียง
- สิ่งสำคัญคือ ต้องเตรียมตัวให้พร้อมและมีความกล้าเล็กน้อย
- อย่าเอาอารมณ์มาปะปน
- การเตรียมคำถามล่วงหน้า แค่ 10 ข้อก็ครอบคลุม 70% ของเนื้อหาแล้ว คำถาม 100 ข้อ จะครอบคลุม 99%
- การแสดงความคิดเห็นเป็นคนแรกจะส่งผลกระทบอย่างมาก และมักได้บทสรุปตาม ความคิดเห็นแรก
ปรึกษา
- แม้จะเจอความเครียดเท่ากัน แต่คนที่รู้สึกว่าเราควบคุมความเครียดได้ ผลกระทบจากความเครียดนั้นก็จะลดน้อยลง
- แค่เราเล่าเหตุการณ์ตามลำดับ สมองจะทำการเรียบเรียงทำให้เรามองเห็นทางออกหรือแนวทางแก้ปัญหานั้นได้ด้วยตัวเอง
ชมเชย / ดุ
- การชม เป็นทั้ง Output และ Feedback ที่บอกให้รู้ว่าอะไรดี ควรทำต่อไป
- การดุ เป็นการบอก Feedback ว่าอะไรไม่ควรทำต่อ และคน 87.7% บอกว่าจำเป็นต่อการพัฒนา ซึ่งการดุนั้นจำเป็นต้องทำบนความเชื่อใจซึ่งกันและกัน หากหัวหน้าที่เราเกลียดมาดุเรา เราก็จะไม่ฟังอะไรทั้งนั้น
- การอยู่เฉยๆ เท่ากับหลงทาง
ขอโทษ
- คนที่ขอโทษได้อย่างตรงไปตรงมา จะได้รับการประเมินอย่างสูง ตราบใดที่เราไม่มีความคิดแบบ เราไม่ผิด จนทำให้วงจร Feedback ไม่หมุนอ่ะนะ
ขอบคุณ
- เวลาที่เราขอบคุณ สมองจะหลั่งสารเคมีซึ่งดีต่อสมองและร่างกายออกมาสี่อย่าง คือ โดพามีน ที่ทำให้เรามีความสุข , เซโรโทนิน ที่ทำให้เราผ่อนคลาย , ออกซิโทซิน ที่ทำให้เราเกิดความเชื่อใจ และ เอนดอร์ฟิน ทำให้เรามีความสุขและมีสมาธิมากขึ้น
วิธีเขียนที่ช่วยดึงศักยภาพออกมาได้มากที่สุด
เขียน
- ยิ่งเขียนสมองยิ่งทำงาน
- เขียนด้วยมือ ส่งผลดีกว่าการพิมพ์มาก ทำให้จำได้นานกว่า และเกิดไอเดียใหม่ๆ มากกว่า
- หนังสือที่มีการจดแทรกลงไปเยอะๆ คือเส้นทางแห่งการเรียนรู้
- หากต้องการจำอะไร ให้เขียนมันออกมาตอนที่เหตุการณ์เพิ่งเกิดใหม่ๆ
- การวาดรูป ช่วยเพิ่มความสามารถในการจำได้อย่างไม่น่าเชื่อ
- สมองคนเรา จดจำข้อมูลต่างๆ ได้แค่ 3 เรื่องเท่านั้น เขียนมันออกมาก จะได้ไม่ต้องคอยจำทุกอย่าง เหลือพื้นที่ไปจำสิ่งใหม่ๆ
- เขียนบทความให้เก่ง การเขียนเป็นวิธีง่ายพอที่จะให้คนอื่นมาวิจารณ์และให้ Feedback แก่เรา
- การเขียน 2 ชั่วโมง ไม่ได้แปลว่าดีกว่า 1 ชั่วโมง สองเท่า ฉะนั้น อย่าเสียเวลามากนัก
- การร่างเนื้อหาก่อนเขียน จะช่วยให้เขียนดีขึ้นมาก
การเขียน To do list
- การเขียน to do list ทำให้เรามองเห็นภาพรวมของทั้งวัน ไม่เสียสมาธิ ลดการลืมทำไปได้เยอะ ซึ่งจะช่วยให้เราไม่ต้องใช้ working memory ในการจำไปตลอด
- กฏ 3 ข้อง่ายๆ ในการใช้คือ เขียนใส่กระดาษ , วางบนโต๊ะเสมอจะได้เห็น , ขีดฆ่าเมื่อทำเสร็จ
หาไอเดีย
- 4B: Bathroom, Bus, Bed, Bar เป็นแหล่งที่ไอเดียมักจะเกิดขึ้น ขณะที่เราเหม่อลอย
- ซึ่งการเหม่อลอย คือการเปิดโหมด Default mode network ซึ่งเป็นช่วยที่สมองอยู๋ในช่วยสแตนบาย ไม่ได้รับข้อมูลใหม่เข้ามา แต่รีวิว ข้อมูลเก่าที่เข้ามาแล้ว
- 4 ขั้นตอนการสร้างไอเดีย : Input , เหม่อลอย , เกิดไอเดีย, ตรวจสอบไอเดีย
- ซึ่งแนะนำว่าให้เขียนใส่การ์ด ( Post-it ) เขียนออกมาเยอะๆ เป็นร้อยยิ่งดี แล้วค่อยจัดกลุ่ม แล้วเลือกอีกที
ตั้งเป้าหมาย
- ตั้งเป้าหมายที่ทำสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม
- เป้าหมายที่สูงเกินไป จะไม่ทำให้โดปามันหลั่ง ซึ่งโดปามีนเป็นแหล่งกำเนิดแรงบันดาลใจ เป็นสารเคมทีทำจำเป็นต่อการทำเป้าหมายให้สำเร็จ
- กำหนดระยะเวลาด้วย เช่น จะลดน้ำหนัก 2 โลใน 3 เดือน ไม่ใช่พูดสองโล ลอยๆ หรือ ใน 10 ปี
- ควรทำเป็น To do list ว่าจะบรรลุเป้าหมายอย่างไร
- ควรแบ่งเปาหมายออกเป็นย่อยๆ เช่น 350 กรัม ใน สองสัปดาห์
- มองย้อนดูเป้าหมายทุกวันว่าเราถึงจุดไหนแล้ว
- การบอกสาธารณะเหมือนเป็น Commitment
- ทำ Feedback เป็นประจำ
พลังแห่งการลงมือทำของคนที่สร้างผลงานได้ยอดเยี่ยม
ลงมือทำ
- การรู้ว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ไม่ได้ช่วยอะไร ถ้าเราไม่ลงมือทำจริง
- ในการลงมือทำ หากไม่ทำต่อเนื่องก็ยากที่จะเห็นผล ซึ่งในการทำให้เราทำได้อย่างต่อเนื่องนั้น
- “ให้คิดว่า จะทำวันนี้” แทนที่จะบอกว่าออกำลังกายพรุ่งนี้ 1 ชั่วโมง ให้เราเลือก ทำวันนี้แค่ 5 นาทีพอ ซึ่งสุดท้ายแล้วเรามักจะลงเอย ออกำลังกายมากกว่า 5 นาที
- “สนุกไปกับมัน” หากเราสนุกกับสิ่งที่ทำนั้น เราจะทำอย่างต่อเนื่องได้เองโดยไม่ต้องพยายามมาก
- “แบ่งเป็นเป้าหมายย่อย” อย่าบอกว่าปีนี้จะลดน้ำหนัก10กิโล ให้บอกว่าจะลดเดือนนี้ 1 กิโลแทน
- “บันทุกผลการทำงาน” เพียงแค่บันทึกผลการทำงานลงไปก็ช้วยให้โดพามันหลั่งออกมาได้ง่ายขึ้น
- “ให้รางวัลตัวเองเมื่อทำสำเร็จ”
สอน
- วิธีการสร้าง Output ที่ดีที่สุด และส่งผลต่อการพัฒนาตนเองมากที่สุดคือการ สอน
- การสอนทำให้เราเห็นได้ชัดว่า ตัวเองเข้าใจดีแค่ไหน ยังบกพร่องตรงไหน ซึ่งเป็นทั้ง Output Feedback และ input ในตัวเดียวเลย
- ลองหาโอกาสในการสอน ไม่ว่าจะเป็น สอนเพื่อนกันเอง รับหน้าที่บรรยาย จัดการเรียนการสอน หรืออื่นๆ
จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
- มนุษย์เรา Multitask ไม่ได้ เราแค่สลับไปมาอย่างรวดเร็ว แต่ไร้ประสิทธิภาพ
ท้าทายตัวเอง
- ให้เรากำหนด เป้าหมายเล็กๆ ในระดับที่ ถ้าพยายามก็จะทำได้ เพราะถ้าตั้งสูงไปก็จะล้มเลิกเสียก่อน
- อย่าคิดว่าการทำเรื่องยาก ถ้าทำซ้ำๆจะทำได้ ให้เราค่อยๆ ไต่ระดับความยากขึ้นไปจะดีกว่า
เริ่มลงมือ
- ตัวเลข 5 นาทีมีอยู่จริง ในสมองเรามี Nucleus accumbens จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปที่ฮิปโปแคมปัสและสมองส่วนห้า ทำให้เกิดความรู้สึกตั้งอกตั้งใจ
- แต่เซลล์นี้จะไม่ทำงานหากไม่ได้แรงกระตุ้นที่มากมอ ซึ่ง 5 นาทีคือเวลาที่มากพอ
- หากลองไม่ลองทำก็จะไม่ได้รับ Feedback แล้วก็จะไม่ได้พัฒนาขึ้น เราอาจจะล้มเหลว แต่นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา
สนุกกับมัน
- เราค้นพบว่า คำศัพท์ในแง่บวกหรือลบ มีผลต่อความทรงจำ
- การทำสิ่งที่ไม่ชอบ จะทำให้ฮอร์โมนความเครียด ถูกหลั่งออกมา
ตัดสินใจ
- ในงานแบบ Professional เช่น หมากรุก
- การตัดสินใจ 5 วินาที กับ 30 นาที ได้ผลลัพธ์ตรงกันถึง 86%
- ถ้าเวลาไม่เยอะ ให้เลือกอันที่คิดได้ก่อน ( ย้ำว่า งานที่เราเชี่ยวชาญแล้วนะ )
แสดงความรู้สึกด้วยคำพูด
- การพูดออกมาว่าเจ็บ จะทำให้เจ็บจริงๆน้อยลง
- การบอกว่าอึดอัด หรือเหนื่อย ก็จะส่งผลเช่นเดียวกัน
ทำให้จบ
- การอะไรสักอย่าง ไม่ควรหวังว่ามันจะสมบูรณ์ 100% ตั้งแต่ครั้งแรก
- แนะนำให้ ทำให้จบออกมาด้วยคุณภาพ 30% ก่อน แล้วแก้ไขมันซ้ำๆ ด้วยเวลาเท่ากัน จะได้ประสิทธิภาพดีกว่า ทำรวดเดียว
เอ่ยถึง วิศัยทัศน์ แทน เป้าหมาย
- แทนที่จะบอกว่า จะทำยอดฟอล 1 ล้านคน ให้บอกว่า อยากให้ความรู้ด้านจิตเวชและจิตวิทยาในรูปแบบที่เข้าใจง่ายเพื่อลดจำนวนและป้องกันการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหรือการฆ่าตัวตาย
ยิ้ม
- เมื่อเรายิ้ม ความตื่นตระหนดจะคลายลงและรู้สึกมีความสุขขึ้นภายใน 10 วินาที พูดง่ายๆว่าการยิ้มส่งผลได้ในทันที
ร้องไห้
- น้ำตาช่วยคลายเครียดได้
- เวลาที่เราอดทนที่จะไม่ร้องไห้ ระบบประสาทซิมพาเทติก จะทำงานเหนือกว่า ทำให้อยู่ในสภาวะตึงเครียด ทันทีที่ร้องไห้ ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก จะขึ้นมาทำงานแทน ทำให้เข้าสู่โหมด Relax
คุมอารมณ์โกรธ
- ถ้าทนได้ 30 วินาที จุดสู.สุดของความโกรธจะผ่านไปเอง
- สูดหายใจเข้าลึกๆ
นอน
- ต่อให้คุณทำตามคำแนะนำของหนังสือเล่มนี้ทั้งหมด แต้ถ้านอนไม่พอก็จะไม่เห็นผลที่โดดเด่น ( 6 ชั่วโมงขึ้นไป )
ออกกำลังกาย
- สมองเราจะสร้างเซลล์ประสาทใหม่ขึ้นทุกวัน
- สิ่งจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ประสาทใหม่นี้คือ BDNF ( โปรตีนซึ่งเป็นอาหารของเซลล์ประสาทสมอง) และ BDNF จะถูกหลั่งและเพิ่มจำนวนขึ้นได้จากการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ
บริหารเวลา
- มีสมาธิ 15 นาที ย่อมทำให้เรียนหรือทำงานได้ดีกว่า 60 นาทีแบบขอไปที
7 วิธีฝึกเพื่อเพิ่มทักษะในการทำ Output
1. เขียนบันทึกประจำวัน
- เป็นวิธีฝึกทำที่ง่ายที่สุด
- วิธีเขียนโดยละเอียด
1. เขียนเรื่องในแง่บวก เริ่มจาก 3 บรรทัดสั้นๆ หัวข้อ ข้อความสั้นๆ  ข้อความยาวๆ
2. ไม่เน้นคุณภาพหรือปริมาณ แต่ต้องเขียนทุกวัน
3. จำกัดเวลา 5-10 นาที
4. เปลี่ยนเรื่องแง่ลบให้เป็นแง่บวก
5. เปลี่ยนจากบันทึกส่วนตัว เป็น สาธารณะ จะทำให้เรามีความรู้สึกว่า เขียน ชุ่ยๆ ไม่ได้
2. จดบันทึกเกี่ยวกับสุขภาพ
- จดน้ำหนัด ความรู้สึก ชั่วโมงนอน
- วันไหนน้ำหนักขึ้น ก็จะได้คิดว่า วันนี้ต้องระวังเรื่องอาหารการกิน ถ้าน้ำหนักลงก็จะได้มีกำลังใจที่อุตส่าห์ฟิตไป มีผล
- ให้ความรู้สึก +5 ถึง -5 และถ้าเฉยๆก็ 0 แรกๆอาจจะงงๆว่า วันนี้ควรตีเป็นเลขเท่าไหร่ดี แต่พอทำไปสักพักเราจะรู้ตัวเลขของเราเอง และถ้าจะให้ดี เติมไปว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เราร็สึกแบบนั้น
- ชั่วโมงนอน หากเราดูเรื่องความรู้สึกกับชั่วโมงนอนคู่กัน จะพบว่า วันไหนนอนน้อยก็จะอารมณ์ไม่ดีตาม
3. เขียนรีวิวหนังสือ
- การเขียนรีวิวหนังสือ เป็นหนึ่งในกระบวนการที่ช่วยให้เราจำหนังสือได้และนำไปสู่การพัฒนาตนเอง
- Structure ในการเขียนรีวิวที่แนะนำคือ
Before + เรื่องที่ค้นพบ + To do หรือ Before After
- เล่าว่า ก่อนอ่านเราเจอปัญหาอะไร อ่านแล้วเราค้บพบอะไร แล้วจะเอาสิ่งที่พบไปใช้ทำอะไรได้ยังไง
- เวลาเริ่มเขียน ก็ เขียนแค่ สามบรรทัดก่อน เอามาแค่หัวข้อกว้างๆ แล้วค่อยเติม
4. เผยแพร่ข้อมูล
- ข้อดีมากกกว่าข้อเสียเยอะ ในการเผยแพร่ออกไป
1. เห็นผลในเรื่อง Feedback ชัดเจน
2. มีพัฒนาการในการเขียนบทความและการสร้าง output
3. รู้สึกตื่นเต้น
4. ได้รับข้อมูลมากขึ้นและมีผู้คนเข้าหา
5. เขียนลง Social media
- ก่อนเขียนก็จัดการเรื่อง Privacy ก่อนว่าอยากให้คนอื่นรู้อะไรเกี่ยวกับเราแค่ไหน
- โพสข้อความในรูปแบบที่ ไม่ว่าใครอ่านก็จะไม่ทำให้เราขายหน้า
- จำเป็นต้องเปิดเผยชื่อจริงและใบหน้า เพื่อให้เชื่อมกับชีวิตทั่วไปด้วย ไม่งั้นเราจะรู้สึกว่า ทำไปก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้นในชีวิตจริง
- สนุกกับการมี Interactive ได้คุยกับคนอื่นๆ
- โพสทุกวัน
6. เขียน Blog
- สร้างโดเมนชื่อตัวเอง
- อัปเดตทุกวัน
- กฏ 100-300-1,000 อย่าคิดว่าโพสแล้วจะดังเลย ปกติจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทุก 100 300 และ 1,000 โพส หรือ ประมาณ สามปี
7. เขียนเกี่ยวกับงานอดิเรก
- เขียนในเรื่องที่เราถนัด ไม่ต้องถึงขั้นเป็นเรื่องที่เราเป็นผู้เชี่ยวชาญ เอาแค่เรารู้ดีกว่าใครในชั้นเรียนก็พอแล้ว
- ยิ่งเป็นบทความแบบคลั่งไคล้ยิ่งได้รับการตอบรับมาก หากเขียนกว้างๆ จะได้รับผลตอบรับน้อยกว่า
- เขียนความรู้สึก ความคิดเห็น สิ่งที่ค้นพบ
- ขับเคลื่อน อารมณ์และการกระทำของผู้อ่าน

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “หนังสือ เรื่องแต่ง วรรณคดี นิยาย วรรณกรรม การ์ตูน”