เกมเทวดา

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 1401
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

เกมเทวดา

โพสต์ โดย siri » อังคาร ก.ย. 28, 2021 10:03 pm

ตุ๊กตาดารุมะ (起き上がりだるま)จากภาพยนต์ As The Gods Will

ดารุมะซังจะ ดารุมะซังจะ จะล้มแล้วนะ!
ใครดูภาพยนต์เรื่อง "เกมเทวดา" จากการ์ตูนมังงะชื่อดังจากญี่ปุ่นถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์สยอง โหด มากดลือดสาดทุกตอน โดยเป็นเรื่องของ "ชุน ทาคาฮาตะ" เป็นนักเรียนหนุ่มมัธยมปลายที่เบื่อกับชีวิตของตนเอง จนร้องขอกับพระเจ้าไปเล่นๆว่าอยากให้โลกนี้ไม่น่าเบื่อ แล้วเรื่องราวแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกและเกิดขึ้นกับโรงเรียนมัธยมเท่านั้น และในเช้าวันนั้นเองห้องเรียนที่ครูกำลังสอนแต่แล้วหัวคุณครูก็ระเบิดออกมา ! แล้วก็มีตุ๊กตาล้มลุกดารุมะคอยมาระเบิดหัวนักเรียนทีละคนๆ จนสุดท้ายซุนก็สามารถปิดปุ่มที่ทำให้เกมจบลงได้ แต่นั่นมันเพียงแค่เกมแรกเท่านั้น ทำให้เขาได้พบกับนักเรียนที่มีชีวิตรอดจากเกมเดียวกัน เด็กทุกคนในโรงเรียนจะถูกบังคับให้เล่นเกมที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย ถ้าเล่นเกมตามกฎกติกาแล้วชนะจะรอดชีวิต ส่วนใครและไม่ผ่านจะต้องตายอย่างทารุณ ทุกคนที่เป็นผู้ใหญ่รวมถึงรัฐบาลสำนักข่าวผู้เชี่ยวชาญต่างก็หาทางแก้ไขสถานการณ์นี้ ระหว่างที่เหตุการณ์ดำเนินไปก็จะมีกล่องสีขาวขนาดใหญ่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ผู้ที่ผ่านด่านในแต่ละเกมส์นั้นผู้คนขนานนามว่า "บุตรแห่งพระเจ้า" ในหนังเป็นการนำเสนอ การละเล่นของเด็กในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่แต่ละเกมจะมีผลแพ้ชนะ แต่หนังทำให้เห็นว่าใครชนะจะรอดชีวิตใครแพ้จะต้องตายอย่างทารุณ
.
เกมแรกสุดที่เด็กมัธยมทุกคนต้องเล่นคือเกมส์ขยับแล้วตาย ระหว่าง"ดารุมะ" หันหลังเพื่อพูดคำประกอบการเล่น คนที่เล่นจะขยับได้ แต่พอดารุมะหันมาืทุกคนต้องหยุดนิ่ง หากหันมาเห็นใครขยับจะต้องตาย หากใครขยับขณะดารุมะหันหลังจนสามารถไปกดปุ่มด้านหลังดารุมะได้ จะเป็นผู้ชนะจะไม่ตาย เกมนี้มีการจำกัดเวลา หากไม่สามารถทำตามกติกาได้หรือกดหยุดได้จะต้องตายทั้งหมด เกมนี้เป็นคติชนที่ใช้ถ้อยคำประกอบ เป็นการฝึกความอดทน ฝึกไหวพริบสติปัญญาและการแก้ไขสถานการณ์
.
เกม"มาเนกิเนโกะ" หรือแมวกวัก เรียกโชคลาภในวัฒนธรรมญี่ปุ่น แมวตัวใหญ่เข้ามาในอาคารสนามบาสฯ ผู้เล่นหลายคนจะต้องใส่ชุดหนู หากใครใส่แล้วจะได้ยินเสียงพูดของแมวกวัก แต่ข้อเสียคือแมวกวักจะเลือกกินคนที่ใส่ชุดหนูก่อน วิธีการเอาชนะคือจะต้องเอากระพรวนใสห่วงคอแมวให้ได้ เกมนี้แมวกวักก็ฆ่าคนโหดมาก ใช้กรงเล็บข่วนจนตัวขาดบ้าง เกมนี้มีการกำจัดเวลา หากไม่สามารถผ่านด่านได้ในเวลาที่กำหนด ทุกคนจะต้องตาย เกมนี้เกี่ยวข้องกับการฝึกการวางแผน การทำงานเป็นระบบทีม ฝึกความคิดสร้างสรรค์
.
เกม"โคเคชิ" ตุ๊กตาไม้สี่ตัวจะล้อมวงแล้วร้องเพลงเวียนไปเรื่อย เมื่อเพลงจบตัวหมากอยู่หลังใคร คนถูกปิดตาจะต้องทายชื่อคนที่อยู่ด้านหลัง หากทายผิดจะต้องตาย วิธีการตายก็สารพัดจะพิสดารเช่นเอาหัวโขกพื้นจนตาย หรือจับแหกขาแยกร้างจนตาย แต่ถ้าทายถูกตัวตุ๊กตาไม้จะระเบิด กลายเป็นกุญแจไขสู่ห้องต่อไป เกมนี้เป็นคติชนเกี่ยวข้องกับการละเล่นประเภทใช้ถ้อยคำรวมถึงเพลงประกอบการละเล่น ผู้เล่นจะได้ฝึกการสังเกต การเดาอย่างมีเหตุผล
.
เกมต่อมามีการกำหนดใช้คน 7 คนเสียบลูกกุญแจ 7 ดอกเข้าไปในช่องเสียบ 7 ช่องพร้อมกัน ต้องเป็นไปตามเวลาที่กำหนดด้วย ติดอยู่ที่จะหาคนมาให้ครบ 7 คนได้อย่างไร หรือหากุญแจได้อย่างไร เพราะผู้ที่ผ่านมาเข้ารอบนั้น หากใครที่เป็นเศษเกินจำนวนนับคี่ จะต้องถูกตุ๊กตาไม้ฆ่าตาย ตุ๊กตาไม้จะไม่หยุดฆ่าจนกว่าผู้เล่นจะมีจำนวนนับเป็นเลขคู่ เกมนี้เกี่ยวข้องกับการวางแผน การจัดกลุ่ม
.
ต่อมาเป็นเกมส์พูดความจริง ถ้าใครพูดความจริงก็จะชนะ เกมดำเนินภายในห้องที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและหิมะโดยตัวหมีขาวยักษ์ "ชิโรคุมะ" เป็นผู้ถามคำถาม คนที่ผ่านเข้ามาในเกมส์นี้จะเป็นผู้ตอบ ถ้าทุกคนตอบคำถามด้วยความจริงก็จะผ่านด่าน แต่ถ้าโกหกแม้แต่คนเดียวมีขาวจะจับได้ ทุกคนช่วยกันหาว่าใครโกหกภายใน 2 นาที พวกเขาจะต้องชี้ไปที่คนใดคนหนึ่ง แล้วมีขาวจะฆ่าคนคนนั้น จากนั้นหมีขาวจะตั้งคำถามใหม่ เล่นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เกมนี้เกี่ยวข้องกับความซื่อสัตย์ การพูดความจริง การไว้เนื้อเชื่อใจกัน และแสดงถึงมิตรภาพที่ดีระหว่างกัน
.
เกม"ตุ๊กตาแม่ลูกดก หรือ มาโตรชก้า เป็นตุ๊กตาของรัสเซียที่เรียงซ้อน ๆ กันหลายตัว ได้ชื่อจาผสตรีในภาษารัสเซีย ว่า "มาตรีโยนา" ได้รับความนิยมในวัฒนธรรมญี่ปุ่น เมื่อหมุนตุ๊กตาออกจะมีตุ๊กตาซ้อนอยู่ด้านไปเรื่อย ๆ จากขนาดใหญ่ไปจนสู่ขนาดเล็กจิ๋ว และภายในตัวตุ๊กตาที่เล็กที่สุดจะมีสิ่งของอยู่ เจ้าตุ๊กตานี้จะออกมาอธิบายเกมที่เป็นการละเล่นของเด็กเกี่ยวกับการเตะกระป๋อง ผู้เล่นที่เป็น "ยักษ์" จะนำกระป๋องมาตั้งในจุดที่กำหนด จากนั้นผู้เล่นทุกคนจะต้องไปซ่อนตัว ยักษ์จะตามหา หาขาใครได้คนนั้นจะแพ้ แต่หากคนหนึ่งสามารถซ่อนได้แล้วมาเตะกระป๋องก็จะชนะ ลักษณะแบบเดียวกับการเล่นซ่อนหาของไทยแต่มีความซับซ้อนและกติกาที่มากกว่า เกมนี้เป็นคติชนเด็กเกี่ยวกับการละเล่นที่ต้องการให้เด็กฝึกการเอาตัวรอด การใช้ไหวพริบสติปัญญา การวางแผน รวมถึงการเสียสละด้วย
.
ดูเหมือนว่า พวกเขาก็ต้องเล่นเกมอื่นๆไปเรื่อยๆ พวกเขาจะเล่นไปเพื่ออะไร และใครจะเป็นผู้ชนะจากเกมของพระเจ้านี้ได้ As The Gods Will เกมเทวดาฆ่าไม่เลี้ยง คือดาร์ก เลือดสาดแบบจริงจัง แต่ละฉากนี่บั่บ OMG พระเอกฉลาดมาก บวกกับความพีคพระเอกและเหล่าเพื่อนสนิทต้องมาเล่นเกมเพื่อเอาชีวิตรอดจนหมดด่านสุดท้าย ดูแล้วอยากดูภาค2ต่อเลย


วันนี้ไม่ได้เอาประวัติภาพยนต์เรื่อง As The Gods Will มาให้อ่านนะแต่เป็นประวัติเจ้าตุ๊กตาล้มลุกดารุมะตะหากล่ะ
เวลาไปญี่ปุ่นเรามักจะพบเห็นเจ้าตุ๊กตาล้มลุกลักษณะกลมๆ ไม่มีแขนและขา สีแดง ไม่มีลูกตาสีดำข้างใน มีหนวดมีเคราหน้าตาบึ้งตึงและมีจำหน่ายตามวัดต่างๆไปทั่วทุกภูมิภาคในญี่ปุ่น ตุ๊กตาสีแดงเรียกว่า ดารุมะ นั่นเอง คนญี่ปุ่นเชื่อว่าตุ๊กตาดารุมะเป็นสัญลักษณ์ของนิกายเซน ความเพียรพยายาม ความอุตสาหะและความโชคดี ทั้งยังนิยมนำไปมอบให้เป็นของขวัญในการให้กำลังใจผู้อื่นอีกด้วยเพราะฉะนั้น ตุ๊กตาดารุมะ จึงกลายเป็นสินค้าที่นิยมซื้อกันมากในช่วงเทศกาลปีใหม่
การประดิษฐ์ตุ๊กตาดารุมะเริ่มขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ที่ วัด Shorinzan Daruma,Takasaki จังหวัดกุนมะ เพื่อช่วยให้ ชาวบ้านมีรายได้พ้นจากความอัตคัด โดยการประดิษฐ์แบบเปเป่อร์มาเช่(กระดาษอัดแข็ง) และนำไปจำหน่ายที่วัดเพื่อเป็นสิริมงคลต่อมาจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วได้รับอิทธิพลมาจากจีนในยุคของราชวงศ์หมิง
โดยรูปแบบของตุ๊กตาดารุมะที่ญี่ปุ่นจะเรียกว่า โอคิอาการิ โคโบชิ ก็เหมือนกับ ตุ๊กตาล้มลุก บ้านเรานั่นเอง ที่ญี่ปุ่นเค้าก็มีประโยคเด็ดด้วยนะ นานะโคะโระบิยะโอะคิ แปลได้ว่า ล้มเจ็ดแปดลุก เป็นการให้กำลังใจไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ไม่ว่าจะล้มกี่ครั้งก็ต้องสู้ๆและยืนขึ้นมาให้ได้อีกครั้ง
สมัยเอโดะส่วนใบหน้าผมของตุ๊กตาดารุมะมีลักษณะความหมายดั่งนี้ เคราคล้ายต้นสน รอบดวงหน้าคือไม้ไผ่และจมูกคือต้นพลัม ต้นไม้ทั้งหมดเป็นไม้มงคลสำหรับการดำรงชีวิตที่ดีและยืนยาว สมัยปัจจุบันก็มีการเปรียบเทียบใบหน้าดังนี้คือ ขนคิ้วเป็นนกกระเรียน และมีหนวดเคราเป็นเต่า มีความหมายที่แสดงถึงชีวิตที่ยืนยาวด้วยเช่นกัน
ส่วนตัวอักษรที่เขียนนั้นก็แล้วแต่ว่าเราอยากจะเขียนอักษรที่มีความหมายดีๆ ลงไป ส่วนใหญ่ก็มักจะเกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าต่างๆ ภายนอกทาด้วยสีแดงให้เหมือนกับอาภรณ์ของนักบวช และมีความเชื่อตั้งแต่สมัยเอโดะเพราะในยุคนั้นเกิดโรคไข้ทรพิษระบาดไปทั่ว การพันผ้าสีแดงรอบบ้านหรือให้เด็กเล็กใส่ชุดสีแดงจะช่วยให้หายจากอาการป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็ว
ดวงตาสีขาวโพลนปราศจากลูกตาสีดำ ที่เว้นว่างไว้นั้นมีจุดประสงค์นะ เพราะเค้าเว้นไว้เพื่อให้ผู้ซื้อตุ๊กตามาวาดตาเองในช่วงต้นปี ก่อนจะวาดตาดำตาแรกลงไปต้องมีการตั้งเป้าหมายในสิ่งที่อยากจะทำตลอดทั้งปีก่อนและขณะที่วาดตาดำแรกนั้นก็อธิฐานสิ่งดีๆไปด้วยพร้อมกัน เหลือตาดำอีกข้างหนึ่งที่ยังไม่ถูกแต่งแต้มลงไป ตั้งเอาไว้ในที่ที่มองเห็นบ่อยๆแล้วเมื่อเรามองเห็นจะได้เป็นแรงกระตุ้นและผลักดันตัวเองให้ตั้งใจและพยายามทำให้สำเร็จอย่างที่เคยตั้งเป้าเอาไว้และจะได้วาดตาอีกครั้งให้ครบทั้งสองข้างซักที ที่ญี่ปุ่นเค้าเรียกว่า ตาทั้งสองได้ถูกเปิดออกแล้ว นักการเมืองนิยมทำกันมากในทุกๆ ปี เพื่อเป็นการขอพรให้ลุล่วงในเรื่องการเมืองไปด้วยดี
พอถึงปีใหม่ก็จะมีงาน เทศกาล Daruma Kuyo เป็นประเพณีมาตั้งแต่ปี 1954 ที่วัด Nishi-Arai Daishi วัดเก่าแก่ที่โตเกียว และ วัด Dairyu-Ji ที่กิฟุ เทศกาลจะมีทุกๆ วันที่ 3 กุมภาพันธ์เป็นประจำทุกปี ในวันนั้นผู้คนจะแห่กันมาขอพรให้กับตัวเองครอบครัวหรือกิจการเพื่อให้มีความก้าวหน้า โชคดี ผู้คนจะนำตุ๊กตาดารุมะของเมื่อปีที่แล้วมาเข้าพิธีเผาพร้อมกัน และจะซื้อตุ๊กตาดารุมะตัวใหม่กลับไปด้วยเพื่อเริ่มสิ่งดีๆ ใหม่ในปีใหม่นั่นเอง
Daruma Matsuri เทศกาลตุ๊กตาดารุมะที่ยิ่งใหญ่ จัดขึ้นในวันที่ 6 และ 7 มกราคมของทุกปีที่วัด Shorinzan Daruma,Takasaki จังหวัดกุนมะ มีงานออกร้านมากมาย มีการแสดงต่างๆ หาซื้อตุ๊กตาดารุมะได้ทุกแบบทุกขนาดได้ที่งานนี้เลย เป็นงานที่ดึงดูดผู้ที่ชื่นชอบได้ดีทีเดียว
ปัจจุบันตุ๊กตาดารุมะมีหลากหลายสีสันและรูปแบบมากขึ้นตามภูมิภาคและการออกแบบของแต่ละศิลปิน ยังมีของเล่น แผ่นป้ายเครื่องรางต่างๆ ตุ๊กตาเจ้าหญิงดารุมะ แต่ทุกแบบล้วนมีความหมายที่ดีทั้งนั้น

จริงๆแล้วความเป็นมาของตุ๊กตาดารุมะมีประวัติและตำนานที่ยาวนานมาแล้ว มีหลายคำเล่าขานต่อกันมา แต่ไม่มีบันทึกที่แสดงถึงเรื่องราวที่แท้จริงแต่ก็เชื่อว่าบุคคลนี้มีอยู่จริง ชาวญี่ปุ่นจะคุ้นเคยกับตำนานลักษณะแบบนี้กันซะมากกว่า ตำนานเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 6 เรื่องราวของนักปราชญ์ผู้ที่ศึกษาแสวงธรรมเชื้อสายกษัตริย์ทางตอนใต้ของอินเดียได้เดินทางไปยังประเทศจีนโดยล่องเรือไปเพื่อค้นหาความสงบและหนทางสว่างให้กับตนเอง

เค้าได้เดินทางไปที่ วัดเส้าหลิน วัดทางพระพุทธศาสนานิกายมหายาน อยู่ที่ เทือกเขาซงซาน เขาอันศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อที่มียาวนานของชาวจีน และได้ปฏิบัติ Zazen (การฝึกตนทำสมาธิหรือเข้าฌาณนั่นเอง) โดยการจองมองเพ่งไปที่ผนังถ้ำเป็นเวลา 9 ปี (บางตำนานก็ว่า 7 หรือ 😎 และบรรลุธรรมสำเร็จผลตามที่ตั้งใจเอาไว้
แต่ในขณะที่ฝึกตนอยู่นั้นบางทีก็เผลอหลับ ด้วยความโมโหจึงตัดหนังตาทิ้งซะเลย แต่หนังตานั้นก็ได้แตกหน่องอกงามขึ้นมาเป็นใบชาเขียว ส่วนแขนและขาของท่านก็หดลีบเล็กลงไปเรื่อยๆ และก็ได้กำเนิดศาสนาพุทธนิกายเซนขึ้นมาเป็นครั้งแรกที่วัดเส้าหลิน หลายคนอาจไม่รู้ว่า ท่านก็คือ พระโพธิธรรมที่เป็นพระมหาเถระองค์ที่ 28 ฝ่ายมหายานที่สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากพระพุทธเจ้า และในตำนานของจีนเรียกว่า ท่านตั๊กม้อ ผู้ให้กำเนิด วิชาวิทยายุทธกำลังภายในกังฟูเส้าหลิน ที่เลืองชื่ออีกด้วย
ศาสนาพุทธนิกายเซนเริ่มเข้ามาเผยแพร่ที่ญี่ปุ่นในช่วงต้นของยุคคามาคุระ เป็นที่นิยมของบรรดาซามูไรทั้งหลายซะด้วยสิ ซึ่งในช่วงนั้นมีการช่วงชิงอำนาจกับรัฐบาลอยู่ด้วย ตามหลักของเซนนั้นไม่มีตำราใดๆ ให้ศึกษามีแต่การตั้งมั่นในการทำสมาธิ ทำจิตใจให้ว่างเปล่า ไม่ฟุ้งซ่าน กำหนดลมหายใจและจะค้นพบความสว่างในจิตใจของตัวเราเอง จะมีแต่เราเองเท่านั้นที่จะสามารถมองให้เห็นหลักที่แท้จริงได้
ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าการทำ ชาโนะยุ (พิธีชงชา) ก็เป็นวิธีแห่งเซ็นอีกด้วย เพราะการดื่มชาเขียวจะช่วยแก้ง่วงและทำสมาธิได้นานขึ้น ขณะที่กำลังทำชาโนะยุก็ถือว่าเป็นการฝึกความสงบได้อีกทางหนึ่ง จึงกล่าวได้ว่า นิกายเซน พิธีชงชา และตุ๊กตาดารุมะ คือหนทางแห่งความสงบที่ไปในทิศทางเดียวกันเสมอ

cr.
https://www.gotoknow.org/posts/662665

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “ดนตรี เพลงและภาพยนต์ ศิลปะ ภาพวาดและจิตกรรม ภาพถ่าย ออกแบบ กราฟฟิก”