รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 939
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » พุธ เม.ย. 07, 2021 10:21 pm

ตามใจนักจิตวิทยา
19 มกราคม ·
ทำไมเราและลูกไม่ควรดูหน้าจอระหว่างมื้ออาหาร
.
“ลูกไม่ยอมกินข้าวเอง”
“ลูกไม่กินข้าว ถ้าไม่เปิดการ์ตูนให้ดู"
“ลูกอมข้าว”
“ลูกกินข้าวช้า”
“เราไม่มีปฏิสัมพันธ์กันในครอบครัว”
ฯลฯ
ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ไม่น่าเชื่อว่าเป็น “ผลลัพธ์ปลายเหตุ” ของ “การดูหน้าจอระหว่างมื้ออาหาร”
.
"หน้าจอ” ในที่นี้หมายรวมตั้งแต่ “โทรศัพท์มือถือ” “โทรทัศน์” “แท็บเล็ต” “ไอแพด” ต่างๆ
.
**********
.
“ทำไมพ่อแม่และผู้ใหญ่จึงไม่ควรดูหน้าจอระหว่างมื้ออาหาร”
.
(1) เราจะพลาดโอกาสสำคัญในการปฏิสัมพันธ์กับคนในโต๊ะอาหารของเรา
.
“การใช้เวลาร่วมกันบนโต๊ะอาหาร” ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะใช้ “เวลาคุณภาพ” กับลูกและคนในครอบครัว โอกาสที่เราจะได้พูดคุย แลกเปลี่ยนเรื่องราวในแต่ละวันที่เกิดขึ้น
หากเรามัวแต่ก้มหน้าดูหน้าจอ เราคงไม่มีโอกาสได้สบตาอีกฝ่าย ได้มองเห็นการเติบโต และเรื่องราว ความรู้สึกที่อีกฝ่ายอยากจะเล่าให้เราฟัง อีกทั้งเราไม่มีโอกาสจะได้เล่าเรื่องราวของเราเองให้อีกฝ่ายฟังด้วย
นานวัน...กำแพงที่มองไม่เห็นด้วยตาจะค่อยก่อตัวขึ้นช้าๆ เมื่อรู้ตัวอีกที แม้จะนั่งใกล้กัน แต่เหมือนกลับห่างไกลกันเหลือเกิน
.
ดังนั้น หากเรารู้ตัวแล้ว ลองเป็นคนแรกที่เริ่มวางหน้าจอลง และหันกลับมามองคนในครอบครัวของเรา
.
***
.
(2) เราจะกลายเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้กับลูก
.
หากเราอยากสอนให้ลูก “ทำทีละอย่าง” “กินข้าวด้วยตัวเอง” และ “ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น” พ่อแม่ก็ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก
ถ้าพ่อแม่ยังดูหน้าจอระหว่างมื้ออาหาร คงเป็นเรื่องยากที่จะบอกให้ลูกไม่ดูหน้าจอ และกินข้าวดีๆ
.
ดังนั้น เราควรเก็บหน้าจอไปก่อน และกินข้าวกับลูกด้วยรอยยิ้มดีกว่า
.
***
.
(3) เราจะพลาดโอกาสที่ได้ "เติมเต็ม” และ “มองเห็น” การเติบโตของลูก
.
ไม่ใช่แค่เพียงการใช้หน้าจอระหว่างมื้ออาหาร แต่การใช้หน้าจอระหว่างที่ใช้เวลาอยู่กับลูกของเรา
.
เด็กๆ โตเร็วกว่าที่เราคิดนัก แค่ผ่านไปจากวันนี้ เป็นพรุ่งนี้ พวกเขาก็มีอะไรให้เราประหลาดใจเสมอ หากเราใช้สายตาของเรากับหน้าจอ มากกว่าลูกของเรา เราอาจจะพลาดโอกาสที่จะได้เห็นพวกเขาเติบโต
.
เด็กๆ ต้องการความสนใจจากพ่อแม่มาก พวกเขาต้องการสายของเราที่มองดูเขาอยู่ไม่ห่าง ต้องการการตอบสนองของเรา หากพวกเขาได้รับอย่างเหมาะสม พื้นฐานทางจิตใจของพวกเขาจะได้รับการเติมเต็ม ทำให้มีความมั่นคง และพร้อมที่จะเติบโตไปขั้นต่อไป
.
**********
.
“ทำไมเราไม่ควรให้เด็กๆ ดูหน้าจอระหว่างมืออาหาร”
.
(1) เด็กๆ จะพลาดโอกาสที่ได้ฝึกฝนทักษะการช่วยเหลือตัวเอง (Self help)
.
ทักษะการช่วยเหลือตัวเองแรกในชีวิตของเด็กๆ คือ “การกินข้าว” ด้วยตัวเอง
แม้จะยังใช้อุปกรณ์ไม่เป็น แต่เด็กๆ สามารถใช้สายตามองอาหาร และใช้มือของเขาจับอาหาร ป้อนเข้าปากตัวเองได้ตั้งแต่วัยประมาณ 9 เดือน และเมื่อพวกเขาเคยชินกับการหยิบ จับอาหาร และมือของเขาทำงานประสานกับตาแล้ว (Eye-hand coordination) เด็กๆ จะสามารถมองอาหารที่ต้องการ แล้วใช้ช้อน-ส้อม ตัก-จิ้มอาหารเข้าปากตัวเองได้
.
แต่ถ้าเด็กๆ ใช้ “สายตา” ของพวกเขาไปกับการดูหน้าจอ สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ พวกเขาไม่สามารถใช้สายตาประสานกับมือของเขาเพื่อตักอาหารเข้าปากได้
.
สิ่งที่ตามมา คือ เด็กๆ จะรอให้ผู้อื่น “ป้อน” พวกเขา เพราะถ้าให้เด็กเล็กๆ เลือกว่า ระหว่าง “กินข้าว” กับ “ดูหน้าจอ” พวกเขาส่วนใหญ่ย่อมเลือก “ดูหน้าจอ” มากกว่า
.
เมื่อเด็กๆ เข้าโรงเรียน หรือ ไปกินข้าวในที่สาธารณะ ปัญหาที่จะเกิดขึ้น คือ ถ้าหากไม่มีคนป้อนเขา เขาจะช่วยเหลือตัวเองได้ยากลำบากกว่าเด็กวัยเดียวกับเขา หรือ เมื่อทำได้ไม่ดี ความมั่นใจในตัวเองอาจจะถูกบั่นทอนโดยที่ไม่รู้ตัว เมื่อกลับมาบ้าน ความรู้สึกที่เกิดขึ้น อาจจะทำให้เขากลายเป็นที่เอาแต่ในที่บ้านมากขึ้น เพราะเมื่ออยู่นอกบ้าน เขาทำอะไรไม่ได้ดั่งใจเขานั่นเอง
.
ดังนั้น เราไม่ควรให้หน้าจอ (และของเล่นอื่น) อยู่บนโต๊ะอาหาร เพื่อให้เด็กๆ ได้กินข้าวของพวกเขาด้วยตัวเอง
.
สำหรับเด็กที่มีร่างกายปกติ ไม่มีโรคประจำตัวหรือโรคแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับการกิน
ผู้ใหญ่สามารถกำหนดไดว่า...
เวลาอาหารแต่ละมื้อควรกำหนดไว้ที่ 30 นาที
ทุกคนนั่งที่เก้าอี้ของตัวเอง และกินข้าวร่วมกัน
ที่สำคัญผู้ใหญ่ไม่ควรพูดบ่น หรือ ตำหนิ หากเด็กกินได้น้อย หรือ ไม่ยอมกินบางสิ่ง เรามีหน้าที่เชิญชวน พูดคุย และจัดเตรียมอาหารให้ครบห้าหมู่ ถ้าพวกเขาไม่ยอมกิน หรือ กินไม่หมด ไม่เป็นไร หมดเวลาก็เก็บอาหาร ไม่มีของว่าง และนมระหว่างมื้อถัดไป
เพื่อให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะกินอาหารหลักเป็นสำคัญ
.
“โต๊ะอาหาร ไม่ควรเป็นสมรภูมิรบ ระหว่างเรากับลูก”
เพราะ ช่วงเวลากินข้าวร่วมกันควรเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่มีความหมาย
และ "การดูหน้าจอ ไม่ควรเป็นเงื่อนไขหรือข้อต่อรองให้ลูกต้องกินข้าว" เพราะ การกินข้าวเป็นสิ่งจำเป็น เป็นหน้าที่ที่เด็กๆ ต้องทำอยู่แล้ว
.
***
.
(2) เด็กๆ ควรเรียนรู้ที่จะทำทีละอย่างอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาหนึ่ง
.
การให้เด็กๆ ดูหน้าจอไปด้วย กินข้าวไปด้วย จะเป็นการทำให้สมองของพวกเขาต้องทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (Multi-Tasking) ซึ่งสำหรับเด็กๆ แล้ว พวกเขาเพิ่งจะเริ่มต้นฝึกใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก-ใหญ่ และทักษะการช่วยเหลือตัวเอง และระยะเวลาในการจดจ่อของพวกเขายังไม่ได้มีมากเท่ากับผู้ใหญ่ การที่เขาต้องทำหลายสิ่งพร้อมกัน ย่อมไม่ส่งผลดีต่อการพัฒนาด้านร่างกาย และความคิดของเขา
.
เมื่อทำหลายอย่างพร้อมกันสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองของเด็กๆ คือ สมองจะสับสนว่า “สิ่งใดสำคัญกว่ากัน” ส่งผลให้เด็กๆ อาจจะเรียงลำดับความสำคัญก่อน-หลังไม่ได้ในเวลาต่อมา นอกจากนี้ เมื่อทำหลายอย่างพร้อมกัน ย่อมไม่สามารถให้การจดจ่ออย่างเต็มที่กับงานแต่ละงานได้ ส่งผลให้เด็กๆ อาจจะทำแต่ละอย่างได้ไม่ดีสักอย่าง
.
ที่สำคัญทำงานแต่ละอย่างให้เสร็จภายในเวลา ก่อนจะไปทำอย่างอื่นที่อยากทำ เป็นหนึ่งในฝึกฝนที่จะทำให้เด็กๆ เกิดทักษะการยับยั้งชั่งใจ เรียงลำดับความสำคัญก่อน-หลัง พวกเขาจะเรียนรู้ว่า “สิ่งจำเป็น (Need)” ต้องมาก่อน “สิ่งที่ต้องการ (Want)” เสมอ
.
หากเป็นกังวลว่า ในอนาคต เด็กๆ ต้องรับมือกับงานหลายๆ งานพร้อมกันได้ไหม
คำตอบ คือ เมื่อร่างกายและจิตใจของเขาได้รับการพัฒนาตามวัย ความคิดของพวกเขาจะเติบโตได้อย่างเหมาะสม เด็กๆ จะคิดวางแผน และจัดการเวลาได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
.
***
.
(3) เวลาอาหาร ควรเป็นอีกหนึ่งเวลาคุณภาพที่พ่อแม่และผู้ใหญ่มีให้กับเด็กๆ
.
โอกาสทองที่เด็กๆ จะได้ปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ และคนในครอบครัว
ได้มองหน้าสบตา พูดคุย แลกเปลี่ยน เรียนรู้ที่จะรับฟังซึ่งกันและกัน
.
ในวัยรุ่น เวลากินข้าว อาจจะเป็นเวลาเดียวที่ลูกนั่งลง พ่อแม่นั่งลง และได้มองเห็นซึ่งกันและกัน
.
**********
.
สุดท้าย แม้เวลาอาหารจะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่หากพ่อแม่และผู้ใหญ่ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นและมีความหมาย เมื่อเด็กๆ เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาจะจดจำช่วงเวลาดีๆ เหล่านี้ติดตัวเขา และส่งต่อไปให้กับเด็กๆ หรือลูกๆ ของพวกเขาในอนาคต
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 939
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ เม.ย. 18, 2021 4:48 pm

ตามใจนักจิตวิทยา
4 พฤษภาคม 2020 ·
การเลี้ยงดูเชิงบวกแบบใจดีแต่ไม่ใจอ่อน (Kind but firm parenting) คืออะไร
.
“การเลี้ยงดูเชิงบวก คือ การที่พ่อแม่สอนวินัยลูกแบบใจดีแต่ไม่ใจอ่อน”
พ่อแม่บางท่านใจดี จนหย่อนยาน เพราะขาดความมั่นคงและระเบียบวินัย
พ่อแม่บางท่านมั่นคง จนเคร่งครัด เพราะขาดความยืดหยุ่นและเมตตา
.
ปัญหาไม่ได้มีเพียงเท่านี้...
พ่อแม่บางบ้านเป็นไปในลักษณะตรงกันข้ามกัน
บางบ้าน พ่อใจดีและตามใจทุกอย่างมาก แต่แม่มั่นคงและเคร่งครัดกับทุกเรื่องมาก
บางบ้าน แม่ใจดีจนลูกไม่ฟัง แต่พ่อดุมากจนลูกเกรงกลัว
ในกรณีนี้ ลูกจะสับสนหนัก และเขาจะเลือกฟังและทำตามฝ่ายที่ตามใจเขามากกว่า
.
ดังนั้น พ่อแม่ที่ต้องการจะเลี้ยงดูลูกเชิงบวก จึงควรจะสร้างสมดุลระหว่าง “ความใจดี” กับ “ความมั่นคง”
"พ่อแม่ที่ใจดีแต่ไม่ใจอ่อน ลูกจะมั่นคงทางจิตใจ ไม่หวาดกลัวเมื่อทำผิด และกล้าที่เข้ามาปรึกษาเรา เขาพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน ยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อ และมีเมตตา รักผู้อื่น(และตัวเอง)เป็น
.
****************************************
.
"วิถีที่จะนำไปสู่การเป็นพ่อแม่ที่ใจดีแต่ไม่ใจอ่อน (Kind but Firm)"
.
***ขั้นที่ 1 ทำความเข้าใจคำว่า “การใจดีกับลูก” ไม่เท่ากับ “การตามใจลูก”
การใจดี คือ การแสดงออกทางความรู้สึกว่า “เรารับรู้ความรู้สึกของลูก”แต่เราก็จะยืนหยัดที่จะสอนลูกในทางที่เหมาะสมต่อไป
.
ขอบเขตที่ชัดเจนที่สุดของทุกครอบครัวสามารถกำหนดผ่าน...
.
(1) ตั้งกติกาของครอบครัว
แนะนำให้ยึดหลัก “กฎ 3 ข้อ” ได้แก่ ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ทำร้ายตนเอง ไม่ทำลายข้าวของ
.
(2) การมอบหมายหน้าที่ให้ที่เด็กและทุกคนในบ้านต้องรับผิดชอบให้ชัดเจน
*ในเด็กปฐมวัย เราเริ่มจากการให้เขาช่วยเหลือตัวเอง ได้แก่ กินข้าว อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน แต่งตัว และทำงานบ้านตามวัย
**ในเด็กโต เราสามารถมอบหมายหน้าที่งานบ้านตามวัยให้กับเขา และให้เขารับผิดชอบต่องานที่เขาได้จากที่โรงเรียน เป็นต้น
บทเรียนแรกในชีวิตของเด็ก ๆ คือ “ความจำเป็น (Needs)" ต้องมาก่อน “ความต้องการ (Wants)”เสมอ
เพราะสิ่งที่จำเป็นมีผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็ก ๆ
ยกตัวอย่างเช่น
เด็กอยากกินขนมก่อนกินข้าว เขาก็จะกินขนมจนอิ่มและไม่สามารถกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเขาได้
เด็กอยากเล่นก่อนทำการบ้านหรืองานบ้าน เขาก็จะเรียงลำดับสิ่งสำคัญก่อนหลังไม่ได้ เพราะเขาไม่สามารถยับยั้งชั่งใจให้ตนเองทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายก่อนสิ่งที่เขาต้องการ
เป็นต้น
.
ด้วยเหตุนี้ "การใจดีมีเมตตา" จึงไม่เท่ากับ “การตามใจลูก”
ตัวอย่างของพ่อแม่ที่ใจดีมีเมตตาแต่ไม่ใจอ่อนจะเลือกใช้คำเหล่านี้เมื่อลูกไม่อยากทำในสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำ
เมื่อลูกอยากเล่นก่อนทำการบ้าน
“แม่รู้ว่าลูกอยากเล่นมาก งั้นเรามาทำการบ้านให้เสร็จไปด้วยกันดีกว่า” แล้วอยู่เคียงข้างลูกในขณะที่เขาทำการบ้าน
เมื่อหมดเวลาเล่น แต่ลูกอยากเล่นต่อ
“พ่อเข้าใจว่าลูกอยากเล่นต่อ แต่หมดเวลาแล้วลูก เก็บของครับ” แล้วกำชับให้ลูกเก็บของ ถ้าลูกไม่ทำพ่อพาเก็บทันที
เมื่อลูกไม่อยากกินผัก
“ลูกสามารถเลือกได้ว่าแกงจืดวันนี้ ลูกจะกินตำลึงหรือผักกาดขาวดี” แม้ว่าทั้งสองอย่างจะเป็นผักทั้งคู่ก็ตาม แต่เราให้ตัวเลือกเขา
.
ดังนั้น “ความใจดี” จึงไม่ใช่การต้องทำให้ลูกรู้สึกดีตลอดเวลา แต่ในฐานะพ่อแม่ การใจดีมีแมตตาต่อลูกที่ดีที่สุดจึงเป็นการสอนให้เขาสามารถเติบโตขึ้นไปมีคุณภาพชีวิตที่ดี รับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างมีความสุข โดยไม่ทำให้ใครหรือตัวเขาเดือดร้อนนั่นเอง พ่อแม่ต้องไม่กลัวว่าต้องขัดใจลูกบ้างเพื่อสอนเขาว่าสิ่งใดเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม พ่อแม่ต้องไม่กลัวว่าการขัดใจลูก จะทำให้ลูกไม่รักตัวเอง
.
****************************************
.
**ขั้นที่ 2 เมื่อลูกทำส่ิงที่ไม่เหมาะสม “ความมั่นคง” ที่พ่อแม่แสดงออกไม่เท่ากับ “การลงโทษ (Punishment)” ที่รุนแรง แต่ คือ “การสอน (Teaching lessons)” ให้ลูกทำในสิ่งที่เหมาะสม
.
การไม่ใจอ่อนหรือความมั่นคง (Firm) ของพ่อแม่ ได้แก่
.
(1) สื่อสารชัดเจนในสิ่งที่เราต้องการให้ลูกทำ และอย่าลืมให้ทางออกกับลูกเสมอ
(เมื่อเราห้ามเขาทำสิ่งใด แล้วเขาสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง)
งดพูดยืนยาว การบ่น ประชดประชัน หรือ อารมณ์ที่ไม่จำเป็นลงไป
ยกตัวอย่างเช่น เมื่ออยากให้ลูกไม่ตีเรา เราสามารถเข้าไปจับมือลูกแล้วพูดชัดเจนได้เลยว่า “ไม่ตีครับ/ค่ะ” จากนั้นเมื่อลูกหยุดและพร้อมฟัง เราค่อยพูดคุยกับลูกว่า “พ่อ/แม่เข้าใจว่าลูกโกรธ เราโกรธได้ แต่เราจะไม่ตี ลูกสามารถไปที่มุมสงบของลูกตีหมอนได้ หรือ จะมาหาพ่อ/แม่ ให้พ่อกับแม่ช่วยก็ได้”
.
(2) ลูกทำผิดเราต้องสอนเขารับผิดชอบในการกระทำ และสอนเขาให้ทำในสิ่งที่ถูก
ลูกทำผิด ก่อนจะตัดสินเขาให้เราพิจารณาก่อนว่า “เขาตั้งใจทำผิดหรือไม่”
.
*ถ้าลูกไม่ได้ตั้งใจทำ ให้โอกาสเขาในการรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขา และสอนเขาให้พูด “ขอโทษ” เสมอ
ยกตัวอย่างเช่น
เมื่อลูกทำแก้วแตกโดยไม่ตั้งใจ อย่าเพิ่งดุเขา บอกเขาว่า “ไม่เป็นไร ลูกไม่ได้ตั้งใจ” และสอนเขาให้ไปหยิบอุปกรณ์ทำความสะอาด และให้สอนเขาทำความสะอาด ถ้าเด็กยังเล็กมาก ให้เราช่วยเขาทำความสะอาด โดยให้ลูกเป็นลูกมือเรา
เมื่อทำความสะอาดเสร็จ กอดเขาและสอนเขาว่า “ถ้าลูกถือแก้วครั้งหน้า ให้ระมัดระวังนะลูก พ่อกับแม่เป็นห่วงลูกนะ”
.
**ถ้าลูกตั้งใจทำ สอนเขาให้ขอโทษและรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ หลังจากนั้นให้เขาฝึกฝนในทักษะที่ขาด
ยกตัวอย่างเช่น
ลูกตั้งใจทำร้ายคนอื่น บอกเขาชัดเจนว่าทำไม่ได้และจับมือเขาไว้ สอนเขาให้พูด “ขอโทษ” อีกฝ่าย
แต่ถ้าลูกไม่พร้อมให้พาเขาไปสงบกับเรา เมื่อสงบแล้วจึงสอนเขาให้ไปขอโทษ และรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำด้วยการช่วยดูแลอีกฝ่าย หรือ จะให้เขามาช่วยงานเราก็ได้เช่นกัน เพื่อฝึกฝนทักษะการควบคุมตัวเองที่เขาบกพร่องไป
.
(3) พ่อแม่พูดคำไหนคำนั้น ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา (Do what you say and say what you mean.)
เมื่อเราตั้งกติการ่วมกันหรือตกลงกับลูกไว้ว่าอย่างไร เราจะทำตามคำพูดเราเสมอ
ไม่โลเลเปลี่ยนคำพูด เพราะไม่อยากขัดใจลูกหรืออยากให้ลูกพึงพอใจ
แต่เราสามารถแสดงออกถึงความเข้าใจลูกได้ เช่น “แม่เข้าใจนะว่า ลูกไม่อยากทำ... แต่เราจะทำไปด้วยกัน”
หรือ “พ่อรู้ว่าลูกอยากได้ของเล่นชิ้นนี้มาก แต่เราตกลงกันไว้แล้วว่า เราจะซื้อเมื่อลูกเก็บเงินครบ ดังนั้นวันนี้เราไม่ซื้อของเล่นชิ้นนี้นะ"
.
ดังนั้น “การมั่นคงและไม่ใจอ่อน” ไม่ใช่ “การทำร้ายหรือลงโทษที่รุนแรง” จนทำให้เด็กเกิดความหวาดกลัว
แต่ “การมั่นคงและไม่ใจอ่อน” คือ “การสอนและยืนยันในสิ่งที่เหมาะสม”
แม้สิ่งที่เรายืนหยัดให้เขาทำจะไม่ถูกใจเด็ก แต่เป็นสิ่งที่ถูกต้องและทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดี และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
.
****************************************
.
***ขั้นที่ 3 ปล่อยอิสระ แต่ไม่ปล่อยปละละเลย
สิ่งสำคัญของขั้นนี้ คือ "พ่อแม่ต้องคาดหวังลูกตามวัย” และ “ไม่ควรดูถูกศักยภาพของเด็ก”
วางใจในตัวลูกให้เขาทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเตรียมความพร้อมและความใจถึงของพ่อแม่
.
(1) พ่อแม่ควรสอนให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง และเชื่อใจให้ลูกทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองตามวัย ไม่ใช่ปกป้องเขาจนเกินเหตุ และไม่ยอมให้เขาทำในสิ่งที่เขาควรทำได้ตามวัย เช่น เดินตามป้อนข้าวลูกวัย 2 ปี ไม่ปล่อยให้ลูกอาบน้ำเอง อุ้มลูกไปทุกที่ในวัยที่เขาเดินได้คล่องแคล่วแล้ว เป็นต้น
(2) พ่อแม่ควรสอนให้ลูกแก้ปัญหาตามวัย และฝึกให้ลูกแก้ปัญหานั้นด้วยตนเอง โดยเราจะเคียงข้างหรือเฝ้ามองลูกอยู่ห่าง ๆ จนลูกสามารถแก้ปัญหานั้นได้
(3) พ่อแม่ควรให้ลูกเลือกในสิ่งที่เหมาะสมตามวัย ไม่ใช่ให้ตัดสินใจในสิ่งที่เกินวัยของเขา
เช่น ลูกสามารถเลือกได้ว่า อยากเล่นอะไร อยากได้สีอะไร อยากกินอะไร (ภายใต้ตัวเลือกที่พ่อแม่มอบให้)
ทั้งนี้เราจะไม่ให้เด็กเล็กตัดสินใจแทนตัวเขาเองในสิ่งที่เขาไม่อยากทำ แต่จำเป็นสำหรับคุณภาพชีวิตที่ดีของเขา
เช่น ลูกจะแปรงฟันหรือไม่ ลูกจะไปหาหมอหรือไม่ ลูกจะอยากฉีดวัคซินหรือไม่ เป็นต้น เพราะสิ่งเหล่านี้จำเป็นกับเขา แม้ว่าเขาไม่อยากทำ เขาก็จำเป็นต้องทำ
(4) พ่อแม่ควรให้เด็กได้เด็กตามวัยของเขา เด็กควรได้เล่น ฟังนิทาน ทำงานบ้าน โดยมีพ่อแม่อยู่เคียงข้างเขา
(5) เมื่อเด็กละเมิดข้อตกลงและทำให้เขาหรือใครเดือดร้อน พ่อแม่จะไม่นิ่งเฉยเข้าไปถึงตัวเด็กเพื่อหยุดสิ่งที่เด็กทำและสอนเขาในสิ่งที่ควรทันที
.
“อิสระ” ไม่ได้แปลว่า “ปล่อยให้ลูกทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ”
“อิสระ” แปลว่า “ปล่อยให้ลูกได้ทำสิ่งต่าง ๆ อย่างอิสระภายใต้ขอบเขตที่เราตกลงร่วมกัน หรือ ที่สังคมนั้นกำหนดไว้”
.
****************************************
.
สรุป
การเลี้ยงดูเชิงบวกแบบใจดีแต่ไม่ใจอ่อน คือ การที่พ่อแม่เลี้ยงดูลูกโดยคาดหวังให้เขาทำในสิ่งที่เหมาะสมกับวัย และสิ่งที่จำเป็นต่อคุณภาพชีวิตของลูก
.
โดย พ่อแม่ได้กำหนดขอบเขตข้อจำกัดชัดเจน (Boundary setting) จากการตั้งกติกาของครอบครัวร่วมกัน เช่น กฏ 3 ข้อ (ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ทำร้ายตนเอง ไม่ทำลายข้าวของ) และการกำหนดหน้าที่ที่ลูก(และทุกคนในบ้าน)ต้องรับผิดชอบให้ชัดเจน เช่น กิจวัตรประจำวัน งานบ้าน และการบ้าน เป็นต้น ขอบเขตนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า เราจะไม่ปล่อยปละละเลยให้ลูกทำตามใจในทางที่ไม่เหมาะสมได้
.
แม้ว่าจะต้องขัดใจลูกบ้าง พ่อแม่จะไม่หลีกเลี่ยงการขัดใจนั้น และยืนหยัดที่จะสอนหรือให้ลูกทำในสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำ โดยไม่ใช่การลงโทษที่รุนแรง แต่ใช้ “ความสงบ ชัดเจน และการกระทำ” ในการบอกให้ลูกรู้ว่า พ่อแม่อดทนเพียงพอที่จะสอนเขา ว่า “ให้ทำ” หรือ “ไม่ให้ทำ” สิ่งใด เราสามารถสอนเขาได้ทุกครั้งที่เขาทำผิด เรายืนหยัดเสมอ และไม่ปล่อยโอกาสที่จะสอนเขา ไม่ว่าเขาจะทำผิดครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ตาม
.
สุดท้าย ทุกขั้นของการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ
รากฐานที่สำคัญ คือ “ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเรากับลูกผ่านการมีเวลาคุณภาพกับเขา"
เมื่อความสัมพันธ์แน่นแฟ้น เรากับลูกผ่านทุกขั้นไปด้วยกันได้อย่างราบรื่น
หากปราศจากซึ่งสายสัมพันธ์นี้ “พ่อแม่จะไม่มีอยู่จริง”
เสียงของเราจะไม่มีวันส่งเข้าไปถึงหัวใจของลูก...
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 939
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » พุธ เม.ย. 28, 2021 1:23 am

พ่อแม่ 4 แบบ
"เราเป็นพ่อแม่แบบไหนกัน?"
.
นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน Diana Baumrind (1971) ได้แบ่งรูปแบบการเลี้ยงดูเด็กของพ่อแม่ออกเป็น 4 แบบ ซึ่งการเลี้ยงดูแต่ละแบบมีแนวโน้มจะส่งผลต่อเด็กให้เติบโตมาแตกต่างกัน
.
รูปแบบที่ 1 คือ "พ่อแม่ที่ชอบควบคุมและเรียกร้องจากลูก (Authoritarian parenting style)"
.
พ่อแม่รูปแบบนี้มีจะค่อนข้างเรียกร้องให้ลูกตอบสนองต่อความต้องการของตนเอง แต่เมื่อลูกต้องการการตอบสนองจากตน จะตอบสนองลูกน้อยหรือแทบไม่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกเลย พ่อแม่มักจะเข้มงวดมาก ไม่ค่อยอธิบายเหตุผลให้ลูกฟัง และต้องการควบคุมลูกอยู่เสมอ ไม่สามารถยอมรับได้ หากลูกจะเรียกร้องให้ตนรับฟังความคิดเห็น (แต่ส่วนมากเด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่เป็นแบบนี้ มักเกรงกลัวพ่อแม่เกินกว่าจะพูดโต้แย้งหรือเสนอความคิด และพูดความรู้สึกของตนอยู่แล้ว) ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับเด็กกลุ่มนี้จึงห่างเหินมาก เพราะพ่อแม่ควบคุมลูกไว้เสมอ
.
ผลลัพธ์ของเด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ชอบควบคุม
.
เด็กอาจจะมีแนวโน้มเคารพกฎกติกาอย่างเข้มงวด ปราศจากความยืดหยุ่น ไม่ค่อยประนีประนอม เมื่อเข้าสู่สังคมอาจจะปรับตัวได้ยาก มีความวิตกกังวลสูง คนในสังคมจะมองเขาเป็นเด็กขี้อายและเป็นผู้ฟังที่ดี เพราะเขาไม่โต้แย้งออกมา แต่อาจจะต่อต้านอยู่ภายใน ดูภายนอกควบคุมอารมณ์ได้ดี แต่ถ้าหากวันใดควบคุมไม่ได้ จะระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรง ราวกับเป็นคนละคน และสุดท้าย หากมีใครที่แตกต่างจากตนหรือกลุ่ม เขาจะมองว่า ‘ความแตกต่างที่คนๆ นั้นมี เป็นสิ่งที่ไม่ดี และยอมรับไม่ได้’ เนื่องจากพ่อแม่ของเขาเองก็ไม่ยอมรับตัวเขาเมื่อเขาเห็นต่างจากพ่อแม่นั่นเอง (และพ่อแม่ไม่ยอมรับเขาอย่างรุนแรงด้วย)
.
***
.
รูปแบบที่ 2 คือ "พ่อแม่ที่เอาใจลูกและทำตามคำเรียกร้องของลูกแทบจะทุกอย่าง (Permissive parenting style)"
.
พ่อแม่รูปแบบนี้มักจะทำตามคำเรียกร้องจากลูกเสมอ แม้ว่า ‘สิ่งนั้นจะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมก็ตาม’ ถ้าพวกเขาไม่ติดขัดอะไร ลูกจะได้รับสิ่งนั้นในทันที พ่อแม่กลุ่มนี้จะกลัวการขัดใจลูก เพราะกลัวว่า ‘ถ้าขัดใจลูกแล้วลูกร้องไห้ ลูกจะไม่รักตนเอง’ รูปแบบของการให้โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีขอบเขต อาจจะมีความพยายามในการสอนลูกบ้าง แต่จะเป็นไปในลักษณะพูดขอร้องให้ลูกทำมากกว่าการบอกว่ามันจะเป็นต้องทำ ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปในลักษณะที่พ่อแม่อยู่ใต้การควบคุมของลูกเสียมากกว่า
.
ผลลัพธ์ของเด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่เอาใจเขาในทุกๆ เรื่อง (ทั้งที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม)
.
เด็กจะมีแนวโน้มยึดตัวเป็นศูนย์กลาง (ของทุกสิ่ง) ไม่พยายามควบคุมตนเอง ไม่ค่อยมีวินัยและความรับผิดชอบ อาจจะรอคอยไม่เป็น และขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เมื่อเข้าสู่สังคม แม้จะเป็นคนที่เห็นคุณค่าในตัวเองสูง แต่กลับไม่รู้สึกมั่นคง เพราะต้องพึ่งพาคนอื่นอยู่เสมอ มักจะชอบการควบคุมบงการให้ผู้อื่นทำตามข้อเรียกร้องของตน ไม่มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ไม่ต้องการอยู่ภายใต้กฎกติกา เนื่องจากพ่อแม่ของเขาเอาอกเอาใจเขาอยู่เสมอ ไม่เคยขัดใจ เมื่อเจอเรื่องขัดใจจะยอมรับสิ่งนั้นไม่ได้
.
***
.
รูปแบบที่ 3 คือ "พ่อแม่ที่ทอดทิ้งลูก (Uninvolved parenting style)"
.
พ่อแม่รูปแบบนี้มักจะไม่เอาใจใส่ลูกหรือเอาใจใส่น้อยมาก เรียกได้ว่าแทบไม่สนใจหรือตอบสนองต่อลูกเลย เมื่อลูกต้องการให้พ่อแม่กอด เล่นด้วย หรือ ทำอะไรด้วย พ่อแม่กลุ่มนี้มักจะปฏิเสธหรือเพิกเฉยต่อการร้องขอนั้น และปล่อยให้เด็กเล่นคนเดียว แม้จะไม่ได้ทิ้งลูกให้อยู่บ้านคนเดียว และพ่อแม่อยู่ในบริเวณเดียวกันกับลูก แต่พ่อแม่อาจจะไม่ปฏิสัมพันธ์กับลูกเลย โดยมากจะปรากฏในพ่อแม่ที่ให้ความสำคัญกับลูก (ในพ่อแม่ที่มีปริมาณงานเท่าๆ กัน พ่อแม่บางคนเลือกที่จะใช้เวลาอันน้อยนิดกับลูก แต่พ่อแม่กลุ่มนี้คือไม่สนใจจะพยายามเลย) และเล่นกับลูกไม่เป็น และไม่อยากเริ่มต้นเข้าหาลูกก่อน พวกเขาไม่เห็นความสำคัญของการเลี้ยงดู ‘จิตใจ’ ของลูกเท่าใดนัก ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น คือ ในช่วงแรกลูกอาจจะพยายามเรียกร้องจากพ่อแม่ให้รักเขา สนใจเขา แต่นานวันเมื่อเขาไม่ได้รับมัน พวกเขาก็ถอดใจ และถอยห่างจากพ่อแม่ในที่สุด
.
ผลลัพธ์ของเด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ทอดทิ้งเขา
.
เด็กจะรู้สึกว่าตนไม่มีคุณค่า ไม่คู่ควรกับสิ่งดีๆ ไม่ไว้ใจโลกและไม่เชื่อใจใคร พวกเขาเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดด้วยตนเอง ไม่ต้องการพึ่งพิงใคร แม้เขาต้องการความรัก แต่จะไม่กล้าเปิดใจให้ใครเข้ามาง่ายๆ เมื่อเขาสังคมมักจะต่อต้านการเข้าไปอยู่ร่วมกับผู้อื่น ไม่อยากเข้ากลุ่ม และไม่อยากสร้างความสัมพันธ์กับใคร เพราะแท้ที่จริงแล้ว พวกเขากลัวการถูกปฏิเสธมากกว่าสิ่งอื่นใด จึงพยายามทำตัวแกร่ง บางคนทำตัวสวนกระแสสังคมเพื่อสร้างจุดเด่นให้กับตนเอง เพราะที่ผ่านมาพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าในตัวเขา เหมือนว่าเด็กกลุ่มนี้จะทำตัวแตกต่าง แต่ทว่า...เขาไม่พร้อมจะยอมรับในความแตกต่างจากกลุ่มอื่นที่ต่างจากกลุ่มตน
.
***
.
รูปแบบที่ 4 คือ "พ่อแม่ที่เอาใจใส่ (Authoritative parenting style)"
.
พ่อแม่รูปแบบนี้ค่อนข้างเอาใจใส่ลูก ตอบสนองลูกเมื่อลูกร้องขอและสิ่งนั้นเหมาะสม มีการสอนสั่งวินัย และอธิบายสิ่งต่างๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช้อารมณ์ในการเลี้ยงลูก ให้การควบคุมในเรื่องที่ลูกยังไม่สามารถทำได้เอง แต่ในเรื่องที่ลูกสามารถทำได้แล้วพ่อแม่รูปแบบน้ีจะปล่อยให้ลูกได้รับผิดชอบและทำเอง ให้ความช่วยเหลือเมื่อยามจำเป็น แต่ไม่ทำให้ทุกอย่างที่ลูกทำได้ มีกติกาที่ชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันก็รับฟังความเห็นของลูก (ที่แตกต่าง) เช่นเดียวกัน แม้ว่าจะมีความคาดหวังในตัวลูก แต่สิ่งนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่ทั้งลูกและตนเห็นพ้องต้องกัน และคาดหวังตามความเป็นจริง สนับสนุนลูกเท่าที่ตนทำได้
.
ผลลัพธ์ของเด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่เอาใจใส่
.
เด็กจะเห็นคุณค่าในตนเอง ในขณะเดียวกันก็เห็นคุณค่าในตัวผู้อื่นเช่นกัน ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี เมื่อเข้าสู่สังคมเขาจะสามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่น และยอมรับในกฏกติกาได้ เมื่อเพื่อนแตกต่างจากตน ยินดีที่จะเรียนรู้ทำความเข้าใจในความแตกต่างนั้น
.
**********
.
การเลี้ยงดู คือ ส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กคนหนึ่งจะเติบโตเป็นเช่นไร
พ่อแม่จึงเป็นสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลมหาศาลต่อตัวลูก
.
สุดท้าย เราอาจจะไม่ได้เป็นพ่อแม่แบบใดแบบหนึ่ง
แต่เราสามารถเป็นพ่อแม่ในแบบที่เราอยากให้ลูกเป็นได้...
.
"เราอยากเป็นพ่อแม่แบบไหนสำหรับลูก?"
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามวจนักจิตวิทยา
.
อ้างอิง
Baumrind, D. (1971). Current patterns of parental authority. Developmental psychology, 4(1p2), 1.

siri
โพสต์: 939
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » เสาร์ พ.ค. 08, 2021 11:34 pm

กฎ 5 นาที’
เปลี่ยนพ่อแม่ เปลี่ยนลูก
.
“เวลาลูกทำอะไรเองอยู่ แล้วเขาเริ่มทำไม่ได้ พ่อแม่ควรเข้าไปช่วยเขาเมื่อไหร่ดีคะ”
“บอกลูกให้เลิกเล่นทีไร พอหมดเวลา ไม่ยอมเลิก มีวีนแตกทุกทีค่ะ”
“ทุกเช้าต้องสู้รบกับลูก เตรียมตัวเขาไปโรงเรียน กว่าจะขึ้นรถไปโรงเรียนได้"
.
คำถาม และความในใจของคุณพ่อคุณแม่ที่ท่วมท้น แนวทางแก้ปัญหาสำหรับปัญหาเหล่านี้อาจจะรายละเอียดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละบ้าน แต่มีเทคนิคหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ได้ทุกๆ บ้าน คือ ‘กฎ 5 นาที’
.
**********
.
‘กฎ 5 นาที’ คือ การแทรกเวลา 5 นาทีในสถานการณ์ต่างๆ
เวลา 5 นาที เราสามารถทำอะไรได้บ้าง?
.
(1) 5 นาทีในการ ‘รอ’
.
เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกได้ช่วยเหลือตัวเอง ก่อนที่เราจะเข้าไปช่วยเหลือเขา
.
เด็กเล็กมักใช้เวลานานกว่าผู้ใหญ่อย่างเราในการทำสิ่งต่างๆ เป็นเพราะเขาเพิ่งเรียนรู้ทักษะเหล่านั้น แม้จะเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างใส่รองเท้า แต่งตัว ปิดซิปกระเป๋านักเรียน และอื่นๆ ผู้ใหญ่อย่าใช้บรรทัดฐานของเราไปวัดเขา
.
ดังนั้น เมื่อพ่อแม่เห็นลูกกำลังทำอะไรด้วยตัวเอง แม้จะดูเงอะๆ งะๆ ไม่คล่องแคล่ว และบางครั้งแลดูจะขัดใจเราเป็นอย่างยิ่ง ปล่อยให้เขาทำเอง ‘5 นาที’ เมื่อครบ 5 นาทีแล้วเขายังทำไม่ได้ ลองเสนอตัวเอง เข้าไปช่วยเหลือ หรือ สอนเขา แต่ไม่ใช่ทำให้เขา
.
การสอนเด็กเล็กทำสิ่งต่างๆ ควรเป็นการสอนโดยการ ‘จับมือทำ’ เพื่อเด็กจะได้จดจำการเคลื่อนไหว และรู้สึกภาคภูมิใจเหมือนเขาได้มีส่วนในการทำสิ่งนั้นด้วย
.
ในกรณีแม้จะครบ 5 นาทีแล้ว แต่เด็กยังบอกเราว่า “ไม่เอาอยากทำเอง” ให้ผู้ใหญ่บอกเขาว่า “งั้นพ่อแม่ให้เวลาลูกอีก 3 นาที (หรือน้อยกว่านั้น ขึ้นกับสถานการณ์) ถ้าลูกทำไม่ได้ ขอพ่อแม่สอนลูกนะ” การบอกเขาว่า เราอยากสอนเขา ทำให้ลูกไม่รู้สึกว่า เรากำลังบีบคับเขา และเป็นเหมือนโอกาสอีกครั้ง ถ้าเขายังรู้สึกว่า “อีกนิดเดียวเอง จะสำเร็จแล้ว”
.
ถ้าพ่อแม่รู้ว่า “ลูกเราใช้เวลานาน” เราควรเผื่อเวลาในการให้เขาได้ทำอะไรด้วยตัวเองเสมอ อย่างน้อย 10-15 นาที ก่อนเวลาที่ต้องไปทำอะไรต่อ พ่อแม่จะได้กังวลและหงุดหงิดน้อยลง ลูกก็มีโอกาสฝึกทักษะต่างๆ มากขึ้นด้วย
.
***
.
(2) 5 นาทีในการ ‘เตือน’
.
บ่อยครั้งเวลาเด็กเล่นสนุก เขามักจะรู้สึกติดพัน และไม่อยากเลิกเล่น เมื่อตระหนักรู้ตรงนี้ ผู้ใหญ่สามารถตกลงกับเด็กก่อนปล่อยเขาเล่นได้
.
ตัวอย่างข้อตกลง
“ลูกเล่นได้....นาที แล้วก่อนหมดเวลา พ่อแม่จะมาเตือนก่อนหมดเวลา 5 นาที ถ้าลูกไม่เลิกเล่น จนพ่อแม่ต้องเข้าไปห้ามด้วยตัวเอง ลูกจะไม่ได้เล่นสิ่งนี้อีก...วันหรือต้องมาช่วยงานพ่อแม่แทน”
***ข้อตกลงนี้สามารถคุยกับลูกได้ หากลูกโตพอที่จะพูดคุยถึงผลลัพธ์ของตนเองที่จะได้รับเมื่อไม่สามารถทำตามข้อตกลงดังกล่าวได้
ในเด็กเล็ก เราใช้เพียงเข้าไปหยุดเขาเล่นด้วยตัวเอง และให้ช่วยเก็บของ
.
ลูกต้องชั่งใจแล้วว่า จะประวิงเวลาได้เล่นเกินเวลาอีกแค่ 1-2 นาที แลกมาด้วยไม่ได้เล่นสิ่งนั้นไปอีกหลายวันหรือต้องไปช่วยงานพ่อแม่แทนที่จะได้ไปทำสิ่งที่อยากทำ
.
สำหรับเด็กแล้ว 5 นาทีนี้มีความหมาย เพราะทำให้เขารู้ตัวว่าใกล้หมดเวลาแล้ว (ไม่ใช่หมดเวลาเลย) เขาได้ผ่อนแรงเล่นลง (Cool down)
ไม่ใช่แค่เพียงเด็ก ผู้ใหญ่อย่างเรายังต้องการเวลาเตือนก่อนจะหมดเวลาเลย เพราะทำให้เขามีเวลาทำในสิ่งที่อยากทำก่อนจะต้องหยุดทำสิ่งดังกล่าว
.
ในกรณีที่แม้ว่ามี 5 นาทีในการเตือนก่อนหมดเวลาแล้ว ให้พ่อแม่เพิ่มจำนวนการเตือน 2 ครั้งก่อนหมดเวลา การเตือนครั้งแรกเป็น 10 นาทีก่อนหมดเวลา และครั้งที่สองเป็น 5 นาทีก่อนหมดเวลาจริง และเมื่อหมดเวลา คือ หมดเวลา ลูกไม่หยุดเล่น พ่อแม่ควรเข้าไปหยุดเขา และทำตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับลูก
***พ่อแม่ควรพูดคำไหนคำนั้น ทำตามข้อตกลง ไม่ประวิงเวลา ผ่อนผันให้ลูกเล่นต่อ เพราะครั้งต่อไป ลูกจะเรียนรู้ว่า พ่อแม่ยอมเขาครั้งก่อน ครั้งนี้พ่อแม่ก็น่าจะยอมเช่นกัน และถ้าเราไม่ยอม ลูกจะใช้ไม้แข็งกับพ่อแม่มากขึ้นเรื่อยๆ
.
ดังนั้น 5 นาทีในการเตือนก่อนยุติการเล่น ทำให้เด็กได้เตรียมตัว (เตรียมใจ) ก่อนการเล่นจะยุติลง และพ่อแม่มีเวลาสอนการยับยั่งชั่งใจให้กับลูกด้วย
.
***
.
(3) 5 นาทีในการ ‘เตรียมตัว (เตรียมใจ)’
.
เวลาพาลูกไปทำกิจกรรมหรือเรียนที่ไหน การไปถึงก่อนเวลาเป็นเรื่องที่ควรทำ แต่ก็ไม่ควรไปก่อนเวลานานจนเกินไป (เกิน 15 นาที) เพราะเด็กจะเกิดความเบื่อหน่ายและหมดความอดทนก่อนเวลาที่เวลาเรียนจะเริ่ม การเผื่อเวลาให้เขา 10-15 นาที เพื่อเข้าห้องน้ำ ปรับตัวกับสถานที่ จะช่วยให้เด็กพร้อมเรียนหรือทำกิจกรรมมากขึ้น
.
ส่วน 5 นาทีก่อนเริ่ม จะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เขารู้ตัวแล้วว่า ต้องเข้าไปทำกิจกรรม ควรหยุดเล่นสิ่งต่างๆ และมาร่วมกิจกรรม
.
เด็กที่ได้เวลา 5 นาทีตรงนี้ในการเตรียมตัว มีแนวโน้มปรับตัวได้เร็วกว่า และพร้อมเรียนหรือทำกิจกรรมมากว่าเด็กที่มาถึงแล้วเรียนหรือทำกิจกรรมทันที
.
***
.
(4) 5 นาทีในการ ‘จัดการอารมณ์ (พ่อแม่)’
.
พ่อแม่เวลาจะเข้าไปจัดการลูกเวลาเขาทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม เรามักเกิดอารมณ์ไปกับสิ่งที่ลูกทำ จากที่จะเข้าไปสอนเขา กลายเป็นตบะแตกโวยวายใส่ลูกก็มากมาย
.
ดังนั้น เมื่อเข้าไปเผชิญกับลูกที่โวยวาย ให้เราเข้าไปและนั่งลงเป็นเพื่อนเขา รอเขาสงบ ตัวเราเองก็รอพร้อมที่จะเรียบเรียงคำพูดที่จะสอนเขา
.
5 นาทีที่นั่งลงรอเขาสงบ จึงทำให้เรามีเวลาคิด เรียกสติกลับมาเช่นกัน การสอนเด็กที่อารมณ์มาเต็ม ไม่ควรสอนหรือพูดอะไร รอและรออย่างอดทน แต่ไม่ทิ้งเขาไปไหน บอกเขาเพียงสั้นๆ ว่า “ลูกพร้อมเมื่อไหร่ เรามาคุยกัน”
.
เมื่อลูกสงบ มองตาเขา แล้วถามเขาว่า “พร้อมยัง” ถ้าเขาพร้อมจริงๆ เราสามารถสอนเขาได้ ให้ใช้ประโยคง่ายๆ ว่า “แม่ ต้องการ ให้ลูกทำอะไร” หรือ “ลูก ไม่ควรทำอะไร” ถ้าต้องขอโทษกัน เขาไม่ทำ เราสอนเขาโดยการบอกเขาได้ว่า “ลูกทำ...ควรขอโทษ พูดตามแม่นะ ขอโทษครับ/ค่ะ” ไม่ต้องกังวล หากครั้งนี้ลูกไม่ขอโทษด้วยตัวเอง หรือ ไม่เข้าใจอะไรมากนัก แต่การสอนเขาด้วยความสงบ เด็กจะเรียนรู้ และดีขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก เขาอาจจะโวยวายแบบเดิม แต่จะระยะเวลา และความรุนแรงจะน้อยลง
.
ที่สำคัญ 5 นาทีในไตร่ตรองถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตรงหน้า และคิดก่อนที่จะพูด ทำให้เราทำร้ายกันน้อยลง
.
***
.
(5) 5 นาทีในการ ‘สื่อสารสร้างความสัมพันธ์’
.
ก่อนนอน คือ ‘นาทีทอง’ ที่พ่อแม่จะมีโอกาสสื่อสารให้เข้าถึงหัวใจลูก 5 นาทีก่อนนอนเราทำอะไรได้บ้าง?
.
มองตาลูก
บอกรักลูก
กอดลูก
หอมลูก
ขอบคุณลูก
ขอโทษลูก
นอนกอดลูก
ฯลฯ
.
สื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับเด็ก จึงเป็นเรื่องของการให้ ‘เวลา’ และ ‘การกระทำ’ ไม่จำเป็นต้องพูดมากมาย แต่ฟังเขาด้วยด้วยใจ มองตาเขาชัดๆ ลูกเราโตไปถึงไหนแล้ววันนี้ และเป็นบุคคลสุดท้ายที่ส่งเขานอนหลับฝันดี
.
**********
.
‘5 นาที’ อาจจะทำให้ชีวิตเราช้าลงจากการไปทำสิ่งต่างๆ และดูเหมือนว่า 5 นาทีนี้เป็นช่วงเวลาที่ไม่มากมาย แต่ลองให้เวลา 5 นาทีในการรอคอยลูกอย่างอดทน เตือนเขาก่อนจะหมดเวลา ให้เวลาเขาเตรียมตัว ให้เวลาเราสงบอารมณ์ เรียกสติก่อนจะพูดกับลูก และสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นกับเขา
.
"เมื่อพ่อแม่เปลี่ยน ลูกจึงเปลี่ยน"
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “ครอบครัว ความสัมพันธ์ สามีภรรยา พ่อแม่ลูก การเลี้ยงดูเด็ก”