รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 1401
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » ศุกร์ ก.ย. 17, 2021 1:24 am

ทำไมเด็กถึงเอาแต่ใจ?”
.
(1) เด็กเอาเเต่ใจ เพราะพ่อแม่คาดหวังเกินวัยของลูก เช่น วัยของลูก 0-6 ปี เขายังเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง (Egocentric)
.
วิธีรับมือ
พ่อแม่ต้องปรับเปลี่ยนความคิด และเรียนรู้พัฒนาการเด็ก เพื่อที่จะเข้าใจวัยของลูกเรา และไม่คาดหวังเขาเกินวัย เพราะสุดท้ายความคาดหวังของพ่อแม่จะย้อนกลับมาทำร้ายลูกเราเอง เหมือนกับการที่ลูกเรายังไม่พร้อมว่ายน้ำ แต่เราผลักเขาลงไปให้น้ำ และสั่งให้เขาว่ายน้ำมาหาเรา
.
***
.
(2) เด็กเอาแต่ใจ เพราะพ่อแม่สนใจน้องที่เกิดมาใหม่มากกว่าเขา หรือ พ่อแม่ไม่มีเวลาให้เขาเหมือนเดิม
.
วิธีรับมือ
พ่อแม่ต้องให้ความสนใจกับลูกคนโตอย่างเพียงพอ และต้องเป็นสิ่งที่เหมาะสมด้วย พ่อแม่ต้องผลัดมือกันไปเดทกับลูกคนโต การเดท คือ การมีเวลาสองต่อสองกับลูก ไม่มีน้องหรือใครอื่น ใช้เวลาทำกิจกรรมที่ลูกชอบ อาจจะไม่ต้องซื้อของให้เขา แต่เล่นกับเขา นอนฟังเขา กอดเขา ให้มากพอ อย่างน้อยสัปดาห์หนึ่งควรมี 1 วันกับพี่คนโต
.
***
.
(3) เด็กเอาแต่ใจ เพราะเขาช่วยเหลือตัวเองตามวัยไม่ได้
.
วิธีรับมือ
"ให้ลูกทำอะไรด้วยตัวเองและช่วยเหลือตัวเองตามวัยของเขา” เขาจะเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง
.
***
.
(4) เด็กเอาแต่ใจ เพราะพ่อแม่ไม่มีเวลาคุณภาพให้ ผนวกกับที่บ้านไม่มีวินัย หรือ ตารางเวลาที่ชัดเจน
.
วิธีรับมือ
ให้เวลาคุณภาพและความรักอย่างเพียงพอ เช่น อ่านนิทาน พาไปวิ่งเล่น ทำงานบ้านด้วยกัน เป็นต้น เมื่อเด็กมีเวลาคุณภาพกับพ่อแม่ พ่อแม่จะมีอยู่จริงสำหรับเขา คำพูดเราจึงจะศักดิ์สิทธิ์เพียงพอ ที่เวลาเราพูดแล้วลูกจะฟังเรา ระหว่างสร้างความสัมพันธ์ต้องสอนวินัยไปด้วย
.
***
.
(5) เด็กเอาแต่ใจ เพราะผู้ใหญ่แบ่งออกเป็นสองฝ่าย สอนเขาคนละทิศคนละทาง
.
วิธีรับมือ
ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกต้องแน่นแฟ้นพอ ความสัมพันธ์เกิดจากเวลาคุณภาพ พ่อแม่ที่มีอยู่จริง จะทำให้ลูกเชื่อในคำพูดเรามากกว่าคนอื่น ดังนั้น 0-6 ปี พ่อแม่ควรเลี้ยงลูกอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นช่วงเวลาสร้างพ่อแม่ที่มีอยู่จริงสำหรับลูก ถ้าปล่อยให้คนอื่นเลี้ยง พ่อแม่ต้องทำใจ และชดเชยให้มากที่สุด
.
ถ้าเลือกได้ “พ่อแม่เลี้ยงลูกด้วยตัวเองดีที่สุด”
.
***
.
(6) เด็กเอาแต่ใจ(กับคนอื่น) เพราะพ่อแม่สั่งและบังคับให้อยู่ในกรอบมากเกินไป
.
วิธีรับมือ
พ่อแม่ไม่ควรควบคุมลูกด้วยคำสั่ง แต่ควรให้ตารางเวลาเป็นสิ่งที่ควบคุมเรากับลูก และกติกาของครอบครัวอยู่เหนือเราทุกคน ไม่ใช่แค่ลูกคนเดียว
ดังนั้น พ่อแม่ลูก ควรร่วมกันตั้งกติกาครอบครัวร่วมกัน และมีตารางเวลาที่บ้านอย่างชัดเจน
.
**********
.
ไม่มีเด็กคนไหนเอาแต่ใจมาตั้งแต่เกิด แต่หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็นเด็กเอาแต่ใจ คือ ผู้ใหญ่รอบตัวเขาที่ตอบสนองเขาผิดวิธี
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 1401
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » ศุกร์ ก.ย. 17, 2021 1:25 am

จักเวลา รู้จักหน้าที่ รู้จักยับยั้งชั่งใจ
ทักษะสำคัญสร้างการรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น
.
"The greatest gifts you can give your children are the roots of responsibility and the wings of independence."
"ของขวัญที่ดีที่สุดที่พ่อแม่สามารถมอบให้ลูก คือ รากฐานแห่งความรับผิดชอบ และปีกแห่งอิสรภาพ"
-Denis Whitley
.
"รากฐานแห่งความรับผิดชอบ"
.
เด็ก ๆ เรียนรู้การรับผิดชอบสิ่งต่าง ๆ โดยเริ่มต้นจากแค่เพียงรับผิดชอบดูแลตัวเอง (Self care) ได้ จากนั้นพวกเขาจะค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การรับผิดชอบงานเล็ก ๆ อย่างงานบ้านและการบ้าน และสุดท้ายจากงานเล็กไปสู่การรับผิดชอบงานใหญ่ ๆ มากมายในชีวิต
.
หากเด็ก ๆ ได้เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบงานทีละเล็กทีละน้อย โดยมีพ่อแม่และผู้ใหญ่เคียงข้างและให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ความรับผิดชอบของเขาจะค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกับตัวเขา ในวันข้างหน้าที่พวกเขาต้องเผชิญงานใหญ่และท้าทาย เด็ก ๆ จะพร้อมรับมือกับงานนั้นได้ด้วยตัวเขาเอง
.
**********
.
"3 ทักษะสำคัญ" ที่ทำให้เด็ก ๆ สามารถรับผิดชอบต่อตนเองและการกระทำของตนได้
.
[ทั้งนี้ ทักษะเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ เมื่อพ่อแม่เป็นให้เห็น ทำให้ดู และทำไปพร้อมกับลูกด้วย]
.
(1) รู้จักเวลา หรือ รู้กาลเทศะ คือ รู้ว่า "เวลาไหนควรทำอะไร ที่ไหน อย่างไร”
.
ถ้าบ้านมี “ตารางเวลา” ที่ชัดเจน เด็ก ๆ จะรู้ว่า "เวลาไหนควรทำอะไร ที่ไหน"
พ่อแม่บางท่านอาจจะกังวลว่า “การมีตารางเวลาที่บ้านจะกดดันเด็กเกินไปไหม” ถ้าให้ลองเปรียบเทียบระหว่าง
การมีตารางเวลาช่วยบอกเขา และเด็กควบคุมตัวเขาเองให้ทำตามตารางเวลา กับ ผู้ใหญ่คอยควบคุมบอกเขาทุก ๆ อย่าง ว่า เวลาไหนเขาควรทำอะไร แบบไหนดีกว่ากัน
หรือ ถ้าให้ชัดเจนขึ้นไปอีก สมมติถ้าเราไปเที่ยว
หัวหน้าทัวร์คนท่ี 1 บอกเราว่า “วันนี้จะพาไปแต่ละที่ เดี๋ยวจะทยอยบอกเมื่อไปถึงว่าจะไปที่ไหนเวลาไหนบ้าง”
หัวหน้าทัวร์คนที่ 2 บอกเราว่า “วันนี้เราจะไปทั้งหมด 5 ที่ โดยเเวะที่แรกเวลา 10 โมง มีเวลาอยู่ถึง 11 โมง...”
แม้ว่าทั้งสองทัวร์จะไปครบทั้ง 5 สถานที่เหมือนกัน เราจะเลือกไปกับหัวหน้าทัวร์คนไหน?
.
ดังนั้นการมีตารางเวลาช่วยให้เด็กรู้ว่า “เขามีเวลาเท่าไหร่ในการทำแต่ละอย่าง ก่อนจะต้องไปทำอย่างต่อไป และทำให้เขาได้ฝึกเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลังด้วย ว่าอะไรสำคัญกว่าอะไร”
.
ที่สำคัญเมื่อเด็ก ๆ และคนที่บ้านมีตารางเวลาที่ชัดเจน ตารางเวลาจะช่วยลดการสั่ง การบ่น และการหงุดหงิดใส่กันภายในบ้านได้มากทีเดียว
.
“ความตรงต่อเวลา” คือสิ่งที่สร้างได้ตั้งแต่วัยเยาว์ และจะเกิดขึ้นในตัวเด็กได้อย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อพ่อแม่และผู้ใหญ่รอบตัวเขาเป็นคนตรงต่อเวลา
.
**********
.
(2) รู้จักหน้าที่ และรับผิดชอบต่อหน้าที่ได้
.
เด็กที่รู้หน้าที่ คือ เด็กที่รู้ว่า ตัวเองต้องรับผิดชอบทำสิ่งใด และทำสิ่งนั้นจนสำเร็จ นอกจากนี้สามารถรับผิดชอบต่อการกระทำของตนได้
พ่อแม่ที่จะช่วยให้ลูกรู้หน้าที่และความรับผิดชอบ คือ พ่อแม่ที่ไม่ช่วยเหลือในสิ่งที่ลูกทำได้แล้ว และสอนในสิ่งที่ลูกยังทำไม่ได้ให้เขา เพื่อลูกจะได้ฝึกการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง และรับผิดชอบทำมันจนเสร็จ เกิดเป็นความภาคภูมิใจในท้ายที่สุด
.
พ่อแม่สามารถมอบหมายหน้าที่ให้กับเด็ก ๆ ตามวัยของเขาได้
เด็กเล็กให้ดูแลช่วยเหลือตัวเอง เช่น กินข้าว อาบน้ำ แต่งตัว และการช่วยเหลือตัวเองตามวัย
เด็กที่เริ่มโตขึ้นมาหน่อยให้ช่วยงานบ้าน เช่น รดน้ำต้นไม้ ล้างจาน เช็ดโต๊ะ เป็นต้น
เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบงานจากงานของตัวเอง ไปสู่งานของส่วนรวมเล็ก ๆ และสุดท้ายไปสู่งานใหญ่ ๆ ในชีวิต
.
ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ การรับผิดชอบในการกระทำของตนไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ต้องพร้อมแก้ไข ไม่หนีปัญหา
.
*เคล็ดลับสำหรับพ่อแม่
พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกลองฝึกแก้ปัญหาด้วยตนเองก่อน ถ้าลูกทำไม่ได้ เราจะเข้าไปสอนหรือแนะนำ แต่จะไม่แก้ปัญหาให้ทันที เราจะเคียงข้างลูกจนเขาสามารถแก้ปัญหานั้นได้สำเร็จ
ข้อสำคัญ คือ พ่อแม่ต้องมีความอดทนเพียงพอที่จะรอให้ลูกทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง
.
**********
.
(3) รู้จักยับยั้งชั่งใจ
.
ยิ่งไปกว่าความสามารถไหน ๆ คือ การรู้จักยับยั้งชั่งใจ
เด็ก ๆ ที่มีความสามารถนี้ แม้เขาจะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่เด็กที่มีความสามารถในการยับยั่งใจ จะทำให้เด็กรอคอย อดทน และฝ่าฟันทุกอุปสรรคไปจนตลอดรอดฝั่ง ไม่ไขว้เขวต่อสิ่งยั่วยุ (ไม่ตกม้าตายไปเสียก่อน) และไปได้ถึงเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้
.
*เคล็ดลับสำหรับพ่อแม่
ความสามารถนี้ต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก คือ 0-6 ปี ผ่านการให้เด็กฝึกรอคอยบางอย่าง
เช่น
ในเด็กเล็ก พ่อแม่ต้องไม่รู้ใจลูกทุกเรื่อง และตามใจเขา ต้องให้ทุกสิ่งทันทีที่ลูกขอ โดยที่ลูกยังไม่ทันสื่อสารหรือพยายามทำด้วยตัวเองก่อนเลย เด็ก ๆ ควรสื่อสารและให้เขารอบ้าง ในระยะเวลาที่เขารอได้ตามวัยของเขา
.
ในเด็กโต เมื่อเขาอยากได้อะไรมาก ๆ อย่าเพิ่งซื้อให้เขาทันที ฝึกเขาให้เก็บอดออมเพื่อให้สิ่งนั้นมา (Delayed gratification)
.
ไม่ใช่แค่การยับยั้งชั่งใจในเรื่องของความอยากได้สิ่งต่าง ๆ แต่หมายรวมถึงการยับยั่งชั่งใจให้ทำสิ่งที่เหมาะสมและไม่ทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมด้วย ทั้งนี้เด็ก ๆ จะต้องฝึกฝนจากรูปธรรม เช่น การรอคอยให้ถึงเวลา ไปจนถึงการฝึกฝนในเชิงนามธรรม เช่น การจัดการอารมณ์ และการหักห้ามใจไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ
.
**********
.
แม้พ่อแม่สามารถให้คำแนะนำดี ๆ และชี้นำให้ลูกเดินไปในทางที่ถูกได้
แต่สุดท้ายลูกคือผู้เลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง
.
"สร้างรากฐานแห่งความรับผิดชอบในวัยเยาว์ และมอบปีกแห่งอิสรภาพในวันที่เขาพร้อมจะออกไปเผชิญโลกด้วยตนเอง"
.
เด็กทุกคนเกิดมาเพื่อเป็นตัวเขาเอง ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการให้เขาเป็น
สิ่งที่พ่อแม่สามารถทำได้ดีที่สุดในวันที่ลูกยังอยู่ในอ้อมอกของเรา คือ
การให้ความรักผ่านการให้เวลาลูก
ให้การสอนวินัยที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
ที่เหลือ คือ หน้าที่ของลูกที่เขาจะค้นหาทางเดินชีวิตของเขาเอง
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 1401
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » ศุกร์ ก.ย. 17, 2021 1:27 am

"การช่วยเหลือตัวเอง (Self care)" พื้นฐานสำคัญในการใช้ชีวิต
.
ตามทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคม (Psychosocial Development) ของ อีริก อีริกสัน กล่าวว่า ในเด็กวัย 1 ปีครึ่ง ถึง 3 ปี หากพ่อแม่ให้อิสระในการใช้ร่างกายเพื่อช่วยเหลือตัวเองและสำรวจโลก เด็กจะพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองและการพึ่งพาตนเอง ในทางกลับกัน หากพ่อแม่ควบคุมหรือตำหนิมากเกินไป เด็กจะขาดความรู้สึกว่าตนเองสามารถเป็นผู้ควบคุมตนเองได้ และเกิดความสงสัยในความสามารถของตนเอง
.
เด็กวัยนี้มีอิสรภาพทางร่างกายมากขึ้น เขาสามารถคลาน เดิน วิ่ง และหยิบคว้าอย่างรวดเร็ว เพราะกล้ามเนื้อของเขาเริ่มแข็งแรงพอจะเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง แต่อาจจะกะน้ำหนักมือไม่ได้และยังไม่คล่องแคล่วมากนัก ทำให้เขาอาจจะทำน้ำหก ทำของหลุดมือ จับของแล้วเผลอบีบจนเละคามือ และหกล้มได้บ่อยครั้ง
.
ดังนั้นความสามารถที่ต้องพัฒนามาพร้อมกับด้านร่างกาย คือ “การควบคุมร่างกายตนเอง” ซึ่งทักษะนี้จะเกิดขึ้นได้ หากเด็กได้ลงมือทำ และฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
.
ภารกิจที่สำคัญของพ่อแม่และผู้ใหญ่ของเด็กวัยนี้ คือ “การสอนเด็กช่วยเหลือตัวเองตามวัย (Self-care) เพื่อให้เขาได้ฝึกทำอะไรด้วยตนเอง” ได้แก่ การกิน การล้างหน้าแปรงฟัน การอาบน้ำ การถอด-ใส่เสื้อผ้า การถอด-ใส่รองเท้า การเก็บของเล่น และการเข้าห้องน้ำ
.
ทั้งนี้เราไม่ได้คาดหวังว่า เด็กเล็กต้องทำทุกอย่างนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะเราไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์ แต่เราคาดหวังให้เขาเรียนรู้การลงมือทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเขาเอง และเมื่อทำเสร็จพ่อแม่และผู้ใหญ่มีหน้าที่ดูแลตรวจสอบความเรียบร้อยอีกครั้ง โดยอาจจะทำย้ำให้ในครั้งที่สอง เช่น
.
ให้เด็กได้แปรงฟันด้วยตนเอง 1 นาที เมื่อแปรงเองแล้ว พ่อแม่มาแปรงย้ำอีกครั้ง
ให้เด็กอาบน้ำเอง เขาอาจจะทำได้เพียงราดน้ำ และถูสบู่แค่บริเวณที่เขาเอื้อมถึง พ่อแม่มาช่วยย้ำและถูในบริเวณที่เขาทำไม่ถึงได้อีกครั้ง เป็นต้น
.
เมื่อลูกทำได้ด้วยตนเอง อย่าลืมชื่นชมทุกก้าวเล็ก ๆ ของลูก เพราะทุกกำลังใจจากพ่อแม่มีความหมายสำหรับเขาเสมอ
.
สิ่งสำคัญอีกประการของพ่อแม่ที่มีลูกวัยนี้ คือ “ความอดทนรอคอย” หากเราเข้าไปช่วยเหลือลูกเร็วเกินไป เด็กจะขาดโอกาสในการฝึกฝนการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง และทำให้เขาเลือกที่จะไม่ทำสิ่งนั้น เพราะเขารู้ว่า “พ่อแม่พร้อมจะทำให้เขา” และเด็กจะรับรู้ว่า “พ่อแม่ไม่มีความอดทนเพียงพอที่จะรอเขา”
.
ในบทความนี้ขออนุญาตยกตัวอย่างการช่วยเหลือตัวเอง ได้แก่ การกินข้าวเอง และการแต่งตัวเอง เพื่อเป็นแนวทางสำหรับคุณพ่อคุณแม่เพื่อนำไปปรับใช้ในการสอนเด็ก ๆ ช่วยเหลือตัวเองในด้านอื่น ๆ ต่อไป
.
**********
.
(1) “การกินข้าวเอง”
.
ทักษะการช่วยเหลือตัวเองแรก ๆ ในชีวิตของเด็ก ๆ คือ “การกินข้าว” ด้วยตัวเอง
แม้จะยังใช้อุปกรณ์ไม่เป็น แต่เด็ก ๆ สามารถใช้สายตามองอาหาร และใช้มือของเขาจับอาหาร ป้อนเข้าปากตัวเองได้ตั้งแต่วัยประมาณ 9 เดือน
.
ระยะเวลาในการกินสำหรับเด็ก ๆ ต่อมื้อ คือ 30 นาที
.
เมื่อพวกเด็กๆ เคยชินกับการหยิบ จับอาหาร และมือของเขาทำงานประสานกับตา (Eye-hand coordination) แล้ว เด็กๆ จะสามารถมองอาหารที่ต้องการ แล้วใช้ช้อน-ส้อม ตัก-จิ้มอาหารเข้าปากตัวเองได้ในพัฒนาการขั้นต่อมา
.
เมื่อเด็กๆ กินข้าวเอง พวกเขาได้พัฒนาเพียงทักษะการช่วยเหลือตัวเอง แต่เด็ก ๆ พัฒนาการรับรู้ถึงความสามารถในตัวเองอีกด้วย ซึ่งนำไปสู่ความั่นใจในการทำสิ่งต่าง ๆ ต่อไปในอนาคต
.
***
.
“เด็ก ๆ กับ ความเลอะเทอะเป็นของคู่กัน”
เมื่อเด็ก ๆ พยายามจะทำอะไรด้วยตัวเอง บางครั้งพวกเขาอาจจะทำเลอะเทอะได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเด็กวัยนี้ หากพ่อแม่และผู้ใหญ่เข้าใจธรรมชาติของเด็ก ๆ และปล่อยให้พวกเขาได้ลงมือทำ และเรียนรู้ แม้ว่าจะเลอะเทอะ เด็ก ๆ จะพัฒนาความมั่นใจในตัวเองและสิ่งที่เด็ก ๆ ทำ ในอนาคตพวกเขาจะทำมันได้ดีขึ้น
.
เคล็ดลับสำหรับพ่อแม่
เราสามารถเตรียมผ้ายางสำหรับปูรองกันเลอะได้
หรือจะให้เด็กเล็กถอดเสื้อผ้าออกก่อนเริ่มกินก็ได้เช่นกัน เพื่อให้พวกเขากินได้เต็มที่
.
ทั้งนี้เมื่อเด็ก ๆ ทำเลอะเทอะ ให้รอพวกเขาทำสิ่งนั้นจนเสร็จ แล้วจึงชวนพวกเขามาทำความสะอาดกัน
ในขั้นแรก พ่อแม่และผู้ใหญ่อาจจะเริ่มจากการทำให้เขาดู แล้วจึงให้เขาลองทำตาม หากเด็ก ๆ ไม่สามารถทำได้เอง ให้เราจับมือเขาทำ เพื่อให้เด็ก ๆ จดจำการเคลื่อนไหว และทำได้เองในครั้งต่อไป
เมื่อเด็กๆ ฝึกฝนจนชำนาญ ให้พ่อแม่และผู้ใหญ่ ปล่อยให้เขาทำความสะอาดเองตั้งแต่ต้นจนจบ จากนั้นถ้ายังไม่สะอาด เราจึงจะทำซ้ำย้ำให้กับพวกเขา
.
ถ้าพ่อแม่ห้ามเพราะกลัวเลอะเทอะ หรือ เข้าไปทำแทนเด็ก ๆ ทุกอย่าง เพราะสะดวกและรวดเร็วทันใจกว่า
พวกเขาจะขาดโอกาสในการเรียนรู้ และพัฒนาการรับรู้ตัวตนและความสามารถที่แท้จริงของเขา
.
ดังนั้น “ยิ่งเด็ก ๆ ลงมือทำ ยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับเขา”
.
**********
.
(2) "การถอด-ใส่เสื้อผ้า"
.
ตามพัฒนาการของเด็กแล้ว เด็กอายุ 2-3 ปี สามารถฝึกถอด-ใส่เสื้อผ้า แบบลักษณะเสื้อผ้าที่ง่ายที่สุดในการฝึกให้เด็ก ๆ สามารถไล่ระดับจากง่ายไปยาก คือ
.
เด็กวัย 1-2 ปี สามารถถอดถุงเท้า รองเท้าแบบสวมเข้าอย่างง่ายหรือมีเวลโครได้ (ไม่มีเชือกผูก) รูดซิปขึ้น-ลง
.
เด็กวัย 2.6-3 ปี สามารถถอดเสื้อยืด เสื้อผ่าหน้า (โดยมีผู้ใหญ่ช่วยปลดกระดุมให้) กระโปรงยางยืด กางเกงยางยืดขาสั้น และสามารถใส่กางเกงยางยืดได้เอง โดยต้องการความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่บ้าง
.
เด็กวัย 3-4 ปี ถอดเสื้อผ้าได้เองทั้งหมด โดยต้องการความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย และสามารถใส่เสื้อผ้าที่มีกระดุมที่มีขนาดใหญ่ (2 เซนติเมตรขึ้นไป ประมาณ 3 เม็ด) ได้
.
เด็กวัย 4-5 ปี แต่งตัวเองได้ ใส่เสื้อสวมหัว โดยดูหน้า-หลังเป็น และสามารถติดกระดุมที่มีขนาดเล็กได้
.
การถอดเสื้อผ้า จึงเป็นขั้นแรกที่ง่ายที่สุด เพราะเด็ก ๆ ไม่จำเป็นต้องคิดว่า ต้องถอดจากด้านหน้า-หลังก่อน เหมือนตอนใส่ ขอแค่ถอดออกมาได้ก็เพียงพอแล้ว
.
เมื่อพวกเขาถอดได้คล่องแล้ว การฝึกใส่เสื้อผ้าจะเป็นขั้นต่อมาที่เขาสามารถเรียนรู้และฝึกฝนไปพร้อมกับการถอดได้
.
**********
.
เคล็ดลับการสอนงานยากให้กลายเป็นงานง่าย คือ “การย่อยงาน (Task analysis)”
.
ยกตัวอย่างเช่น
งานใหญ่หนึ่งงาน คือ “การใส่เสื้อผ้า” สามารถย่อยงานออกเป็นสามงานย่อยหรือสามขั้นตอนได้
.
ขั้นตอนที่ 1 ดูว่าเสื้อด้านไหนเป็นด้านหน้าหรือด้านหลังจากป้ายเสื้อ
ขั้นตอนที่ 2 สวมเสื้อใส่หัว
ขั้นตอนที่ 3 โผล่แขนทั้งสองข้างออกมาจากเสื้อ
.
เมื่อย่อยงานแล้ว เด็ก ๆ จะสามารถฝึกฝนแต่ละ ขั้นตอนที่ตัวเองไม่ถนัดได้ดีขึ้น เพราะผู้ใหญ่จะมองภาพออกทันทีว่า เด็กไม่สามารถทำขั้นตอนไหนได้ด้วยตนเอง การนำไปฝึกฝนต่อจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ที่สำคัญการย่อยงานช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จได้มากขึ้นด้วย จากที่กว่าจะสำเร็จเพียงหนึ่งงานใหญ่ กลายเป็นทุกๆ ขั้นตอนเด็ก ๆ ทำสำเร็จได้
.
“ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเล็ก ๆ เป็นเสมือนขั้นบันไดที่ทำให้เด็กๆ รับรู้ว่า พวกเขาเดินขึ้นมาไกลแค่ไหนแล้ว เด็ก ๆ จะมีกำลังใจในการเดินต่อไปจนถึงปลายทาง”
.
**********
.
เคล็ดลับสุดท้ายสำหรับพ่อแม่ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ช่วยเหลือตัวเองมากขึ้น
.
“กฎ 5 นาที”
เด็ก ๆ ทุกคนต้องการโอกาสในการจะทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเขาเอง เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้ทักษะและการช่วยเหลือตัวเอง ในครั้งแรก ๆ เด็ก ๆ อาจจะทำไม่ได้หรือทำได้ไม่สมบูรณ์ พ่อแม่ไม่ควรผลีผลามเข้าไปช่วยเหลือ แต่เราควรให้เวลาเด็กได้ทำด้วยตัวเองสัก 5 นาที
.
ถ้าเขาทำได้สำเร็จ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในตัวของเด็กๆ คือ "ความภาคภูมิใจ" และ "ความมั่นใจในตัวเอง" ครั้งหน้าถ้าเขาเจอสถานการณ์เช่นนี้อีก เขาจะมั่นใจมากขึ้นว่า เขาจะสามารถแก้ปัญหานั้นได้ด้วยตัวเอง
.
แต่ถ้าในหลัง 5 นาทีไปแล้วเด็ก ๆ ยังทำไม่ได้ หรือ เมื่อเด็ก ๆ พยายามจนถึงที่สุดแล้ว พวกเขาไม่สามารถทำได้ พ่อแม่จึงควรเข้าไปให้ความช่วยเหลือ ในที่นี้ คือ สอนเขาทำและแก้ปัญหานั้น
.
**********
.
การเปิดโอกาสให้ลูกได้ช่วยเหลือตัวเอง และทำสิ่งต่าง ๆ ที่เขาทำได้ด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เด็ก ๆ จะเกิดเป็นความชำนาญในทักษะดังกล่าว ในขณะเดียวกันพวกความมั่นใจในตัวของเขาก็ค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับทักษะที่เกิดขึ้นด้วย ทักษะพื้นฐานผนวกกับการรับรู้ถึงศักยภาพภายในตัวเองสามารถแผ่ขยายไปสู่การเรียนรู้และลองทำสิ่งใหม่ ๆ ต่อไป
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
.
อ้างอิง
Department of Health, Ministry of Public Health. (2018). Parenting Guidelines Promote Development and Learning of Children Under 3 Years Old. Nontaburi: Ministry of Public Health

siri
โพสต์: 1401
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » ศุกร์ ก.ย. 17, 2021 1:28 am

“When parents insist that children do their chores,
they are letting them know that they are not just loved, they are needed.”
“เมื่อพ่อแม่ให้ลูก ๆ ทำงานบ้าน
เรากำลังทำให้ลูก ๆ รับรู้ว่า ไม่ใช่แค่ตัวเขาที่ถูกรักโดยพ่อแม่เพียงอย่างเดียว แต่ตัวเขาเองมีความสำคัญและเป็นที่ต้องการของพ่อแม่เช่นกัน”
-Wendy Mogel-
.
“งานบ้าน” ถือเป็นงานส่วนรวมงานแรกในชีวิตของเด็ก ๆ เลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อเด็ก ๆ ทำงานบ้าน พวกเขาได้ทำประโยชน์ให้กับคนที่มาใช้งานพื้นที่นั้น หรือ ของตรงนั้น เด็ก ๆ จะรับรู้ถึงคุณค่าภายในตัวเองว่า “ตัวเขาสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้”
.
การมอบหมายงานบ้านให้เด็ก ๆ ทำ ไม่ได้มีเป้าหมายไปที่บ้านที่สะอาดเอี่ยมอ่อง แต่เพื่อ...
.
(1) ให้เด็ก ๆ ได้ฝึกฝนการยับยั่งชั่งใจ (Self-control)
เด็ก ๆ จะเรียนรู้ว่า พวกเขาต้องทำสิ่งสำคัญหรือสิ่งที่จำเป็นก่อนไปทำสิ่งที่อยากทำ นั่นคือการทำงานบ้านก่อนไปเล่นนั่นเอง การทำงานบ้านก่อนไปเล่นจึงเป็นการฝึกเรื่อง “การชะลอสิ่งที่อยากได้หรืออยากทำ (Delayed gratification)” ได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
.
(2) ให้เด็ก ๆ ได้ใช้ความพยายามทำสิ่งที่มีคุณค่า เพื่อสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง
เมื่อเด็ก ๆ ทำงานบ้าน พวกเขาต้องใช้ความอดทนและความพยายาม
ในอนาคต ถ้าหากพวกเขาต้องการทำสิ่งที่มีคุณค่าหรือทำให้ตนเองมีคุณค่าต้องอาศัยความอดทนและพยายามเช่นกัน
.
(3) ให้เด็ก ๆ ทำในสิ่งที่เขาทำได้ เพื่อผู้อื่นบ้าง
เพื่อดึงเด็ก ๆ ออกจากศูนย์กลาง (Egocentrics) ทำให้พวกเขามองเห็นผู้อื่น และเรียนรู้ความเห็นอกเห็นใจ
.
(4) ให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาการร่างกายกล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่
เมื่อเด็ก ๆ ทำงานบ้าน พวกเขาจะต้องควบคุมร่างกายให้เคลื่อนไหวในทิศทางที่เหมาะสม เพื่อจะกวาด ปัด เช็ด ถู ริน กรอก บิด ซัก หนีบ และอื่น ๆ
เด็ก ๆ ที่ทำงานบ้านจะมีการพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดต่างๆ ในเวลาเดียวกัน
.
“ในเด็กเล็กเมื่อนิ้วมือขยับ ร่างกายเคลื่อนไหว สมองยิ่งพัฒนา"
.
เด็ก ๆ หลายคนเกิดมาเพื่อเป็นผู้ช่วยเหลือ แต่ความอยากช่วยค่อย ๆ เลือนหายไป เนื่องด้วย...
.
"การที่มีผู้อื่นทำอะไรให้ทุกอย่าง เขาไม่ต้องทำอะไรเอง” เพราะพ่อแม่อาจจะรู้สึกเด็ก ๆ ทำไม่ทันใจ หรือ กลัวว่าลูกจะเหนื่อยและลำบาก จึงไม่อยากให้เขาลงมือทำสิ่งเหล่านี้
.
นอกจากนี้ "การถูกตำหนิที่ผลลัพธ์ก่อนได้รับการชื่นชมในความตั้งใจทำ" เพราะพ่อแม่อาจจะลืมไปว่า ผลลัพธ์สำคัญน้อยกว่าความพยายาม เด็กๆ ทำไม่ได้ดี เขาพัฒนาได้ แต่ถ้าเราห้ามเขาทำ บ่นที่เขาทำไม่ได้ดังความคาดหวังของเรา เด็กจะไม่อยากทำมันอีก นานวันไป ก็กลายเป็น “เขาไม่ทำมันดี น่าจะดีที่สุด” เพราะเขาไม่อยากถูกบ่นหรือตำหนิ
.
**********
.
ดังนั้น คุณค่าในตนเองเริ่มจาก “การทำให้ตนเองมีคุณค่า” ผ่านการลงมือทำ ช่วยเหลือตัวเองไม่ให้เป็นภาระของใคร ดูแลของใช้และพื้นที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ และเมื่อดูแลตัวเองและของ ๆ ตัวเองได้แล้ว ก็พัฒนาไปสู่การช่วยเหลือส่วนรวม โดยเริ่มจากงานบ้านเพื่อคนที่บ้าน ซึ่งเป็นบุคคลที่เขารัก และสุดท้าย แม้จะไม่ได้เกิดกับทุกคน คือ การช่วยเหลือส่วนรวม ซึ่งเป็นบุคคลอื่น ๆ ที่เด็ก อาจจะไม่เคยรู้จักมาก่อน
.
สิ่งที่เด็ก ๆ ลงมือทำคือสิ่งที่มีคุณค่า เมื่อคุณค่าถูกส่งออกไปจากตัวเขาไปสู่ผู้อื่น สิ่งที่ได้รับกลับมา คือ การที่ผู้อื่นรับรู้ถึงคุณค่าในตัวเขา เป็นการยืนยันว่าเขามีคุณค่าในขั้นแรก นานวันเขาไม่จำเป็นต้องรอผู้อื่นมายืนยันคุณค่านั้นอีก เพราะเขาเรียนรู้แล้วว่า ตัวเองมีคุณค่า
.
**********
.
เคล็ดลับสำหรับพ่อแม่ที่อยากให้ลูกเริ่มทำงานบ้าน
.
(1) "ทำด้วยกัน"
งานบ้านไม่ใช่งานสำหรับใครบางคน แต่เป็นงานของทุกคนในบ้าน
ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ คนพี่ คนน้อง ทุกคนช่วยงานบ้านที่ตนเองสามารถทำได้
***เราไม่ควรให้เด็ก ๆ หรือใครในบ้านคนใดคนหนึ่งต้องรับหน้าที่ทำงานบ้านอย่างหนักหน่วง เพราะงานบ้านควรเป็นงานของทุกคนภายในบ้าน ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหานี้ การมอบหมายงานที่ชัดเจนให้กับแต่ละคน คือ สิ่งที่ควรทำและตกลงกันให้เข้าใจตั้งแต่แรกเริ่ม
(2) "ทำตามวัย"
มอบหมายงานบ้านให้เหมาะสมกับวัย เริ่มจากงานเล็ก ๆ ไม่ต้องระวังมาก ไปจนถึงงานใหญ่ ๆ ที่ต้องอาศัยทักษะมากขึ้น ทั้งนี้พ่อแม่ควรให้การดูแลและเคียงข้างในเด็กเล็ก และให้คำแนะนำและช่วยเหลือในบางครั้งในเด็กโต
(3) "ทำให้สนุก"
สามารถทำเป็นเกม แข่งกันกวาดบ้าน โยนผ้าลงตระกร้าแยกผ้าสี ผ้าขาว ทำกับข้าวด้วยกัน เป็นตัน
(4) "ทำให้เป็นเวลา"
มีตารางเวลา กำหนดเวลา และระยะเวลา ไม่มากและไม่น้อยเกินไป ให้เหมาะสมกับวัย
(5) "ทำให้เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ"
พ่อแม่ควรภูมิใจเมื่อลูกทำงานบ้านไ้ด้สำเร็จ และไม่ลืมที่จะชื่นชมลูกเสมอ
(6) "ทำให้สม่ำเสมอ”
จนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา ไม่ใช่เห่อเพียงช่วงแรก และเมื่อเวลาผ่านไปก็เลิกทำ งานบ้านควรเป็นหน้าที่ ไม่ใช่ทำเพราะอยากทำ
(7) "พ่อแม่เป็นตัวอย่างที่สำคัญ”
อยากให้ลูกทำงานบ้าน พ่อแม่ต้องทำให้ดู และทำไปกับเขา
.
**********
.
สุดท้าย แม้งานบ้านจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่สามารถสร้างคุณค่ามหาศาลในตัวเด็กคนหนึ่ง ให้เขาสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข เพราะเขาจะมองเห็นคุณค่าในตัวเอง และผู้อื่น
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 1401
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » ศุกร์ ก.ย. 17, 2021 1:28 am

“It is easier to build strong children than to repair broken adults."
“การสร้างเด็กที่แข็งแรง ง่ายกว่าการซ่อมผู้ใหญ่ที่พังไปแล้ว”
-Frederick Douglass-
.
ดอกเบี้ยของการซ่อมแซมนั้นแพงมหาศาล หากเทียบกับการลงทุนลงแรงสร้างเพียง 6 ปีแรกในชีวิตของเด็กคนหนึ่ง เพราะการซ่อมผู้ใหญ่ที่พังแล้วนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย และบางครั้งถึงแม้จะซ่อมแล้วก็อาจจะไม่ดีดังเดิม
.
**********
.
สำหรับพ่อแม่ที่ยังมีลูกวัย 0-6 ปี คุณพ่อคุณแม่ยังมีเวลาสร้าง "สายสัมพันธ์ที่แข็งแรงกับลูก” ซึ่งสายสัมพันธ์นี้จะหล่อหลอมให้เราเป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริงและลูกมีภูมิคุ้มกันทางใจในวันที่เขาเติบโต...
.
แนวทางในการสร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแรงกับลูก
.
(1) เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง
การเป็นพ่อแม่ที่ทำงานด้วย เลี้ยงลูกเองด้วยนั้น ต้องใช้คำว่า “เหนื่อยแสนสาหัส”
แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเป็นไปไม่ได้ ทุกวันไม่ต้องดีเลิศเลอสมบูรณ์แบบ
ผิดพลาดบ้าง เละเทะบ้างก็ไม่เป็นไร เหนื่อยก็พัก
ตราบใดที่เรายังมีชีวิต และเรายังอยู่ด้วยกันกับลูกตรงนี้ พรุ่งนี้ค่อยเริ่มใหม่ได้เสมอ
.
ในทางกลับกัน หากเราให้คนอื่นเลี้ยงลูกแทนเรา เมื่อเกิดปัญหา ผู้ที่ต้องแก้ปัญหาไม่ใช่ใครอื่น แต่คือเราพ่อแม่นี่แหละที่ต้องตามแก้ หากปราศจากซึ่งสายสัมพันธ์ที่ดีแล้ว ลูกไม่รู้สึกผูกพันกับเรา อยากให้เขาฟังเรา เราเองที่ฝันไป
.
(2) ใช้เวลาคุณภาพกับลูก
อ่านนิทาน เล่นกับลูก นอนกอด ทำงานบ้าน และอื่น ๆ
ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า และสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขกับลูกในวัยที่เขาต้องการเราอยู่...
ลูกไม่ได้เป็นเด็กตลอดกาล เขาโตเร็วกว่าที่เราคิดนัก
.
"น้อยนิด แต่มหาศาล"
"คุณภาพ" สำคัญกว่า "ปริมาณ"
แม้จะเวลาจะน้อยนิด แต่ถ้าสม่ำเสมอ เวลานั้นมีคุณค่ามหาศาล
ถ้าจำเป็นต้องทำงาน ก็สามารถรีบกลับบ้าน มาใช้เวลากับลูกช่วงเย็นหรือส่งเขาเข้านอน
ถ้าทำงานทุกวัน กลับบ้านได้แค่เสาร์ อาทิตย์ เราควรวางมือถือ มอบเวลาให้กับลูกในช่วงวันที่มีให้เขา
หรือสุดท้ายต้องอยู่ห่างไกลกัน เทคโนโลยีช่วยเราได้ วีดีโอคอลหาลูกทุกวันเวลาเดิม สม่ำเสมอ ช่วยเชื่อมสายใยได้
ไม่รู้จะคุยอะไรกับลูก อ่านนิทาน เล่าเรื่องสมัยเราเป็นเด็ก ร้องเพลงให้ลูกฟัง คือ สิ่งที่เราสามารถทำได้
.
(3) ใจดี แต่ไม่ใจอ่อน
พ่อแม่ให้ความรักและความสนใจกับลูก แต่ไม่ใช่ตามใจลูก...
พ่อแม่ให้อิสระภายใต้ขอบเขต เช่น กฎ 3 ข้อที่ทุกบ้านควรมี ไม่ทำร้ายตนเอง ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ทำลายข้าวของ
เมื่อลูกทำผิด พ่อแม่ให้การสอนว่า สิ่งที่ควรทำ/ไม่ควรทำ และต้องทำเช่นไร ไม่ใช่การลงโทษที่รุนแรง
พ่อแม่สอน “วินัย” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกมีคุณภาพชีวิตที่ดี วินัยที่สำคัญในชีวิตได้แก่
การช่วยเหลือตัวเองตามวัย เช่น กินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว และอื่น ๆ
การรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายตามวัย เช่น งานบ้าน การบ้าน และงานอื่น ๆ
.
การสอนวินัยให้กับลูก ในวันที่เขายังฟังเรา เพราะในตอนนี้ อย่างมากที่สุด เมื่อลูกไม่อยากทำอะไร เขาก็แค่เพียงกรีดร้อง ร้องไห้อย่างหนัก ตีอกชกลม แต่พ่อแม่ยังสามารถสอนเขาได้อยู่ เมื่อเด็กเรียนรู้วินัยแล้ว เขาจะเรียนรู้สิ่งนั้นตลอดไป
.
"พ่อแม่ที่มีวินัย ลูกจะมีวินัย”
ดังนั้นพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างให้กับลูก อย่าสอนเพียงพูดบอก พ่อแม่ต้องทำให้เขาดูด้วย และทำไปกับเขา
.
(4) ถ้าทำผิดพลาด ขอโทษอีกฝ่าย และไม่ลืมที่จะให้อภัยตัวเอง
เป็นพ่อแม่ ไม่ได้แปลว่า เราจะกลายเป็นผู้วิเศษ
พ่อแม่ ก็ยังเป็นคนธรรมดา ทำผิด ทำพลาด อยู่บ่อยครั้ง
เวลาพ่อแม่ทำผิดพลาดต่อลูก เราควรพูดขอโทษลูก เหมือนที่เราสอนลูกให้ขอโทษอีกฝ่าย เมื่อเขาทำผิด
นอกจากนี้อย่าลืมที่จะให้อภัยตัวเอง และลูกเวลาที่ทำผิดพลาด
.
ทุกการทะเลาะกัน ไม่ควรให้ความสำคัญกับการหาผู้กระทำผิด หรือ การเอาชนะอีกฝ่าย
เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ ทำอย่างไรดี เพื่อให้เรากลับมาเข้าใจกันและรักกันมากกว่าเดิม
.
(5) ชื่นชมทุกๆ สิ่ง แม้จะเล็กน้อย แต่สิ่งเหล่านั้นคือหลักฐานของการเติบโตของทั้งเราและลูก
ขอบคุณทุก ๆ วันที่เรามีกันและกัน
"เราโชคดีที่ได้เป็นพ่อแม่ และลูกโชคดีที่มีเราเป็นพ่อแม่”
.
ที่สำคัญพ่อแม่อย่างเราต้องไม่ลืมที่จะใจดีกับตัวเองบ้าง เช่น พ่อแม่ผลัดกันเลี้ยงลูก หรือ ขอให้คนในครอบครัวคนอื่น ๆ ช่วยเราได้บ้าง เพื่อหาเวลาพักในการทำสิ่งที่ชอบและดูแลตัวเองบ้าง เพราะการเป็นพ่อแม่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเสียสละความสุขของตัวเองไป เราสามารถเป็นพ่อแม่ที่มีความสุขได้
.
**********
.
สุดท้าย "การเลี้ยงลูก คือ การลงทุน"
เวลาที่เราไม่ให้เขาในวัยเยาว์
ดอกเบี้ยราคาแพง คือ ค่าซ่อมแซมผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เสียหาย
ซึ่งบางครั้งซ่อมแล้ว ก็อาจจะไม่ดีดังเดิม และอาจจะซ่อมกันทั้งชีวิตของคน ๆ หนึ่ง
.
พ่อแม่บางคนบอกว่า “เรารักลูกจึงเลือกทำงานหาเงินมาเลี้ยงเขา”
แต่สำหรับลูกที่ยังเป็นเด็กเล็ก คำพูดที่พ่อแม่บอกรักเป็นนามธรรม เขาจับต้องไม่ได้
ดังนั้น “เวลาคุณภาพที่มีให้เขา ทำให้เขารับรู้ว่า พ่อแม่รักเขา และตัวเขาสำคัญสำหรับพ่อแม่จริง ๆ”
หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินประโยค “ถ้าเราให้ความสำคัญกับสิ่งใด เราจะมีเวลาให้กับสิ่งนั้นได้เสมอ”
เช่นเดียวกัน เมื่อลูกสำคัญสำหรับเรา เราจะหาทางและหาเวลาในการอยู่ตรงนั้นกับเขาจนได้
.
การลงทุนเรื่องเวลากับลูก ถือเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่คุ้มค่า
ให้เวลาวันละนิด แต่ทุกวันสม่ำเสมอ ดอกผลนั้นงดงามแน่นอน
.
ขอเป็นกำลังใจให้กับทุก ๆ ครอบครัวนะคะ
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 1401
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » ศุกร์ ก.ย. 17, 2021 1:29 am

การเล่นช่วยให้เด็ก ๆ เติบโตทั้งภายในและภายนอก
.
"การเรียนรู้ของเด็ก (โดยเฉพาะในเด็กเล็ก)" เท่ากับ “การเล่น"
และ “การเล่น" เท่ากับ "การเรียนรู้”
เพราะ "การเล่น" เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก ๆ
.
เด็ก ๆ ควรเล่นอย่างเพียงพอ โดยเฉลี่ยอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อวัน (จะแบ่งเวลาเล่นเป็นครั้งละ 30 นาที-1 ชั่วโมง เช้า กลางวัน เย็น ก็ทำได้เช่นกัน)
.
เมื่อใดที่เด็ก ๆ เล่น พวกเขาได้เรียนรู้ นอกจากนี้การเล่นยังเป็นการเตรียมร่างกายทั้งสมอง และกล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่ให้พร้อมสำหรับการใช้งานในการเรียนรู้ขั้นต่อไป เด็กที่ได้เล่นอย่างเพียงพอและเหมาะสมกับวัย ช่วยให้เด็ก ๆ สามารถพัฒนาการควบคุมร่างกายภายนอกของตัวเอง และนำไปสู่การควบคุมตัวเองจากภายใน ซึ่งช่วยให้พวกเขามีสมาธิที่เพียงพอต่อการจดจ่อเพื่อเรียนรู้ในขั้นต่อ ๆ ไป
.
แม้จะให้เด็ก ๆ เล่นอย่างอิสระ แต่อย่าลืมกำหนดขอบเขตและตั้งกติกาให้ชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่ม
กติกาสำคัญที่ทุกบ้านควรมีก่อนปล่อยให้เด็ก ๆ ไปเล่น ได้แก่...
(1) กฎ 3 ข้อ ไม่ทำร้ายตัวเอง ไม่ทำร้ายผู้อื่น และไม่ทำลายข้าวของ
(2) เล่นแล้วเก็บให้เหมือนเดิม หรือ เล่นแล้วต้องช่วยกันทำความสะอาดด้วย
(3) บริเวณที่เล่นคือ.... ของเล่นที่เล่นได้จะอยู่ในบริเวณดังกล่าว
เพียงเท่านี้เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ที่จะสร้างสรรค์อย่างอิสระ แต่ไม่ลืมที่จะรับผิดชอบต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเขาด้วย
.
**********
.
“9 รูปแบบการเล่น"
ช่วยให้เด็ก ๆ เติบโตทั้งภายในและภายนอก
.
1.) เล่นกับธรรมชาติ
เล่นน้ำ เล่นทราย เล่นขุดดิน เล่นโคลน
เล่นต่อก้อนหิน เล่นปีนต้นไม้
เล่นทำกับข้าวจากใบไม้ใบหญ้า เล่นสำรวจธรรมชาติ ฯลฯ
การเล่นกับธรรมชาติส่งเสริมทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่ การปรับตัว จินตนาการ การทดลอง การเข้าใจสัญลักษณ์ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่การเข้าใจเหตุผลในวัยถัดมา
.
2.) เล่นเคลื่อนไหวร่างกาย
คลานไปใต้โต๊ะ ทำทีเป็นมุดเข้าไปในอุโมงค์
วิ่งสุดแรง เพื่อหนีจากจระเข้
เดินบนสะพาน เพื่อข้ามแม่น้ำ
เดินระวังกับระเบิดที่พื้นลายตัวหนอน
ปีนป่ายอยู่บนเฟอร์นิเจอร์ เพื่อระวังตกลงไปในลาวา (พื้นห้องนั่งเล่น)
ปีนป่ายต้นไม้ และเครื่องเล่นในสนาม
ขี่จักรยาน ไถสกุ๊ตเตอร์
โยนรับบอล โยนบอลลงตระกร้า เตะฟุตบอล
การเคลื่อนไหวร่างกายนอกจากทำให้เด็ก ๆ ได้ระบายแรงที่มีอยู่ล้นเหลือของพวกเขาแล้ว ยังทำให้สมองของพวกเขาได้รับการพัฒนา ทำให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้อีกด้วย
.
เมื่อถึงวัยที่เข้าใจกติกาอย่างง่าย ณ จุดนี้ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้และความพร้อมของเด็กแต่ละคน
การเล่นกีฬา การเต้น หรือกิจกรรมที่เคลือนไหวร่างกายที่เด็ก ๆ ชื่นชอบสามารถช่วยให้เด็ก ๆ ได้ระบายแรงอย่างเหมาะสมและช่วยพัฒนาจิตใจและร่างกายของตัวเด็ก ๆ ได้เช่นกัน
.
3.) เล่นกับสี
เล่นสีน้ำ สีเทียน สีไม้ สีจากธรรมชาติ และสีต่าง ๆ
การเล่นกับสีเด็ก ๆ จะได้ขีดเขียนตามใจชอบ เขาได้นำถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก จินตนาการออกมาทางภาพ
เราไม่ควรใช้ผลลัพธ์ คือ ภาพที่สวยงานเป็นตัวตั้ง
เวลาเด็ก ๆ ขีดเขียน เราจะเห็นความคิดภายในและตัวตนของพวกเขา
เด็ก ๆ เองก็เช่นกันเมื่อถึงวัยที่พวกเขาเข้าใจนามธรรมมากพอ พวกเขาจะได้มีโอกาสรู้จักกับตัวเองมากขึ้นผ่านสิ่งที่เขาขีดเขียนออกมา
.
4.) เล่นของเล่นอิสระ (Free form)
บล็อกไม้ ดินน้ำมันหรือแป้งโดว์ ตัวต่อหรือเลโก้ ไม้ไอศครีม กล่องลัง ขวดน้ำ และของเล่น หรือ อาจจะเป็นสิ่งต่าง ๆ ภายในบ้าน ทั้งอุปกรณ์และของเหลือใช้ใดก็ได้ที่ไม่ได้กำหนดมาตั้งแต่ต้นว่าต้องเป็นอะไร เพื่อให้เด็ก ๆ ได้สร้างสรรค์ผลงาน และใช้จินตนาการอย่างเต็มที่
ยกตัวอย่างเช่น
เด็ก ๆ อาจจะสมมติให้รีโมทเครื่องปรับอากาศหรือเครื่องคิดเลขเป็นโทรศัพท์ของพวกเขา
เด็ก ๆ อาจจะใช้แกนกระดาษทำเป็นไมค์โครโฟนสำหรับร้องเพลง
เด็ก ๆ อาจจะใช้กล่องลังมาทำเป็นบ้านของพวกเขา
เด็ก ๆ อาจจะนำกระดาษมาพับเป็นรถเป่าแข่งกัน
และเด็ก ๆ อาจจะนำหมอน ผ้าห่ม โต๊ะ และเก้าอี้ มาทำเป็นฐานทัพของพวกเขา
เป็นต้น
.
5.) เล่นบทบาทสมมติ
ก่อนวัยเล่นบทบาทสมมติ เราสามารถเล่น "จ๊ะเอ๋ (Peekaboo) กับเด็กเล็ก ๆ ได้
ส่วนในวัยที่เริ่มบทบาทสมมติได้ ได้แก่ ในเด็กวัย 2-3 ปีขึ้นไป เด็กจะเริ่มพูดกับตัวเอง (Self-talk) เพื่อบรรยายสิ่งที่เขาทำหรือเล่น บทบาทสมมติค่อย ๆ เริ่มขึ้น ณ เวลานั้น เด็ก ๆ จะเล่นเลียนแบบการการทำงานหรือทำกิจกรรมของผู้ใหญ่
ยกตัวอย่างเช่น
เล่นพ่อแม่ลูก
เล่นคุยโทรศัพท์
เล่นทำกับข้าว
เล่นเลี้ยงน้อง
เล่นขับรถ
เล่นเป็นคุณครู
เล่นเป็นหมอ
ฯลฯ
การเล่นบทบาทสมมติทำให้เด็ก ๆ ได้ใช้จินตนาการ และการเลียนแบบ ซึ่งนำไปสู่พัฒนาการด้านการสื่อสารและการเข้าสังคมในเวลาต่อมา
.
6.) เล่นทำงานบ้าน
การเล่นทำงานบ้าน คือ การเล่นที่ได้เลียนแบบการทำงานของผู้ใหญ่ เราสามารถให้เด็ก ๆ เล่นทำงานบ้านคู่ขนานไปกับการทำงานบ้านจริง ๆ ของเราได้
ยกตัวอย่างเช่น
เล่นล้างผักหั่นผัก ซาวข้าวหุงข้าว ขณะที่ช่วยแม่ทำกับข้าว
เล่นน้ำ เล่นฟองสบู่ ขณะที่ช่วยพ่อล้างรถ
เล่นนำ้ เล่นถอนหญ้า เรียงหิน ขณะที่ช่วยเรารดน้ำต้นไป
เล่นกับสัตว์เลี้ยง ชณะที่ช่วยอาบน้ำสัตว์เลี้ยง
เป็นต้น
นอกจากเด็ก ๆ ได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่แล้ว เด็กยังได้เรียนรู้การทำงานบ้าน และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกด้วย
.
7.) เล่นกับพ่อแม่ และเล่นกับเพื่อน
เพื่อนเล่นที่ดีที่สุดที่บ้าน คือ พ่อแม่ของพวกเขา
ลูกเล่นกับพ่อแม่เพื่อสร้างความสัมพันธ์
สร้างพ่อแม่ที่มีอยู่จริงและลูกที่มีอยู่จริง
.
นอกจากนี้เมื่อเด็ก ๆ ถึงวัยเข้าโรงเรียน การเล่นกับเพื่อน ๆ หรือเด็กวัยใกล้เคียงกัน จะช่วยส่งเสริมทักษะการเข้าสังคมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทักษะการสื่อสาร รู้จักเจรจาต่อรอง ประนีประนอม
.
8.) เล่นเกมตามกติกา
เล่นบอร์ดเกม หรือ เกมกระดานต่าง ๆ
เช่น บันไดงู เกมเศรษฐี หมากฮอส หมากเก็บ
.
การเล่นที่มีกติกาที่ชัดเจน
ยกตัวอย่างเช่น
เล่นซ่อนแอบ
เล่นแปะแข็ง
เล่นตบแปะ
เล่นโดดยาง
เป็นต้น
การเล่นเกมตามกติกาทำให้เด็ก ๆ ได้ฝึกฝนการทำตามกติกาของสังคม การยอมรับผลแพ้-ชนะ การให้เคารพตัวเองและผู้อื่น และการสื่อสารอย่างเหมาะสม
.
(9) เล่นกับดนตรี
บางครั้งการเล่นดนตรี ทำให้เด็ก ๆ ได้รู้จักโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์
ทุกครั้งที่เด็ก ๆ ทำให้เสียงดนตรีดังออกมาจากเครื่องดนตรี หรือ เปล่งเสียงร้องออกมา
พวกเขาจะรู้สึกราวกับว่า “ตัวเองมีเวทมนตร์”
ดนตรี ไม่ได้เพียงพัฒนาทักษะทางด้านดนตรีของเด็ก ๆ เพียงอย่างเดียว เพราะดนตรีได้ช่วยพัฒนาทักษะที่สำคัญ ทั้งการฟัง การสังเกต การจำ และการสร้างสรรค์อีกด้วย
.
เมื่อเด็ก ๆ เล่นดนตรี พวกเขาได้เรียนรู้เรื่องวินัย และการฝึกฝน ทั้งนี้ ผู้ใหญ่ต้องไม่คาดหวังเกินวัย และไม่คาดหวังผลลัพธ์เป็นสำคัญ เพราะกระบวนการเรียนรู้ระหว่างทางที่เกิดขึ้นและความพยายามของเด็ก คือ สิ่งสำคัญที่สุดที่เราควรมองเห็น และให้การชื่นชมสนับสนุน
.
**********
.
"คำแนะนำสำหรับพ่อแม่"
.
พ่อแม่และผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องกังวลว่า เด็กๆ ต้องเล่นให้ครบทุกรูปแบบที่นำเสนอในบทความนี้ในหนึ่งวัน หรือ เด็กต้องทำให้ครบทุกอย่าง เพราะบทความต้องการแค่เพียงนำเสนอรูปแบบการเล่นที่ช่วยส่งเสริมให้เด็ก ๆ เกิดการเติบโตทั้งภายในและภายนอก
.
ดังนั้น ไม่ว่าเด็ก ๆ จะเล่นในรูปแบบใด ขอเพียงพวกเขาริเริ่มอยากที่จะเล่นด้วยตัวพวกเขาเอง โดยในช่วงแรกผู้ใหญ่อย่างเราช่วยนำเสนอการเล่นรูปแบบต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ ได้รู้จัก และชวนพวกเขามาเล่น เมื่อพวกเขารู้จักการเล่นในรูปแบบต่าง ๆ แล้ว เด็ก ๆ หลายคนสามารถพัฒนาการเล่นในแบบของตัวเองได้เอง
การเล่นหนึ่งครั้ง อาจจะมีการเล่นหลายรูปแบบรวมกันอยู่ และการเล่นบางรูปแบบทำให้พัฒนาไปสู่การเล่นขั้นสูง ซึ่งพัฒนาเป็นองค์ความรู้และประสบการณ์สะสมในตัวเด็ก ๆ ต่อไปได้
.
หัวใจสำคัญของการเล่นในเด็กเล็ก คือ การเล่นกับพวกเขา
ไม่ว่าจะเล่นอะไร ขอเพียงผู้ใหญ่เล่นด้วย เด็ก ๆ ก็มีความสุขกับการเล่นนั้นแล้ว เมื่อถึงวัยที่เขาสามารถพัฒนาไปสู่การเล่นด้วยตัวเองและเล่นกับเพื่อน ผู้ใหญ่จะค่อย ๆ ถอยบทบาทไปสู่การเป็นผู้สังเกตการณ์และผู้สนับสนุนอยู่ห่าง ๆ เท่านั้นเอง
.
**********
.
สุดท้าย การเล่นทำให้เด็ก ๆ ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนรู้โลกภายนอก และในขณะเดียวกันการเล่นยังช่วยให้พวกเขาได้เรียนรู้โลกภายในตัวเองมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
.
ทุกครั้งที่เด็ก ๆ เล่น หลายสิ่งหลายอย่างค่อย ๆ เติบโตขึ้นภายในตัวเขาอย่างเงียบ ๆ
บ่อยครั้งเราจึงพบว่า บางสิ่งที่งดงามเกิดขึ้นเมื่อเด็ก ๆ เล่น...
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

siri
โพสต์: 1401
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » ศุกร์ ก.ย. 17, 2021 1:29 am

"นิทานบำบัด (Therapeutic Story)"
เครื่องมือบำบัดสุดวิเศษที่ช่วยเยียวยาจิตใจเด็ก ๆ (และผู้ใหญ่)
.
Milton Erickson จิตแพทย์ชาวอเมริกัน เป็นคนแรกที่สนับสนุนการใช้เรื่องราวและคำอุปมาอุปมัย (Metaphor) ในการบำบัดและเยียวยาจิตใจให้กับเด็กและผู้ใหญ่ เขาเชื่อว่า "จิตใต้สำนึก (Unconscious)" ของมนุษย์เรามีพลังงานทางบวก
.
แต่การจะทำให้จิตใต้สำนึกขึ้นมาทำงานได้ ต้องอาศัยเรื่องเล่าหรือนิทานบำบัด เพราะนิทานบำบัดเป็นเสมือนโลกคู่ขนานซึ่งมีสัญลักษณ์ต่าง ๆ แทนสิ่งที่อยู่ในชีวิตจริง เมื่อเราฟัง เราจะเกิดการเปรียบเทียบขึ้นมาภายในใจเรา ยิ่งเรื่องราวสอดคล้องกับเราเท่าไหร่ เราจะยิ่งเชื่อมโยงกับเรื่องราวดังกล่าวได้มากขึ้นเท่านั้น
.
สมัย Erickson ยังเป็นเด็ก เขาป่วยด้วยโรคโปลิโอ ทำให้จิตใจของเขาถูกจองจำในร่างกายที่ไม่สารถขยับได้ดั่งใจอยาก ขณะที่เพื่อนออกไปวิ่งเล่น เขาต้องนอนนิ่งอยู่กับเตียงไม่สามารถไปเล่นกับเพื่อนในทุ่งหญ้าได้
.
สิ่งเดียวที่ช่วยเยียวยาจิตใจของเขา คือ นิทานที่เขาอ่าน แม้นิทานไม่ได้ช่วยให้เขาลุกขึ้นมาเดินได้ แต่นิทานช่วยปลอบประโลมและบรรเทาความเจ็บปวดในใจเขาได้ โดยเฉพาะนิทานที่ตัวเอกมีร่างกายที่ไม่แข็งแรงเช่นเดียวกับเขา เมื่อตัวเอกนั้นสามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ ตัวเขาเองเหมือนจะฝ่าฟันมันไปได้เช่นเดียวกัน เมื่อตัวละครในเรื่องเป็นอิสระ ตัวเขาเองก็เหมือนได้รับการปลดปล่อยทางใจไปด้วย
.
ดังนั้น นิทานบำบัด จึงเป็นเรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเด็กคนนั้น ๆ โดยเฉพาะ ตัวเอกในเรื่องจะสร้างขึ้นมาให้มีส่วนที่สามารถเชื่อมโยงกับเด็กคนนั้นได้ แต่จะไม่เหมือนเด็กคนนั้นทั้งหมด เพื่อไม่เป็นการยัดเยียดให้เด็กรู้สึกว่าเขาเป็นตัวละครนั้นจนเกินไป เรื่องราวในเรื่องจะสร้างขึ้นเป็นอุปสรรคคู่ขนานกับชีวิตจริงของเด็ก เพื่อเป็นการจำลองว่า ถ้าหากชีวิตเขาเจอเช่นนี้ เขาจะทำเช่นไร
.
ยิ่งไปกว่านั้นนิทานบำบัดยังเป็นการเปลี่ยนแปลงตอนจบของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ในชีวิตจริงของเด็ก เขาอาจจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่มีจุดจบที่เลวร้าย แต่นิทานบำบัดเหตุการณ์อาจจะถูกเปลี่ยนเเปลง (Reframing) เพื่อให้จบด้วยดี เป็นการบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในใจของเขา เพราะในชีวิตจริงเราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอดีตได้แล้ว
.
แม้นิทานบำบัดจะไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้
แต่นิทานบำบัดช่วยให้จิตใจของผู้รับการบำบัดได้รับการเยียวยา
ทำให้มีพลังใจที่จะกลับไปใช้ชีวิตและเผชิญเรื่องราวต่าง ๆ อีกครั้ง
.
**********
.
เรื่องเล่าในห้องเล่นบำบัด “ในวันที่ฉันต้องการเป็นที่ยอมรับ"
.
เด็กน้อยคนหนึ่งเต็มไปด้วยพลังอันเหลือล้น เธอมีความคิดสร้างสรรค์ไม่เหมือนใคร และชอบทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยวิธีของเธอ
แต่ถ้าให้เด็กน้อยนั่งนิ่งในห้องเรียน เธอมักจะไม่สามารถทำได้นาน เพราะร่างกายของเธอคงอยากกระโดดโลดเต้นไปทั่วห้องเสียมากกว่า
เด็กน้อยชอบการเป็นผู้นำ เธออาจจะสั่งการและพยายามควบคุมทุกคนให้ทำตามที่เธอต้องการ
แต่เธอกลับไม่ชอบทำตามกติกาและควบคุมตัวเธอเอง
นอกจากนี้เธอมักจะแสดงออกถึงความมั่นใจ และกล้าแสดงออกอยู่เสมอ
แต่เธอกลับกลัวว่า เธอจะไม่เป็นที่รักของใคร ๆ เพราะสิ่งที่เธอทำมักจะแตกต่างจากคนอื่น ๆ
.
นักบำบัดตัดสินใจเลือกใช้ “นิทานบำบัด” มาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเด็กน้อย
โดยนักบำบัดได้แต่งนิทานบำบัดสำหรับเด็กน้อยโดยเฉพาะ ซึ่งนิทานบำบัดที่แต่งขึ้นจะต้องมีเป้าประสงค์การบำบัดหลักเพียงข้อเดียว (Therapeutic objective)
.
สำหรับเด็กน้อยคนนี้ คือ "การได้รับการยอมรับ” ตัวละครเอกสร้างจากสัตว์ที่เธอชอบ และเรื่องราวเป็นโลกคู่ขนานกับโลกในชีวิตจริงของเธอ (Metaphor context)
.
***
.
นักบำบัดเล่านิทานที่ถูกแต่งขึ้นให้เด็กน้อยฟัง...
จากเด็กที่ไม่สามารถนั่งนิ่งได้ เธอกลับนั่งนิ่งฟังเรื่องราวที่ถูกแต่งเพื่อเธออย่างตั้งใจ
วันนี้ไม่มีหนังสือนิทานหรือภาพ มีเพียงตุ๊กตาสัตว์โลดแล่นไปตามเรื่องเล่าจากปากนักบำบัด
โดยมีกระบะทรายเป็นฉากหลัง เมื่อเด็กน้อยฟังจบ เธอมีคำถามมากมาย...
.
หนึ่งในคำถามที่บ่งบอกว่าเรื่องราวได้เข้าไปสะท้อนถึงชีวิตเธอ คือ “ทำไมเขา (ตัวละครเอก) ต้องแตกต่างจากคนอื่นด้วย” นักบำบัดถามเธอกลับไป “หนูคิดว่าเพราะอะไรเขาถึงแตกต่างจากคนอื่น?”
.
เด็กน้อย: “หนูว่าเพราะเขาทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ แต่บางทีเขาก็ทำในสิ่งที่คนอื่นทำได้ ไม่ได้ เขาเลยไม่เหมือนคนอื่น”
.
นักบำบัด: "แล้วหนูคิดว่าแตกต่างไม่ดีเหรอ?"
.
เด็กน้อย: “หนูว่าคนอื่นเขากลัว เพราะเขาไม่รู้ว่า....(ตัวละคนเอก) ทำอะไร คนอื่นแย่มากเลยที่พูดแย่ ๆ ก่อน”
.
นักบำบัด: “แสดงว่า ถ้าคนอื่นรู้และเข้าใจ คนอื่นจะรู้สึกดีขึ้นกับเขา”
.
เด็กน้อยพยักหน้าให้พร้อมกับพูดต่อ “แต่....(ตัวละครเอก) ต้องกล้ามากเลยที่จะทำ....(สิ่งที่ตัวละครเอกทำ) ต่อไป เพราะทุกคนพูดไม่ดีกับเขาหลายอย่างเลย หนูไม่ชอบเลย หนูอยากกอดเขา” ในขณะที่เธอพูดเช่นนั้น เธอกำลังสวมกอด และยอมรับตัวเธอเองไปด้วย...
.
นักบำบัด: “หนูอยากกอดและให้กำลังใจเขาเนอะ”
.
เด็กน้อย: “แล้วหนูก็ดีใจมากเลยที่ตอนจบทุกคนชอบเขา”
.
***
.
เมื่อเราพูดคุยกันจบ เด็กน้อยขอให้เล่าเรื่องนี้ให้เธอฟังอีกครั้ง ในครั้งที่สองเธอฟังอย่างเงียบเชียบ สายตาเธอดูครุ่นคิดมากกว่าทุกครั้งที่เล่นกัน เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก เพราะปกติแล้วเธอคนนี้หลายคนบอกว่า เธอไม่สามารถอยู่นิ่ง ฟังคนอื่นพูดจนจบ และเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นต้องการจะบอกกับเธอได้ แต่วันนี้เธอเข้าใจความรู้สึกตัวละครในเรื่องได้อย่างดี เธอฟังอย่างตั้งใจ และเธอคิดอย่างจริงจังเกียวกับมัน
.
บ่อยครั้งที่เราตัดสินเด็กจากมุมมองของเรา เราไม่ได้เปิดโอกาสให้เขาได้พูดสิ่งที่คิด เราไม่แม้แต่จะรับฟังเขาอย่างตั้งใจ แต่เราคาดหวังเขามากมาย เราคาดหวังให้เขาฟังเรา คาดหวังให้เขาไม่รบกวนเรา ทุกอย่างล้วนมีแต่เรืองของเรา ไม่ใช่เรื่องของเขาเลย เราเอาที่เราสะดวกใจ เราไม่ได้ยึดที่การเรียนรู้และการเติบโตของเด็ก
.
แม้ ‘นิทาน' จะไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาในชีวิตของเด็ก แต่นิทานช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งที่เขาเผชิญ รวบรวบกำลังใจให้กับเขาเพื่อฝ่าฟันสิ่งนั้นไปได้ เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวละคร เพื่อจะนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงของเขา และสุดท้ายเขาได้เยียวยาจิตใจจากการรับฟังเรื่องเราวที่ถูกเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น
.
สำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ใหญ่ที่ทำงานกับเด็ก แม้เราจะไม่สามารถแต่งนิทานบำบัดให้กับเด็กของเราได้ แต่เราสามารถอ่านหนังสือนิทานดี ๆ และเล่าเรื่องราวครั้งเราเป็นเด็กให้เขาฟังได้
.
***********
.
คำแนะนำที่สำคัญ เวลาเล่านิทานให้เด็ก ๆ ฟัง คือ "เราไม่ควรสรุปคำสอนตามความคิดหรือประสบการณ์ของเรา และเราไม่ควรยัดเยียดข้อคิดดี ๆ ใส่ลงไป เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ ความคิดและความรู้สึกของเด็ก ๆ ที่มีต่อเรื่องราว ให้พวกเขาได้คิดด้วยตนเอง...
.
เราจะพบว่า เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ทั้งโลกภายในและโลกภายนอก พวกเขาอาจจะเกิดความคิดดี ๆ มากมาย ถ้าเราเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้คิดอย่างอิสระอย่างแท้จริง
ผู้ใหญ่มีหน้าที่หลัก 3 ประการ ได้แก่
(1) “ฟัง”
ถ้าสิ่งใดไม่ตรงกับใจหรือความคาดหวังของเรา
ให้เราฟังให้จบ ไม่ใช่ตัดสินถูกผิด
(2) “แลกเปลี่ยน”
ถ้าสิ่งใดที่อยากสอนหรืออยากแนะนำ
ให้เราพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเขา และใช้การตั้งคำถาม แทนการบอกคำตอบหรือใช้การสั่งสอนเขาโดยทันที
(3) “สนับสนุน”
ถ้าสิ่งใดที่อยากให้เขาลงมือทำ
ให้เราสนับสนุนผ่านการให้คำแนะนำหรือทำให้ดู เพื่อให้เขาเรียนรู้ ไม่ใช่ทำให้ทั้งหมด
.
**********
.
สุดท้าย การอ่านนิทานกับลูก ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่เราได้ใช้เวลาดี ๆ ร่วมกัน
สายสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกเกิดขึ้นทุกครั้งที่เราอ่านนิทานกับเขา
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
.
อ้างอิง
Haley, J. (1993). Uncommon therapy: The psychiatric techniques of Milton H. Erickson, MD. WW Norton & Company.
Erickson, B. A. E., & Keeney, B. E. (2006). Milton H. Erickson, MD: An American healer. Ringing Rocks Press.

siri
โพสต์: 1401
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมบทความคุณเม จากเพจตามใจนักจิตวิทยา

โพสต์ โดย siri » ศุกร์ ก.ย. 17, 2021 1:29 am

รื่องเล่าในห้องเล่นบำบัด “ในวันที่ฉันยังไม่พร้อม โปรดเคียงข้างและอดทนรอฉันหน่อย"
.
เด็กน้อยวัยอนุบาลคนหนึ่ง เธอมีปัญหาเรื่องการปรับตัวและความมั่นใจในตนเอง เด็กน้อยถูกส่งมาเจอนักเล่นบำบัดสัปดาห์ละหนึ่งวัน
.
ทุกครั้งที่เข้ามาในห้อง เสียงเดียวที่ได้ยิน คือ เสียงหายใจของเราสองคน
เด็กน้อยไม่เคยพูดด้วย เธอชอบหันหลังไปคุยกับกำแพงสีขาวเงียบ ๆ มากกว่า
.
นักบำบัดอย่างเราทำได้เพียงนั่งลงข้าง ๆ เพื่อทำให้แน่ใจว่าเธอปลอดภัย และมีใครอยู่เคียงข้างเธอ
.
ผ่านไป 5 ครั้งเธอยังคงนั่งเล่นนิ้วตัวเอง และมองกำแพงสีขาว รอเวลาให้หมดไป โดยไม่ทำอะไรเลย
ในใจนักบำบัดอย่างเราหวั่นใจเหมือนกันว่า เราทำอะไรผิดหรือเปล่า?
จนกระทั่งครั้งที่ 6 ที่เราเจอกัน...
.
วันนี้เธอเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับคราบน้ำตา เมื่อประตูปิดลง เธอเริ่มร้องไห้ทันที
เธอพยายามจะทำให้ตัวเธอบาดเจ็บ เราจึงรีบคว้าตัวเธอมากอด เธอนั่งลงบนตัก ดิ้นไปดิ้นมาอยู่ครู่ใหญ่ เพื่อขัดขืนการกอดจากเรา
.
นักบำบัดอธิบายกับเด็กน้อยว่า “ที่กอดหนูไว้ เพราะไม่อยากให้หนูทำให้ตัวเองเจ็บ ถ้าหนูหยุดดิ้นแล้ว พร้อมจะนั่งลง ถึงจะปล่อยหนูได้”
หลังจากนั้น เธอไม่ได้ดิ้นแล้ว แต่เหมือนจะชอบอยู่ในอ้อมกอดเสียมากกว่า
เมื่อเด็กน้อยหยุดดิ้น เธอค่อย ๆ กระเถิบตัวไปนั่งข้าง ๆ นักบำบัดของเธอ
.
ไม่มีเสียงร้องไห้ของเด็กน้อย แต่ก็ไม่มีเสียงใด ๆ อีกตามเคย แต่ครานี้เธอค่อยๆ เดินไปหยิบกระดาษมาหนึ่งแผ่น แล้วนั่งลงข้าง ๆ นักบำบัดของเธอ
.
สิ่งที่เด็กน้อยทำ คือ การนำมือมาทาบลงบนกระดาษแล้ววาดมือของเธอลงไป สักพักเธอมองมาที่มือของนักบำบัด แล้วมองอยู่สักพักใหญ่ จนกระทั่งเสียงแรกที่ออกมาจากเธอ คือ “ขอยืมมือหน่อย”
.
เราให้มือเด็กน้อยไป เธอจับมือเราไปวางข้างๆ มือเธอ แล้ววาดมือของเราลงไป จากนั้นสิ่งที่เธอทำคือ ส่งสีเทียนให้เราหนึ่งแท่ง และขอให้เราทำตามเธอ
.
ภาพที่ออกมา คือ ไดโนเสาร์สองตัวหันหน้าเข้าหากัน
เด็กน้อยมองภาพ แล้วมองตาเราครั้งแรก
[ตนเองเกิดความสงสัยข้างในใจ “เด็กน้อยต้องการจะสื่ออะไรกับเรา” แต่ไม่ได้ถามออกไป เพราะเป็นความอยากรู้และเป็นต้องการของเรา ไม่ใช่ของเด็ก นักเล่นบำบัดไม่ควรทำเช่นนั้น]
เเต่เหมือนเด็กน้อยจะรับรู้ เธอพูดขึ้นว่า “ตัวนี้หนู ตัวนี้...” แล้วชี้มาที่เรา
ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนในที่สุด เด็กน้อยก็แง้มประตูของเธอออกมาแล้ว
.
หลังจากนั้นก็หมดเวลาพอดี เป็นวันแรกที่เธอจูงมือนักบำบัดเดินออกมาจากห้อง แล้วบอกว่า "ครั้งหน้าเธออยากวาดแมว”
.
ในที่สุดเด็กน้อยก็เปิดใจของเธอให้กับนักบำบัดเสียที...
.
**********
.
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเด็กน้อย คือ...
(1) ผู้ใหญ่ต้องอดทนรอคอย เพราะเมื่อเด็กพร้อม ก็คือพร้อม
(2) ผู้ใหญ่ต้องไม่สิ้นหวังในตัวเด็ก เพราะเขาจะไม่ยอมแพ้ในตัวเราเช่นกัน
(3) ผู้ใหญ่ไม่ควรคาดหวังให้เด็กต้องทำตามวิธีของเรา เพราะเขาอาจจะมีวิธีของเขาเอง
(4) ผู้ใหญ่ไม่ควรเปรียบเทียบเด็กกับใคร เพราะเด็กทุกคนมีความแตกต่างกัน หน้าที่ของเราคือการมองให้เห็นข้อดีในตัวเขา และช่วยพัฒนาในส่วนที่จำเป็น
(5) ผู้ใหญ่ไม่ควรตัดสินตัวตนของเด็ก และยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น
ดังนั้น เวลาที่เด็กทำผิด เราควรตำหนิที่พฤติกรรมที่เขาทำ ไม่ใช่ตัวตนที่เด็กเป็น
.
แม้เด็กน้อยจะไม่ได้บอกออกมาผ่านคำพูด แต่เสียงที่เธอเปล่งออกมาจากข้างในในวันที่เธอไม่พร้อม คือ การบอกให้ผู้ใหญ่อย่างเราช่วยเคียงข้างและอดทนรอเธอหน่อย...อย่าเพิ่งตัดสินจากสิ่งที่เธอแสดงออก หรือ มองข้ามเธอไป เพราะสิ่งที่เธอต้องการ คือ การยอมรับในตัวเธออย่างแท้จริง
.
สุดท้าย เด็กทุกคนล้วนต้องการความรัก และความสนใจอย่างเพียงพอ เพื่อให้พวกเขารับรู้ถึงการยอมรับและคุณค่าภายในตัวเขาเอง
.
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “ครอบครัว ความสัมพันธ์ สามีภรรยา พ่อแม่ลูก การเลี้ยงดูเด็ก”