การปฏิวัติคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเริ่มต้นอย่างไร

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 1279
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

การปฏิวัติคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเริ่มต้นอย่างไร

โพสต์ โดย siri » อังคาร ส.ค. 17, 2021 3:36 pm

ด.ดล Blog

ในวันที่ 12 สิงหาคม ปี 1981 ที่โรงแรม Waldorf Astoria ใจกลางแมนฮัตตัน มหานครนิวยอร์ก IBM ได้เปิดตัว IBM PC เพื่อเข้าสู่ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างเป็นทางการ
.
ในไม่ช้า โลกก็เปิดรับคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเหล่านี้ ยอดขายกว่าหลายล้านเครื่อง โดย IBM สามารถครองยอดขายเหล่านั้นได้แบบเบ็ดเสร็จ ทิ้งนำโด่งคู่แข่งอย่างไม่เห็นฝุ่น
.
แม้สถานการณ์ในตอนนั้น จะมีบริษัทมากมายที่ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็น Apple หรือ Tandy Corp แต่ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทไหนที่จะมาท้าท้ายความยิ่งใหญ่ของ IBM ในยุคนั้น
.
IBM ได้วางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยการวางตำแหน่งเรื่องของเทคโนโลยีของพวกเขา สำหรับการใช้งานในวงกว้าง และ ที่สำคัญเพื่อเป็นการกำหนดให้เป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม
.
แต่ IBM ประเมินตลาดนี้ต่ำเกินไป การเกิดขึ้นของคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็น Compaq , Dell หรือ แม้กระทั่ง Microsoft เองก็ตาม ด้วยการขับเคลื่อนองค์กรที่ช้าเหมือนเต่า มีองค์กรที่ใหญ่เทอะทะ รวมถึงระบบระเบียบที่แทบไม่ต่างจากระบบราชการ
.
ในใช้เวลาเพียงไม่ถึงทศวรรษ ธุรกิจ PC ของพวกเขาก็ถึงคราล่มสลาย ตายจากไปแบบไม่เหลือเค้าลางของความยิ่งใหญ่ในอดีตอีกต่อไป สุดท้ายในปี 2005 บริษัทคอมพิวเตอร์สัญชาติจีนอย่าง Lenovo Group ก็ได้เข้ามา take over ธุรกิจ PC ของ IBM ไป
.
แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นของยักษ์ใหญ่ Big Blue ที่น่าเกรงขามอย่าง IBM กับ ธุรกิจ PC
.
.
——————————————–
การปฏิวัติคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเริ่มต้นอย่างไร
——————————————–
.
Steve Jobs ได้เปิดตัว Apple II ด้วยราคา 1,298 เหรียญสหรัฐฯ ในปี 1977 ในขณะที่คู่แข่ง Commodore เปิดตัวตามมา ทั้งสองได้รับการออกแบบสำหรับผู้บริโภคทั่วไป
.
ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน Tandy ได้เปิดตัว TRS-80 ซึ่งมาพร้อมกับเกม ซึ่งในช่วงแรก ๆนั้น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเหล่านี้ จำกัดเฉพาะเกม และ เครื่องมือการเขียนโปรแกรมบางอย่างเพียงเท่านั้น
.
ส่วน IBM นั้นลูกค้าส่วนใหญ่เป็นองค์กร ที่ใช้ เซิร์ฟเวอร์ ของพวกเขาเป็นหลัก แต่การเข้ามาของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ทำให้ IBM ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้
.
ภายในปี 1980 ลูกค้าในหลาย ๆ อุตสาหกรรมของ IBM เริ่มบอกให้ IBM เข้าร่วมการต่อสู้ในศึกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
.
ที่โรงงาน IBM ในซานดิเอโก เมือง Endicott รัฐนิวยอร์ก และเมือง Poughkeepsie รัฐนิวยอร์ก วิศวกรของ IBM กำลังเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องจักรเปลี่ยนโลกตัวใหม่นี้
.
หน่วยงานที่เหมาะสำหรับการสร้างคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก อยู่ในแผนกผลิตภัณฑ์ทั่วไปของ IBM ซึ่งมุ่งเน้นไปที่มินิคอมพิวเตอร์ และ เครื่องพิมพ์ดีด ที่พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างสูง
.
แต่หน่วยงานดังกล่าวไม่มีงบเพียงพอที่จะมาสร้าง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล Frank T.Cary ซึ่งเป็น CEO ของ IBM ในตอนนั้น ตัดสินใจให้ทุนในการพัฒนา PC โดยใช้งบที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ ของบริษัทเพื่อให้สามารถผลิตมันออกมาให้ได้เร็วที่สุด
.
Cary ได้หันไปหา William C. Lowe ผู้ซึ่งเคยคิดเกี่ยวกับการออกแบบเครื่องจักรดังกล่าวมาก่อน ซึ่ง Lowe รายงานตรงต่อ Cary โดยข้ามระบบระเบียบที่ล้าหลังทั้งหมดของ IBM รวมถึงวิธีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนของบริษัททั้งหมด ซึ่งปรกติต้องใช้เวลาราว ๆ 4-5 ปีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใด ๆ
.
แต่ตลาด PC นั้นเติบโตเร็วเกินไปที่จะรอเวลาดังกล่าว Cary ต้องการให้โครงการนี้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี และพร้อมสนับสนุน Lowe เต็มที่
.
แผนของ Lowe คือ การซื้อส่วนประกอบต่าง ๆ และ ซอฟต์แวร์ที่มีอยู่แล้ว จากนั้นนำมายำรวมกันสร้างเป็นแพ็คเกจ ที่มุ่งเน้นไปที่ตลาดผู้บริโภค โดยไม่ต้องลงทุนในการวิจัยและพัฒนาใหม่ ที่ต้องใช้เวลานาน
.
IBM PC จะไม่มีระบบปฏิบัติการที่ IBM ใช้ในเมนเฟรม แม้จะยังไม่ชัดว่าจะมีลูกค้ากี่รายจะสนใจ รวมถึงอาจถูกคัดค้านจากเหล่าพนักงานที่ขายคอมพิวเตอร์เมนเฟรม ดังนั้น โครงการนี้จึงถูกเก็บเป็นความลับขั้นสุดยอด
.
Jack Sams เพื่อนของ Lowe เป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ที่รู้จักกับ Bill Gates และเขาได้ติดต่อ Gates ในวัย 24 ปี เพื่อดูว่าเขามีระบบปฏิบัติการที่อาจจะใช้กับเครื่อง PC เครื่องใหม่ของ IBM หรือไม่
.
Gates ที่เพิ่งลาออกจากฮาวาร์ด เพื่อมาสร้างธุรกิจใหม่ของเขาอย่าง Microsoft แต่ Gates เป็นคนที่มีสายตาที่เฉียบแหลม โดยเฉพาะในเรื่องธุรกิจ
.
ในเดือนกรกฏาคมปี 1980 IBM ได้พบกับ Gates แต่ก็ไม่ค่อยประทับใจนัก พวกเขาจึงหันไปหา Garry Kildall ประธานฝ่าย Digital Research ซึ่งเป็นบริษัทซอฟต์แวร์สำหรับไมโครคอมพิวเตอร์ที่ได้รับยอมรับมากที่สุดในขณะนั้น
.
แต่การประชุมกับ Garry Kildall นั้นดูจะหนักกว่าฝั่ง Bill Gates การประชุมแทบไม่คืบหน้า มีการโต้เถียงกันตลอดเรื่องข้อตกลงที่ไม่เปิดเผยข้อมูลมากเกินไป และ สุดท้าย Gates จึงกลายเป็นทางเลือกเดียวของพวกเขา และ Gates ก็จริงจังกับ IBM มาก ๆ
.
Lowe ได้เจรจาเงื่อนไข ปริมาณ และ วันที่ส่งมอบกับซัพพลายเออร์ รวมถึง Gates เพื่อให้เป็นไปตากำหนดเวลาของ IBM
.
แต่ Gates กล่าว่า Microsoft ไม่สามารถเขียนระบบปฏิบัติการตั้งแต่เริ่มต้น ดังนั้นเขาจึงซื้อระบบที่มีชื่อว่า QDOS ที่สามารถนำมาแก้ไขปรับปรุงตามความต้องการ IBM ได้
.
มันเป็นการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ที่จะพลิกหน้าบริษัทหน้าใหม่อย่าง Microsoft เพราะ IBM ไม่เลือกที่จะดูแลซอฟต์แวร์ตัวนี้เอง กลับให้ Microsoft เป็นคนจัดการ
.
นั่นหมายความว่า Microsoft ยังคงมีสิทธิ์ทุกอย่างในระบบปฏิบัติการดังกล่าว Microsoft จ่ายเงินเพียงแค่ 75,000 ดอลลาร์สำหรับ QDOS หลังจากนั้นก็นำมาแก้ไขเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย แต่การลงทุนดังกล่าวได้เพิ่มมูลค่าของบริษัทให้กลายเป็น 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในภายหลัง
.
การตัดสินใจที่ผิดพลาดของ IBM ครั้งนี้ ทำให้ Microsoft กลายเป็นผู้กำหนดมาตรฐานสำหรับระบบปฏิบัติการ PC แต่ก็ต้องบอกว่า IBM ก็ไม่ได้คิดว่าธุรกิจ PC นั้นจะใหญ่โตได้ถึงเพียงนี้
.
.
Gates ได้กล่าวในภายหลังกับเรื่องราวดังกล่าวว่า เขาเพียงแค่ “โชคดี”
.
.
——————————————–
IBM PC ประสบความสำเร็จในทันที
——————————————–
.
เมื่อถึงวันสำคัญ ในวันที่ 12 สิงหาคม ปี 1981 Philip D. Estridge ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมที่ขึ้นชื่อในเรื่องมาตรฐานของบริษัท ที่ได้มาดูแลการเปิดตัวครั้งนี้ เริ่มมีความสงสัยว่า จะมีใครมาร่วมงานที่ Waldorf Astoria สถานที่เปิดตัว IBM PC หรือไม่
.
IBM PC เป็นผลิตภัณฑ์ขนาดเล็ก และเป็นธุรกิจที่ IBM ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวมาก่อน แต่พบว่า มีคนมาเต็มโรงแรมที่จัดงาน
.
Estridge ได้บรรยายถึง PC โดยมีเครื่องหนึ่งไว้สาธิตการใช้งาน และคอยตอบคำถามผู้ที่เข้ามาร่วมชมการเปิดตัวผลิตภัณฑ์
.
สำหรับลูกค้า IBM ส่วนใหญ่ ต้องบอกว่า มันคือโลกใหม่ ที่พวกเขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เพราะ IBM เน้นไปที่คอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ขององค์กรเป็นหลัก เหล่าพนักงานที่มาคอยตอบคำถามลูกค้า ก็แทบจะไม่มีใครรู้ว่าจะใช้เจ้าเครื่อง IBM PC นี้อย่างไร
.
ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า หลังการเปิดตัวจะเกิดอะไรขึ้น เริ่มมีการจัดส่งครั้งแรกในเดือนตุลาคม ปี 1981 และเพียงแค่ในปีแรก IBM PC สามารถสร้างรายได้ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมากกว่าที่บริษัทคาดการณ์ไว้มาก
.
มีการคาดการณ์ไว้ก่อนเปิดตัวว่า IBM จะสามารถขายได้ราว ๆ 1 ล้านเครื่องภายใน 3 ปี แต่กลับกลายเป็นว่า ในแค่เพียงปีแรกหลังเปิดตัว ลูกค้าแห่กันมาซื้อ PC ถึงกว่า 200,000 เครื่องต่อเดือน
.
Estridge และทีมของเขา ต้องยุ่งอยู่กับการซื้อเกม และซอฟต์แวร์ธุรกิจสำหรับ IBM PC โดยเข้าซื้อโปแกรมสเปรดชีต จาก Lotus 1-2-3 รวมถึงผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์อื่น ๆ จากซัพพลายเออร์อีกหลายหลายเพื่อมาเติมเต็มให้กับ IBM PC
.
และนั่นเอง เมื่อนักพัฒนาซอฟต์แวร์เริ่มเขียนโปรแกรมสำหรับ IBM PC พวกเขาก็ต้องใช้ ระบบปฏิบัติการ DOS ซึ่งได้กลายมาเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมเสียแล้ว เหล่าคู่แข่งของ IBM ต้องปรับตัวมาใช้ DOS และ ชิปของ Intel มากขึ้นเช่นกัน
.
.
——————————————–
IBM ไม่สามารถตามคู่แข่งในตลาด PC ได้
——————————————–
.
เมื่อ IBM ได้เข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านจาก CEO คนเดิมอย่าง Cary มาเป็น John Opel ซึ่งในช่วงที่ Opel เข้ามารับตำแหน่งต่อนี่เอง เขาไม่ได้สนใจ PC มากนัก และไม่เข้าใจถึงความสำคัญของเทคโนโลยีอย่างถ่องแท้
.
แต่โดยรวมธุรกิจยังมีความโดดเด่น รายรับของ IBM นั้นสูงถึง 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 1981 และเพิ่มเป็น 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 1984 และ IBM ได้กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก
.
แผนก PC ที่นำโดย Estridge นั้น กลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจใหญ่ มีพนักงานมากมาย เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 10,000 คน มันทำให้กลายเป็นหน่วยงานที่ใหญ่เทอะทะอีกครั้ง ผิดจากการเริ่มต้นพัฒนา PC ที่ใช้คนเพียงไม่มากนัก
.
IBM ได้ทำผิดพลาดครั้งแรกกับผลิตภัณฑ์อย่าง PCjr ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดคอมพิวเตอร์ในครอบครัว บริษัทไม่มีประสบการณ์กับลูกค้าในกลุ่มนี้ ทันทีที่พนักงานขายของ IBM เริ่มเข้าหาลูกค้า พวกเขาก็รู้ว่ามีบางอย่างที่ผิดพลาดอย่างมหันต์
.
PCjr นั้นต่างจาก IBM PC รุ่นเดิมอย่างสิ้นเชิง บริษัทใช้เงินไปกว่า 250 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนา โดยใช้แป้นพิมพ์ขนาดเล็กที่มีชื่อว่า แป้นพิมพ์ Chicklet ทั้ง ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ต่อพ่วง บอร์ดหน่วยความจำ เรียกได้ว่า PCjr ส่วนใหญ่นั้นแทบจะไม่เข้ากันกับ IBM PC รุ่นอื่น ๆ เลย
.
ส่วนความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์หลักสองรายนั่นก็คือ Intel และ Microsoft ยังเป็นปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Intel และ Microsoft ทำเงินได้มากมายมหาศาลจากการขายผลิตภัณฑ์เดียวกันให้กับคู่แข่งของ IBM
.
นั่นทำให้ราคา PC ลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มีอะไรที่เป็นนวัตกรรม ทุกคนสามารถประกอบคอมพิวเตอร์แบบเดียวกับที่ IBM ทำได้
.
และมันได้เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญขึ้น เมื่อ Estridge และภรรยาของเขา รวมถึงพนักงานขายของ IBM จำนวนหนึ่ง ได้ขึ้นเครื่องบินจากลอสแองเจลิส ไปยัง ดัลลาส
.
ในขณะที่อยู่เหนือสนามบินดัลลาส ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นดินราว 700 ฟุต กระแสลมแรงได้กระแทกเครื่องบินลงกับพื้น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 137 รายซึ่งรวมถึง Estridge และพนักงานของ IBM ทั้งหมด
.
Estridge นั้นเป็นคนสำคัญที่สุดในธุรกิจ PC ของ IBM เขาเป็นคนที่ได้รับความเคารพนับถืออย่างสูง พนักงานต้องตกตะลึงกับการสูญเสียครั้งนี้ พนักงานหลายร้อยคนเข้าร่วมงานศพของ Estridge มันเป็นการสูญเสียทรัพยากรอันล้ำค่าที่สุดของ IBM ในธุรกิจ PC
.
.
——————————————–
ความผิดพลาดซ้ำสองของระบบปฏิบัติการ OS/2
——————————————–
.
ในขณะที่ IBM ยังคงขายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอีกหลายล้านเครื่อง แต่เมื่อเวลาผ่านไป กำไรจากธุรกิจ PC ก็ลดลงเรื่อย ๆ ส่วนแบ่งการตลาด PC ของ IBM ลดลงจากประมาณ 80% ในปี 1982-1984 เหลือเพียงแค่ 20% ในทศวรรษต่อมา
.
หลังจากถูกคู่แข่งโคลน PC และขายในราคาถูกกว่า IBM จึงคิดใหม่ทำใหม่ โดยจะสร้างระบบปฏิบัติการใหม่ที่มีชื่อว่า OS/2 ซึ่งออกมาในปลายปี 1987
.
แต่เวลานั้น ระบบปฏิบัติการใหม่ของ Microsoft อย่าง Windows นั้นได้สู่ตลาดมาสองปีแล้ว และได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม OS/2 นั้นไม่สามารถใช้โปรแกรมเก่าของ DOS ได้ ทำให้แอปพลิเคชั่นสำหรับซอฟต์แวร์ของ OS/2 นั้นต้องใช้เวลาอีกหนึ่งปีกว่าจะออกสู่ตลาด
.
Gates นั้นเคยเสนอขาย Microsoft ให้กับ IBM ในช่วงกลางปี 1986 แต่ IBM ได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งส่งให้ Microsoft กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอุตสาหกรรมในทศวรรษถัดมา
.
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้ง Lowe , Opel และ ผู้บริหารระดับสูงคนอื่น ๆ ของ IBM ไม่เข้าใจตลาด PC เหมือนที่ Estridge เข้าใจ พวกเขามีความเข้มงวดในเรื่องการทดสอบซอฟต์แวร์ ไม่ให้มีจุดบกพร่องก่อนออกสู่ตลาด
.
แต่ตลาดนี้ มันได้กลายเป็นตลาดของความเร็วไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คู่แข่งต่างสร้างผลิตภัณฑ์ที่ออกมาเร็วกว่า และสามารถทำงานได้ดี ให้ผู้ใช้ระบุปัญหา แล้วจึงค่อยแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วแทน
.
รวมถึงการตัดสินใจหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องชิป โดยเฉพาะรุ่น 80386 ที่เป็นชิปรุ่นใหม่ เร็วและแรง เหมาะสำหรับคอมพิวเตอร์ในยุคถัดไป แต่แม้คู่แข่งจะย้ายไปใช้ชิปตัวใหม่กันหมดแล้ว IBM ยังคงทำงานอยู่กับชิป 286 ซึ่งทำงานได้ช้ากว่า
.
Opel เกษียณในปี 1986 และ John F.Akers ได้เข้ามาเป็น CEO ต่อ Akers ตระหนักดีว่า ธุรกิจเมนเฟรมเข้าสู่ช่วงตกต่ำเป็นเวลานานมากแล้ว ธุรกิจ PC ก็เริ่มตกต่ำอย่างรวดเร็ว ขนาดองค์กรก็ใหญ่เทอะทะ ไม่สามารถสู้กับเหล่าบริษัทหน้าใหม่ที่กำลังผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดในยุคนั้นได้อีกต่อไป
.
.
——————————————–
จุดสิ้นสุดของ IBM PC
——————————————–
.
IBM ยังคงประคองธุรกิจ PC ต่อไปจนกระทั่ง Samuel J.Palmisano ขึ้นมาเป็น CEO ของบริษัทในปี 2002 ซึ่งในตอนนั้น IBM ยังเป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรายใหญ่อันดับสาม
.
แต่ต้องบอกว่า PC ได้กลายเป็นธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ และบริษัทแทบจะไม่สามารถหากำไรได้จากธุรกิจนี้ได้อีกต่อไป เนื่องจากการแข่งขันที่สูงมาก รวมถึงการเกิดขึ้นของแบรนด์ใหม่ ๆ มากมาย
.
พวกเขาจึงต้องตัดสินใจยุติกิจการ PC ที่เป็นหนึ่งในตำนานของบริษัทลงเสียที ในเดือนธันวาคมปี 2004 IBM ได้ประกาศข่าวใหญ่ โดยขายธุรกิจ PC ให้กับ Lenovo ในราคา 1.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อันเป็นจุดสิ้นสุดของ IBM PC ในท้ายที่สุด
.
โดยสื่อชื่อดังอย่าง New York Times ได้กล่าวถึง Deal ครั้งประวัติศาสตร์นี้ไว้ว่า
.
.
.
“IBM ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติ เป็นต้นแบบของบริษัทอเมริกันที่ทุกคนยอมรับ พวกเขามองอนาคตตัวเองไว้ไกลกว่าแค่ธุรกิจคอมพิวเตอร์ IBM กำลังโฟกัสไปที่ การบริการ การให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ ที่ขับเคลื่อนองค์กรผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งทั้งหมดเป็นธุรกิจที่สร้างผลกำไรให้กับ IBM ได้มากกว่า ธุรกิจคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่พวกเขาจำเป็นต้องปิดฉากตำนานอันยิ่งใหญ่ไว้เพียงแค่นี้”
.

siri
โพสต์: 1279
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: การปฏิวัติคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเริ่มต้นอย่างไร

โพสต์ โดย siri » อังคาร ส.ค. 17, 2021 3:44 pm

มันเป็นความสัมพันธ์ที่มีความซับซ้อน อย่างแปลกประหลาด ระหว่าง บิล เกตส์ และ สตีฟ จ๊อบส์ ยุคแรกของการปฏิวัติ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ทั้งคู่ เป็นคู่แข่งที่ขับเคี่ยวกันอย่างหนักมาก ๆ แทบจะเป็นศัตรู คู่อาฆาต กันเลยด้วยซ้ำ
.
เหตุการณ์สำคัญที่เป็นจุดแตกหักของทั้งคู่น่าจะเป็นเรื่องที่ บิล เกตส์ ที่ถูกมองว่าทำการลอกระบบปฏิบัติการ macintosh ที่เป็น user interface แบบใหม่ในสมัยนั้น ไปทำแข่งกลายเป็น ระบบปฏิบัติการ Windows ที่เป็นที่นิยมทั่วโลก อย่าง Windows 1.x – 3.x
.
ในปี 1985 สตีฟ จ๊อบส์ ในวัยขึ้นเลขสาม เริ่มปีที่ 30 ของอายุด้วยการถูกไล่ออกจาก Apple บริษัทที่เขาสร้างมากับมือ
.
แต่หลังจากนั้นในอีก 10 ปีต่อมา ในปี 1995 เมื่อ สตีฟ จ๊อบส์ อายุ ครบ 40 ปีบริบูรณ์ เขาก็กลับมาสู่บ้านหลังเดิม เพื่อสร้างตำนานบทใหม่ให้กับ Apple อีกครั้ง
.
กาลเวลาที่เปลี่ยนไปมันทำให้ จ๊อบส์ เติบโตขึ้นอีกระดับ วุฒิภาวะทางอารมณ์ ของเขาก็ดีขึ้นกว่าเก่าเป็นอย่างมาก มันเป็นการกลับมาคุมบังเหียน Apple ในรอบที่ 2 ด้วยสถานะของบริษัท Apple ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
.
Apple ไม่ได้เป็นผู้นำระดับต้น ๆ ในตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอีกต่อไป สถานะทางการเงินก็ง่อนแง่น ใกล้เข้าสู่ภาวะล้มละลายเต็มที มันถึงเวลาที่จ็อบส์เองต้องหันกลับมาพึ่งพา บิล เกตส์ ศัตรู คู่อาฆาต ในอดีตของเขา
.
.
——————————————–
Macworld Boston , สิงหาคม 1997
——————————————–
.
หลังจากการประกาศตัวรับตำแหน่ง CEO อย่างเป็นทางการของ จ๊อบส์ ก็ทำให้มูลค่าหุ้นของ Apple นั้นพุ่งจาก 13 ดอลลาร์ ขึ้นไปถึง 20 ดอลลาร์ ภายในเดือนเดียวเพียงเท่านั้น
.
งานเปิดตัวครั้งแรกต่อหน้าสาวกตัวจริงของ Apple คือ งาน Macworld Boston ในเดือนสิงหาคมปี 1997 เหล่าสาวกกว่า 5,000 ต่างรอคอยการกลับมาของ ฮีโร่ ของเขา
.
เพียงแค่เริ่มการปรากฏตัวบนเวที เหล่าสาวก ต่าง ตะโกนเรียกร้อง แห่เชียร์ เสียงร้อง สตีฟ สตีฟ สตีฟ ๆๆๆ ดังสนั่นฮอล์ที่ใช้ในการจัดงานประชุม
.
มันเป็นการนำเสนอวิสัยทัศน์ ใหม่ของ Apple หลังจากที่ก่อนหน้านี้ สถานการณ์ของ Apple กำลังแย่ลงไปเรื่อย ๆ ยอดขายตกไปกว่า 30% ภายในเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น
.
สิ่งที่ทำก่อนหน้าในช่วงที่เขาไม่อยู่นั้น เป็นการเดินทางที่ผิดพลาดของ Apple มันไม่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมาจาก Apple เลย มันเปรียบเหมือนบริษัทที่เน้นจะขาย ๆ ๆ และยัดเยียดสินค้าให้กับลูกค้าเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจว่า เหล่าสาวกของ Apple ต้องการอะไร
.
ลูกค้าของ Apple ไม่เหมือนลูกค้าบริษัทอื่น ๆ พวกเขาต้องการความแตกต่าง ที่จะซื้อสินค้าของ Apple แต่ทิศทางของบริษัทในอดีตก่อนหน้านี้ กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม ทำให้ลูกค้าค่อย ๆ หายไปจาก Apple
.
จ็อบส์กล่าวในเวทีดังกล่าว ว่า Apple ในยุคใหม่นั้นจะต้องสร้างสิ่งที่เหล่าสาวก Apple ต้องการ มันต้องเป็นสิ่งที่พิเศษ กว่าที่มีอยู่ในตลาด และต้องคิดแตกต่าง ตั้งแต่ต้นใหม่ทั้งหมด
.
แม้คำกล่าวของ จ๊อบส์ ในงานดังกล่าว มันเป็นเพียงการปลุกขวัญกำลังใจให้กับเหล่าสาวก Apple ว่า ตอนนี้ ถึงเวลาที่ Apple กำลังจะกลับมาแล้ว ซึ่งมันเป็นคำพูดง่าย ๆ แบบเดิมที่จ๊อบส์ใช้พูดเป็นประจำ
.
แต่ต้องบอกว่ามันมีความหมายต่อเหล่าสาวก Apple เป็นอย่างมาก ระหว่างที่กำลังฟังจ๊อบส์พูดในงาน นั้น เหล่าสาวกต่างมองหน้ากัน จับมือกัน หลาย ๆ คนถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เพราะ ฮีโร่ ของเขา พร้อมที่จะกลับมาปลุก Apple ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งแล้ว
.
.
——————————————–
เปลี่ยนจากศัตรูสู่มหามิตร
——————————————–
.
สำหรับ จุด climax ของงาน Macworld Boston ในปี 1997 จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกเสียจากการปรากฏภาพของ Microsoft มาเป็น พาร์ทเนอร์ ทางธุรกิจใหม่ของ Apple ซึ่งเป็นสิ่งที่แฟน ๆ สาวก Apple ถึงกับอึ้งกันเลยทีเดียวเมื่อเห็นภาพนี้ครั้งแรก
.
Apple และ Microsoft นั้นเป็นศัตรูกันมากว่า ทศวรรษ มีการต่อสู้ทั้งผลิตภัณฑ์ รวมถึงการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มากมาย ที่อยู่ในชั้นศาล
.
แม้ว่าในสมัย ที่ จอห์น สคัลลีย์ ขึ้นมาเป็น CEO ของ Apple นั้นจะมีการเจรจายอมความ ให้ Microsoft ชดใช้ค่าเสียหายจากการ copy user interface แต่ก็ดูเหมือนท่าทีของสงครามระหว่างบริษัททั้งสองก็ยังคงไม่จบกันง่าย ๆ
.
ไม่ต้องคิดถึงความเป็น พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ที่ทั้งสองบริษัท ไม่มีทางจะร่วมมือกันได้ในอดีต Microsoft นั้นแทบจะไม่พัฒนา product หลักอย่าง Microsoft word หรือ Excel ให้กับ ระบบปฏิบัติการ macintosh ของ Apple เลย
.
แม้จะมีความพยายามเจรจากันในยุคของ เอเมลิโอ ขึ้นเป็น CEO ของ apple บ้าง แต่ด้วยเงื่อนไขทางธุรกิจที่ซับซ้อน ทำให้การเจรจาล่าช้าออกไปมาก จนถึงการกลับมาของ จ๊อบส์ ในรอบที่สอง
.
จ๊อบส์ ต้องการให้ deal ทุกอย่างกับ microsoft ง่ายขึ้น โดยมีการนัดคุยกันที่บ้านของจ๊อบส์ เพื่อตัดปัญหา เรื่องความยุ่งยากทั้งหมด โดยคุยกันแบบง่าย ๆ กับ เกตส์ และสุดท้าย ทั้งคู่ก็ได้ตกลงเป็น พาร์ทเนอร์ธุรกิจกันในที่สุด
.
ในงาน Macworld ปีนั้น สิ่งที่ เซอร์ไพรซ์แฟน ๆ มากที่สุดคงจะเป็น การขึ้น projector หน้าจอขนาดใหญ่ และ บิล เกตส์ ได้ทำการ วีดีโอ คอลผ่านระบบดาวเทียม (ในสมัยนั้น) เข้ามายังงานดังกล่าวด้วย
.
มันเป็นการ deal กันทางธุรกิจ ล้วน ๆ เพื่อ Apple สามารถที่จะก้าวต่อไปได้ จ๊อบส์ ต้องลดทิฐิ ตัวเองลง และหันไปจับมือกับ Microsoft โดย Microsoft นั้นจะนำผลิตภัณฑ์ หลักของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น word , excel มาลงในระบบปฏิบัติการ macintosh ตัวใหม่ของ Apple
.
และที่สำคัญนั้น Microsoft ยังได้เข้ามาลงทุนใน Apple ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก ๆ ว่าศัตรูเก่า คู่อาฆาต อย่าง Microsoft จะเข้ามาลงทุนใน Apple โดยลงเงินมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในบริษัท apple โดยเป็นหุ้นแบบไม่มีเสียงโหวตในคณะกรรมการบริษัท
.
.
——————————————–
มรดกของข้อตกลงดังกล่าว
——————————————–
.
ในช่วง 21 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 1997 นั้น มูลค่าหุ้นของ Apple ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในแง่ของมูลค่าผู้ถือหุ้น ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกเรามากมาย
.
การถือกำเนิดขึ้นของ iPod, iPhone, iPad และ การเกิดใหม่ของ Apple ได้ทำให้พวกเขากลายเป็นแบรนด์ที่มีคุณค่ามากที่สุดในโลก และเปลี่ยนแปลงโลกเราอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
.
แน่นอนว่า Apple และ Microsoft ยังคงรักษาวัฒนธรรมที่แยกจากกันซึ่งมักจะแข่งขันซึ่งกันและกัน และทั้งสองบริษัทยังคงต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแคมเปญ “Get a Mac” ของ Apple ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2006 ถึง 2009
.
สำหรับการลงทุน 150 ล้านดอลลาร์นั้น Microsoft ขายหุ้นนั้นคืนให้กับ Apple ในปี 2003 ตามข้อตกลงที่ทั้งคู่ทำขึ้น นั่นหมายถึงการลงทุนใน Apple ของ Microsoft ที่ 150 ล้านดอลลาร์ หากพวกเขาเก็บไว้ ในตอนนี้จะมีมูลค่าประมาณ 52,600 ล้านดอลลาร์
.
แต่ก็ต้องบอกว่าหากข้อตกลงดังกล่าวกับ Microsoft ไม่ได้เกิดขึ้นในปี 1997 Apple ก็คงจะล้มละลายไปแล้ว และตำนานต่าง ๆ ที่ สตีฟ จ็อบส์ ได้สร้างไว้ในภายหลังมันคงไม่มีทางเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
.
.
.
และตามที่ปกนิตยสาร Time ฉบับตำนานที่ขึ้นภาพจ็อบส์บนหน้าปก ซึ่งเป็นภาพที่เขากำลังบอกกับ บิล เกตส์ว่า “ขอบคุณนะ บิล โลกนี้น่าอยู่ขึ้น”

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “ไอที คอมพิวเตอร์ โปรแกรมมิ่ง โค้ดดิ่ง แอพพลิเคชั่น ML, AI, IOT, Microcontroller, Robot”