เรื่องของ "พระนางมาคันทิยา"

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 939
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

เรื่องของ "พระนางมาคันทิยา"

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ ก.พ. 28, 2021 2:46 pm

เรื่องของ "พระนางมาคันทิยา"
ผู้ผูกอาฆาตพยาบาทต่อพระพุทธเจ้า
พระนางคันทิยามีรูปงามดุจนางอัปสร
จึงมีเศรษฐี คฤหบดี ตลอดจนพระราชา
จากเมืองต่าง ๆ ส่งสารมาสู่ขอมากมาย
แต่บิดามารดาของนางก็ปฏิเสธทั้งหมด
ด้วยคำว่า “พวกท่านไม่คู่ควรแก่ธิดาของเรา”
นางจึงครองความเป็นโสดเรื่อยมา
พระพุทธเจ้าทรงพิจารณา
เห็นอุปนิสัยของพราหมณ์สองสามีภรรยา
จึงเสด็จมายังแคว้นกุรุ
พระพุทธเจ้าทรงปฎิเสธ
และสอนความจริงด้านกายา
ฝ่ายพราหมณ์ผู้บิดาพบพระพุทธเจ้า
เห็นพระลักษณะถูกตาต้องใจและคิดว่า
“บุรุษผู้นี้แหละคู่ควรกับลูกสาวของเรา”
จึงเข้ากราบทูลว่า “ท่านสมณะ
ข้าพเจ้าจะยกธิดาให้เป็นคู่ชีวิตแก่ท่าน”
พระพุทธเจ้าตรัสห้ามแล้วตรัสต่อไปว่า
“ดูก่อนท่านพราหมณ์
เมื่อตถาคตตรัสรู้ใหม่ ๆ ธิดามาร 3 คน
ซึ่งมีร่างกายเป็นทิพย์สวยงาม
กว่าลูกสาวของท่านหลายเท่านัก
มาประเล้าประโลมเรา เรายังไม่สนใจ
ไม่พอใจ เหตุไฉนจะมาพอใจยินดี
ในลูกสาวของท่านลูกสาวของท่านนี้
แม้จะงามในฐานะมนุษย์ก็จริงแล
แต่ทว่าความงามไม่ทนนาน อายุมากไปเท่าไร
ความแก่เฒ่าก็จะเข้าครอบงำเข้าไปมากเท่านั้น ความเศร้ามากก็จะปรากฏภายนอก
ในที่สุดผิวพรรณที่ผ่องใสก็จะกลายเป็น
ผิวพรรณหม่นหมอง
ร่างกายที่มีความสวยสดงดงาม
ก็จะโทรมไปทีละน้อย ๆ ถึงวัยกลางคน
ความงามก็จะสลายไป เหลือมาเล็กน้อย
ถึงวัยแก่หนังก็จะย่น ความงามก็ไม่ปรากฏ
ความที่เป็นคนสวยงดงามก็จะสลายตัวไป
และยิ่งกว่านั้นร่างกายลูกสาวของท่าน
เธอเต็มไปด้วย มูตร และ กรีส
( มูตร คือ ปัสสาวะ กรีส คืออุจาระ )
ฉะนั้น ในเมื่อร่างกายลูกสาวของเธอ
แตกต่างกับนางตัณหา นางราคา นางอรดี
เพราะนางตัณหา นางราคา นางอรดี นั้น
ร่างกายเต็มไปความสวยสดงดงาม
เพราะเป็นนามธรรม ไม่มีเหงื่อ ไม่มีไคล
ไม่มีน้ำเหลือ น้ำเหลือง น้ำหนอง ไม่มีอุจจาระ
ไม่มีปัสสาวะในกาย ตถาคตยังไม่ต้องการ
แล้วจะต้องการอะไรกับลูกสาวท่าน
ที่ร่างกายเต็มไปด้วยอุจจาระ ปัสสาวะ
ความจริงอย่าว่าแต่ให้ตถาคต
เอามาประดับประคองเป็นภรรยาเลย
เวลานี้ แม้แต่เท้าของตถาคตก็ยังไม่อยากจะ
แตะร่างกายลูกสาวของท่านเลย”
เมื่อตรัสดังนี้แล้ว ทรงแสดงธรรมโปรดสองสามีภรรยาจนทั้งสองได้บรรลุเป็นพระอนาคามี
ฝ่ายนางมาคันทิยา
ได้ยินพระดำรัสของพระพุทธเจ้าโดยตลอด
รู้สึกโกรธที่พระพุทธเจ้า ตำหนิประณาม
ว่าร่างกายของนางเต็มไปด้วยอุจจาระปัสสาวะ
ไม่ปรารถนาจะสัมผัสถูกต้องแม้ด้วยเท้า
จึงผูกอาฆาตของเวรต่อพระพุทธเจ้าตั้งแต่นั้นมา
ฝ่ายพราหมณ์สองสามีภรรยา
กราบทูลขออุปสมบทปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
ไม่นานนักก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งสองท่าน
ต่อมานางมาคันทิยาถวายเป็นพระมเหสีของ
พระเจ้าอุเทน ซึ่งทรงมีอัครมเหสีอยู่แล้ว
คือ พระนางสามาวดี ซึ่งนางมาคันทิยา
ก็ได้ดำรงตำแหน่งอัครมเหสี
เฉกเช่นพระนางสามาวดี
อาฆาตพระพุทธเจ้า
จ้างคนมาด่าทอพระองค์ท่าน
เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประทับอยู่ที่เมืองโกสัมพี
(เสด็จมาใหม่ ๆ ) พระนางมาคันทิยา
ซึ่งมีความโกรธพระศาสดา มีความประสงค์จะให้
พระองค์ออกจากเมืองโกสัมพี จึงได้ว่าจ้าง
ให้คนที่เป็นมิจฉาทิฏฐ ไม่เลื่อมใสพระรัตนตรัย
ช่วยกันรุมด่าให้พระองค์เสด็จหนีไปเมืองอื่น
ครั้นยามเช้าพระศาสดาเสด็จเข้าไปในเมือง
เพื่อบิณฑบาต ก็มีพวกทาสกรรมกรบ่าวไพร่
ที่ได้รับค่าจ้าง ติดตามด่าว่าพระพุทธองค์
ด้วยคำด่า ๑๐ ประการ ซึ่งถือว่าเป็นคำด่า
ที่แสบที่สุดในยุคนั้น คือ เจ้าเป็นโจร เจ้าคนพาล
เจ้าคนหลง เจ้าอูฐ เจ้าโค เจ้าลา เจ้าสัตว์นรก
เจ้าสัตว์เดรฉาน สุคติของเจ้าไม่มี
เจ้าหวังแต่ทุคติเท่านั้น
พระอานนท์ผู้เดินตามหลังพระศาสดา
ทนไม่ได้ที่มีบุคคลมากล่าวล่วงเกินพระพุทธองค์
ซึ่งเป็นผู้ที่ตนเคารพสูงสุดท่านจึงกราบทูลว่า
"เมืองนี้เขาด่ามากเหลือเกินพระพุทธเจ้าข้า
เราไปเมืองอื่นเถิดพระพุทธเจ้าข้า"
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
" ไปเมืองไหนอานนท์"
พระอานนท์ตอบว่า
"ไปเมืองที่เขาไม่ด่า พระพุทธเจ้าข้า"
พระองค์ตรัสถามว่า
"ถ้าคนในเมืองนั้นด่าอีก เราจะไปที่ไหนอานนท์"
พระอานนท์ตอบว่า
"เราก็ไปเมืองอื่นจากเมืองนั้นอีกพระพุทธเจ้าข้า"
พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า
"แล้วคนในเมืองนั้นด่าอีกจะไปไหน"
พระอานนท์ตอบว่า
"ก็ไปเมืองอื่น ๆ อีกพระพุทธเจ้าข้า"
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
"เราทำอย่างนั้นไม่ควรทำใจร้อนใจด่วน
ไม่สมควรแก่สมณะ เรื่องเกิดขึ้นที่ไหน
ควรให้ดับที่นั่นก่อนเราค่อยไปที่อื่น
คนที่ด่านั้น คือพวกไหนกัน"
พระอานนท์ตอบว่า
คือเริ่มแต่พวกทาส กรรมกรเป็นต้นไป
พระพุทธเจ้าข้า
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
"อานนท์ ...เราเป็นเช่นกับช้างที่เข้าสู่สงคราม
การอดทนต่อลูกศรที่แล่นมาจาก ๔ ทิศ
เป็นภาระของช้างที่เข้าสู่สงครามฉันใด...
การอดทนต่อถ้อยคำที่คนทุศีล (ไม่มีศีล)
เป็นอันมากกล่าวแล้วเป็นภาระของเราฉันนั้น
เราจักอดกลั้นต่อคำล่วงเกิน
ดังช้างศึกที่อดทนต่อลูกศร
เพราะคนเป็นอันมากเป็นผู้ทุศีล
บุคคลผู้อดกลั้นต่อคำล่วงเกินได้
ฝึกตนดีแล้ว เป็นผู้ประเสริฐในหมู่มนุษย์
การตบมือข้างเดียวย่อมไม่ดัง ฉันใด
เมื่อฝ่ายตรงข้ามสงบนิ่ง ทำหูทวนลมเสีย
การด่าอยู่แต่ฝ่ายเดียวก็ไร้ประโยชน์ ฉันนั้น
พวกปากรับจ้างด่าจนเมื่อยปาก ก็เกิดความเบื่อหน่าย เลิกด่าไปเอง เรื่องก็สงบลงใน ๗ วัน"
เมื่อพระองค์ตรัสจบอย่างนี้
คนมากมายที่รับสินบนมาด่าตามถนน
๓ แพร่ง ๔ แพร่ง เป็นต้น เหล่านั้น ก็ได้บรรลุโสดาบัน
เป็นคนดีเลิกด่า เป็นคนดีตั้งแต่บัดนั้นตลอดชีวิต
พระพุทธเจ้าทรงเมตตาอย่างไม่มีชนชั้นวรรณะ
ชี้ให้เห็นว่า พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงเอื้อเฟื้อ
ต่อความผิดของมหาชนเลย มีแต่ทรงมุ่งหมาย
จะให้เป็นประโยชน์แก่มหาชนเท่านั้น
และพระองค์เป็นผู้อดทนทุกอย่าง
ทั้งสอนดีและทำดีให้เห็นด้วยว่าทรงสอนอย่างไรก็ทำอย่างนั้น
ท้ายที่สุด นางมาคันทิยา
หวังให้พระองค์หนีไปเมืองอื่นก็ผิดหวัง
แถมยังมีคนศรัทธาเพิ่มอีก และยิ่งอาฆาตทวีคูณ
เมื่อรู้ว่า พระนางสามาวดี อัครมเหสีอีกพระองค์ก็เลื่อมใสศรัทธาพระพุทธเจ้าสูงสุด
จึงพยายามหาเรื่องทุกหนทาง
แต่ท้ายที่สุด เมื่อความจริงทุกอย่างเปิดเผย
พระนางก็โดนพระสวามีทำโทษขั้นสูงสุด
ด้วยการขุดหลุมฝัง จากนั้นเฉือนเนื้อของพระนาง
นำไปทอดในน้ำมันเดือดแล้วนำมาให้พระนางเสวย
จนสิ้นพระชนม์และตกลงสู่อเวจี
ธรรมมะชาดก
Tik Inspiration

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “การเรียนการศึกษา ธรรมะ ปรัชญา คติ คำคม คำสอนใจ ความรู้ออนไลน์”