มหาวิทยาลัย 2020 – เรียนรู้ไร้พรมแดน

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 1279
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

มหาวิทยาลัย 2020 – เรียนรู้ไร้พรมแดน

โพสต์ โดย siri » เสาร์ ธ.ค. 19, 2020 12:32 pm

มหาวิทยาลัย 2020 – เรียนรู้ไร้พรมแดน

Santitarn Sathirathai | Jan 13, 2020
WorldTrendsSocial IssuesEducation


สันติธาร เสถียรไทย เรื่อง https://www.the101.world/university-2020/


ในปี 2562 (2019) มหาวิทยาลัย Singapore University of Technology and Design (SUTD) ของสิงคโปร์ที่มีการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Massachusetts Institute of Technology (MIT) สถาบันการศึกษาชื่อก้องโลก ประกาศหลักสูตรปริญญาตรีใหม่ชื่อ Design and AI หรือดีไซน์และปัญญาประดิษฐ์

หันมามองในประเทศไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดโปรแกรมใหม่ BASCii หรือ ปริญญาตรีหลักสูตรศิลปศาสตรและวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขานวัตกรรมบูรณาการ และไม่นานมานี้ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังดึง สถาบันการเรียนโปรแกรมมิ่ง Ecole 42 ‘มหาวิทยาลัย’ ชื่อดังระดับโลกที่ไม่ให้ปริญญา ไม่มีห้องเรียนและไม่มี ‘ครู’ สอน ก็ได้มาเปิดที่ประเทศไทย

โลกมหาวิทยาลัยมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ลองคิดดูสิครับ หากเรายังอยู่ในทศวรรษที่แล้วคงรู้สึกงงเป็นไก่ตาแตกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ แต่เพียง 10 ปีต่อมาเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป มันกลายเป็นเรื่องจำเป็นที่ขาดไม่ได้หากเราต้องการสร้างการศึกษาแห่งอนาคต

ในยุค 2020 พรมแดนแห่งการเรียนรู้จะจางหายไปและถูกเขียนใหม่ การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นมาสักพักแล้ว และเร่งให้เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นอีกในอนาคต

เรียนรู้จากทุกวิชา

เส้นที่ขีดแบ่งแต่ละคณะภาควิชาจะค่อยๆ ละลายหายไป ส่วนหนึ่งเพราะในวันหน้าเราไม่รู้ว่าวิชาไหนจะเป็นที่ต้องการ จึงต้องกระจายความเสี่ยง แต่เหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็เพราะโจทย์ในโลกความเป็นจริงที่คนจบมาต้องเผชิญ นับวันยิ่งเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน ไม่แน่นอน และมักต้องใช้หลายทักษะผสมผสานกัน เช่น ดีไซเนอร์ควรรู้จักวิธีใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, Data Scientist ต้องมีความเข้าใจธุรกิจถึงจะตั้งคำถามถูกต้องแม่นยำ, หมออาจสามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลคนไข้ เป็นต้น

แต่ที่ยิ่งสำคัญกว่านั้นคือ การเรียนรู้ข้ามพรมแดนคณะอาจทำให้เราได้พบคนหลากหลาย และเพื่อนที่มองโลกต่างเลนส์ มหาวิทยาลัยไม่ควรทำให้ใครกลายเป็น ‘แกะดำ’ แต่สร้างสังคม ‘แกะหลากสี’ เพราะความแตกต่างเป็นเชื้อเพลิงของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ทั้งยังเป็นการฝึกทักษะการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น (Empathy) และทำงานเป็นทีม

เรียนได้จากทุกที่และทุกคน

ทุกวันนี้ คอร์สออนไลน์ แบบที่เรียกว่า Massive Open Online Course (MOOC) ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกแล้ว 900 มหาวิทยาลัยทั่วโลกเปิดคอร์สเหล่านี้กว่า 10,000 คอร์ส และแหล่งความรู้ในอินเตอร์เน็ตยังมีอีกมากมาย ตั้งแต่วีดีโอ ถึง Podcast ทำให้การเรียนสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา

หากมีมากเกินไปจนงง ไม่รู้จะเรียนอะไรดี ก็ยังมีเครื่องอำนวยความสะดวกเป็นเทคโนโลยีทางการศึกษา ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์ม RiPPle ที่มหาวิทยาลัย Queensland ใช้ สามารถช่วยประเมินว่านักเรียนแต่ละคนมีจุดอ่อนด้านไหน ควรเรียนวิชาอะไร ควรทำงานกลุ่มกับเพื่อนคนใด และมี content เกี่ยวข้องอะไรบ้างที่แนะนำ

โดยเนื้อหาเหล่านั้นอาจไม่ได้เป็นตำราที่อาจารย์ใส่เข้ามาเท่านั้น แต่อาจเป็นเหมือน ‘สมุดโน๊ต’ สรุปวิชาต่างๆ ที่เพื่อนนักเรียนคนอื่นทำใส่ไว้ออนไลน์ก็ได้ (ไม่ต่างจากยุคเก่าที่เราจะเวียนสมุดโน้ตของคนเก่งกันไปหลายรุ่นจนกระดาษเหลือง) แปลว่าอาจารย์เป็น ‘ผู้นำการเรียนรู้’ ในห้องเรียน แต่ไม่ได้เป็นผู้ ‘ผูกขาด’ การสอนแต่เพียงผู้เดียว

ต่อไปการศึกษาอาจยิ่งคล้ายกับการดู Netflix ที่มีซีรี่ย์จากหลายเจ้า และมีแพลตฟอร์มช่วยแนะนำสิ่งที่เหมาะกับเรา เพียงแต่อาจแนะนำสิ่งที่เราควรเรียน มากกว่าแนะนำตามความชอบ



เรียนรู้ทุกช่วงชีวิต


พรมแดนของนักเรียนและคนทำงานจะจางหายไป โดยแบ่งเป็นสองส่วน ข้อหนึ่ง เด็กมหาวิทยาลัยต้องเริ่มรู้จักการทำงานในโลกความจริงตั้งแต่อยู่ในมหาวิทยาลัย

ทั้งคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ทั้งแจ็ค หม่าแห่งอาลีบาบา ได้พูดไว้ในงาน OECD: Forum for World Education 2019 ถึงความสำคัญของการเรียนรู้จากการทำจริง เรียนรู้ชีวิต เรียนรู้จากสังคมจริง

ในทำนองเดียวกันนั้น ข้อมูลบทสำรวจเยาวชนอาเซียนของบริษัทเทคโนโลยี Sea ร่วมกับ World Economic Forum (WEF) พบว่า 81% ของคนรุ่นใหม่คิดว่าการฝึกงานนั้น ‘สำคัญเทียบเท่าหรือยิ่งกว่า’ การเรียนในโรงเรียน โดยมากบอกว่า เพราะต้องการนำสิ่งที่เรียนมาในห้องไปลองใช้ในบริบทการทำงานจริง

ข้อสอง กลับกันกับข้อแรกคือ คนทำงานต้องมีความเป็นนักเรียนตลอดเวลา เพราะความรู้นั้นอายุสั้นลงในยุคที่คนอายุยืน ไม่ใช่เรื่องแปลกหากทุกวันนี้บางคนที่เกษียณตั้งแต่ตอนอายุ 60 อาจจะใช้ชีวิตในวัยเกษียณนานกว่าที่เคยเรียนหนังสือในโรงเรียนมาชั่วชีวิต แนวคิดที่ว่าชีวิตสามช่วง “เรียน-ทำงาน-เกษียณ” จะต้องหมดไป หลีกทางให้กับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning)

ความยากของการเรียนรู้ตลอดชีวิตอาจไม่ใช่เรื่องการหาคำตอบ เพราะทรัพยากรการเรียนรู้มีอยู่มากมายทุกแห่งหนอย่างที่อธิบายข้างบน แต่กลับเป็นเรื่อง ‘การหาคำถาม’ หรือ ความกระตือรือร้นอยากเรียนรู้ ที่บ่อยครั้งจะเสื่อมถอยเมื่อทำงานมาหลายปี ความกลัวที่ออกจาก Comfort Zone เปิดใจรับสิ่งใหม่ที่ตนเองไม่คุ้น ลดอีโก้ ถอดหมวกความเป็นนายผู้รู้ทุกอย่าง และกลับไปเป็นนักเรียนผู้อยากเรียนรู้จากทุกคน

บทสำรวจของ Sea-WEF ชี้ให้เห็นว่า ในหมู่คนอายุ 15-35 ปี สัดส่วนของคนที่ให้ความสําคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศไทยนั้นต่ำกว่าเพื่อนบ้านในอาเซียน ในขณะที่สัดส่วนดังกล่าวของเวียดนามสูงมากที่สุดในภูมิภาค

เราคงต้องพยายามช่วยกันตอบว่า ทำอย่างไรจะให้คนไทยมีความกระตือรือร้นต่อการพัฒนาตนเองตลอดชีวิตมากขึ้น ให้มีความหลงไหลกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ และสามารถก้าวข้ามความกลัวต่อความล้มเหลวได้ เพราะหากไม่ระวังและตื่นตัวประเด็นนี้ อาจมีผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจในอนาคต เนื่องจากการมี Mindset ที่เข้าใจถึงความสำคัญ และพร้อมกลับไปเรียนใหม่ จะมีผลโดยตรงกับความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) ต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว



มหาวิทยาลัยยุค 2020 อยู่ที่ไหน?


ในอนาคตอาจต้อง ‘อยู่ทุกที่’

ยุค 2020 ทุกองค์กรจำเป็นต้องมี ‘พื้นที่การเรียนรู้’ เสมือนเป็น ‘มหาวิทยาลัย’ หรือสถาบันการศึกษา ทั้งนี้ ไม่ได้แปลว่าบริษัท องค์กรรัฐ หรือ NGO ต้องให้ปริญญา เพียงแต่ต้องคอยสร้างระบบนิเวศน์ที่กระตุ้นการเรียนรู้ การพัฒนาตนเองตลอดเวลาให้คน ต้องมีการลงทุนและสนับสนุนการเรียนรู้ทักษะใหม่ ผู้นำต้องไม่เป็นแค่บอสสั่งงาน แต่ต้องมีความเป็น ’ครูที่ดี’ ให้กับคนในทีม

นอกจากคนจะต้องการให้ทุกที่มีพื้นที่การเรียนรู้แล้ว (Demand Side) เทคโนโลยีทางการศึกษาต่างๆ เช่น MOOC แพลตฟอร์มการเรียนรู้ ยังจะช่วยให้ทุกองค์กรที่ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้สามารถสร้างพื้นที่มหาวิทยาลัยในองค์กรของตนเองได้ง่ายขึ้น (Supply side)

แต่หากลองคิดดูจริงๆ คำตอบนี้เปิดประเด็นความท้าทายสำคัญสำหรับมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน

หากในยุคใหม่ทุกคนสามารถเรียนได้จากทุกที่ ทุกเวลา ทุกสาขาวิชา ในทุกองค์กร โดยไม่ต้องอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยจริง คำถามที่ตามมาก็คือ บทบาทของมหาวิทยาลัยในยุค 2020 ควรจะเป็นอย่างไร?

จะตอบคำถามนี้ได้อาจต้องตีโจทย์ให้แตกก่อนว่า อะไรที่มหาวิทยาลัยทำได้ แต่องค์กรอื่นๆ ทำไม่ได้ (หรือทำได้ไม่ดีเท่า) ในเรื่องการเรียนรู้และพัฒนาคน

โดยส่วนตัวผมว่ามีหลายข้อที่มหาวิทยาลัยได้เปรียบองค์กรอื่น แต่ขอติดไว้มาคุยกันตอนหน้า

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “การเรียนการศึกษา ธรรมะ ปรัชญา คติ คำคม คำสอนใจ ความรู้ออนไลน์”