เมืองลับแลหรือภพซ้อนภพ

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 937
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

เมืองลับแลหรือภพซ้อนภพ

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ ก.พ. 21, 2021 12:03 pm

เมืองลับแลหรือภพซ้อนภพ

https://www.facebook.com/groups/2832137 ... 635773685/

เรื่องเมืองลับแลหรือเรื่องภพซ้อนภพมีอยู่จริง ๆ ไม่ใช่อิงนิยาย เราอย่าไปคิดว่าโลกเรานี้มีอยู่เท่าที่เราเห็น ความจริงมีมิติที่ซ้อนทับกันอีกมาก ในทางฟิสิกส์ยังพบมิติอีกหลายมิติ ปกติที่เราคุ้นก็คือ ๓ มิติ กว้าง ยาว สูง แต่ไอน์สไตน์บอกว่ามีมิติที่ ๔ คือ มีเรื่องเวลาเข้ามาด้วย เขาบอกว่าหากมองในแง่ของเอกภพแล้ว การพูดแค่ ๓ มิติ กว้าง ยาว สูง ไม่มีความหมายอะไรเลย เช่น ถามว่าตอนนี้คุณหมูอยู่ที่ไหน คุณหมูบอกว่าผมอยู่ในจุดที่ห่างจากกำแพงด้านข้าง ๒ เมตร ห่างจากกำแพงข้างหลัง ๑ เมตร และห่างจากพื้นขึ้นมา ๒๐ เซนติเมตร เรารู้สึกว่าเรารู้เรื่อง คือ รู้เรื่องเฉพาะในกรอบ คือ ห้อง ๆ นี้ แต่ห้องนี้อยู่บนโลก ซึ่งโลกหมุนรอบตัวเองตลอดเวลา หมุนเร็วด้วย วันเดียวหมุนไป ๔๐,๐๐๐ กิโลเมตร เส้นรอบวงของโลกประมาณ ๔๐,๐๐๐ กิโลเมตร แสดงว่าใน ๑ ชั่วโมงโลกจะต้องเคลื่อนที่เป็นระยะทางประมาณ ๑,๖๐๐ กิโลเมตร ซึ่งเร็วกว่าความเร็วเสียงอีก แล้วโลกยังเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ในสุริยจักรวาล ส่วนสุริยจักรวาลก็เคลื่อนตัวอยู่ในดาราจักรทางช้างเผือก แล้วดาราจักรทางช้างเผือกก็ยังมีการเคลื่อนตัวอยู่ในเอกภพนี้อีก

ดังนั้น การบอกแต่เพียงว่าคุณหมูอยู่ห่างจากกำแพงด้านข้าง ๒ เมตร ด้านหลัง ๑ เมตร อยู่สูงจากพื้น ๒๐ เซนติเมตร ไม่มีความหมายอะไรเลย แต่จะต้องบอกว่า ณ เวลาไหนด้วย เพราะพอเวลาเคลื่อนไปอีกแค่เสี้ยววินาทีคุณหมูก็อยู่ห่างจากจุดเดิมไปอีกตั้งเป็นร้อย ๆ พัน ๆ เมตรแล้ว ไอน์สไตน์จึงบอกว่าทุกอย่างมีเวลาเข้ามาเกี่ยวด้วย นี่คือมิติที่ ๔ หลังจากนั้นนักฟิสิกส์ยังพบว่ามีมิติอื่น ๆ อยู่อีกมากมายซึ่งเป็นมิติที่เราไม่เจอในภาวะปกติ

ที่เขาบอกว่าจักรวาลในเปลือกถั่ว ก็คือ จากที่เล็ก ๆ พอคลี่ออกมาเหมือนกับมีโลกที่กว้างใหญ่ซ่อนอยู่ภายใน เป็นภพซ้อนภพอยู่ เรื่องพวกนี้เราอย่าไปคิดว่าต้องมองเห็นก่อนถึงจะเชื่อ มองไม่เห็นไม่เชื่อ เพราะแม้แต่ทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็ยังมีสิ่งที่เรามองไม่เห็นอีกมาก และกว่าเราจะทำความเข้าใจได้ก็ไม่ใช่ของง่าย ขึ้นอยู่กับทักษะการคิดวิเคราะห์จับประเด็นของแต่ละคนด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มีอยู่ ถามว่ามันคืออะไร มีอะไรอยู่ในนั้น เป็นคนอย่างเราหรือเปล่า ตอบว่าไม่ใช่มนุษย์แบบเรา แต่เป็นชีวิตอีกแบบหนึ่งที่เป็นอดีตมนุษย์ เช่น ภุมเทวดา รุกขเทวดา อารามเทวดา วนเทวดา นทีเทวดา อากาศเทวดา ฯลฯ ซึ่งพวกเทวดาที่สถิตอยู่ตามธรรมชาติเหล่านี้ภาษาบาลีเรียกว่าภูต ภาษาไทยเรียกว่าผี และภาษาอังกฤษเรียกว่าแฟรี่

เทวดามีหลายชั้น ชั้นที่อยู่ใกล้มนุษย์ที่สุดคือชั้นแรก เรียกว่าจาตุมหาราชิกา ในชั้นนี้มีความหลากหลายมาก มีทั้งเทวดาที่อยู่ในวิมาน อยู่บนสวรรค์ ตัวสวรรค์เป็นวิมานใหญ่โตสว่างไสว และยังมีที่อยู่ใกล้มนุษย์เข้ามาอีก คือ พวกอากาศเทวดา เป็นเทวดาที่มีวิมานลอยอยู่ในอากาศสูงจากพื้นดินประมาณ ๑ โยชน์ แต่เรามองไม่เห็นเพราะเป็นของละเอียด แล้วยังมีรุกขเทวดา เทวดาที่มีวิมานอยู่ในต้นไม้ เป็นภพซ้อนภพ กล่าวคือ ต้นไม้ที่ลำต้นอาจจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางแค่ ๑ เมตร แต่วิมานจริง ๆ อาจจะใหญ่เป็น ๑๐ ถึง ๑๐๐ เมตรก็ได้

แล้วของใหญ่ ๆ ไปอยู่ในต้นไม้เล็ก ๆ ได้อย่างไร อธิบายง่าย ๆ คือ มันเป็นของละเอียดซึ่งแตกต่างจากของหยาบ ถ้าของหยาบของใหญ่ต้องอยู่ข้างนอกของเล็กอยู่ข้างใน ถามว่าเป็นไปได้อย่างไร ก็ให้ลองเอากระจกไปส่องดูตึกโต ๆ วางมุมดี ๆ เราก็จะได้เห็นตึกหลังใหญ่อยู่ในกระจก หรือแม้แต่ภูเขาทั้งลูกก็ยังเข้าไปอยู่ในกระจกได้

แล้วที่ใกล้มนุษย์เข้ามายิ่งกว่ารุกขเทวดาก็คือภุมเทวดา อยู่บนพื้นดินเหมือนกับมนุษย์เรา อยู่ตามจอมปลวกบ้าง โขดหินบ้าง เนินดินบ้าง หรืออยู่บนพื้นราบบ้าง แล้วบางที่เขาอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้าน พวกนี้บุญเขาน้อยกว่าเทวดาที่มีวิมานเลยไม่ได้มีวิมานใหญ่โตอย่างนั้น แต่เป็นบ้านคล้าย ๆ มนุษย์ส่วนที่ว่าเป็นเมืองลับแลอะไรต่าง ๆ ก็ทำนองเดียวกันนี้ บางคนเข้าไปจังหวะเหมาะ ๆ ก็หลุดเข้าไปในมิตินั้นได้ หายแวบเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วเจอประสบการณ์มากมาย ส่วนถ้าถามว่าทำไมบางคนเห็นผีบางคนไม่เห็น เรื่องเหล่านี้มันมีจังหวะของมันอยู่ ถ้าบังเอิญจังหวะไหนที่อารมณ์เหมาะ ๆ ก็จะได้เห็นสมใจอยากทันที

ในโลกเรายังมีสิ่งที่เรายังไม่รู้อีกมาก ใครที่ถือว่าวิทยาศาสตร์คือสุดยอด อะไรที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ ฉันไม่เชื่อ อย่าเพิ่ง ๆ ยังมีเรื่องที่เรายังไม่เข้าใจอีกมาก พระพุทธเจ้าตรัสว่าเรื่องที่เป็นอจินไตยยังมีอีกมาก ให้เปิดใจศึกษา รับรู้รับฟัง แล้วเราจะเจออะไรดี ๆ อีกมากมาย

_______________

ภาพประกอบเอามาจาก YouTube
The Ghost Secret ไขความลับโลกวิญญาณ
Ep.30 อำมหิตจิตแฝง (Seclude)
https://youtu.be/R0xCI3klKmk

เป็นตอนเกี่ยวกับกินรีประเภทครึ่งคนครึ่งนก (ยุโรปเรียกว่า Harpy) ที่เคยร่วมรบในสงครามเมื่อกาลนานมาแล้ว โดยภาพวาดก็คือแอ่งน้ำที่เป็นประตูเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกทิพย์

ภาพป่าไม้ด้านล่าง คือ โลกมนุษย์
ภาพภูเขาด้านบน คือ โลกทิพย์

ปล.การทำสงครามระหว่างเหล่ากายทิพย์เป็นเรื่องปกติ เพราะพวกเขายังอยู่ในกามภพเหมือนกันกับมนุษย์ ในพระไตรปิฎกนั้น เทพดาวดึงส์สู้รบกันกับอสูรแห่งเขาตรีกูฏจนมีชื่อสมรภูมิเท่ ๆ ว่า "สงครามเทวสูร" (Devasura War) หรือที่พระสูตรในพระไตรปิฎกเรียกว่า "เทวาสุรสังคาม" (Devasurasangama)

siri
โพสต์: 937
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: เมืองลับแลหรือภพซ้อนภพ

โพสต์ โดย siri » ศุกร์ ก.พ. 26, 2021 2:02 am

(เขียนถึงสัตว์ที่สู้ชีวิตมาสองวันแล้ว ต่อด้วยสัตว์อีกชนิดหนึ่งก็แล้วกัน จะได้ครบชุด)
เมย์ฟลาย (Mayfly) หรือแมลงชีปะขาว เป็นสัตว์ที่มีอายุสั้นที่สุดชนิดหนึ่งในโลก จัดอยู่ในกลุ่มแมลง Ephemeroptera (มาจากคำกรีก ephemeros แปลว่าอายุสั้น, pteron แปลว่าปีก) สายพันธุ์นี้มีบรรพบุรุษร่วมกับตระกูลแมลงปอ ในโลกมีราว 2,500 สปีชีส์
เราพบเมย์ฟลายตามแหล่งน้ำทั่วไป เช่น หนอง บึง ลำธาร ทะเลสาบ แม่น้ำ เป็นแมลงที่มีคุณสมบัติไวต่อการสัมผัสรู้สารพิษ จึงใช้เป็นดัชนีวัดคุณภาพของแหล่งน้ำได้
เมย์ฟลายชอบอาศัยอยู่ตามก้อนหินกลางน้ำที่ไหลแรง มันมีแผ่นเหงือกที่ประกอบด้วยหนามแหลมขนาดเล็กจำนวนมาก ช่วยให้เกาะก้อนหินตามลำธารได้ดี ไม่ถูกกระแสน้ำพัดหลุดลอยไป
ที่ว่าอายุสั้น สั้นแค่ไหน?
พวกมันเกิด อยู่ สืบพันธุ์ และตายในวันเดียว!
ก่อนลืมตาดูโลก พวกมันเป็นตัวอ่อนในน้ำ เมื่อถึง ‘วันเกิด’ พวกมันจะลอกคราบบินโผล่จากผิวน้ำสู่โลกเป็นวันแรกและวันสุดท้าย ในวันเดียวของชีวิตบนโลกใบนี้ พวกมันไม่กินอะไร ทุกตัวเกิดมาทำงานแล้วตายไป ทำทุกอย่างจบในวันสั้น ๆ หนึ่งวัน
หนึ่งวันน่ะหรือสั้น?
.
ทฤษฎีกำเนิดจักรวาลที่เรียกว่า บิ๊ก แบง บอกว่า ก่อนหน้าจะกลายเป็นจักรวาลที่เรา (และเมย์ฟลาย) อยู่อาศัย ทุกอย่างอัดรวมศูนย์เป็นจุดเดียว จนเมื่อได้ฤกษ์งามยามดี จุดนั้นก็ ‘ระเบิด’ ออก ภายในเวลาน้อยกว่าหนึ่งวินาที จักรวาลขนาดย่อม ๆ ก็ถือกำเนิด เกิดอนุภาคต่าง ๆ เร็วกว่าการสร้างศูนย์การค้าในกรุงเทพฯล้านล้านล้านเท่า ฯลฯ
ฟังดูเหลือเชื่อเกินไป!
นั่นเพราะเราใช้ความเคยชินของเรามองทุกอย่าง มองว่าหนึ่งวินาทีคือพริบตาเดียว เราทำอะไรไม่ได้นอกจากกะพริบตา! เพราะแค่พลิกฝ่ามือยังกินเวลาไปสองวินาที หายใจเข้าก็หมดไปแล้วสามวินาที ดังนั้นการเกิดจักรวาลขนาดย่อม ๆ ในเวลาน้อยกว่าวินาทีจึง ‘เป็นไปไม่ได้’ แต่ความจริงที่พิสูจน์ได้คือ ณ วินาทีที่คุณอ่านบรรทัดนี้ จักรวาลกำลังขยายตัวด้วยความเร็วมหาศาล
ความสั้นหรือความยาวของเวลาเป็นสัมพัทธ์ ไม่ใช่ค่าสัมบูรณ์ ขณะที่เรามองว่าความเร็วในการวิ่งของเสือชีตาร์ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (เร็วกว่าเรา 2.6 เท่า) เป็นความเร็วสุดยอด พวกเต่าอาจมองว่าความเร็วของนักวิ่งราวหนีตำรวจในซอยเป็นความเร็วสุดยอดเช่นกัน!
ความเคยชินทำให้เราคิดว่าเวลาหนึ่งวินาทีคือยาวเท่านี้ ทำอะไรต่ออะไรได้แค่นี้ ส่วนหนึ่งเป็นความจริง เพราะโครงสร้างชีวิตเรามีข้อจำกัด เราใช้เวลาเดินวิ่งทำงานในระยะเวลาที่สรีระเรากำหนด
ทว่าหากในเวลาน้อยกว่าวินาทีเกิดอะไรมากมายในจักรวาล และหากแมลงซึ่งไม่มีสติปัญญาเหมือนมนุษย์ทำกิจกรรมหน้าที่ของมันจบในวันเดียว นั่นแสดงว่า เวลาหนึ่งวันยาวพอทำอะไรต่ออะไรแน่ ๆ และเวลา 60-70 ปีของมนุษย์ก็น่าจะยาวพอให้ทำอะไรได้มากมาย
บางทีปัญหาของเราไม่ใช่อยู่ที่เราทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนในหนึ่งวินาที แต่ประเด็นอยู่ที่เราใช้ทุก ๆ วินาทีได้เต็มที่หรือเปล่า
.
ทุกชีวิตมนุษย์ในโลกเกิดมาพร้อม ‘กล่องสีน้ำ’ บางคนได้รับกล่องใหญ่ บางคนได้กล่องเล็ก บางคนได้รับสีเต็มกล่อง บางคนได้ค่อนกล่อง บางคนเกิดมาพร้อมสีเพียงหลอดสองหลอด
แต่จำนวนหลอดสีอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด เพราะหลายคนที่เกิดมาได้สีครบแต่ไม่ใช้สีทุกหลอด ขณะที่บางคนเกิดมาพร้อมสีไม่กี่หลอด กลับสามารถใช้สีน้อยหลอดเหล่านั้นระบายภาพชีวิตสวยงาม
ขณะที่เราทุกคนได้รับจำนวนหลอดสีไม่เท่ากัน เวลาหนึ่งวันของเราทุกคนกลับเท่ากันอย่างยุติธรรม คือ 24 ชั่วโมง หรือเท่ากับ 86,400 วินาที
86,400 วินาทียาวพอสร้างได้ตั้งหลาย ๆ หมื่นจักรวาลแน่ะ!
หนึ่งวันของเมย์ฟลายก็เป็นหนึ่งวันเดียวกันของคน เป็นหนึ่งวันเดียวกันของต้นไม้ เต่า เสือชีตาร์ และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในโลก ไม่ว่าจะเป็นขอทาน แม่ค้าขายส้มตำ คนขายโรเล็กซ์ปลอม นักร้อง หรือนายกรัฐมนตรี ก็มีเวลาหนึ่งวันยาวเท่ากัน
แต่สำหรับมนุษย์ที่มีแต่ข้ออ้าง กลับทำอะไรไม่ได้มากนักในหนึ่งวัน สามารถกินข้าวหนึ่งจานเสร็จในครึ่งชั่วโมง กลับนั่งแช่นานครึ่งวัน
บางคนสามารถทำงานหนึ่งชิ้นจบในหนึ่งชั่วโมง แต่ตั้งใจลากยาวเป็นวันสองวัน เพื่อสร้างภาพให้เจ้านายเห็นว่ากำลังทำงานยาก ๆ ผลเสียไม่ได้ตกที่บริษัทเท่านั้น ยังเสียเวลาตัวเองไปเปล่า ๆ เหมือนมีน้ำเต็มถัง จะใช้อาบน้ำ ล้างหน้า ดื่มกิน ก็ได้ทั้งนั้น แต่กลับเทมันทิ้งเปล่า ๆ
น่าเสียดาย... คนจำนวนมากใช้หลอดสีแห่งชีวิตไม่ครบ
.
การใช้เวลาอย่างสุรุ่ยสุร่ายทำให้คนหลายคนผ่านชีวิตถึงวันสุดท้ายแล้วพบว่าตนเองยังไม่ได้ทำอะไรที่มีคุณค่าเลยสักอย่าง แคนวาสแห่งชีวิตยังว่างเปล่า บางคนนอกจากไม่เคยทำเรื่องดีแล้ว ยังทำแต่เรื่องชั่ว ๆ
คนที่ผ่านการทำงานในวงการที่ให้เวลาทำงานน้อยมานานพอ มักพบสัจธรรมว่าเวลาน้อยไม่เป็นอุปสรรคในการสร้างสรรค์งานดี ๆ งานสร้างสรรค์ดี ๆ จำนวนมากในโลกเกิดขึ้นในเวลาสั้นแสนสั้น
ดังนั้นเมื่อได้รับงานสักชิ้น ก่อนเอ่ยประโยค “เวลาไม่พอ” ลองนึกถึงเจ้าเมย์ฟลาย เรามีสมอง อย่าให้อายแมลง หากผ่านไปหนึ่งวันโดยไม่ได้ทำอะไร
ลองนึกดูว่า หากเรามีชีวิตเพียงวันเดียวอย่างเจ้าเมย์ฟลาย เราจะทำอะไรบ้าง ทำอะไรก่อน ทำอะไรทีหลัง
การรู้ว่ามีเวลาน้อยยังทำให้เราไม่เสียเวลาไปกับการวิตกกังวล ทะเลาะกัน อิจฉากัน นินทากัน เพราะรู้ว่าเหลือเวลาน้อย ทำเรื่องใหญ่กว่านั้นดีกว่า
บางทีมีเวลาน้อยก็ดีเหมือนกันนะ!
.
จากหนังสือ #ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน / https://bit.ly/3spz91T

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “เรื่องลี้ลับ ฮวงจุ้ย ดูดวง ทำนายฝัน ไสยศาสตร์ ภูตผีปีศาจ”