หน้า 1 จากทั้งหมด 1

หน้าตาของมนุษย์ในทวีปทั้ง 4

โพสต์แล้ว: อังคาร ม.ค. 26, 2021 2:57 pm
โดย siri
หน้าตาของมนุษย์ในทวีปทั้ง 4
ชมพู - ปุพพะ - อุตระ - อประ

บางทีสาเหตุที่มนุษย์บนโลกเรามีความหลากหลายทางกายภาพ เช่น มีผมสีดำตาสีดำ มีผมสีทองตาสีฟ้า ฯลฯ อาจเป็นเพราะทฤษฎีนี้ กล่าวคือ พระอรรถกถาจารย์แต่โบราณได้เล่าเอาไว้ว่า อดีตกาลนานมาแล้วในยุคสมัยของพระเจ้าจักรพรรดิมันธาตุ ชาวปุพพวิเทหะ ชาวอปรโคยานะ และชาวอุตรกุรุ รู้กันดีว่า ชมพูทวีปนี้เป็นโลกที่อุดมสมบูรณ์ เป็นสถานที่เกิดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระเจ้าจักรพรรดิ จึงขอพระเจ้าจักรพรรดิมันธาตุมาอยู่อาศัยที่ชมพูทวีป โดยมาอยู่กันตามภูมิภาคต่างๆ บนโลก ส่วนชื่อ ปุพพะ (ตะวันออก) อุตตระ (เหนือ) ฯลฯ ก็ตั้งตามภูมิภาคที่พวกเขาไปอยู่กัน

ซึ่งถ้าหากเราดูแผนที่โลกประกอบ โดยเอาเขาหิมาลัยเป็นเขาพระสุเมรุ เราจะเห็นว่า

1.ชมพูทวีป คือ ดินแดนภารตะ

2.ปุพพวิเทหทวีป คือ ดินแดนจีน-มองโกล

3.อปรโคยานทวีป คือ ดินแดนอาหรับ

4.อุตตรกุรุทวีป คือ ดินแดนแถบไซบีเรีย

และหน้าตาของชาวทวีปต่างๆ มีดังนี้

- ชมพูทวีป มีหน้ารูปไข่ (Mongoloid)

- ปุพพวิเทหทวีป มีหน้ากลม (Mongoloid)

- อปรโคยานทวีป มีหน้าจันทร์เสี้ยว (Caucasoid)

- อุตตรกุรุทวีป มีหน้าเหลี่ยม (Caucasoid)

ถึงตรงนี้ คำว่า "จักรวาล" อาจหมายถึงโลก ใบนี้ ส่วนจักรวาลที่อยู่นอกโลกท่ามกลางอวกาศจริงๆ ในศาสนาพุทธน่าจะเรียกว่า "โลกธาตุ"

เพราะในขอบเขตจักรวาลหนึ่ง (โลกใบหนึ่ง) มีกำหนดเท่ากับโอกาสที่พระจันทร์และพระอาทิตย์โคจรทั่วทิศสว่างไสวรุ่งโรจน์ ประกอบด้วยเขาพระสุเมรุ 1 แห่ง มหาสมุทร 4 แห่ง ทวีป 4 ทวีป คือ ชมพูทวีป อุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีป อปรโคยานทวีป มีสวรรค์ 6 ชั้น รูปพรหม 16 ชั้น และอรูปพรหม 4 ชั้น

เห็นได้ว่า จักรวาลหนึ่งจักรวาลจะต้องมีพระอาทิตย์กับพระจันทร์โคจรได้ทั่วรอบ ซึ่งมันก็คือ กลางวัน-กลางคืน

ส่วนโลกต่างดาวหรือจักรวาลจริงๆ ในพระพุทธศาสนา คือ "โลกธาตุ" (Cosmos) และโลกธาตุมี 3 ขนาด ได้แก่

1.สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ (โลกธาตุขนาดเล็ก) มี 1,000 จักรวาล (พันโลก)

2.ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุ (โลกธาตุขนาดกลาง) มี 1,000,000 จักรวาล (ล้านโลก)

3.ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ (โลกธาตุขนาดใหญ่) มีแสนโกฏิจักรวาล หรือ 1,000,000,000,000 จักรวาล (ล้านๆ โลก)

ซึ่งโลกธาตุขนาดเล็กจะมีพระอาทิตย์ 1,000 พระจันทร์ 1,000 ชมพูทวีป 1,000 เขาพระสุเมรุ 1,000 และทวีปอีก 3 ทวีป คือ อุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีป อปรโคยานทวีป มีมหาสมุทร 4 แห่ง มีสวรรค์ 6 ชั้น รูปพรหม 16 ชั้น และอรูปพรหม 4 ชั้น ทั้งหมดอย่างละ 1,000

และยังมีคำว่า "อนันตจักรวาล" ซึ่งหมายถึง ดาวโลกแบบมนุษย์ที่มีอยู่มากมายมหาศาลในอวกาศไม่มีที่สิ้นสุดอีกด้วย

ดังนั้น ดาราศาสตร์ในทางวิทยาศาสตร์ ถ้าเทียบกับความหมายของดาราศาสตร์ในทางพุทธศาสนาแล้วนั้น ก็เปรียบเทียบกันไม่ได้ อุปมาดั่งจงอยปากยุงที่ไม่สามารถวัดความลึกของมหาสมุทรได้

สำหรับเรื่องอายุขัยของมนุษย์ในทวีปทั้ง 4 ที่มีขึ้นๆ ลงๆ มันเป็นอจินไตย จึงไม่ขอกล่าวถึง

ต่อมา ในประเด็นที่ว่าชาวชมพูทวีปที่มีหน้ารูปไข่เป็นเผ่าพันธุ์มองโกลอยด์ (Mongoloid) นั้น เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันมานาน เพราะพระพุทธเจ้าจะเกิดมาเป็นชาวชมพูทวีปเท่านั้น ซึ่งนักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศหลายท่านก็กล่าวไว้ว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นมองโกลอยด์ผิวเหลืองไม่ได้เป็นคอเคซอยด์แขกขาวหรือฝรั่งอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน

พวกศากยะ (เผ่าหนึ่งในชมพูทวีป) เป็นเผ่าเล็กๆ อยู่เชิงเขาหิมพานต์ ทิศอีสานของดินแดนภารตะสมัยนั้น มีลัทธิความเชื่อประเพณีเป็นของตนไม่เหมือนพวกแขก คือ มีความผูกพันทางสายเลือดสูง เช่น เวลาจะคลอดลูกจะต้องไปคลอดที่ตระกูลบรรพบุรุษ แต่งงานกันเองในหมู่พี่น้อง เพราะไม่ต้องการให้สายเลือดอันบริสุทธิ์ตนไปปะปนกับชนชาติอื่น

บูชากระดูกบรรพบุรุษ เช่น เมื่อเผาศพแล้วจะเอากระดูกบรรจุเจดีย์บูชา ไม่เอาลอยน้ำดังพวกแขกอินเดียทั่วไป

ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะเช่นพวกแขก

ปฏิเสธพระเจ้า สันนิษฐานว่าลัทธิความเชื่อถือของพวกศากยะคือ "ลัทธิสางขยะ” เป็นคำสอนของฤๅษีกบิล (ฤๅษีตนนี้เองที่ชี้ชัยภูมิพื้นที่ให้พวกศากยะสร้างเมืองชื่อเมืองว่า “กบิลพัสดุ์” ตั้งขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ท่าน)

ปกครองผ่านรัฐสภา (สามัคคีธรรม) ดุจเดียวกับแคว้นวัชชี และแคว้นมัลละ เป็นเผ่านักรบ ชอบมวยปล้ำ ขี่ม้ายิงธนู ต่อสู้ตัวต่อตัว ดังปรากฏในพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะได้ฝึกปรือศิลปวิทยาการครบทั้ง 18 แขนง ตามแบบอย่างของเผ่าพันธุ์ของตน มิได้ไปศึกษายังตักสิลาอย่างที่นิยมกันสมัยนั้น

มีผิวเหลืองแบบมองโกลอยด์ มิใช่ผิวขาวอย่างฝรั่งหรือแขกขาว ดังปรากฏพระสูตรหลายแห่งพรรณนาพระลักษณะของพระพุทธเจ้าว่า “สุวณฺณวณฺโณ (มีผิวดังทอง)”

เสริมนิดหน่อย การปกครองแบบสามัคคีธรรมของชาวชมพูทวีปนี้ ในตำนานสิงหนวัติที่กล่าวว่า มีชาวชมพูทวีปจากนครไทยเทศ (กรุงราชคฤห์) มาสร้างเมืองโยนกเชียงแสนในดินแดนสุวรรณโคมคำเก่า โดยอยู่ร่วมกับพวกมิลักขะ (ออสตราลอยด์) ก็มีระบบการปกครองหนึ่งที่คล้ายๆ กับสามัคคีธรรม นั่นคือ ไพร่แต่งเมือง

ผู้ศึกษาสถานะชาติกำเนิดของพระสิทธัตถราชกุมาร มีทั้งคนอินเดียและคนยุโรป ส่วนในประเทศไทย พล.ต.เดช ตุลวรรธนะ เป็นผู้หนึ่งที่ศึกษาเรื่องนี้ ท่านอ้างคำของพุทธทาสภิกขุที่กล่าวว่า บรรพบุรุษของ
พระพุทธเจ้าและพระญาติวงศ์เป็นชนเผ่ามองโกลอยด์ที่เข้ามาตั้งบ้านเมืองอยู่เชิงเขาหิมาลัย คนพื้นเมืองซึ่งเป็นคนผิวดำ (มิลักขะ-ออสตราลอยด์) เห็นชนเผ่ามองโกลอยด์ผิวเหลืองงดงาม ถามว่ามาจากไหน ก็ชี้มือไปทางภูเขาหิมาลัยที่มีหิมะปกคลุมยอดอยู่ทั้งปี คนพื้นเมืองก็นึกว่าคงเป็นเทวดาลงมาจากเขาไกรลาสที่พระอินทร์ (Indra) พระเจ้าของคนพื้นเมืองสิงสถิตอยู่ ก็พากันมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ในเมืองของชนเผ่ามองโกลอยด์ จึงมีพิธีแรกนาขวัญเป็นการสาธิตตัวอย่างการปลูกข้าวให้ราษฎรดู เพื่อการเศรษฐกิจของครอบครัวและบ้านเมือง วงศ์ศากยะจึงเรียกได้ว่าเป็นวงศ์แห่งชาวนา

คราวนี้เรามาพิจารณาดูว่าใครหนอเขียนตำราให้เราเรียนกัน สำหรับปัญญาชนชาวอินเดียปัจจุบันนั้น เขารู้ประวัติชาติเขาดี เขาจึงรู้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นชนเผ่ามองโกลอยด์ แต่ไม่ใช่ธุระของเขาที่จะพูด

คนตะวันตกและคนอินเดียที่มองว่าพระสิทธัตถะเป็นมองโกลอยด์ เช่น

เบนจามิน วอลก์เกอร์ “ในอินเดีย อารยันเข้ามาสลับกับพวกกิราตะหรือมองโกลที่มีหลายเผ่า ได้แก่ อาภีระ อัมภัสฐะ คันถาระ อิกษวากุ กัมโพชะ ปิศาจะ ปัณฑระ ศากยะ ศิพี อศีนระ วัชชี และเยวเธระ สุทโธทนะพุทธบิดาเป็นนักรบมองโกล มายาเทวีพุทธมารดาเป็นเจ้าหญิงของลิจฉวี"

วินเซน เอ. สมิธ “โคตมพุทธะมีเชื้อชาติมองโกล”

ร็อคฮิลล์ “ศากยะ 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ มหาศากยะกบิลพัสดุ์ ศากยะลิจฉวี และศากยะชาวเขา”

โซมา โครซี “ศากยะเข้าไปอยู่ที่อินดัส ทางอินเดียตะวันตก (แคว้นสินธุ)"

สุนิติ กุมาร ฉัตเตอร์จี “มองโกลอยด์มีถิ่นฐานในอินเดียเหนือและตะวันออกเมื่อ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล แยกออก 2 สาย คือ (1) จีน-ทิเบต (Sino-Tibetan) และสยาม-จีน (Siamese-Chinese) ยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ อีก มี ดาลัก สิกขิม ภูฏาน อัสสัมเหนือ นาคา พม่า คะฉิ่น ฉาน อาหม เป็นต้น ลิจฉวีเมืองเวสาลี และโกลิยะ (ศากยะ) แยกมาจากพวกจีน-ทิเบต”

สวาบัน เค. บิสวาส “ศากยวงศ์เป็นตระกูลนักรบ เรียกว่ากษัตริย์หรือขัตติยะ เป็นกษัตริย์เหมือนกษัตริย์พราหมณ์ แต่หน้าที่ต่างกัน กษัตริย์ศากยวงศ์เป็นนักรบ ทำนา ไม่บูชายัญ จัดอยู่ในกลุ่มโปรโต-มองโกลอยด์ (Proto-Mongoloid) ศากยะไม่ใช่นักรบเร่ร่อนแต่ว่าเป็นนักรบนักปกครอง มีอยู่แต่เดิม ส่วนกษัตริย์พราหมณ์ บูชายัญ สืบสายจากอารยันเร่ร่อน ตำนานศากยะสืบมาหลายชั่วอายุตั้งแต่ผู้ก่อตั้ง คือโอกกากราชจนถึงสุทโธทนะ”

ลาล มณี โชศรี "คำที่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นพราหมณ์ฮินดูนั้นไร้สาระ"

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) “อินเดียอาจจะถือว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาของคนต่างชาติ เขาเลยพยายามกำจัดอยู่เรื่อย พระพุทธเจ้าก็มีนักปราชญ์สันนิษฐานว่าเป็นเชื้อชาติมองโกล คือ แบบพวกเรานี้ ไม่ใช่เชื้อชาติอินเดียอย่างนั้น เพราะเกิดในถิ่นที่ปัจจุบันเรียกว่าเนปาล คนเนปาลก็รูปร่างหน้าตาเหมือนคนไทย เป็นมองโกลเหมือนกัน พวกอินเดียเลยไม่ชอบ พระเจ้าอโศกเองก็เป็นเชื้อชาติมองโกล ไม่ใช่เชื้อชาติอินเดีย อินเดียเลยไม่ชอบ เพราะฉะนั้น พระเจ้าอโศกแม้จะยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ถ้าฝรั่งไม่มาขุดค้นโบราณสถานแสดงหลักฐานให้ปรากฏแล้ว อินเดียไม่รู้จักเลย เขาลืมกันหมดเรียบร้อยแล้ว พระเจ้ากนิษกะมหาราชก็เป็นมองโกลอีก ไม่ใช่ชาวอินเดียแท้”

ถึงตรงนี้ หากเราสังเกตศาสนาต่างๆ ทั่วทั้งโลก จะเห็นว่า มนุษย์จะนับถือศาสนาที่มีศาสดาในเผ่าพันธุ์ของตนหรือมีเชื้อสายใกล้เคียงกับเผ่าพันธุ์ของตนเป็นหลัก อย่างศาสนายูดาห์ในอิสราเอล ก็เป็นศาสนาของชาวยิวหรือมีศาสดาเป็นชาวยิวโดยแท้ หรือศาสนาอิสลามของแขกตะวันออกกลาง ก็มีศาสดาเป็นแขกหนวดเคราดกเหมือนกัน สังเกตได้เลยว่าแถวไหนที่มีคนนับถืออิสลาม คนแถวนั้นหน้าตาจะออกไปทางแขกเป็นส่วนใหญ่ เช่น แถบบ้านเราตรงแหลมมลายู มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น สำหรับศาสนาคริสต์ของพวกฝรั่ง พระเยซูที่เป็นศาสดาก็มีลักษณะของฝรั่งทางยุโรปกึ่งๆ ยิว

ส่วนศาสนาพุทธของเรา จัดเป็นศาสนาของชาวเอเชียตะวันออกมองโกลอยด์ผิวเหลืองอย่างเราๆ โดยแท้ บิดามารดาของพระพุทธเจ้าเป็นชาวชมพูทวีป (หน้าไข่แบบไทย มอญ เนปาล ทิเบต) ด้วยเหตุนี้ศาสนาพุทธจึงเจริญในแถบเอเชียตะวันออกมากที่สุด โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีอริยบุคคลในเผ่าพันธุ์ของตนเป็นศาสดานั่นเอง

ฝรั่ง ยิว แขก ฯลฯ เขาไม่อินในศาสนาพุทธเท่ากับเรา เพราะพระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาไม่ใช่คนในเผ่าพันธุ์ของเขา มีแต่เราซึ่งย้อนไปตั้งแต่รุ่นบรรพชนที่บำรุงพระพุทธศาสนามาอย่างดีเยี่ยม จนบันทึกจีนโบราณบอกไว้เลยว่า ชาวเสียน (สยาม) มีสกุลเดียวกับพระพุทธเจ้า (เป็นเผ่าเดียวกับพระพุทธเจ้า) และตามคัมภีร์ศาสนาโบราณต่างๆ ก็บ่งชี้ให้เห็นว่า บรรพบุรุษไทยเราเชื่อมาตลอดว่าพวกเราคือเชื้อสายเดียวกับพระพุทธเจ้า