Cannibalism ว่าด้วยการกินเนื้อมนุษย์

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 1214
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Cannibalism ว่าด้วยการกินเนื้อมนุษย์

โพสต์ โดย siri » พุธ ก.ค. 21, 2021 12:09 pm

Cannibalism ว่าด้วยการกินเนื้อมนุษย์
_____________________
.
การกินเนื้อมนุษย์ (Cannibalism) คือการที่มนุษย์กินเนื้อมนุษย์หรืออวัยวะภายในของผู้อื่นเป็นอาหาร
.
ผู้กระทำการเช่นนั้นเรียกว่า ‘cannibal’
.
คำ Cannibalism มาจาก Cannibales อันเป็นชื่อที่ชาวสเปนใช้เรียกชนเผ่าในภูมิภาคแคริบเบียน เนื่องจากชนเผ่าในหมู่เกาะเวสต์อินดีสเหล่านั้นกินเนื้อมนุษย์ ในภาษาสเปน cannibal หรือ Caribal แปลว่า ‘ป่าเถื่อน’ (savage) ในทางมานุษยวิทยาหมายถึง ‘การกินเนื้อมนุษย์’
.
ในบางสังคม, การกินเนื้อมนุษย์ถือเป็นวัฒนธรรม การกินคนในชุมชนเดียวกันเรียกว่า ‘Endo cannibalism’ เพื่อแสดงออกถึงความโศกเศร้า หรือเป็นวิธีที่จะนำพาวิญญาณของผู้ตายไปสวมร่างของทายาทที่ยังมีชีวิตอยู่
.
ส่วนคำ ‘Exocannibalism’ คือการกินเนื้อคนนอกชุมชน เพื่อเป็นการฉลองชัยชนะเหนือเผ่าที่เป็นศัตรู กระนั้นทั้งสองแบบมาจากความเชื่อที่ว่าการกินเนื้อหรืออวัยวะภายในของผู้อื่นทำให้ผู้กินรับการถ่ายทอดคุณสมบัติบางประการของผู้ถูกกิน
.
ในปี 2003, ข้อเขียนทางวิทยาศาสตร์ระบุว่ามนุษย์ในยุคแรกกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันอย่างกว้างขวาง งานวิจัยที่เกิดจากการสำรวจหลักฐานทั่วโลกพบว่ามนุษย์ในปัจจุบันยังสืบทอดยีนที่พัฒนาขึ้นในร่างกายเพื่อต่อต้านโรคทางสมองที่ระบาดในยุคโบราณผ่านการกินสมองมนุษย์
.
ในตำนานและนิทานพื้นบ้านของหลายวัฒนธรรมระบุถึงการกินเนื้อมนุษย์ เช่นตำนานเกี่ยวกับแม่มดและตำนานกรีกและโรมัน หรือตำนานของชนพื้นเมืองในอเมริกา กระนั้นนักมานุษยวิทยาอย่าง ‘วิลเลี่ยม เอเรนส์’ (William Arens) ระบุว่าบ่อยครั้งชนกลุ่มหนึ่งประนามชนอีกกลุ่มว่ากินเนื้อมนุษย์เพื่อเป็นเครื่องชี้ว่ากลุ่มของตนมีวัฒนธรรมเหนือกว่า
.
ผู้กินเนื้อมนุษย์ถูกประณามว่า ‘ป่าเถื่อน’ (uncivilized) หรือเป็นมนุษย์ ‘ยุคดั้งเดิม’ (primitive) หรือกระทั่ง ‘ผิดมนุษย์’ (inhuman) นักล่าอาณานิคมผิวขาวยังโฆษณาว่าจะต้องใช้กำลังทหารไปปราบปรามเพื่อกำหราบและบังคับให้คนเหล่านั้น ‘ศิวิไลซ์’ ขึ้น
.
ครั้งที่นักล่าอาณานิคมชาวสเปนเข้ายึดครองจักรวรรดิแอซเท็ค (Aztec Empire) รวมทั้งการยึดครองภูมิภาคแคริบเบียนในยุคแรก พวกเขารายงานว่าคนเหล่านั้นเป็นชนเผ่ากินเนื้อมนุษย์ ทั้งใช้เป็นข้ออ้างในการเข้าปราบปรามและยึดครองภายใต้การอนุญาตของพระราชินีอิสซาเบลล่า (Queen Isabella) เพื่อนำตัวชนพื้นเมืองมาเป็นทาส
.
กรณีเช่นนี้ยังเกิดกับการยึดครองไต้หวันโดยกองทัพญี่ปุ่นในปี 1874 ครั้งนั้นสื่อญี่ปุ่นรายงานและลงภาพประกอบว่าชนพื้นเมืองไต้หวันกินเนื้อมนุษย์ ขณะ ‘กัปตัน เจมส์ คุ๊ก’ (Capt. James Cook) ก็พรรณนาเช่นเดียวกันว่าชาวเมารีในนิวซีแลนด์เป็นเผ่ากินเนื้อมนุษย์
.
อย่างไรก็ตาม, นักวิชาการระบุว่าไม่มีหลักฐานว่าการกินเนื้อมนุษย์เป็นที่ยอมรับของสังคมในที่ใดๆ ในโลก กระนั้นการกินเนื้อมนุษย์เป็นที่นิยมในช่วงต้นของยุโรปยุคใหม่ เป็นการกินอวัยวะบางส่วนหรือดื่มเลือดเพื่อจุดประสงค์ในการรักษาโรค พฤติกรรมดังกล่าวพุ่งสู่จุดสูงสุดเมื่อศตวรรษที่ 17 จนมาถึงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19
.
มีบันทึกว่ากสิกรจำนวนหนึ่งที่เข้าร่วมชมการประหารชีวิต “กรูเข้าไปและใช้มือขูดเอาดินเปื้อนเลือดและยัดเข้าไปในปากด้วยเชื่อว่าเป็นยากำจัดโรค”
.
อันที่จริงในยุคโบราณการกินเนื้อมนุษย์เกิดขึ้นทั่วโลก เช่นที่ยุโรปในยุคก่อนประวัติศาสตร์, ที่เมโสอเมริกา (Mesoamerica), อเมริกาใต้, ชาวไอโรเควี่ยน (Iroquoian) ในอเมริกาเหนือ, ชาวเมารีในนิวซีแลนด์, ชาวหมู่เกาะโซโลม่อน, บางส่วนของแอฟริกาตะวันตก, แอฟริกากลาง, บางแห่งของหมู่เกาะโพลีนีเซีย (Polynesia) รวมทั้งที่นิวกินี, สุมาตรา และฟิจิ
.
ในยุคก่อนประวัติศาสตร์, มีหลักฐานทั้งทางโบราณคดีและทางพันธุกรรมระบุว่าเมื่อหลายแสนปีก่อนโฮโมซาเปี้ยนยุคแรกรวมทั้งมนุษย์วานรล้วนกินเนื้อมนุษย์ด้วยกัน กระดูกที่ค้นพบมีลักษณะถูก ‘แยกเนื้อ’ ก่อนโยนทิ้ง กระดูกของโฮโมเซเปี้ยนยุคแรกสุดที่อีธิโอเปียพบว่ามีร่องรอยการถูกกิน กระดูกมนุษย์ยุคถัดมาก็มีลักษณะเดียวกัน
.
กองกระดูกที่ถ้ำโกจห์ในอังกฤษที่มีอายุ 14,700 ปีชี้ว่ามีการกินเนื้อมนุษย์ ทั้งใช้กะโหลกศีรษะมนุษย์มาทำเป็นถ้วยดื่มน้ำ
.
ต้นยุคประวัติศาสตร์, เฮโรโดตัสบันทึกไว้ว่าในการเดินทาง 11 วันไปตามลำน้ำดนิปเปอร์ (Dnieper) ในยุโรป เขาพบดินแดนของมนุษย์กินคน
.
ในอียิปต์, มัมมี่หลายพันชิ้นถูกเก็บรักษาไว้ด้วยวิธีชโลมน้ำมันดินและฝังไว้เพื่อนำไปขายเป็นยารักษาโรค วิธีการดังกล่าวพัฒนามาเป็นธุรกิจจนถึงศตวรรษที่ 16 ศพเหล่านั้นได้จากการสังหารทาส สองศตวรรษต่อมายังเชื่อกันว่ามัมมี่สามารถใช้เป็นยาห้ามเลือด ทั้งนำมาขายให้รูปของแป้ง ยาชนิดนี้เป็นที่นิยมในยุคกลางของยุโรป
.
ในประเทศจีนยุคราชวงศ์ถัง กลุ่มขบถ ‘อัน ลูชาน’ (An Lushan) อยู่รอดได้ด้วยการกินเนื้อมนุษย์พวกเขาออกล่าผู้คนในพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งเนื้อของทหารและพลเรือนที่จับกุมมาได้ การกินหัวใจและตับของศัตรูถือเป็นการแก้แค้นและการลงโทษ ส่วนในยุคราชวงศ์ซ่ง (Song Dynasty) การกินเนื้อมนุษย์สะท้อนอยู่ในบทกวีที่ระบุว่าเกิดจากความเกลียดชังศัตรู
.
ในเมโสอเมริกา (Mesoamerica) เนื้อของศัตรูถูกนำมาทำอาหารสำหรับพวกอภิชนในฐานะเป็นรางวัล เนื่องจากชาวแอซเท็ค (Aztec) ในภูมิภาคนั้นขาดแคลนโปรตีน ข้อเท็จจริงนี้ระบุอยู่ในข้อเขียนของมาร์วิน ฮาร์ริส (Marvin Harris) เรื่อง ‘Cannibals and Kings’
.
ในยุคพรีโคลัมเบียน (Pre-Columbian) ของอเมริกา เชื่อกันว่าการกินเนื้อมนุษย์ในพิธีกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการบูชายัญ ขณะนักวิชาการอีกหลายคนเชื่อว่าการกินเนื้อมนุษย์เป็นไปเพื่อแก้แค้นศัตรูในสงคราม
.
นักสำรวจและนักล่าอาณานิคมชาวยุโรปหลายคนบันทึกไว้ว่าชนพื้นเมืองหลายแห่งที่พวกเขาเผชิญมีวัฒนธรรมกินเนื้อมนุษย์ กระนั้นในปี 1609, ผู้ตั้งรกรากชาวอังกฤษที่นิคมเจมส์ ทาวน์ (James Town) กินเนื้อมนุษย์เนื่องจากเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารในช่วงทุพภิกขภัย
.
ที่ยูคาตัน (Yucaton), เจโรนีโม เดอ อากิลาร์ (Jerónimo de Aguilar) ชาวสเปนซึ่งต่อมากลายเป็นล่ามให้กับเฮอร์นัน คอร์เตซ (Hernan Cortes) นักสำรวจ, ระบุว่าเขาได้เห็นเพื่อนชาวสเปนถูกนำตัวไปบูชายัญและถูกนำไปกิน ตัวเขาเองหนีมาได้ในระหว่างถูกนำตัวไปขุนให้อ้วนเพื่อการบูชายัญ
.
ที่บราซิล, มีรายงานชี้ว่าชาวตูปินัมบา (Tupinamba) เป็นชนเผ่ากินเนื้อมนุษย์ ทั้งนี้จากบันทึกของกัปตันเซอร์กีเป้ (Sergipe) ผู้เดินทางเข้าไปยังดินแดนดังกล่าว เขาเขียนไว้ว่าสตรีตูปินัมบากินเนื้อมนุษย์เมื่อหามาได้ เช่นเมื่อแท้งลูกเธอจะใช้เปลือกหอยตัดสายสะดือ นำไปต้มพร้อมกับรก และกินไปพร้อมกัน
.
‘หนังสือคู่มือว่าด้วยชาวอินเดียนแห่งแคนาดา’ (Handbook of Indians of Canada: 1913) ระบุว่าชนพื้นเมืองในอเมริกาเหนือหลายเผ่าล้วนกินเนื้อมนุษย์ ทั้งพรรณนาว่าพฤติกรรมดังกล่าวมักเกิดขึ้นเมื่อเผชิญกับภาวะทุพภิกขภัย หรือกินในพิธีกรรม หรือกินเนื้อของศัตรู กระนั้นเผ่าอินุต (Inuit) จะกินเนื้อของสตรีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด โดยเฉพาะหัวใจของพวกนาง
.
ในภูมิภาคแปซิฟิกใต้, ชาวเมารีได้ชื่อว่าเป็นเผ่าพันธุ์กินเนื้อมนุษย์ ในเดือนมิถุนายน 1772, มาริออง ดู เฟรส ( Marion du Fresne) นักสำรวจชาวฝรั่งเศสพร้อมด้วยลูกเรือ 26 คนถูกสังหาร ศพของพวกเขาถูกนำไปกิน
ปี 1809 ที่นอร์ธแลนด์ (North Land), ลูกเรือและผู้โดยสารของกัปตันบอยด์ (Boyd) จำนวน 66 คนถูกสังหารโดยนักรบเมารีในเหตุการณ์ที่เรียกว่า ‘การสังหารหมู่บอยด์’ (Boyd Massacre) ศพของเหยื่อถูกนำไปกินเช่นเดียวกัน ชาวเมารีมีวัฒนธรรมกินเนื้อของศัตรูจากสงคราม
.
เกาะโพลีนีเซีย (Polynesia) อุดมด้วยชนเผ่านักรบหลายเผ่า พวกเขานิยมบริโภคเนื้อศัตรู มนุษย์ที่ถูกนำไปกินมีคำแสลงเรียกว่า ‘หมูตัวยาว’ (Long Pig) ชนเผ่ามาเกอร์ซาน (Marquesan) มักปฏิบัติกับเหยื่ออย่างโหดร้าย อันดับแรกพวกเขาจะตัดขาของศัตรูเพื่อป้องกันการหลบหนี จากนั้นจะนำไปกินทั้งเป็น ที่นั่นร่างของสตรีคืออาหารที่โปรดปรานยิ่ง
.
การบริโภคเนื้อมนุษย์ยังกระทำกันที่นิวกินี (New Guinea) และบางส่วนของหมู่เกาะโซโลม่อน (Solomon Islands) และดินแดนบางส่วนของเมลานีเซีย (Melanesia) ส่วนที่ฟิจิ (Fiji) ดินแดนแห่งนั้นครั้งหนึ่งได้ชื่อว่าเป็น ‘Cannibal Isles’
.
นอกจากนี้ในสงครามยุคใหม่หลายแห่งก็มีการกินเนื้อมนุษย์ โดยเฉพาะที่ไลบีเรีย (Liberia) และในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก อีกทั้งเมื่อปี 2012 ชาวปาปัวนิวกินียังกินเนื้อมนุษย์ด้วยเหตุผลทางวัฒนธรรม ขณะชาวเมลานีเซียบริโภคเนื้อมนุษย์ในพิธีกรรมและในสงคราม
.
การกินเนื้อมนุษย์ยังเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในโอกาสที่ประสบความขาดแคลน ตัวอย่างในเรื่องนี้ได้แก่กรณี ‘ดอนเน่อร์ปาร์ตี้’ (Donner Party: 1846-47) ซึ่งเกิดขึ้นกลุ่มนักบุกเบิกชาวอเมริกันผู้เดินทางด้วยเกวียนจากมิดเวสต์ (Midwest) ในหน้าหนาว พวกเขาเผชิญกับหิมะตกหนักในเขตเทือกเขาเซียร่าเนวาด้า ผู้อพยพบางส่วนถึงกับกินศพของผู้เจ็บป่วยใกล้ตายเพื่อเอาชีวิตรอด
.
กระนั้นส่วนใหญ่การกินเนื้อมนุษย์ไม่ใช่วิถีปกติของสังคม แต่เป็นสถานการณ์ที่จำเป็น อย่างเช่นเมื่อเรือเอสเซ็กซ์ (Essex) และเรือเมดูเซ่ (Méduse) อัปปางเมื่อศตวรรษที่ 19 ผู้คนรอดชีวิตมาได้ด้วยการกินเนื้อมนุษย์
.
กรณีเช่นนี้เรียกว่า ‘Necro-cannibalism’ (ผู้รอดชีวิตกินเนื้อของผู้ตาย) แตกต่างจากกรณี ‘Homicidal Cannibalism’ (ฆ่ามนุษย์เพื่อกินเนื้อ) ซึ่งตามกฎหมายถือเป็นอาชญากรรม แม้กระทำในสถานการณ์ลำบากก็ตาม.
___________________
.
ZOMBIE C เพื่อนนักอ่านของเธอ

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “ประวัติศาสตร์ และประวัติบุคคลสำคัญ”