ตำนานพระแก้วมรกต

ตอบกลับโพส
siri
โพสต์: 1508
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

ตำนานพระแก้วมรกต

โพสต์ โดย siri » อังคาร ก.ย. 28, 2021 9:54 pm

“พระแก้วมรกต”

ทำไมพระแก้วมรกตจึงกลายพระพุทธรูปที่สำคัญที่สุดของกรุงรัตนโกสินทร์ และคำสาปที่รอวันพิสูจน์
.
ชื่อ กรุงรัตนโกสินทร์ นั้นแปลว่า แก้ว(ของ)พระอินทร์ ซึ่งก็หมายถึง พระแก้วมรกต นั่นเอง ... ขณะที่ชื่อเต็มของกรุงเทพฯ คือ กรุงเทพมหานคร (พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร) ส่วน “อมรรัตนโกสินทร์” แปลได้ว่า “เป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต” ..... เราจึงเห็นได้ว่า พระแก้วมรกต นั้นสำคัญกับกรุงรัตนโกสินทร์หรือกรุงเทพมหานคร เป็นอย่างมาก ถึงขั้นได้รับการยกย่องว่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เลยทีเดียว
.
แต่ใครจะรู้ว่าพระแก้วมรกต ในยุคแรกที่ค้นพบ จะเคยเป็นพระพุทธรูปที่แทบไม่มีใครสนใจมาก่อน (เมื่อเทียบระดับความสำคัญกับในปัจจุบัน) .. ทำไมถึงพูดเช่นกัน ... สิ่งนี้พิสูจน์ได้โดยการที่เราลองเอาประวัติพระแก้วมรกต มาเทียบปี พศ. กับกรุงศรีอยุธยา ดู
.
ตามประวัติแล้ว พระแก้วมรกต ถูกพบที่เจดีย์วัดป่าญะ ตำบลเวียง เมืองเชียงราย (ปัจจุบันคือวัดพระแก้ว อำเภอเมืองเชียงราย) ราวปี พ.ศ. 1977 ซึ่งตรงกับสมัยพระบรมราชาที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ที่ครองราชย์อยุธยาอยู่ (ระหว่างปี พ.ศ.1967-1991) ... ด้วยความที่พระแก้วมรกต นั้นสร้างจาก หยก ไม่ได้มาจากของมีค่าอย่างทองคำ เงิน หรือสำริด แม้หนังสือ ชินกาลมาลีปกรณ์ ก็ยังย้ำว่า “พระแก้วมรกต” นั้นไม่ใช่แก้วมณีโชติ (แก้วมณีโชติ คือ แก้วสำหรับพระจักรพรรดิ์ราช หรือ King of the King )... แต่เป็นเพียงแก้วธรรมดาเท่านั้น
.
แต่ด้วยความต่างนี้ ก็ทำให้กษัตริย์ล้านนาในยุคนั้นใช้พระองค์นี้ในการอวดอ้างบารมีของตนเอง ว่ามีมากกว่าหัวเมืองอื่นๆ ในแถบล้านนา (ต้องเข้าใจก่อนว่า สมัยนั้น เชียงราย ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ ต่างมีอิสระในการปกครองตนเอง) ทำให้ในช่วงนั้นพระแก้วมรกต จึงย้ายที่ประดิษฐานไปเรื่อยๆ...ตามแต่บารมีของผู้เป็นใหญ่ในล้านนา ... จากเชียงราย สู่ ลำปาง และ เชียงใหม่ ... แต่เราไม่เคยได้ยินเรื่อง(ด้วยหลักฐาน) การรบกันเพื่อปกป้อง หรือ แย่งชิง ระหว่างเมืองที่พระแก้วมรกตย้ายไปมาเลย
.
เหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญคือ ตอนที่เจ้าเชียงใหม่ให้ย้ายพระแก้วมรกตจากเชียงรายมาเชียงใหม่ แต่ขบวนช้างไปหยุดที่ลำปางแทน ... สุดท้ายเจ้าเชียงใหม่ก็ยอมให้พระแก้วมรกตอยู่ลำปางนั้นไป โดยไม่คิดจะไปแย่งชิงมา .... พระแก้วมรกตจึงประดิษฐานอยู่ที่ลำปางยาวนานถึง 32 ปี ... จนปี พศ. 2022 พระแก้วมรกตถึงมาประดิษฐานที่พระเจดีย์หลวง กลางเมืองเชียงใหม่ ในยุคของพระเจ้าติโลกราช
.
ก่อนที่จะพระไชยเชษฐาธิราช ที่ครองเชียงใหม่อยู่ในเวลานั้น จะกลับไปครองหลวงพระบาง ภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าโพธิสาร ในปีพ.ศ. 2090 ... จึงได้นำพระแก้วมรกต (พร้อมพระอีก 2 องค์) ติดไปด้วย
.
แล้วทำไมเจ้าเชียงใหม่จึงไปครองหลวงพระบางได้ นั่นก็เพราะล้านนากับล้านช้างในสมัยนั้น ถือว่ามีความสัมพันธทางเครือญาติกัน จนเรียกว่าเป็น บ้านพี่เมืองน้อง ในความหมายทางสายเลือดที่แท้จริง ... ส่วนอยุธยาหรือสยามนั้น ทั้งสองเมืองถือว่าเป็น “คนนอก” ... ราชสำนักสยามก็พึ่งมีคำว่า ไทยล้านนา และ ไทยอีสาน ในยุครัชกาลที่ 5 ที่ผ่านมานี้เอง เมื่อมีการปฏิรูปการปกครองหัวเมือง หลังวิกฤตการณ์ รศ. 112 … ก่อนหน้านั้น ราชสำนักสยาม เรียกคนล้านนาและล้านช้าง ว่า “ลาว” เหมือนกัน
.
พระไชยเชษฐาธิราชถือเป็นกษัตริย์ลาวที่ยิ่งใหญ่ ทำให้ล้านช้างเป็นที่ย่ำเกรงของประเทศต่างๆสมัยนั้น ... แต่เมื่อพระองค์สวรรคตลงในปี พ.ศ. 2114 ล้านช้างก็ไม่เคยกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่แบบนั้นได้อีกเลย ... สังเกตที่ปีพศ. ... พศ. 2114 คือยุคที่บุเรงนองยิ่งใหญ่ (กรุงศรีอยุธยา เสียให้หงสาวดีในปี พ.ศ. 2112) และในปี พศ. 2117 พระเจ้าบุเรงนองได้ยกทัพมาตีล้านช้างและได้รับชัยชนะ จึงได้นำทรัพย์สินมีค่าและผู้คนกลับหงสาวดี (เช่นเดียวกับตอนได้กรุงศรีฯ) แต่ทำไมบุเรงนองไม่เอาพระแก้วมรกตกลับหงสาวดี ... ถ้าพระแก้วมรกตสำคัญขนาดนั้น
.
แม้แต่สยามยุคต่อมา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวร (พ.ศ.2133-2148) หรือสมัยสมเด็จพระนาราณย์ (พ.ศ.2199-2231) ที่ต่างยิ่งใหญ่มากทั้งสองพระองค์ และทรงมีอิทธิพลเหนือล้านช้างสมัยนั้นอย่างมาก ....นี่ ไม่นับรวมถึงเวียดนาม กระทั่งพระเจ้ากรุงจีนที่ยิ่งใหญ่ ที่ล้านช้างบางช่วงเวลาต่างก็ส่งราชบรรณาการให้กับประเทศเหล่านั้น.... แต่ทำไมไม่มีกษัตริย์องค์ใด คิดจะไปเอาพระแก้วมรตกจากล้านช้างเลย
.
ถ้าจะบอกว่า หลวงพระบางหรือเวียงจันทน์อยู่ไกล ... อย่าลืมว่า พระนเรศวรเคยบุกไปตีถึงอังวะในพม่ามาแล้ว หรือการที่จ้าสามพระยาก็เคยไปตีเมืองพระนครมาแล้วเช่นกัน แม้กระทั่งในหลายยุคหลายสมัยที่กษัตริย์อยุธยาก็ไปทำการรบไกลถึงเวียดนาม หรือ มลายูมาแล้ว ... แล้วกับการไปหลวงพระบางหรือเวียงจันทน์นั้นจะไกลจริงหรือ ... นี่ไม่นับรวมถึงสยามเคยส่งทูตไปไกลถึงกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสมาแล้วด้วย
.
เหตุผลที่นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ส่วนหนึ่งให้ไว้ก็คือ พระมหากษัตริย์หลายชาติเหล่านี้ ถือว่า “ตัวเองเป็นเจ้า” คือ “ พระองค์ต่างมีเลือดกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้ว” จึงไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างความศรัทธาและบารมีผ่านเรื่องเล่าของพระแก้วมรกต ... ช้างเผือก ต่างหากที่สำคัญ ถึงขึ้นมีสงครามเพื่อแย่งชิงช้างเผือกกัน ... แต่พระเจ้าตากสินและพระพุทธยอดฟ้านั้น “ไม่มี (เลือดแห่งกษัตริย์)”
.
การได้ครอบครองพระแก้วมรกต จึงเปรียบได้กับการแสดงถึง บารมีของพระองค์ นั่นทำให้ในตอนที่เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ต่อมาเป็นรัชกาลที่ 1) เอาพระแก้วมรกตมาจากล้านช้าง... ราชสำนักธนบุรี จึงได้มีการนำเอานิทานจากครั้นลานนากลับมาเล่าใหม่อีกครั้ง
.
นิทานนั้นเล่าว่า พระมหานาคเสนต้องการสร้างพระพุทธรูปจากแก้ว ... เรื่องนี้ร้อนไปถึงพระอินทร์ ... พระอินทร์และพระวิศณุกรรมจึงตั้งใจไปเอาแก้วมณีโชติที่กุมภัณฑ์ทั้งหลายรักษาอยู่ที่เขาเวบุลบรรพต ... แต่กุมภัณฑ์บอกว่า แก้วดังกล่าวมีไว้สำหรับพระบรมมหาจักรพรรดิเท่านั้น ... กุมภัณฑ์จึงถวายแก้วมรกตแทน ... พระอินทร์จึงสั่งให้วิศณุกรรมทรงสร้างพระพุทธรูปจากแก้วมรกตดังกล่าว ... แล้วตั้งใจตั้งชื่อว่า “พระแก้วอมรกต” อันแปลได้ว่า “พระแก้วที่เทวดาสร้าง” ... บางตำนานเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้กับพระแก้วมรกต ด้วยการที่มีพระบรมสารีริกธาตุอยู่ภายใน ทั้งยังได้เดินทางไกลแสนไกลจากอินเดีย สู่ลังกา แล้วมายังหลายเมืองในสุวรรณภูมิ ...จนสุดท้ายไปประดิษฐานอยู่ที่จังหวัดเชียงราย
.
ใจความสำคัญของนิทานเรื่องนี้ ก็คือ "พระแก้วอมรกต" หมายถึง " พระแก้วอันเทวดาสร้าง ดังนั้นพระแก้วอมรกตนี้จึงเป็น แก้วมีค่า เป็น 1 ในอุปโภคของพระบรมจักรพรรดิราช 7 ประการ อันประกอบด้วย จักรแก้ว, ช้างแก้ว, ม้าแก้ว, นางแก้ว, ขุนคลังแก้ว, ขุนพลแก้ว, และ”มณีแก้ว”
.
นี่คือหลักฐานที่นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่บอกว่า คนโบราณรู้ว่า พระแก้วมรกต ไม่ได้ทำจาก มรกต แต่ทำจาก หยก แต่ที่ชื่อ พระแก้วมรกต นั่นเพราะเป็นการกร่อนเสียงมาจากคำว่า “อมรกต” ไม่ใช่หมายถึง พระที่สร้างด้วยมรกต
.
พระแก้วมรกต มาทวีความสำคัญยิ่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ผ่านพระราชนิพนธ์เรื่อง “ตำนานพระแก้วมรกต” โดยพระองค์ทรงอธิบายว่าพระแก้วมรกต สร้างโดย ช่าง”ลาว”แถบเมืองเชียงแสน (มิใช่เทวดาสร้าง พระองค์จึงไม่ได้เรียกพระองค์นี้ว่า พระแก้วอมรกต”) มีชื่อว่า “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต” ... และนี่คือครั้งแรกที่มีการเรียกชื่อนี้อย่างเป็นทางการด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์
.
ที่สำคัญทรงบอกด้วยว่า การที่บ้านเมืองใดจะได้พระแก้วมรกตไปประดิษฐานในราชธานีของตนนั้น กษัตริย์เมืองนั้นต้องเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่เหนือกษัตริย์อื่นๆ (ซึ่งก็ตีความได้ว่าเป็น พระจักรพรรดิราช) เพราะพระองค์นี้มีมเหศรศักดานุภาพเป็นอันมาก ... พระเจ้าแผ่นดินจะต้องมีบุญญาภินิหารแก่กล้า จึงจะสามารถรักษาพระองค์นี้ไว้ได้ .... ทรงยกตัวอย่างว่า แม้กรุงศรีอยุธยาที่เคยยิ่งใหญ่ ยังไม่ได้พระพุทธรัตนปฎิมากรพระองค์นี้ลงมาไว้ในพระนคร (แต่ในหลักฐานเท่าที่มีตอนนี้ คือ ไม่เคยมีกษัตริย์แห่งอยุธยาองค์ใด ตั้งใจจะไปเอามาจริงจัง)
.
แม้สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีจะได้มีการอัญเชิญพระพุทธรัตนปฎิมากรมาในพระนคร แต่ด้วยพระเจ้าแผ่นดิน (หมายถึงพระจ้าตากสิน) ไม่สามารถกำลังสิริของพระแก้วมรกตไว้ได้ แผ่นดินธนบุรีจึงเกิดความเดือดร้อนจนถึงสิ้นแผ่นดินไป (ตีความคือ พระเจ้าตากสิน บุญไม่ถึง)
.
จนถึงสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกขึ้นครองรราชย์ จึงทรงมีพระราชดำริว่า “พระพุทธรัตนปฏิมากรพระองค์นี้เป็นแก้วอย่างดีวิเศษ ไม่สมควรจะประดิษฐานอยู่ที่เมืองธนบุรีซึ่งเป็นเมืองน้อย เพราะเมืองธนบุรีนี้ขึ้นแก่กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยามหานคร…” จึงได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ... เท่ากับเน้นให้เห็นว่า ราชธานีที่ได้รับการสถาปนาขึ้นใหม่โดยพระราชวงศ์จักรีเท่านั้นที่คู่ควรกับพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรพระองค์นี้
.
ทั้งยังทรงกล่าวต่อไปอีกว่า เมื่อยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีหลายประเทศยกกองทัพมาทำสงครามกับรัชกาลที่ 1 แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ไปด้วยพระเดชานุภาพฤทธาภินิหาร แม้กระทั่งในแผ่นดินของรัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์แห่งเมืองเวียงจันทน์คิดกบฏ ก็มิอาจต้านทานต่อสู้บุญบารมีได้ ต้องพ่ายแพ้แก่พระเดชานุภาพจนตัวต้องสิ้นชีวิตลง (คือ พระแก้วมรกต ช่วยให้รัชกาลที่ 1 ชนะสงครามเก้าทัพ และช่วยให้รัชกาลที่ 3 ปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ลงได้)
.
รัชกาลที่ 4 ยังย้ำความเชื่อผ่านพระราชนิพนธ์นี้ในตอนท้ายอีกว่า ... พระแก้วมรกตจึงเป็นดั่งพระพุทธรูปที่แสดงถึงบารมีขององค์จักรพรรดิราช พระแก้วมรกตจึงควรเป็นพระพุทธรูปประจำราชวงศ์ราชจักรีวงศ์เท่านั้น ....
.
นั่นทำให้ต่อมา ได้มีการเชื่อมโยงความศักดิ์สิทธิ์ของพระแก้วมรกต เข้ากับบุญญาธิการของพระบรมราชวงศ์จักรีวงศ์ในยุคหลัง .. เราจึงไม่เคยเห็นคนธรรมดา ได้รับสิทธิ์ขึ้นไปเปลี่ยนเครื่องทรงประจำฤดูกาลให้กับพระแก้วมรกตเลย ต้องเป็นพระบรมสานุวงศ์ในระดับสูงเท่านั้น
.
แต่ พระแก้วมรกต ที่มีเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่นี้ ... ก็มีคำสาปแอบซ่อนอยู่ภายในองค์พระด้วยเช่นกัน
.
เรื่องเล่าแห่งคำสาปนี้เป็นที่แพร่หลายในความรับรู้ของคนลาวปัจจุบัน โดยบอกเล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่ศักดินาจากสยาม (หมายถึงเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก หรือรัชกาลที่ 1) จะยกเอาพระแก้วมรกตไปจากประเทศลาว ... แต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถยกองค์พระขึ้นมาได้ ... เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จึงให้หมอดูและพราหมณ์โหรชาวลาว ไปตรวจดู .... นั่นจึงเป็นที่มาของ “คำมั่นสัญญา” (หรือเราอาจจะตีความหมายถึง คำสาป ) ที่ว่า ....
.
“ปัจจุบันล้านช้าง บ้านเมืองไม่สงบสุข ด้วยสงครามจากหลายฝ่าย ... (เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก) จึงขออัญเชิญพระแก้วมรกตนี้ย้ายไปประดิษฐานที่สยามก่อน ... แล้วถ้าหากว่า วันใดในภายหน้า เมื่อล้านช้างมีความสงบสุขแล้ว จะอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมาสถิตสถานที่ล้านช้างเหมือนเดิม” ... แล้วถ้าหากสยามไม่ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญานี้แล้ว ... ขอให้เกิด 5 เภทภัย อันประกอบด้วย
.
ขอให้น้ำท่วมบ้านท่วมเมือง, ขอให้สยามไม่มีความสงบ ไม่เจริญรุ่งเรือง การเมืองมีแต่ความสับสนวุ่นวาย, อาณาจักรเดียวขอให้แบ่งเป็นหลายชาติ ขาดเอกราช, ราชบัลลังก์ขอให้ถูกโค่นล้ม และแผ่นดินส่วนหนึ่งก็ขอให้จมลงสู่ทะเล
.
เมื่อได้ให้คำมั่นสัญญานี้แล้ว พระแก้วมรกตก็สามารถถูกยกขึ้นมาได้ ... แล้วก็ได้เดินทางออกจากล้านช้างมาสู่สยาม
.
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ พระแก้วมรกต พระที่กลับกลายความหมายจาก ... องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สอนให้ดับทุกข์ มุ่งหน้าสู่นิพพาน ไปเป็น พระอันเป็นเครื่องหมายของพระจักรพรรดิราชที่ยิ่งใหญ่เหนือกษัตริย์ทุกพระองค์บนพื้นแผ่นดิน ...... ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เราคิดว่า ท่านใดอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ก็น่าจะได้คำตอบแล้ว ...... แล้วถ้าถามว่า ในอนาคตจะคืนพระองค์นี้ให้กับประเทศลาวไหม คำถามต่อไปที่ต้องตอบก็คือ ... ถ้าคืนไปแล้ว เราจะตอบความหมายของชื่อ กรุงรัตน์โกสินทร์ หรือ กรุงเทพมหานครอมรรัตน์โกสินทร์ ... อันแปลได้ว่า สถานที่สถิตย์ของพระแก้วมรกต กับลูกหลานว่าอย่างไร
.
.
.
สำหรับท่านใดที่อยากจะศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม เราขอแนะนำ 3 เล่มนี้ (เหมือนเดิมว่า เราไม่ได้ค่าโฆษณาใดๆนะ แต่ถ้าท่านใดคิดว่ามีเล่มอื่นที่น่าสนใจ รบกวนทิ้งคอมเม้นต์ไว้ให้เป็นแหล่งปัญญาสำหรับผู้อื่นเพิ่มเติม จะขอบคุณเป็นอย่างยิ่งครับ)
1. ตำนานพระแก้วมรกต โดย พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ของสำนักพิมพ์มติชน
2. การเมืองเรื่องพระพุทธรูป โดย วิราวรรณ นฤปิติ ของสำนักพิมพ์มติชน
3. 230 ปีศรีรัตนโกสินทร์ โดยดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร
Cr. หนังสือตำนานพระแก้วมรกต / หนังสือ 230 ปีศรีรัตนโกสินทร์

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “ประวัติศาสตร์ และประวัติบุคคลสำคัญ”