รวมความรู้การออกกำลังกายโดยการวิ่ง

siri
โพสต์: 1045
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมความรู้การออกกำลังกายโดยการวิ่ง

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ เม.ย. 11, 2021 1:51 pm

May Clinic คลินิกนักวิ่งโดยหมอเมย์
ออกกำลังกายเยอะต้านโควิดจริงเหรอ
การออกกำลังกายเป็นยาที่ดีที่สุดในการต้านเชื้อโรค แต่ในอีกมุมหนึ่งการออกกำลังกายที่มากอย่างมาราธอนอาจจะไม่ได้ดีอย่างที่เราคิด
มาราธอนเป็นกีฬาที่เป็น endurance exercise ในจุดหนึ่งของการเทรนนิ่งจะเกิดภาวะหนึ่งที่ภูมิต้านทานของร่างกายลดลงตอบสนองต่อความเครียดของร่างกาย (Physiological stress)
เรียกว่า Open window เกิดในระยะเวลา 3-72 ชม ทำให้เกิด
-ลดลงของปริมาณและactivityของเม็ดเลือดขาว NK cell T cell Neutrophil และ lymphocyte
-ลดการ Phagocytosis ของเม็ดเลือดขาวในเยื่อบุโพรงจมูก
-ลดความเข้มข้นของ IgA ในโพรงจมูกและน้ำลาย
ดังนั้นจะติดเชื้อได้ง่ายมากขึ้นเนื่องจากภูมิต้านทานลดลง
งานวิจัยที่ศึกษาในนักวิ่งมาราธอนพบว่ามี 3% ที่มีอาการหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจหลังจากวิ่ง 1-2 สัปดาห์
แต่มีข้อมูลการศึกษาจาก 2300 marathoner ใน LA marathon พบว่าความเสี่ยงของการติดเชื้อทางเดินหายใจไม่เพิ่มขึ้น ถ้าระยะสะสมต่อสัปดาห์ไม่เกิด 100 k
*** โดยรวมปลอดภัยน่าจะ 40-65k ต่อวีค
หลังจากการแข่งหรือการซ้อมยาว ถ้ามีความเครียด นอนน้อย ขาดสารอาหารหรือสารอาหารไม่เพียงพอ น้ำหนักลด ร่วมด้วยจะทำให้โอกาสการติดเชื้อในร่างกายมากขึ้นได้
ดังนั้น.... สรุป
♦️ช่วงโควิด ซ้อมในระยะที่พอดี ไม่เกินมากนัก ไม่ซ้อมมากเกินไปทั้งระยะและความเค้น เพื่อป้องกันภูมิต้านทานในร่างกายลดลงเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิดได้ง่ายขึ้น
ติดตามตอนถัดไปสำหรับสายวิ่งที่อยากวิ่งเยอะหน่อย และอยากดูแลภูมิต้านทานให้มากขึ้น ลดความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด(ไม่ได้อยากให้วิ่งกันเยอะนะคะอยากให้พอดีๆในช่วงที่สถานการณ์ไม่ดีนัก แต่ก็อยากให้ออกกำลังกายเสริมสร้างภูมิต้านทานกันค่ะ)
อยากให้ทุกคนแข็งแรงสุขภาพดี

siri
โพสต์: 1045
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมความรู้การออกกำลังกายโดยการวิ่ง

โพสต์ โดย siri » อาทิตย์ เม.ย. 11, 2021 1:56 pm

นักวิ่งระยะไกลอยากได้สิ่งนี้ Cruise Mode ของการวิ่ง การวิ่งที่แทบไม่ต้องออกแรง โพสต์นี้มาเล่าเรื่องนี้กันอย่างละเอียด...
#มันคืออะไร
ครูยส์โหมด คือ การวิ่งที่ราวกับว่าร่างกายมันไหลไปได้เองแบบอัตโนมัติ เหมือนกับไม่ต้องคิด ขามันขยับเป็นวงรอบของมันเอง แขนก็แกว่งเป็นวงรอบของมันไปได้เรื่อยๆ ใช้พลังงานในการวิ่งต่ำมาก อัตราการเต้นของหัวใจเราจะสงบลงเล็กน้อย มีเพซที่นิ่งและไหลไปได้อย่างสม่ำเสมอ การเข้าสู่ Cruise Mode ของการวิ่งไม่เกิดขึ้นง่ายๆ แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้ว การวิ่งเราจะสบายมาก เหมือนไม่ต้องออกแรงวิ่ง จังหว่ะทุกอย่างมันไปเองโดยอัตโนมัติ มักจะเกิดขึ้นในช่วงกลางของการวิ่ง ในจังหว่ะที่ร่างกายอยู่ตัวแล้วและไม่มีการแข่งขันเข้ามากดดัน นักวิ่งที่วิ่งด้วย cruise mode จึงวิ่งสบาย ไม่มีความเครียด และมีความสุขหลังวิ่งเสร็จ
.
#รู้ได้ไงว่านี่คือ Cruise Mode
ตอนที่วิ่งเราจะไม่รู้ตัวเลย ว่าเราเข้า cruise mode แล้ว เพราะเราจะเผลอลืมไปว่าเราวิ่งอยู่ เราอาจจะจมไปกับความคิดอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับการวิ่งเลย มักจะจมหายไปกับความคิดอะไรซักอย่าง เช่น เรื่องราวเก่าๆในอดีต โดยเฉพาะความคิดเก่าๆที่อยู่ลึกมากๆ หลายคนจึงเรียกจังหว่ะแบบนี้ว่า การวิ่งสมาธิ สมองเราจะนิ่งมากแม้ร่างกายกำลังเคลื่อนไหว จิตใจเราจะสงบมากแม้จะเสียพลังไปกับการเคลื่อนที่ เราจะรู้ตัวอีกทีเมื่อเราออกจาก cruise mode แล้ว เช่น มีคู่แข่งมาจี้ท้ายหรือวิ่งจบ หลังเส้นชัยเราจะนึกได้ว่าตะกี้หลุดไปเลย พี่ตูนเคยเล่าว่าระหว่างวิ่ง 100K ที่ Saroma จิตใจไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับการวิ่งเลย คอยแต่จะทะเลาะกับตัวเองเป็นระยะๆ พี่โป้งก็เช่นกัน วิ่ง 100K สนามเดียวกัน ให้สัมภาษณ์ตอนจบว่า ตอนวิ่งไม่รู้สึกเลยว่าวิ่งอยู่ แปลว่าสองคนนี้วิ่งใน cruise mode เรียบร้อยแล้ว
.
#ทำไงถึงเข้า cruise mode
Runner’s World พูดถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้นักวิ่งเข้าสู่ cruise mode ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง แต่พบว่าไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว นักวิ่งบางคนเข้าสู่ cruise mode ได้ง่ายกว่าคนอื่น แต่เค้าก็พอจะสรุปออกมาเป็นข้อๆที่น่าจะช่วยให้นักวิ่งเข้าสู่ cruise mode ได้ตามนี้
✦ ซ้อมมาอย่างดี การซ้อมวิ่งด้วยเพซประจำ ทำให้สมองชินกับจังหว่ะการเคลื่อนไหวแบบนี้ ร่างกายจะเคลื่อนไหวไหลไปโดยอัตโนมัติแบบไม่ต้องคิด เช่นเดียวกับการพิมพ์นิ้วลงบนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ แรกๆสมองเราจะคอยคิดว่าตัวอักษรนั้นอยู่ไหน ต้องใช้นิ้วอะไรกด แต่พอเราใช้คีย์บอร์ดไปซักพักใหญ่ เราไม่ต้องคิดเรื่องอักษรไหนนิ้วไหนแล้ว เราแค่คิดคำที่เราจะพิมพ์แล้วนิ้วเราก็ไหลไปเองโดยอัตโนมัติ เหมือนกันกับการวิ่ง ถ้าคุณเคยซ้อมวิ่งให้ร่างกายได้ชินกับการวิ่ง ร่างกายก็จะคุ้นชินกับการขยับแบบนี้ เมื่อถึงจุดนึงร่างกายก็จะขยับได้อัตโนมัติแบบไม่ต้องคิดเช่นเดียวกันกับการพิมพ์คีย์บอร์ด
✦ ใจที่มีสมาธิ เมื่อร่างกายคุ้นชินกับการเคลื่อนไหวเดิมๆ จิตใจก็อิสระขึ้น ไม่ต้องจดจ่อคิดถึงการวางเท้าการแกว่งแขน เมื่อไหร่ที่ใจนิ่ง (นิ่งในที่นี้คือการจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น เพลงที่กำลังฟังอยู่ หรือ ความคิดใดความคิดหนึ่ง - ไม่ได้แปลว่าการหยุดคิด หรือ ความเงียบ) สมองก็จะสงบ และเข้าสู่ cruise mode แบบอัตโนมัติ
✦ การไม่ถูกกดดันโดยสิ่งแวดล้อม การจะเข้าสู่ cruise mode ได้มักจะเกิดตอนที่เราไม่ต้องระแวดระวังสิ่งรอบตัว ไม่ต้องกังวลกับรถที่สวนมาว่าจะชนเอาหรือป่าว ไม่ต้องห่วงเรื่องหมาจะไล่กัด ไม่โดนกดดันโดยคู่แข่งที่ไล่กวดมา ไม่อยู่ใกล้เส้นชัย เมื่อสิ่งรอบข้างสงบลง ร่างกายก็รีแลกซ์ การเข้าสู่ cruise mode ก็เกิดขึ้นได้
.
สรุปได้ว่า cruise mode ดีมากๆสำหรับการวิ่งไกล แต่ไม่มีอะไรเกิดเพราะความฟลุ๊ค มันจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราซ้อมมาอย่างดี วิ่งในจังหว่ะที่คุ้นเคย ความเร็วที่คุ้นเคย แบบไม่ต้องกดดันอะไร ลองดูนะ แล้วมาเล่าให้ฟังกันบ้างใน comment นะคะ
.

siri
โพสต์: 1045
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมความรู้การออกกำลังกายโดยการวิ่ง

โพสต์ โดย siri » จันทร์ เม.ย. 12, 2021 4:23 pm

ในช่วงพายุเข้าฝนตกบ่อย ฝนตกทั้งวัน จะหาสถานที่วิ่งที่อยู่ในร่มไม่เปียกฝนก็เป็นเรื่องที่ยาก การวิ่งท่ามกลางสายฝนไม่ได้เท่แต่มันก็มีข้อดีหลายอย่าง งานวิจัยของนักวิจัยชาวญี่ปุ่นที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์เกี่ยวกับเวชศาสตร์การกีฬา ระบุว่าการออกกำลังกายในสภาพที่มีฝนตกสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น และสูญเสียน้ำในร่างกายช้ากว่าตอนวิ่งในอากาศร้อน แถมยังรู้สึกสดชื่นเย็นสบายกว่าอีกด้วย
.
เรามาดู 7 เคล็ดลับในการวิ่งท่ามกลางสายฝนกัน
.
1. ควรใส่หมวกวิ่ง หมวกเป็นสิ่งสำคัญมากในระหว่างการวิ่งขณะฝนตก ข้อดีของการใส่หมวก คือ ช่วยให้น้ำฝนไม่กระเด็นเข้าตา และที่สำคัญคือ การช่วยรักษาอุณหภูมิของศีรษะของคุณไม่ให้ลดลงเมื่อเจอกับความเย็นของน้ำฝน ซึ่งถ้าไม่ใส่หมวกหลังการวิ่งคุณอาจไม่สบายได้เพราะร่างกายปรับตัวไม่ทัน
.
2. ใส่เสื้อคลุมกันน้ำ เสื้อกันหนาวกันน้ำ ที่มีน้ำหนักเบาเป็นสิ่งจำเป็นอย่างต่อมาที่ควรสวมใส่ ในขณะที่ฝนตก ควรเป็นผ้าที่สามารแห้งได้ง่าย เพราะจะช่วยให้รักษาอุณหูมิของร่างกายให้เป็นปกติ แต่ก็มีข้อควรระวัง หลังฝนหยุดตกแล้ว อากาศจะกลับมาร้อนอบอ้าว เราควรถอดหรือเปิดซิบเพื่อระบายอุณหูมิในร่างกายของเรา
.
3. ควรใส่เสื้อและกางเกงวิ่งสีสะท้อนแสง เพราะเมื่อฝนตก ความสามารถในการมองเห็นจะลดลง เราควรป้องกันตัวเองไว้ก่อน โดยการใส่เสื้อผ้าสีสะท้อนแสงหรือสีสดที่เห็นได้ชัดและควรงดเสื้อผ้าสีขาว เทา ดำ
.
4. ควรใส่กางเกงขาสั้น เนื่องจากกางเกงขั้นสั้นสามารระบายน้ำได้ดีกว่าขายาว และไม่ทำให้น้ำหยดลงที่รองเท้าของคุณ และควรเป็นผ้าที่ระบายน้ำได้รวดเร็ว ส่วนถุงเท้าก็ควรใส่ถุงเท้าสั้นและเป็นเนื้อผ้าที่ไม่ได้ทำมาจากเส้นใยฝ้ายเพื่อให้ระบายน้ำได้ดี
.
5. ระวังอุปกรณ์ Electronics ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์หูฟังเครื่องเล่นเพลงควรหากระเป๋าใส่ที่สามารถกันน้ำได้
.
6. ห้ามวิ่งขณะฝนตกหนัก เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อนควรหยุดวิ่งขณะฝนตกหนัก หรือถ้ามีเสียงฟ้าผ่าควรรีบเข้าที่ร่มในอาคารทันที
.
7. ข้อปฏิบัติหลังการวิ่ง ควรรีบล้างตัวหรืออาบน้ำอุ่นได้ยิ่งดีและใส่เสื้อผ้าที่แห้งโดยเร็วที่สุดเพราะการใส่เสื้อผ้าที่เปียกชื้นทิ้งไว้หลังจากวิ่งในสภาพอากาศเย็น สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ hypothermia การดื่มน้ำอุ่นหลังวิ่งช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้น ส่วนรองเท้าวิ่งควรรีบผึ่งและให้ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ยัดเพื่อให้ดูดความชื้น

siri
โพสต์: 1045
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am

Re: รวมความรู้การออกกำลังกายโดยการวิ่ง

โพสต์ โดย siri » จันทร์ พ.ค. 31, 2021 12:02 pm

"สิ่งที่นักวิ่งควรทราบ เกี่ยวกับการบริจาคโลหิต"
การบริจาคโลหิต นับเป็นสิ่งประเสริฐ เป็นการส่งต่อชีวิต ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ 🙏
🏃‍♀️🏃‍♂️ในมุมมองของนักกีฬา นักวิ่ง หรือผู้ที่ออกกำลังกายอาจมีความกังวลบางประการ ว่าการบริจาคโลหิตนั้น อาจทำให้สูญเสียสมรรถนะ ส่งผลกระทบต่อการฝึกซ้อม และอาจฟื้นตัวได้ไม่ทันท่วงที
-------------------
ดังนั้นสิ่งที่เราควรทราบ เกี่ยวกับการบริจาคโลหิตในนักวิ่ง คือ ...
📌 1. ระยะเวลาการฟื้นตัว หลังการบริจาคโลหิตแต่ละชนิด
📌 2. การปฏิบัติตัวก่อนและหลังการบริจาคโลหิต ในนักวิ่ง
#ความรู้ขั้นพื้นฐาน ที่เราควรทราบเกี่ยวกับการบริจาคโลหิต ก็คือ "การบริจาคโลหิตแต่ละชนิดมีระยะเวลาการฟื้นฟูแตกต่างกัน"
-------------------
🩸 การบริจาคโลหิต แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลัก
🩸 1. Whole blood (ส่วนประกอบของเลือดทั้งหมด)
- เป็นชนิดการบริจาคโลหิตที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
- รอบการบริจาคโลหิตชนิดนี้ อยู่ที่ประมาณ 3-4 เดือน ในคนแข็งแรงปกติ
- ระยะการฟื้นตัว ที่สามารถออกกำลังกายได้ โดยเฉลี่ย อยู่ที่ประมาณ 3-7 วัน
- มีการทดสอบ วิจัยในนักกีฬา ที่บริจาคโลหิตประเภทนี้ พบว่า ...
- ที่วันแรกหลังบริจาคทันที VO2 max ลดลง 15% , ความเหนื่อยล้าในการออกกำลังกายเร็วขึ้น 19%
- และ ที่ 2 และ 7 วัน มีค่า VO2 max ลดลง เมื่อเทียบกับก่อนบริจาค 10% และ 7% ตามลำดับ
- ผลที่เกิดขึ้นภายหลังการบริจาคโลหิตชนิด whole blood นี้ คือ เมื่อทำการออกกำลังกาย จะ ...
" เหนื่อยไวขึ้น, อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้นไว, สมรรถนะการวิ่งลดลง ใช้แรงมากขึ้น ที่ความไวเท่าเดิม"
- เพราะแน่นอน สิ่งหลักที่ขาดหายไป คือเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นตัวนำพาออกซิเจนของร่างกายไปยังอวัยวะต่างๆ
.
🩸 2. Red blood cell (เฉพาะเซลล์เม็ดเลือดแดง)
- เป็นการแยกเอาเฉพาะส่วนที่เป็นเซลล์เม็ดเลือดแดง และส่งกลับส่วนที่เป็นเกล็ดเลือดกับพลาสม่าเข้าสู่ร่างกาย
- เม็ดเลือดแดง ถูกนำไปใช้รักษาผู้ป่วยโรคที่สร้างเม็ดเลือดได้น้อย ไขกระดูกฝ่อ หรือผู้ป่วยที่มีการสูญเสียเลือดบางประเภท
- การบริจาคประเภทนี้ มักสงวนไว้ในผู้ที่มีความแข็งแรงในเกณฑ์ดีมาก, ไม่ผอมเกินไป , มีค่าความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงอยู่ในเกณฑ์ที่สูง Hct>40% เท่านั้น ✅💪
- ต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟู "นานที่สุด" ‼️... เนื่องจากคัดไปเน้นๆ เฉพาะเซลล์เม็ดเลือดแดงเท่านั้นเป็นสัดส่วนที่มากกว่าการบริจาค whole blood
.
🩸 3. Platelets (เฉพาะเกล็ดเลือด)
- เป็นการแยกเอาเฉพาะส่วนที่เป็นเกล็ดเลือด โดยส่งกลับ เม็ดเลือดแดง และพลาสมา บางส่วน เข้าสู่ร่างกาย
- เกล็ดเลือด ถูกนำไปใช้ในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือด และผู้ป่วยที่มีการสูญเสียเลือดจำนวนมาก เช่น ในการผ่าตัด การตกเลือด อุบัติเหตุ ไข้เลือดออก เป็นต้น
- การฟื้นตัวหลังบริจาคส่วนประกอบชนิดนี้ ใช้เวลาไม่นาน (เร็วเป็นอันดับ 2 รองจากการบริจาคพลาสม่า ในข้อถัดไป) ... เฉลี่ยประมาณ 3-5 วัน ก็สามารถฟื้นตัวใกล้เคียงปกติ
.
🩸 4. Plasma (เฉพาะพลาสม่า)
- เป็นการคัดแยกเฉพาะส่วนที่เป็นของเหลว ที่มีสารประเภท โปรตีน น้ำปัจจัยการแข่งตัวของเลือด โดยไม่มีเซลล์ปะปน ส่งกลับเซลล์เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือดเข้าสู่ร่างกาย
- พลาสมา ถูกนำไปใช้ในผู้ป่วยที่ขาดปัจจัยการแข็งตัวของเลือด ผู้ป่วยไฟไหม้น้ำร้อนลวก
- การบริจาคส่วนประกอบชนิดนี้ ร่างกายจะฟื้นตัวได้ไวที่สุด
- เนื่องจากร่างกายสูญเสียไปเพียงเฉพาะส่วนที่เป็นของเหลว ซึ่งสามารถทดแทนคืนได้รวดเร็ว ต่างจากการสูญเสียเซลล์ ชนิดต่างๆ ที่ร่างกายต้องผลิตใหม่ จากไขกระดูกซึ่งใช้เวลา
- โดยมีงานวิจัยระบุไว้ว่า ไม่ส่งผลกระทบ ต่อ VO2 max และ ความเหนื่อยล้าสามารถกลับคืนได้ในระยะเวลาประมาณ 2 วัน ✅
-------------------
✅ ดังนั้นหากให้เรียงลำดับชนิดของการบริจาคโลหิต ที่ใช้เวลา ในการฟื้นฟูตัวเองจากน้อยไปมาก นั่นก็คือ ...
🩸 Plasma (พลาสม่า) < Platelets (เกร็ดเลือด) < Whole blood (ส่วนประกอบทั้งหมด) < Red blood cell (เฉพาะเม็ดเลือดแดง)
-------------------
🏃‍♂️🏃‍♀️ ในแง่ของนักวิ่ง ควรปฏิบัติตนอย่างไร เลือกช่วงเวลาแบบไหน ในการไปบริจาคโลหิต
ก่อนการบริจาค (Before donation)
1. อยู่ในช่วงที่ร่างกายมีความสมบูรณ์ดี
2. ไม่อยู่ในช่วงที่มีการเข้าตารางซ้อมชนิดเข้มข้น อาทิ อยู่ในช่วงหลังแข่งขัน ร่างกายฟื้นฟูตนเองแล้วระดับหนึ่ง ใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ
3. หากเป็นช่วงก่อน Goal race / race A ที่ตั้งความหวัง เรื่องสถิติไว้ อาจไม่สามารถบริจาคได้ในระยะเวลา 3 เดือน ก่อนหน้างานแข่งขัน
4. การปฏิบัติตนชนิดอื่น เช่นเดียวกัน กับประชากรทั่วไป ... (ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่อยู่ในช่วงเจ็บป่วย น้ำหนักตัวถึง ไม่มีการทำหัตถการของแหลมมีคมเข้าสู่ร่างกาย การรับประทาน หรือฉีดยาบางชนิด ในระยะเวลาต่างๆ ที่กำหนด รายละเอียดแปะไว้ด้านล่าง)
.
ภายหลังการบริจาค (After donation)
1. หลังบริจาค หากอาการปกติดี สามารถออกกำลังกายชนิดเบาได้ ใน 2-3 วันหลังการบริจาค
2. ในสัปดาห์แรกควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายชนิดเข้มข้น
3. ข้อปฏิบัติตนชนิดอื่นเช่นเดียวกับผู้บริจาคทั่วไป (ดื่มน้ำพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก และโฟลิค)
4. ระดับความเร็วในการฟื้นฟู เป็นไปตามชนิดของการบริจาคโลหิต ที่กล่าวมาเบื้องต้น
(* เพิ่มเติมจากข้อ 2 : พักฟื้นออกกำลังกายชนิดเข้มข้นในระยะสัปดาห์แรก นอกจากทำให้เหนื่อยง่ายกว่าปกติ ยังอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ... โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีแนวโน้มความเข้มข้นของเลือดค่อนต่ำมาก่อน ผู้หญิงรูปร่างผอม ออกกำลังกายหนัก รับประทานน้อย ขาดสารอาหาร ... ในตำราต่างประเทศ มักเน้นย้ำถึงภาวะดังกล่าว คือ female athletes นั่นเอง) ✅
-------------------
บทความนี้ ต้องการให้เพื่อนๆ ได้เข้าใจในหลักการและแนวทางการปฏิบัติตน ต่อการบริจาคโลหิตในบุคคลที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อการดูแลตนเอง การวางแผน และการซ้อมต่อเนื่อง ได้อย่างปลอดภัย
และแน่นอน การให้ของเราในแต่ละครั้งนั้น ย่อมส่งผลดีกับอีกหลายชีวิต ที่รอการบริจาคโลหิตอยู่

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “การแพทย์และสุขศึกษา (โรคภัย, การป้องกัน การรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ, เทคโนโลยีทางการแพทย์)”