รวมข้อเขียนข้อกฏหมายจากเพจกฏหมายผู้ประกอบการ

siri
โพสต์: 1766
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

รวมข้อเขียนข้อกฏหมายจากเพจกฏหมายผู้ประกอบการ

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » พฤหัสฯ. มิ.ย. 24, 2021 10:24 pm

จากเพจกฎหมายเพื่อผู้ประกอบการ

ผู้ว่าจ้างนำงานก่อสร้างซึ่งผิดแบบไปใช้งาน โดยยังไม่ผ่านการการตรวจรับจากคณะกรรมการตรวจการจ้าง มีผลทางกฎหมายอย่างไร
ในความเป็นจริงบางครั้ง งานที่ว่าจ้างก็มีความจำเป็นต้องเร่งใช้งานให้ทันกับนโยบาย ซึ่งพยายามเร่งแล้ว แต่ก็ยังไม่ทัน หรือทันแต่ถ้ารอกระบวนการตรวจรับและแก้ไขงานก็อาจจะต้องใช้เวลา จึงจำเป็นต้องเปิดใช้งานก่อนการตรวจการจ้าง
หากมีกรณีนี้เกิดขึ้น จะเอาหลักกฎหมายข้อใดมาประกอบการพิจารณา
ในเรื่องนี้ ป.พ.พ. มาตรา 321 บัญญัติไว้ว่า ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป
.
.
การที่ผู้ว่าจ้างได้รับงานซึ่งผู้รับจ้างก่อสร้างผิดไปจากแบบที่กำหนดในสัญญาและนำมาเปิดให้บริการแก่ประชาชนแล้วโดยไม่ได้ สงวนสิทธิ์อย่างหนึ่งอย่างใดไว้ต้องถือว่าผู้ว่าจ้างได้รับงานก่อสร้าง ตามสภาพที่เป็นอยู่แล้วโดยปริยายไม่จำเป็นต้องมีการตรวจรับงานตามสัญญาอีก
กรณีดังกล่าวเป็นการยอมรับชำระหนี้โดยของอย่างอื่นซึ่งผิดไปจากที่ตกลงในสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 321
.
.
ในส่วนของผู้รับจ้าง สัญญากำหนดว่าต้องมีการตรวจรับก่อนจึงจะรับชำระเงินได้ ต้องทำอย่างไร
หากเป็นเอกชนด้วยกันคงไม่มีประเด็น แต่ถ้าเป็นหน่วยงานราชการอาจมีปัญหาพอสมควร เนื่องจากมีกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างกำหนดไว้แล้ว
ความเห็นของอัยการตาม คำวินิจฉัยอัยการที่ 38/2534 ท่านได้ให้ความเห็นไว้น่าสนใจ และน่าจะเป็นแนวทางนำปรับใช้หากมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น
.
.
เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากข้อบังคับของผู้ว่าจ้างว่าด้วยการพัสดุที่ไม่ได้กำหนดเรื่องการตรวจรับงานโดยปริยายไว้
ผู้ว่าจ้างอาจเสนอปัญหานี้ให้คณะกรรมการของผู้ว่าจ้างพิจารณารับงานจ้าง เป็นกรณีพิเศษ โดยเจรจาต่อรองให้ผู้รับจ้างลดราคาลงตามส่วน เนื่องจากงานจ้างผิดแผกไปจากแบบในสัญญา
.
.
ตัวอย่างที่นำมาคุยวันนี้ ก็เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับมอบงานที่ไม่เป็นไปตามสัญญา
แต่เพื่อป้องกันความเสียหาย ก่อนรับงานที่ไม่ถูกต้องตามสัญญาผู้ว่าจ้างควรออกหนังสือสงวนสิทธิ์เรียกค่าเสียหายไว้ก่อนการรับงาน หรือก่อนที่จะเอางานนั้นมาใช้ทุกครั้ง
----------
อ้างอิง:
ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์มาตรา 321
คำวินิจฉัยอัยการที่ 38/2534
แก้ไขล่าสุดโดย siri เมื่อ พฤหัสฯ. มิ.ย. 24, 2021 10:37 pm, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

siri
โพสต์: 1766
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

Re: ผู้ว่าจ้างนำงานก่อสร้างซึ่งผิดแบบไปใช้งานโดยยังไม่ผ่านการการตรวจรับ

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » พฤหัสฯ. มิ.ย. 24, 2021 10:32 pm

มีเพื่อนๆ ถามมาว่า ถ้าส่งงานและรับเงินค่าจ้างแล้ว มีโอกาสที่จะถูกเรียกค่าจ้างคืนมั๊ย
คำตอบคือ มีโอกาสถูกเรียกเงินคืน ถ้าเราทำงานไม่เสร็จ
ในเรื่องนี้มีตัวอย่างคำพิพากษาของศาลที่เคยตัดสินเอาไว้ว่า
การที่ผู้ว่าจ้างตรวจรับงานและชำระเงินค่าจ้างแล้ว แต่มาพบทีหลังว่าผู้รับจ้างส่งงานไม่ครบถ้วนตามสัญญา ผู้ว่าจ้างเรียกค่าจ้างคืนได้
ผู้รับจ้างจะอ้างว่าผู้ว่าจ้างประมาทเลินเล่อในการตรวจรับงานไม่ได้
==
ข้อเท็จจริงในคดีมีอยู่ว่า
ผู้ว่าจ้าง (องค์การบริหารส่วนตำบล) ได้จ้างผู้รับจ้างก่อสร้างขยายท่อเมนประปาหมู่บ้าน ความยาว 1,700 เมตร
คณะกรรมการตรวจการจ้างรับมอบงานว่าถูกต้องครบถ้วนแล้ว ผู้รับจ้างได้รับเงินค่าจ้างไปครบถ้วนเช่นกัน
ต่อมาผู้ว่าจ้างตรวจพบว่า ผู้รับจ้างทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ยังขาดอยู่อีก 472 เมตร จึงแจ้งให้ผู้รับจ้างทำการก่อสร้างงานส่วนที่ขาดอยู่ แต่ผู้รับจ้างไม่ดำเนินการ ผู้ว่าจ้างจึงว่าจ้างบุคคลอื่น เป็นผู้ดำเนินการ ต้องเสียค่าจ้างเป็นเงิน 22,660 บาท
เมื่อปรากฏว่าผู้รับจ้างยังก่อสร้างงานตามสัญญาไม่แล้วเสร็จ เป็นระยะทาง 472 เมตร เป็นการยืนยันว่าคณะกรรมการตรวจการจ้างไม่ได้ตรวจรับงานให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่สัญญากำหนด ถือไม่ได้ว่าผู้รับจ้างส่งมอบงานครบถ้วนตามข้อ 48 (4) แห่งระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2538
#ผู้ว่าจ้างจึงมีสิทธิเรียกเงินค่าจ้างในส่วนที่ผู้รับจ้างยังไม่ได้ดำเนินการตามสัญญาให้แล้วเสร็จคืนได้ เมื่อผู้ว่าจ้างได้จ่ายเงินค่าก่อสร้างท่อเมนประปาที่เหลือให้แก่ผู้รับจ้างรายใหม่ ผู้รับจ้างต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้ว่าจ้าง
ส่วนความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของคณะกรรมการตรวจการจ้าง เป็นเรื่องที่ควรได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่ควบคุมหรือกำกับดูแลและควรรับผิดอย่างใดอย่างหนึ่งจากการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนั้น
ซึ่งต้อง #แยกส่วนจากความรับผิดอันเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาให้ครบถ้วนของผู้รับจ้างที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาต่อผู้ว่าจ้าง โดยหาใช่กรณีที่จะกล่าวอ้างเพื่อให้ผู้รับจ้างพ้นจากความรับผิดตามสัญญานี้ไปได้
===
อ้างอิง คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ 233/2553

siri
โพสต์: 1766
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

Re: ผู้ว่าจ้างนำงานก่อสร้างซึ่งผิดแบบไปใช้งานโดยยังไม่ผ่านการการตรวจรับ

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » พฤหัสฯ. มิ.ย. 24, 2021 10:32 pm

หากสัญญามีปัญหาในการส่งมอบงาน หรือทำงานไม่ทัน ความจริงใจ การใส่ใจและการทุ่มเททรัพยากรเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องสื่อสารให้ผู้ว่าจ้างได้เห็น
การเพิกเฉย ไม่ใส่ใจในการแก้ไขปัญหาอาจมีปัญหา นำสู่การไม่อนุมัติให้ขยายสัญญา และเป็นเหตุในการบอกเลิกสัญญาได้
วันนี้ขอนำตัวอย่างคดีที่เทียบเคียงเกี่ยวเรื่องนี้ เผื่อเป็นแนวทางในการนำไปบริหารสัญญาของเพื่อน ๆ ได้
==
ในคดีนี้ เทศบาลได้จ้างผู้รับจ้างก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) ปรากฏว่าผู้รับจ้างทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญาจนเป็นเหตุให้ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญา
ผู้รับจ้างจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้ยกเลิกหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้ผู้รับจ้างกลับเข้าดำเนินงานตามสัญญา
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ผู้รับจ้างทราบเนื้อความตามสัญญาดังกล่าวแล้ว แต่ไม่รีบดำเนินการตามสัญญา เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาแล้ว ผู้รับจ้างเพิ่งส่งมอบงานงวดที่ 4 ให้แก่ผู้ว่าจ้าง ซึ่งผู้ว่าจ้างก็มิได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา แต่ได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน
แต่รับผู้รับจ้างละเลยไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติงานให้แล้วเสร็จตามกำหนดระยะเวลาที่ผู้ว่าจ้างกำหนด ผู้รับจ้างจึงย่อมไม่อาจทำงานที่จ้างให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนดได้ การที่ผู้ว่าจ้างใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา จึงชอบแล้ว
อ้างอิง : คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.165/2550

siri
โพสต์: 1766
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

Re: ผู้ว่าจ้างนำงานก่อสร้างซึ่งผิดแบบไปใช้งานโดยยังไม่ผ่านการการตรวจรับ

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » พฤหัสฯ. มิ.ย. 24, 2021 10:33 pm

ลูกค้าตรวจรับงานนาน สั่งให้แก้ไขหลายรอบ ทั้ง ๆ ที่การส่งมอบก็เป็นไปตามมาตรฐานที่สัญญากำหนดและหลักวิศกรรมกรรมแล้ว แต่ยังไม่ถูกใจกรรมการตรวจรับสักที แก้ไขทีก็มีค่าใช้จ่ายเยอะ แล้วจริง ๆ มาตรฐานของการตรวจรับงานเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์
เรื่องนี้ก็มีปัญหาถึงขั้นฟ้องร้องกันเลยนะ วันนี้ขอนำคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.176/2548 มาแบ่งปัน เผื่อเป็นแนวทางของเพื่อนๆ ที่มีปัญหาทำนองนี้
ซึ่งคำพิพากษาของศาลฉบับนี้ได้วางหลักเอาไว้ว่า “การตรวจรับมอบงานตามสัญญาจ้าง หน่วยงานทางปกครองในฐานะผู้ว่าจ้างต้องตรวจรับด้วยการพิจารณาจากข้อกำหนดในสัญญาเป็นสำคัญ จะนำมาตรฐานของงานหรือพัสดุที่ใช้ในงานอื่นซึ่งอยู่นอกเหนือหรือเกินจากข้อกำหนดในสัญญาจ้างมาเปรียบเทียบแล้วใช้เป็นเหตุไม่รับมอบงานหรือบอกเลิกสัญญาจ้างดังกล่าวไม่ได้”
ข้อเท็จจริงของคดีนี้ มีอยู่ว่า
เทศบาลไม่รับมอบงานและบอกเลิกสัญญาจ้างวางท่อขยายเขตประปากับผู้รับจ้าง โดยอ้างว่าผู้รับจ้าง
ใช้ท่อเหล็กกล้าที่มีความหนาและน้ำหนักน้อยกว่าท่อเหล็กกล้าซึ่งผู้รับจ้างรายอื่นนำมาใช้ในสัญญาจ้างประเภทเดียวกัน
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่อในสัญญาจ้างไม่ได้ระบุความหนาและน้ำหนักของท่อเหล็กกล้าที่ผู้รับจ้างจะต้องนำมาใช้ในการวางท่อขยายเขตประปา กรณีจึงต้องพิจารณาตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ท่อเหล็กกล้าโดยทั่วไป
เมื่อปรากฏว่าผู้รับจ้างนำท่อเหล็กกล้าตามที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรมให้ใช้ได้ตามมาตรฐาน มอก. มาใช้ในการวางท่อขยายเขตประปา จึงเป็นการปฏิบัติโดยถูกต้องตามสัญญาแล้ว การที่เทศบาลนำคุณสมบัติของท่อประปาที่ผู้รับจ้างรายอื่นใช้ในการขยายเขตประปาให้แก่เทศบาลซึ่งมีน้ำหนักและความหนามากกว่า มาเปรียบเทียบกับท่อเหล็กกล้าที่ผู้รับจ้างนำมาใช้ แล้วไม่รับมอบงาน #เป็นการตรวจรับที่อยู่นอกเหนือและเกินจากข้อกำหนดในสัญญาจ้าง เมื่อเทศบาลนำเหตุดังกล่าวมาบอกเลิกสัญญาจ้าง จึงเป็นการ #บอกเลิกสัญญาจ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลพิพากษาให้เทศบาลชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินค่าจ้างตามสัญญา

siri
โพสต์: 1766
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

Re: ผู้ว่าจ้างนำงานก่อสร้างซึ่งผิดแบบไปใช้งานโดยยังไม่ผ่านการการตรวจรับ

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » พฤหัสฯ. มิ.ย. 24, 2021 10:33 pm

ผู้ว่าจ้างแก้ไขเพิ่มเติมงาน แล้วไม่ชำระค่าจ้างในส่วนงานที่เพิ่มเติม ผู้รับจ้างมีสิทธิ์มีบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายได้
ตัวอย่างที่นำมาเล่าสู่กันฟังวันนี้ มาจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8605/2552
โจทก์และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารคลับเฮาส์โดยโจทก์เริ่มก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2542 เรื่อยมาจนถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 2 ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแปลนใหม่ผิดไปจากเดิมหลายประการ
มีทั้งการเพิ่มเหล็กเพิ่มคอนกรีตและต้องทุบงานที่ก่อสร้างไปแล้วบางส่วนทิ้งเพื่อทำให้ตามแบบที่แก้ไข ทำให้โจทก์ต้องเสียเวลา เนื่องจากขณะนั้นลงมือก่อสร้างไปแล้วเกือบเดือน ทั้งยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่จำเลยที่ 2 ก็บอกให้โจทก์ทำการก่อสร้างต่อไปย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า การก่อสร้างจะต้องล่าช้าออกไปจนไม่สามารถทำให้เสร็จได้ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ตามกำหนดเวลาเดิมอย่างแน่นอน
ตามพฤติการณ์จึงถือได้ว่า #คู่กรณีเจตนาให้มีการเปลี่ยนแปลงในข้อสาระสำคัญแห่งสัญญาโดยมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป การทำงานล่าช้ากว่ากำหนดจึงมิใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่อาจบอกเลิกสัญญา โดยอ้างว่าโจทก์ทำงานล่าช้ากว่ากำหนด เว้นแต่จะได้บอกกล่าวโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้
โจทก์ได้เสนอราคางานที่เพิ่มเติมต่อจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2542 และแจ้งจำเลยที่ 2 ถึง #การขาดสภาพคล่องทางการเงินอันเนื่องมาจากการแก้ไขเพิ่มเติมแบบซึ่งโจทก์ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปก่อน ขอให้จำเลยที่ 2 หาทางช่วยเหลือโดยจัดสรรเงินให้เพื่อเร่งดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 เมื่อจำเลยที่ 2 รับเอกสารดังกล่าวแล้วบอกกว่าจะจัดการให้ภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 แต่ในที่สุดจำเลยที่ 2 ก็ไม่ชำระ
การทิ้งงานของโจทก์จึงเกิดขึ้นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าก่อสร้างส่วนที่เพิ่มขึ้นตามแบบแปลนใหม่ทั้งๆ ที่โจทก์ได้ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่ฝ่ายเดียว ต้องรับผิดในค่าเสียหายของโจทก์ในส่วนของงานที่เพิ่มเติมและอื่นๆ
===
ประเด็นที่ได้เรียนรู้จากเรื่องนี้คือ
1. การเพิ่มเติมงาน จะต้องมีเรื่องของการเพิ่มเติมเวลาตามมาเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญา ควรมีการแก้ไขสัญญาและขยายเวลาส่งมอบงานทุกครั้ง
2. ครบกำหนดส่งมอบแล้วยังทำงานต่อไป ถือว่าคู่สัญญามีเจตนาเปลี่ยนแปลงในข้อสาระสำคัญแห่งสัญญา โดยไม่ถืออเอากำหนดเวลาของสัญญาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป = ทำให้สัญญาเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดเวลา
3. การที่ผู้ว่าจ้างไม่ชำระเงินตามกำหนด เป็นเหตุให้ผู้รับจ้างขาดสภาพคล่องทางการเงิน และการขาดสภาพคล่องดังกล่าวเนื่องมาจากการแก้ไขเพิ่มเติมงาน = ผู้ว่าจ้างเป็นฝ่ายผิดสัญญา
ข้อสังเกต ปกติการขาดสภาพคล่องของผู้รับจ้าง อ้างเป็นเหตุทิ้งงาน หรือบอกเลิกสัญญาไม่ได้ แต่ฎีกานี้ผลจากการขาดสภาพคล่องเกิดจากการเพิ่มเติมงานผู้ว่าจ้าง และการชำระเงินค่าจ้างที่ไม่เป็นไปตามที่ตกลง

siri
โพสต์: 1766
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

Re: ผู้ว่าจ้างนำงานก่อสร้างซึ่งผิดแบบไปใช้งานโดยยังไม่ผ่านการการตรวจรับ

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » พฤหัสฯ. มิ.ย. 24, 2021 10:34 pm

#การบริหารข้อเรียกร้องและข้อขัอแย้งตามสัญญา คืออะไร เริ่มต้นกันตอนไหน
การบริหารข้อเรียกร้องของคู่สัญญา เป็นกระบวนการเพื่อไม่ให้ข้อเรียกร้องกลายเป็นข้อข้ดแย้งและนำไปสู่ผลกระทบในการดำเนินงานตามโครงการ ซึ่งไปหาเหล่านี้จะนำไปสู่ความล่าช้าของการส่งมอบงาน ค่าปรับตามสัญญา
หากไม่สามารถบริหารข้อเรียกร้องและข้อขัดแย้งเหล่านี้ได้ ก็จะนำพาไปสู่ปัญหาของการส่งมอบงานล่าช้า ค่าปรับตามสัญญา การบอกเลิกสัญญา และเป็นข้อพิพาทในชั้นศาล ซึ่งปัญหาเหล่านี้ ไม่ใช่เป้าหมายของการเข้าไปทำสัญญา
แล้วเราจะมีขั้นตอนในการจัดการปัญหาข้อขัดแย้งเหล่านี้อย่างไร
มีหลายคนเข้าใจว่าขั้นตอนนี้เริ่มต้นตอนบริหารสัญญา ซึ่งเป็นการเข้าใจที่ผิด
การจัดการข้อพิพาทที่ดีเริ่มต้นตั้งแต่
👉1. ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง และร่างสัญญา
หากมีการการตกลงในขอบเขตงานที่ชัดเจน การประเมินราคาค่าจ้างอย่างเหมาะสม งวดการชำระเงินที่เป็นไปได้ ค่าปรับที่เป็นธรรม เลือกใช้สัญญาที่ถูกต้อง จะสามารถลดข้อแย้งได้ระดับหนึ่ง
ถ้าใครเคยเจรจาสัญญากับต่างชาติ จะรู้ดีว่า ถ้าขั้นตอนนี้ไม่เสร็จ ไม่เคลียร์ สัญญายังไม่ลงนาม 90% จะไม่ยอมลงมือทำงานเลย
👉2. ขั้นตอนการบริหารสัญญาเพื่อเตรียมส่งมอบงาน
ในขั้นตอนนี้เริ่มต้นตั้งแต่ได้สัญญามาและทำการ Kick Off Meeting จนถึงการทำงานแล้วเสร็จและทำหนังสือส่งมอบงานให้ผู้ว่าจ้าง
📌สิ่งที่สำคัญที่สุดในการบริหารข้อแย้งในขั้นตอนนี้คือการสื่อสาร และการโต้ตอบกับคู่สัญญา เพราะบางสัญญามีกำหนดเวลาในการแจ้งปัญหาและข้อเรียกร้องต่าง ๆ หากไม่แจ้งตามระยะเวลาที่กำหนดจะถือว่าเป็นการสละสิทธิ์ในข้อเรียกร้องนั้น ๆ⏰ เช่น ในสัญญาของรัฐกำหนดว่าจะต้องแจ้งให้ผู้ว่าจ้างทราบใน 15 วันนับแต่เหตุนั้นสิ้นสุดลง เป็นต้น
👉3. ขั้นตอนหลังจากส่งมอบงาน
ปัญหาใหญ่สุดในเรื่องนี้คือ การตรวจรับและหากไม่ผ่านการตรวจรับต้องดำเนินการอย่างไร เพราะมีผลต่อการปรับตามสัญญา และสุ่มเสี่ยงต่อการถูกบอกเลิกสัญญา
ตรวจรับแล้วผู้ว่าจ้างไม่จ่ายเงิน ก็มีผลต่อสภาพคล่องของโครงการ
นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนที่ต้องบริหารสัญญาในช่วงการรับประกันตามสัญญาอีก ซึ่งในขั้นตอนนี้จะมีปัญหาในกรณีที่ไม่ให้บริการตามเงื่อนไขการรับประกัน อาจมีค่าปรับตามมา หรือหากสินค้าที่ส่งมอบเจ้าของผลิตภัณฑ์ประกาศ End of Support จะต้องแจ้งกับคู่สัญญาอย่างไร และดำเนินการกับสัญญาอย่างไร
หากสามารถบริหารจัดการข้อเรียกร้องเหล่านี้ได้ ก็จะลดข้อขัดแย้งในระหว่างคู่สัญญา และผู้รับจ้างเองก็สามารถส่งมอบงานถอนหลักประกันสัญญากลับบ้านได้ตามแผนงานที่วางไว้ตั้งแต่ต้น
===
ในหนังสือ Construction Claim & Dispute Management กล่าวเอาไว้ว่า
“คนฉลาดไม่ใช่ผู้ชนะการโต้แย้ง แต่เป็นผู้ที่ออกห่างจากการโต้แย้งตั้งแต่ต้น”
หวังเล่าเรื่องเล่าวันนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ยังไม่รู้เรื่องนี้นะคะ
====
#พี่รุ่ง #กฎหมายเพื่อผู้ประกอบการ #แหล่งเรียนรู้เกี่ยวสัญญาและการบริหารสัญญา
====
อ้างอิง
หนังสือ Construction Claim & Dispute Management เขียนโดย ชำนาญ พิเชษฐพันธ์, ณัฐพันนนท์ รัตนไชย, กัมพล กิตติพงษพัฒนา

siri
โพสต์: 1766
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

Re: ผู้ว่าจ้างนำงานก่อสร้างซึ่งผิดแบบไปใช้งานโดยยังไม่ผ่านการการตรวจรับ

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » พฤหัสฯ. มิ.ย. 24, 2021 10:35 pm

มีน้อง ๆ ถามว่า เราจะมีวิธีสร้างความมั่นใจได้อย่างไรว่าสัญญาที่เราร่างใช้บังคับได้ตามกฎหมาย
วันนี้ พี่รุ่งเลยนำเช็คลิสต์ง่าย ๆ สมัยปี 1 มาฝาก เช็คลิสต์นี้มาจาก หลักเสรีภาพในการทำสัญญา และหลักความศักดิ์ของการแสดงเจตนา ซึ่งหลักที่ว่านี้ถูกเขียนเอาไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 149, 151, 171
แต่หลักเสรีภาพในการทำสัญญาก็มีกฎหมายมาจำกัดเสรีภาพไว้เหมือนกัน ก่อนตรวจหรือร่างสัญญาอย่าลืมดูเรื่องนี้ด้วย
1. ความสามารถของคู่สัญญา เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดหรือยัง อันนี้ก็ดู ป.พ.พ. มาตรา 21, 1574 ประกอบด้วย เพราะถ้าไม่ไปตามที่กฎหมายว่าด้วยความสามารถของบุคคล สัญญาตกเป็นโมฆียะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 153
2. วัตถุประสงค์ของสัญญาต้องไม่ขัดกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัย หรือไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันนี้ของประชาชน เพราะถ้าขัดกับหลักเหล่านี้ สัญญาตกเป็นโมฆะ (ใช้ไม่ได้เลย) ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
3. ดูด้วยว่าที่อยู่ในมือเราเป็นสัญญาที่กฎหมายกำหนดแบบไว้มั๊ย เช่นสัญญาเช่าซื้อต้องลงชื่อผู้ใช้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อ ถ้าไม่ทำตามแบบสัญญาที่เราร่างก็ตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 152
ส่วนในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา กฎหมายมุ่งบังคับตามเจตนาที่แท้จริง ก่อนร่างสัญญาก็สัมภาษณ์ให้ละเอียด
สมัยเป็นนักเรียนกฎหมายใหม่ๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเรียนทฤษฎีพวกนี้ มารู้อีกทีตอนที่ทำงานนี่แหละ เพราะมีผลต่อวิธีคิดและการทำความเห็นทางกฎหมาย
หวังว่าเรื่องเล่าวันนี้จะเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางเบื้องต้น สำหรับคนที่ยังไม่รู้เรื่องนี้นะคะ
ปล. โมฆะ = เสียเปล่า ใช้ไม่ได้เสีย / โมฆียะ ถ้าบอกล้างก็เป็นโมฆะ ถ้าให้สัตยาบันก็ใช้บังคับได้ ทางที่ดีอย่าให้เป็นทั้งสองอย่างนี้

siri
โพสต์: 1766
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

Re: ผู้ว่าจ้างนำงานก่อสร้างซึ่งผิดแบบไปใช้งานโดยยังไม่ผ่านการการตรวจรับ

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » พฤหัสฯ. มิ.ย. 24, 2021 10:35 pm

ขั้นตอนเกี่ยวกับการลงมือร่างสัญญา พี่รุ่งจะแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน
1. ขั้นตอนการส่งข้อมูลเพื่อประกอบการร่างสัญญา (พยายามขอมาให้ครบในครั้งเดียวหรือมากเท่าที่จะมากได้) เช่น
ใบเสนอราคา
ขอบเขตงาน
เงื่อนไขการส่งมอบงาน
เงื่อนไขการตรวจรับงาน
เงื่อนไขการชำระเงิน
credit term
การวางหลักประกันสัญญา
เงื่อนไขการรับประกัน
ชื่อคู่สัญญา + ผู้นาม+ พยาน
เงื่อนไขและข้อตกลงอื่นๆ ที่ต้องระบุในสัญญาเป็นกรณีพิเศษนอกเหนือจากสัญญาปกติ
อย่าลืมขอ contact point ของคู่สัญญาอีกฝ่าย เพื่อง่ายต่อการส่งร่างสัญญาให้ตรวจสอบ
..
2. ก่อนเริ่มลงมือร่างสัญญา
ต้องเข้าใจลักษณะงาน
ต้องเข้าใจลักษณะธุรกิจขององค์กร
ต้องเข้าใจกฎหมายที่ข้องกับสัญญา
ต้องเข้าใจระเบียบภายในขององค์กร เช่นอำนาจอนุมัติต่างๆ รวมถึงขั้นตอนการวางบิลด้วย เพราะถ้าไม่สอดคล้องสัญญาโดนตีกลับ
ต้องคุม version ของร่างสัญญา หากมีการแก้ไขหลายครั้งจะได้ไม่สับสน
..
3. ขั้นตอนการยืนยันร่างสัญญา (confirm draft)
ร่างสัญญาเสร็จ ส่งให้ผู้เกี่ยวข้องยืนยันในส่วนที่รับผิดชอบ (ควรส่งพร้อมกันทีเดียว ไม่อย่างนั่นร่างสัญญาเด้งไปเด้งมา ไม่จบสักที ซึ่งการเด้งไปเด้งมาเสียเวลามาก และบางครั้งเราจะกลายเป็นคนเรื่องมากแบบที่เราไม่รู้ตัว)
การแก้ไขร่างสัญญาควรใส่ track changes เพื่อให้คู่สัญญาและผู้เกี่ยวข้องว่ารู้ว่าเราแก้ไขตรงไหนจะได้ไม่เสียเวลาอ่านใหม่ทั้งฉบับ
ควรอ่านและแจ้งยืนยันร่างสัญญาภายในวันถัดไป ไม่ควรปล่อยให้เกิน 2 สัปดาห์ เพราะระหว่างนั้นจะมีเรื่องใหม่เข้ามามากมาย ถ้าช้าไปก็ลืม ทำให้เสียเวลากลับมาอ่านใหม่หมด
กฎหมายควรเป็นคนรวบรวม concern ของทุกคนใน team รวมถึงคู่สัญญา เมื่อได้ concern กลับมาแล้วแก้ไขทีเดียว จะได้ไม่ต้องส่งกลับไปกลับมาหลายรอบ
..
4. ขั้นตอนการออกสัญญา
แจ้งให้คู่สัญญามาลงนาม ถ้าไม่ใช่กรรมการบริษัทต้องมีหนังสือมอบอำนาจด้วย
กรณีสัญญาจ้าง ต้องนำไปตีตราสารภายใน 15 วัน อย่าลืมว่าถ้าเอาไปตีตราสารไม่ทัน คนแก้วันที่ก็คือคนคุม version สัญญา ต้องกลับมาพิมพ์สัญญาใหม่ อันนี้เสียเวลามาก และเกิดประจำ
..
5. ขั้นตอนการจัดเก็บสัญญา
สัญญาทุกฉบับต้องแสกน และเก็บใน server พยายามทำทุกวัน และอย่างช้าต้องไม่เกินสัปดาห์ และทำ check list คุมสัญญา แบบว่าหาเมื่อไหร่ก็สามารถเปิดได้ภายใน 3 นาที
...
ออลืมบอกอีกอย่าง เบอร์โทรศัพท์สำหรับติดต่อเพื่อขอคืนสัญญา ควรให้เบอร์ admin แผนกไป เพราะถ้าสัญญาเยอะเราจะตอบคำถามของคนส่งเอกสารทั้งวัน

siri
โพสต์: 1766
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

Re: ผู้ว่าจ้างนำงานก่อสร้างซึ่งผิดแบบไปใช้งานโดยยังไม่ผ่านการการตรวจรับ

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » พฤหัสฯ. มิ.ย. 24, 2021 10:36 pm

#จบกฎหมายใหม่ต้องใช้เวลาเรียนรู้นานแค่ไหนจึงจะสามารถทำงานสัญญาจนเป็นที่ได้รับความไว้วางใจ
ปัญหาของคนเรียนกฎหมายส่วนใหญ่ คือเรียนเพื่อสอบ และพวกเราเรียนกันหนักมาก รู้มาก แต่พอจะนำมาใช้งานในภาคปฏิบัติจริง ๆ ส่วนใหญ่ไม่สามารถนำความรู้ที่มีมากมายมาปรับใช้กับการทำงานภาคปฏิบัติได้
พี่รุ่งขอนำข้อสังเกตจากประสบการณ์ที่เคยเกิดกับตัวเอง และวิธีที่พี่ใช้สอนน้องใน Team เกี่ยวกับการเริ่มต้นการทำงานด้านสัญญามาแบ่งปัน เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อน ๆ และน้อง ๆ ที่ยังไม่เคยรู้เรื่องนี้
1. ทำความเข้าใจธุรกิจที่เราไปทำงานหรือร่างสัญญาให้
2. ทำความเข้าใจความกังวลของผู้ใช้ และคิดเสมอว่าเราจะทำอย่างไรให้สัญญาของเราอ่านเข้าใจง่าย คนใช้สัญญาไม่มีปัญหาและไม่กลับมาถามเราอีก
3. เข้าใจข้อกฎหมายและความเสี่ยงทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสัญญาที่เรากำลังจะร่าง
4. ถ้าเป็นงานขององค์กรใหญ่ ๆ ต้องเข้าใจระเบียบปฏิบัติขององค์กรด้วย
5. ร่างสัญญาทุกวัน (ไม่เก่งให้รู้ไป)
6. อยู่กับปัญหาเยอะ ๆ นาน ๆ เราจะรู้ว่าความเสี่ยงของสัญญาแต่ละประเภทเป็นอย่างไร เพราะปัญหาจะทำให้ค้นคว้าเพื่อหาทางออก ดังนั้นอย่ากลัวปัญหา เพราะทุก ๆ ปัญหาจะทำให้เราเก่งขึ้น (แต่ต้องอย่าลืมเตือนตัวเราเรื่องเวลาและปริมาณงานด้วยนะ เพราะถ้างานกับเวลาไม่สัมพันธ์กัน เราก็จะกลายเป็นคนมีปัญหาซะเอง)
7. ข้อสุดท้ายสำคัญมาก ฝึกทักษะในการสื่อสารเพื่อให้ได้มาซึ่งมูลในการร่างสัญญา ร่างสัญญาเสร็จสัญญาเด้งไปเด้งมามีวิธีจัดการอย่างไร
ถามว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน ถึงจะทำงานได้อย่างมั่นใจ อันนี้แล้วแต่คน ถ้าขยันและตั้งใจมุ่งมันทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จริง ๆ 1 ปี ก็เก่งแล้ว

siri
โพสต์: 1766
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 25, 2020 9:57 am
ติดต่อ:

Re: รวมข้อเขียนข้อกฏหมายจากเพจกฏหมายผู้ประกอบการ

โพสต์ที่ยังไม่ได้อ่าน โดย siri » พฤหัสฯ. มิ.ย. 24, 2021 10:37 pm

จากประสบการณ์ที่เคยเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาด้านกฎหมายในการส่งมอบงานตามสัญญาในหลายโครงการ พบว่าคนที่บทบาทในการส่งมอบงานนอกจากทีมงานที่มีคุณภาพแล้ว Project Manager - PM คืออีกบุคคลหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญมากที่มีผลต่อความสำเร็จของการส่งมอบงาน
แต่บางครั้งปัญหาในการส่งมอบงานตามสัญญาก็อาจมาจาก PM เอง จึงขอสรุปตามมุมมองที่พี่รุ่งได้พบเจอคือ
..
1. PM ไม่สามารถวิเคราะห์ปัญหาที่แท้จริงได้ ไม่รู้ว่าปัญหาคือปัญหา ซึ่งอาจจะเกิดจากการไม่เข้าใจปัญหา ทำให้ปัญหาบานปลายนำไปสู่การเกิดค่าปรับตามสัญญา
เคยอ่านเจอให้ในเพจ mission to the moon เมื่อหลายปีก่อน ได้ให้คำแนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
ถ้าตัว PM ไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริง อาจจะหาวิธีแก้ปัญหาโดยตัดสิ่งที่ user ไม่ต้องการออก หรือสิ่งที่ user ทำเกินความจำเป็น ซึ่งผู้ทำบริหารสัญญาต้องตอบปัญหาเหล่านี้ก่อน
1.1 อะไรคือสิ่งที่คนอื่นคิดว่าโครงการนี้จะส่งมอบ
1.2 ทำไมคนอื่นถึงคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา
1.3 มีใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาหรือผลลัพธ์ของโครงการนี้
1.4 ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด (stakeholders) มีเป้าหมายกับโครงการนี้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
1.5 อะไรคือสิ่งที่ใช้วัดว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จหรือไม่ (สามารถมีได้หลายอย่าง) = = > ซึ่งข้อนี้หลายคนเข้าใจผิดว่าความสำเร็จคือการส่งหนังสือส่งมอบงาน แต่ความจริงของเรื่องนี้คือ output + outcome + เวลาที่สัญญากำหนด+ต้นทุนที่กำหนด
..
2. PM มองปัญหาไม่สุด ขาดการวิเคราะห์ผลกระทบ เช่น การส่งหนังสือโต้ตอบในโครงการ บางครั้งไม่ส่งเลย หรือส่งแต่ส่งผิดจังหวะ ทำให้มีปัญหาเรื่องค่าปรับตามมาอีก
ปัญหาส่วนนี้อาจเกิดจากความไม่รู้ หรือมีงานที่ต้องรับผิดชอบหลายงานมากเกินไป
..
3. PM จัดลำดับในการแก้ไขปัญหาผิด เช่น ถ้าเกิดปัญหาควรเจรจาก่อน ไม่ใช่ส่งหนังสือโต้ตอบในเชิงกฎหมาย เพราะแทนที่จะได้ช่วยแก้ไขปัญหา กลับซ้ำเติมทำให้ทุกอย่างแก้ไขยากกว่าเดิม
..
4. PM รู้ปัญหาแต่เก็บงำปัญหาไว้เพียงลำพัง และพยามแก้ไขด้วยตัวเอง แก้ไขได้ก็จบไป แต่ถ้าแก้ไขไม่ได้บอกเลยว่า “เสียหายหนักมาก”
บางกรณีรู้ปัญหาและไม่เล่าความจริง หรือเล่าแต่เล่านิดเดียว ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากหัวหน้ารับความจริงไม่ได้ ดังนั้นการเก็บงำไว้อาจปลอดภัยในชีวิตมากกว่า อันนี้อาจจะแก้ไขปัญหาที่หัวหน้าด้วย
..
5. PM กอดงานไว้คนเดียว ทำให้ทำงานไม่ทัน ==> กูรูด้านการบริหารโครงการแนะนำว่า อาจแก้ไขด้วยวิธีกระจายงานให้คนอื่นทำ โดยแบ่งตามลักษณะงาน คืองานทั่วไปที่ใครทำก็ได้ งานที่ต้องใช้ทักษะพิเศษ หรืองานที่ PM ทำได้คนเดียว เช่นงานควบคุมงบประมาณโครงการ เป็นต้น
..
ในสูตรสำเร็จของการบริหารโครงการ หรือการบริหารสัญญา PM ต้องมีทักษะอีกมากมาย แต่สิ่งที่นำมาเล่าในวันนี้เป็นแค่ส่วนเล็กน้อยตามมุมมองที่พบเจอ
..
จากที่พบบ่อยๆ ในสัญญากับภาครัฐ
PM พบปัญหาในการบริหารสัญญาเเต่มักจะไม่เร่งเเจ้งคู่สัญญาจนใกล้สิ้นสุดส่งมอบ บางทีวันสุดท้าย ส่งผลให้คู่สัญญา (รัฐ)​ พิจารณาขยายระยะเวลาส่งมอบไม่ทันเนื่องจากมีกระบวนการตามระเบียบภาครัฐ
จึงทำให้เกิดเป็นค่าปรับ เเล้วจึงมาขอลดหรืองดค่าปรับ ซึ่งก่อให้เกิดความวุ่นวายกันต่อไป

*******************************************************************************************

6 ปัญหาที่นำไปสู่ความล้มเหลวในการส่งมอบงาน
..
กูรูด้านการบริหารโครงการ กล่าวเอาไว้ว่าผู้บริหารโครงการ (Project Manager - PM) ต้องมีทักษะหลัก ๆ 3 อย่าง คือ
1. ทักษะด้านการบริหารจัดการองค์กร (Organizational skills)
2. ทักษะด้านการเงิน (Financial Skills)
3. ทักษะด้านคน (People Skills)
แต่วันนี้จะมาชวนคุยเฉพาะทักษะในการ “แก้ไขปัญหา” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทักษะด้านผู้คน
การวิเคราะห์ปัญหาและสามารถแก้ไขปัญหา เป็นทักษะลำดับต้น ๆ ที่ PM ต้องมี
ถ้าขาดทักษะนี้จะทำให้โครงการหรือสัญญาที่กำลังบริหารอยู่ไปถึงเป้าหมายแบบทุลักทุเล หรืออาจถึงขั้นขาดทุนย่อยยับ
..
จากประสบการณ์ที่เคยเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาสัญญาหรือข้อกฎหมายในหลายโครงการ นี่คือสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้โครงการล้มเหลว คนอื่นอาจมีมากกว่านี้นะคะ แต่ที่พี่รุ่งเจอพอสรุปได้ว่า
...
1. PM ไม่สามารถวิเคราะห์ปัญหาที่แท้จริงได้ ไม่รู้ว่าปัญหาคือปัญหา ซึ่งอาจจะเกิดจากการไม่เข้าใจปัญหา ทำให้ปัญหาบานปลายนำไปสู่การเกิดค่าปรับตามสัญญา
เคยอ่านเจอให้ในเพจ mission to the moon เมื่อหลายปีก่อน ได้ให้คำแนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
ถ้าตัว PM ไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริง อาจจะหาวิธีแก้ปัญหาโดยตัดสิ่งที่ user ไม่ต้องการออก หรือสิ่งที่ user ทำเกินความจำเป็น PM และต้องตอบปัญหาเหล่านี้ก่อน
1.1 อะไรคือสิ่งที่คนอื่นคิดว่าโครงการนี้จะส่งมอบ
1.2 ทำไมคนอื่นถึงคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา
1.3 มีใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาหรือผลลัพธ์ของโครงการนี้
1.4 ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด (stakeholders) มีเป้าหมายกับโครงการนี้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
1.5 อะไรคือสิ่งที่ใช้วัดว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จหรือไม่ (สามารถมีได้หลายอย่าง) = = > ซึ่งข้อนี้หลายคนเข้าใจผิดว่าความสำเร็จคือการส่งหนังสือส่งมอบงาน แต่ความจริงของเรื่องนี้คือ output + outcome + เวลาที่สัญญากำหนด+ต้นทุนที่กำหนด == ใครทำได้ตามนี้ คือ Supper PM
..
2. PM มองปัญหาไม่สุด ขาดการวิเคราะห์ผลกระทบ เช่น การส่งหนังสือโต้ตอบในโครงการ บางครั้งไม่ส่งเลย หรือส่งแต่ส่งผิดจังหวะ ทำให้มีปัญหาเรื่องค่าปรับตามมาอีก
ปัญหาส่วนนี้อาจเกิดจากความไม่รู้ หรือมีโครงการในมือมีหลายโครงการมากเกินไป
..
3. PM raise ปัญหา พอมีคนเข้าไปช่วย ก็โยนปัญหาให้คนที่เข้าไปช่วย แล้ว PM ก็ทำหน้าที่แค่ Tracking ว่าคนที่เข้าไปช่วยทำอะไรไปบ้าง มีข้อบกพร่องอะไรบ้าง แล้วก็รายงานนาย = = > ส่งผลให้สร้างความแตกแยกใน Team และหากมีปัญหาแบบเดียวกันอีก PM จะไม่ได้รับความร่วมมือจาก Team คนที่ได้รับความเสียหายจากเรื่องนี้เต็ม ๆ ก็คือองค์กร
สาเหตุของมุมองแบบนี้ อาจมาจาก PM ไม่เข้าใจว่า ตัว PM เองคือคนที่บทบาทสำคัญที่สุด เป็นหัวเรือใหญ่ในการแก้ไข และจะต้องอยู่กับ Team เป็นส่วนหนึ่งของ Team จนกว่าปัญหานั้นจะจบลง
..
4. จัดลำดับในการแก้ไขปัญหาผิด เช่น ถ้าเกิดปัญหาควรเจรจาก่อน ไม่ใช่ส่งหนังสือโต้ตอบในเชิงกฎหมาย เพราะแทนที่จะได้ช่วยแก้ไขปัญหา กลับซ้ำเติมทำให้ทุกอย่างแก้ไขยากกว่าเดิม
..
5. PM รู้ปัญหาแต่เก็บงำปัญหาไว้เพียงลำพัง และพยามแก้ไขด้วยตัวเอง แก้ไขได้ก็จบไป แต่ถ้าแก้ไขไม่ได้บอกเลยว่า “เสียหายหนักมาก”
บางกรณีรู้ปัญหาและไม่เล่าความจริง หรือเล่าแต่เล่านิดเดียว ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากหัวหน้ารับความจริงไม่ได้ ดังนั้นการเก็บงำไว้อาจปลอดภัยในชีวิตมากกว่า อันนี้อาจจะแก้ไขปัญหาที่หัวหน้าด้วย
..
6. กอดงานไว้คนเดียว ทำให้ทำงานไม่ทัน ==> กูรูด้านการบริหารโครงการแนะนำว่า อาจแก้ไขด้วยวิธีกระจายงานให้คนอื่นทำ โดยแบ่งตามลักษณะงาน คืองานทั่วไปที่ใครทำก็ได้ งานที่ต้องใช้ทักษะพิเศษ หรืองานที่ PM ทำได้คนเดียว เช่นงานควบคุมงบประมาณโครงการ เป็นต้น
..
ในสูตรสำเร็จของบริหารโครงการ PM ต้องมีทักษะอีกมากมาย แต่สิ่งที่นำมาเล่าในวันนี้เป็นแค่ส่วนเล็กน้อยตามมุมมองที่พบเจอ อาจผิดหรือถูกก็ได้
การนำมุมมองมาแบ่งปันมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เป็นแนวทางในการวางแผนการแก้ไขปัญหาการบริหารโครงการหรือบริหารสัญญาของเพื่อน ๆ เพราะบางครั้งการเริ่มต้นแก้ไขปัญหาตรงคำตอบที่ว่า “อยากได้ก็ไปฟ้องเอา” อาจไม่เป็นผลดีกับองค์กร
หากเพื่อน ๆ มีข้อเสนอแนะ ส่งมาแบ่งปันทาง comment ได้เลยนะคะ
.......
ด้วยรักและขอบคุณ
ทนายรุ่ง
แก้ไขล่าสุดโดย siri เมื่อ พฤหัสฯ. มิ.ย. 24, 2021 11:19 pm, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

ตอบกลับโพส

ย้อนกลับไปยัง “กฏหมาย สังคมและชุมชน”

ผู้ใช้งานขณะนี้

สมาชิกกำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และบุคลทั่วไป 1